เรื่อง เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ
ท่ามกลางาสังหารี่บัดนี้เงียบสงัดลงเหลือเพียงเสียงหวีดหวิวของลมเหมันต์ ไป๋หย่งเจิ้งค่อยๆ ก้าวเดินฝ่ากองซากศพของโจรป่าและผู้คุ้มภัย รองเท้าบูทหนังสัตว์ของเขาย่ำลงบนหิมะี่ถูกชโลมจนกลายเป็นโคลนสีเลือด ดาบเหล็กดำี่เพิ่งดื่มด่ำโลหิตจนอิ่มหนำถูกเก็บเข้าฝัก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแห่งความตายี่ยังคงแผ่ซ่านออกมาจากตัวมังกรหนุ่ม
เบื้องหน้าของเขา ห่างออกไปไม่กี่ก้าวบริเวณซากรถม้าี่พลิกคว่ำ ปรากฏร่างของเด็กสาวในชุดผ้าฝ้ายซอมซ่อกำลังนั่งคุกเข่ากอดร่างของสตรีนางหนึ่งเอาไว้แน่น ร่างกายของเด็กสาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรงตามจังหวะการสะอื้นไห้ น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มจนเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นและคราบเลือด นางคือ 'เสี่ยวฮวา' สาวใช้ผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้
"คุณหนู... คุณหนูของข้า... ฮือๆๆ... ลืมตาขึ้นมาสิเจ้าคะ... ท่านจะทิ้งบ่าวไว้คนเดียวได้อย่างไร... ฮือๆๆ..."
เสี่ยวฮวาพร่ำเพ้อเรียกหาเจ้านายด้วยน้ำเสียงี่แหบพร่าและปานจะขาดใจ นางตระกองกอดศีรษะของคุณหนูใหญ่แนบชิดกับหน้าอกของตนเอง ไม่รังเกียจเลยแม้แต่น้อยว่าร่างนั้นจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบความอัปยศมากเพียงใด
ไป๋หย่งเจิ้งหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของพวกนาง นัยน์ตาสีเข้มของเขากวาดมองลงไปพิจารณาสภาพของคุณหนูตระกูลผู้ดีี่นอนแน่นิ่งอยู่ในอ้อมกอดของสาวใช้ ภาพี่เห็นทำให้หัวใจของชายหนุ่มต้องกระตุกวูบ ความรู้สึกหดหู่และเวทนาตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ี่ลำคอ
เรือนร่างของคุณหนูใหญ่เปลือยเปล่าและเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกย่ำยีอย่างทารุณี่สุด รอยกัด รอยฟกช้ำ และคราบน้ำลายผสมคราบกามสีขาวขุ่นเกาะติดอยู่ตามผิวพรรณี่เคยขาวผ่องดุจหิมะ โดยเฉพาะบริเวณช่วงล่าง... ขาทั้งสองข้างของนางยังคงกางออกเล็กน้อย เผยให้เห็น 'รูหี'ี่บานช้ำ แดงก่ำ และฉีกขาดอย่างน่ากลัว เลือดสดๆ ผสมปนเปกับ 'น้ำ-วย'ของพวกโจรป่านับสิบคนี่รุมกระหน่ำฉีดพ่นใส่ ไหลทะลักและย้อยลงมาตามง่ามขาจนเปียกชุ่มพื้นหิมะเบื้องล่าง มันคือหลักฐานแห่งความวิปริตและป่าเถื่อนี่พวกเดนมนุษย์ได้ทิ้งเอาไว้
ทว่า... สิ่งี่ทำให้ลมหายใจของไป๋หย่งเจิ้งต้องสะดุด ไม่ใช่ร่องรอยของการถูกรุม เ-็ดอย่างโหดร้าย แต่เป็นสิ่งี่ปักคาอยู่ี่หน้าอกข้างซ้ายของคุณหนูใหญ่ต่างหาก!
ปิ่นปักผมเงินประดับหยกรูปดอกเหมย ซึ่งเคยเป็นเครื่องประดับอันงดงามบนมวยผมของนาง บัดนี้มันถูกแทงทะลุผ่านผิวเนื้อ ทิ่มแทงลึกเข้าไปจนมิดด้าม ด้ามปิ่นปักเสียบทะลุขั้วหัวใจอย่างแม่นยำและเด็ดขาด เลือดสีแดงคล้ำไหลซึมออกมาจากบาดแผล ย้อมหน้าอกี่เต็มไปด้วยรอยดูดเม้มจนแดงฉาน ใบหน้าของคุณหนูใหญ่แม้จะซีดเผือดและมีคราบน้ำตา แต่กลับไร้ซึ่งความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่ มันมีความเด็ดเดี่ยวและสงบงัน ราวกับว่าความตายคือทางออกเดียวี่นางปรารถนา
"นาง... ฆ่าตัวตาย..." หย่งเจิ้งพึมพำกับตนเองเสียงแผ่วเบา ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ
ภาพปิ่นปักผมี่แทงทะลุขั้วหัวใจ กระตุ้นเตือนความทรงจำอันเลวร้ายในส่วนลึกของจิตใจให้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของมารดา... ไป๋หย่งชิง... ี่ถูกไอ้เฒ่าพองลมกูกู่เถิงจับถ่างขาขืนใจกลางป่าทึบผุดขึ้นมาซ้อนทับกับร่างของคุณหนูใหญ่เบื้องหน้า
"สตรีผู้มีเกียรติและหยิ่งทะนง... เมื่อถูกเดนมนุษย์ย่ำยีศักดิ์ศรีจนแหลกสลาย หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ นางย่อมเลือกี่จะจบชีวิตตนเองด้วยมือของนางเอง เพื่อล้างความอัปยศอดสูและปกป้องเกียรติยศเฮือกสุดท้าย..."
หย่งเจิ้งคิดในใจ สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เขาหลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวี่ย้อนหลังกลับมาโจมตีจิตใจ "ท่านแม่... ในคืนนั้นี่วสันต์สีเลือด... หากท่านแม่ไม่ถูกไอ้เฒ่าบัดซบนั่นสกัดจุดเอาไว้จนขยับตัวไม่ได้... หากข้าไม่ได้ตื่นขึ้นมาทันเวลาและใช้วาจาเกลี้ยกล่อมรั้งสติของท่านเอาไว้... ป่านนี้... ผู้ี่นอนจมกองเลือดโดยมีปิ่นปักผมแทงทะลุหัวใจ ก็คงจะเป็นท่านแม่ของข้าเป็นแน่..."
ความตายของคุณหนูใหญ่ ทำให้มังกรหนุ่มตระหนักได้ถึงความเปราะบางของจิตใจสตรีี่ถูกขืนใจ เขารู้สึกโชคดีและโล่งใจอย่างประหลาด ี่ตนเองสามารถปกป้องมารดาจากความตายในคืนนั้นได้ และยิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวกัวฉงเฟิงและสำนักเจิ้นเหว่ย ี่มอบี่พักพิงอันปลอดภัยให้แก่มารดาของเขา
(ช่างเป็นความตลกร้ายและน่าเวทนายิ่งนัก! มังกรหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ กลับมืดบอดและหลงผิดอย่างมหันต์! เขารู้สึกโชคดีี่รั้งมารดาไว้ได้ โดยไม่รู้เลยว่าการมีชีวิตอยู่ของไป๋หย่งชิงในยามนี้ มันเลวร้ายและอัปยศยิ่งกว่าความตายเป็นร้อยเท่าพันทวี! มารดาี่เขาคิดว่ากำลังปลอดภัยและรักษาเกียรติยศ บัดนี้กลับกลายเป็นสตรีร่านสวาที่เสพติดการถูกรุม เ-็ดเป็นภาชนะรองรับน้ำกามของบ่าวไพร่และอันธพาล และพร้อมี่จะแหกขาอ้า หีให้ใครก็ได้ี่ให้ความสุขแก่นาง!)
ไป๋หย่งเจิ้งถอนหายใจยาว เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปหาเสี่ยวฮวาี่ยังคงร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุด ชายหนุ่มปลดเสื้อคลุมหนังสัตว์ผืนหนาี่เขาสวมใส่อยู่ออก แล้วย่อตัวลง คลี่เสื้อคลุมผืนนั้นห่มคลุมทับเรือนร่างเปลือยเปล่าและเปรอะเปื้อนของคุณหนูใหญ่ ปิดบังร่องรอยความอัปยศและความโสมมทั้งหมดไว้ภายใต้ร่มเงาของเสื้อคลุม เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ดวงวิญญาณี่ล่วงลับ
สัมผัสี่อบอุ่นจากเสื้อคลุม ทำให้เสี่ยวฮวาสะดุ้งสุดตัว นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มาใหม่ด้วยดวงตาี่เบิกกว้างและตื่นตระหนก เมื่อเห็นใบหน้าอันหล่อเหลาี่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด และดาบเหล็กดำี่สะพายอยู่กลางหลัง เด็กสาวก็รีบขยับตัวถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว สัญชาตญาณระแวดระวังภัยทำงานอย่างเต็มี่
"ยะ... อย่าเข้ามานะ! ท่านเป็นใคร... จะทำอะไรพวกเราอีก!" นางละล่ำละลักถามเสียงสั่น ร่างกายหดเกร็งเข้าหากัน
"ไม่ต้องกลัว..." ไป๋หย่งเจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและพยายามปรับให้ดูอ่อนโยนี่สุดเท่าี่จะทำได้ "ข้าไม่ใช่พวกเดียวกับโจรป่าพวกนั้น ข้าเป็นเพียงนักเดินทางี่ผ่านมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี... ข้าได้จัดการสังหารพวกโจรี่ยังเหลือรอดจนหมดสิ้นแล้ว เจ้าปลอดภัยแล้วล่ะ"
เสี่ยวฮวากะพริบตาปริบๆ น้ำตายังคงไหลริน นางกวาดสายตามองข้ามไหล่ของหย่งเจิ้งไปด้านหลัง และพบว่าสิ่งี่เขาพูดคือความจริง กลุ่มโจรป่าี่เคยกักขฬะและส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ย บัดนี้กลายเป็นเพียงเศษซากเนื้อี่ถูกสับฟันจนเละเทะนอนเกลื่อนกลาดอยู่เต็มาหิมะ ไม่มีใครยืนหยัดอยู่ได้แม้แต่คนเดียว บุรุษหนุ่มตรงหน้าเพียงคนเดียว สามารถสังหารมัจจุราชนับร้อยได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม!
เมื่อตระหนักได้ว่าตนเองพ้นจากขุมนรกแล้ว ความตึงเครียดี่สะสมมาก็พังทลายลง เสี่ยวฮวาปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นการร้องไห้ด้วยความโล่งใจปนความโศกเศร้า นางก้มศีรษะลงกราบี่แทบเท้าของไป๋หย่งเจิ้งอย่างนอบน้อม
"ขอบพระคุณนายท่าน... ขอบพระคุณี่ช่วยชีวิตบ่าวไว้... หากไม่ได้นายท่าน บ่าวคงต้องตกนรกทั้งเป็นไปแล้ว... ฮือๆๆ..."
"ลุกขึ้นเถิด" หย่งเจิ้งเอื้อมมือไปประคองไหล่ี่สั่นเทาของเด็กสาวให้ลุกขึ้นนั่ง "เจ้าชื่ออะไร? แล้วเหตุใดขบวนคาราวานของพวกเจ้าจึงมาถูกโจรป่าดักปล้นในหุบเขาี่ห่างไกลเช่นนี้ได้?"
เสี่ยวฮวาใช้หลังมือเช็ดน้ำตาและคราบเลือดบนใบหน้า นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้น ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้มีพระคุณฟังด้วยน้ำเสียงี่สั่นเครือ
"บ่าวชื่อเสี่ยวฮวาเจ้าค่ะ... เป็นเพียงสาวใช้ก้นครัวี่นายท่านเมตตาเก็บมาเลี้ยงดู... นายท่านของข้าเป็นคหบดีใหญ่แห่งแดนใต้ กำลังเดินทางอพยพครอบครัวและขนย้ายสินค้าเพื่อไปตั้งรกรากและทำการค้าี่เมืองหลวงนครฉางอัน... แต่... แต่เมื่อขบวนรถม้าเข้าสู่หุบเขากุยซานแห่งนี้ ก็ถูกพวกโจรป่าชั่วช้าดักซุ่มโจมตี..."
ดวงตากลมโตของนางเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ี่เพิ่งผ่านพ้นไป "พวกมันมีกันเป็นร้อย... ผู้คุ้มภัยของพวกเราสู้ไม่ได้... นายท่านถูกยิงด้วยธนูจนสิ้นใจตายคาี่... ส่วนคุณหนู... คุณหนูของข้า..."
เสียงของเสี่ยวฮวาขาดหายไปชั่วขณะ นางสะอื้นฮัก ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดผวาเมื่อภาพความทรงจำอันเลวร้ายฉายชัดขึ้นมาในหัว "หัวหน้าโจรป่า... มันลากคุณหนูลงมาจากรถม้า... มันฉีกเสื้อผ้าของคุณหนูออก... แล้ว... แล้วมันก็งัดเอาสิ่งโสมมของมัน... ทะลวงกระแทกเข้าไปในร่างกายของคุณหนู... มันย่ำยีความบริสุทธิ์ของคุณหนูอย่างป่าเถื่อน... จากนั้นพวกมันนับสิบคน ก็พากันเข้ามารุม... รุม เ-็ดคุณหนูอย่างไม่ปรานี... พวกมันกระทำย่ำยีคุณหนูทุกวิถีทางจนคุณหนูสลบไป..."
ไป๋หย่งเจิ้งรับฟังด้วยใบหน้าี่เรียบตึง กรามของเขาขบเข้าหากันแน่น แม้เขาจะคาดเดาเหตุการณ์ได้จากการเห็นสภาพศพ แต่การได้ยินคำบอกเล่าจากปากพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์ มันยิ่งตอกย้ำความโหดร้ายและวิปริตของพวกเดนมนุษย์ให้ลึกลงไปในจิตใจของเขา
"แล้วเหตุใดคุณหนูของเจ้าจึง..." หย่งเจิ้งปรายตามองไปี่ปิ่นปักผมี่ปักคาอกศพ
"คุณหนูของข้าเป็นสตรีี่รักศักดิ์ศรีและหยิ่งทะนงยิ่งกว่าชีวิตเจ้าค่ะ..." เสี่ยวฮวาตอบเสียงสะอื้น "เมื่อพวกมันเสร็จกิจและผละออกไปเตรียมขนเสบียง... คุณหนูก็ฟื้นคืนสติขึ้นมา... นางเห็นสภาพี่น่าอดสูของตนเอง นางรับไม่ได้กับความอัปยศี่ถูกพวกชายกักขฬะรุมโทรม... นางจึง... นางจึงใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย ถอดปิ่นปักผมออก แล้วแทงเข้าี่หัวใจของตนเองเพื่อหนีความอัปยศเจ้าค่ะ... นางบอกว่ายอมตายเสียดีกว่าต้องมีชีวิตอยู่อย่างหญิงี่แปดเปื้อน..."
เสี่ยวฮวาก้มหน้างุด สองมือบีบเข้าหากันแน่น ความรู้สึกผิดและละอายใจตีตื้นขึ้นมาในอก "บ่าว... บ่าวมันขี้ขลาด... บ่าวกลัวตาย... บ่าวทำได้แค่นอนหมอบอยู่กับพื้น ปล่อยให้พวกมันจับกดไว้... บ่าวได้แต่มองดูคุณหนูถูกรุม เ-็ดมองดูคุณหนูปลิดชีพตนเอง โดยี่บ่าวไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวเข้าไปช่วย... บ่าวเป็นสาวใช้ี่เลวทรามี่สุด... ฮือๆๆ..."
คำสารภาพี่เต็มไปด้วยความสมเพชตนเองของเสี่ยวฮวา ทำให้หย่งเจิ้งรู้สึกสงสารเด็กสาวจับใจ เขาไม่ได้มองว่านางขลาดเขลา แต่เขามองเห็นความเป็นจริงของโลกใบนี้ โลกี่สตรีไร้ทางสู้ไม่อาจขัดขืนต่อพละกำลังและอำนาจมืดของบุรุษี่แข็งแกร่งกว่าได้
"เจ้าอย่าได้โทษตัวเองเลยเสี่ยวฮวา..." หย่งเจิ้งเอ่ยปลอบโยนด้วยความเข้าใจ "เจ้าเป็นเพียงสตรีบอบบางี่ไม่มีวิชายุทธ จะเอาพละกำลังี่ไหนไปต่อกรกับฝูงโจรป่านับร้อยได้ การี่เจ้ารักษาชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ ก็นับว่าสวรรค์เมตตามากแล้ว... คุณหนูของเจ้าเลือกเส้นทางของนางเองเพื่อรักษาเกียรติยศ สิ่งี่เจ้าควรทำในตอนนี้ ไม่ใช่การมานั่งร้องไห้ก่นด่าตัวเอง แต่คือการมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดีี่สุดต่างหาก"
คำพูดของมังกรหนุ่มผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาและเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่ง เปรียบเสมือนแสงสว่างสายเล็กๆ ี่สาดส่องลงมาในจิตใจี่มืดมิดและหวาดผวาของเสี่ยวฮวา นางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาี่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและเทิดทูน ในวินาทีนั้นเอง ี่เมล็ดพันธุ์แห่งความผูกพันและการพึ่งพาอาศัยได้ถูกหว่านลงในใจของสาวใช้ผู้อาภัพ โดยี่นางไม่รู้เลยว่า... การก้าวเดินตามหลังบุรุษผู้นี้ จะนำพานางไปสู่ชะตากรรมี่มืดดำและวิปริตยิ่งกว่าการตกเป็นเหยื่อของโจรป่าเสียอีก!
ลมเหมันต์พัดกรรโชกมาอีกระลอก หอบเอาเกล็ดหิมะให้ปลิวว่อนไปทั่วาสังหาร ไป๋หย่งเจิ้งทอดสายตามองดูซากปรักหักพังของขบวนคาราวาน รถม้าไม้หอมี่เคยวิจิตรตระการตาบัดนี้แตกหักพังยับเยิน หีบสัมภาระี่บรรจุผ้าไหมและของมีค่าถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ศพของผู้คุ้มภัยและท่านคหบดีนอนเกลื่อนกลาดจมกองเลือดี่เริ่มแข็งตัวเพราะความหนาวเย็น
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เขารู้สึกเวทนาต่อโศกนาฏกรรมเบื้องหน้า แต่ด้วยภาระหน้าี่ี่ต้องเดินทางไปสืบข่าวถึงเมืองหลวงนครฉางอัน เขาย่อมไม่อาจเสียเวลาพาศพของคนเหล่านี้เดินทางกลับไปทำพิธีฝังี่บ้านเกิดเมืองนอนของพวกนางได้ ยิ่งไปกว่านั้น ระยะทางี่ห่างไกลและสภาพอากาศี่เลวร้าย การบรรทุกศพไปย่อมรังแต่จะสร้างปัญหา
หย่งเจิ้งหันกลับมามองเด็กสาวในชุดผ้าฝ้ายี่ยังคงนั่งกอดร่างไร้วิญญาณของคุณหนูใหญ่อยู่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะยื่นข้อเสนอี่เป็นทางออกี่ดีี่สุดในยามนี้
"แม่นางน้อย... ข้าเข้าใจความโศกเศร้าของเจ้า แต่คนตายไม่อาจฟื้นคืน และข้าเองก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธพเนจรี่กำลังเดินทางไปทำธุระสำคัญี่เมืองหลวง ข้าไม่อาจพาศพนายของเจ้ากลับไปส่งให้ถึงี่ได้ และการปล่อยทิ้งไว้กลางหุบเขาเช่นนี้ก็เกรงว่าจะเป็นอาหารของสัตว์ป่า..."
หย่งเจิ้งเว้นจังหวะเล็กน้อย นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มี่เปื้อนคราบน้ำตา "ข้ามีทางเลือกให้เจ้าสองทาง... หนึ่งคือ เจ้าจงไปรวบรวมเงินทองและของมีค่าจากหีบสัมภาระของนายเจ้ามาเสีย ข้าจะไม่แตะต้องทรัพย์สินเหล่านั้นแม้แต่อีแปะเดียว เจ้าจงนำเงินเหล่านั้นติดตัวไป ใช้เป็นทุนรอนในการตั้งตัวและหาี่พักพิงใหม่ แยกย้ายกันไปตามทางของตน..."
เสี่ยวฮวาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินข้อเสนอแรก นางส่ายหน้าปฏิเสธทันที ความหวาดกลัวต่อโลกภายนอกี่เพิ่งจะแสดงความโหดร้ายให้เห็น ทำให้เด็กสาวชาวบ้านผู้หัวอ่อนไม่กล้าแม้แต่จะคิดเดินทางเพียงลำพัง นางเพิ่งจะได้ประจักษ์ว่าสตรีี่อ่อนแอและไร้ทางสู้ เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของบุรุษกักขฬะ จะต้องพบเจอกับจุดจบี่น่าอดสูเพียงใด ภาพี่คุณหนูใหญ่ถูกฝูงโจรป่ากระชากเสื้อผ้า และใช้ท่อน -วยี่สกปรกโสมมกระหน่ำแทง เ-็ดเข้าไปใน รูหีี่บริสุทธิ์อย่างป่าเถื่อน ยังคงตามหลอกหลอนอยู่ในโสตประสาท หากนางต้องเดินทางคนเดียว นางคงไม่แคล้วถูกจับไปรุมโทรมจนตายเช่นเดียวกัน
"ส่วนทางเลือกี่สอง..." หย่งเจิ้งกล่าวต่อเมื่อเห็นท่าทีหวาดผวาของนาง "หากเจ้าไม่กลัวความลำบาก และไม่มีี่ไปจริงๆ... เจ้าจะติดตามข้าไปในฐานะ 'สาวใช้' ก็ได้ ข้าไม่อาจให้สัญญากับเจ้าได้ว่าหนทางข้างหน้าจะสุขสบาย เพราะข้าเองก็มีศัตรูี่ต้องรับมือ แต่ข้าขอให้สัตย์สาบานว่า ตราบใดี่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะไม่ยอมให้เดนมนุษย์หน้าไหนมาย่ำยีรังแกเจ้าได้เป็นอันขาด!"
ข้อเสนอี่สองประดุจขอนไม้ท่อนใหญ่ี่ลอยมาตรงหน้าคนตกน้ำ เสี่ยวฮวาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย นางถูกท่านคหบดีชุบเลี้ยงมาตั้งแต่ยังเล็ก ให้ี่พักพิงและอาหาร นางไม่มีญาติพี่น้องี่ไหนอีกแล้ว บัดนี้ผู้มีพระคุณทั้งสองได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ นางเหมือนลูกนกี่ไร้รัง การได้ติดตามบุรุษผู้แข็งแกร่งและมีคุณธรรมผู้นี้ ย่อมเป็นทางรอดเดียวี่นางมี
"นายท่าน... บ่าวเต็มใจเจ้าค่ะ!" เสี่ยวฮวาก้มศีรษะโขกพื้นหิมะอย่างนอบน้อม "บ่าวไม่มีี่ไปอีกแล้ว โลกภายนอกมันน่ากลัวเหลือเกิน บ่าวขอติดตามรับใช้นายท่านไปจนชั่วชีวิต ไม่ว่าหนทางจะยากลำบากเพียงใด บ่าวก็จะไม่ปริปากบ่น ขอเพียงนายท่านอย่าทอดทิ้งบ่าวก็พอเจ้าค่ะ!"
"ดี..." หย่งเจิ้งพยักหน้ารับ "ลุกขึ้นเถิด ในเมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าก็จะรับเจ้าไว้ดูแล"
เสี่ยวฮวาพยุงตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ทว่าสายตาของนางกลับทอดมองลงไปยังร่างไร้วิญญาณของคุณหนูใหญ่ี่ถูกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมหนังสัตว์ของหย่งเจิ้ง น้ำตาี่เพิ่งเหือดแห้งกลับมาเอ่อล้นอีกครั้ง นางสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยคำขอร้องประการหนึ่ง
"นายท่านเจ้าคะ... ก่อนี่เราจะออกเดินทาง บ่าวมีเรื่องอยากจะขอร้องนายท่านเป็นครั้งสุดท้าย... ขอให้นายท่านช่วยฝังศพของคุณหนูและท่านคหบดี ให้พวกท่านได้หลับอย่างสงบใต้ผืนดินด้วยเถิดเจ้าคะ... และ..."
แววตาี่เคยใสซื่อและขี้ขลาดของเด็กสาว ฉายแววเคียดแค้นขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อมองไปยังกองซากศพของพวกโจรป่า "และบ่าวขอให้นายท่าน... ช่วยตัดหัวของไอ้พวกโจรป่าสารเลว ี่มันบังอาจล่วงเกินและรุม เ-็ดคุณหนูของข้าจนนางต้องปลิดชีพตนเอง นำหัวของพวกมันมาเสียบประจานไว้ี่นี่ เพื่อเป็นการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของคุณหนูด้วยเถิดเจ้าค่ะ!"
แม้จะเป็นเพียงสาวใช้ผู้ต่ำต้อยและขี้กลัว แต่ความจงรักภักดีี่นางมีต่อเจ้านายก็ลึกซึ้งจนยอมเอ่ยปากขอร้องให้ลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดอย่างโหดเหี้ยม ไป๋หย่งเจิ้งรับฟังคำขอร้องนั้นด้วยความเข้าใจ เขามองเห็นถึงความเจ็บปวดี่ฝังลึกอยู่ในใจของนาง มังกรหนุ่มพยักหน้าช้าๆ รับคำอย่างหนักแน่น
"ข้าตกลง... ความปรารถนาของเจ้า ข้าจะสนองให้เอง"
กล่าวจบ ไป๋หย่งเจิ้งก็หันหลังเดินตรงไปยังาหิมะี่กว้างและห่างไกลจากกองซากศพเล็กน้อย เขายืนหยัดอย่างมั่นคง สูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกขยายกว้าง จิตวิญญาณเชื่อมต่อกับจุดตันเถียนี่กักเก็บ 'ดวงตะวัน' ทั้งหกดวงเอาไว้
แม้การใช้กำลังกายธรรมดาจะสามารถขุดหลุมได้ แต่พื้นดินในฤดูเหมันต์นั้นแข็งกระด้างประดุจศิลา การขุดหลุมฝังศพด้วยมือเปล่าหรือดาบย่อมเสียเวลามาก หย่งเจิ้งจึงตัดสินใจใช้วิธีี่รวดเร็วและทรงพลังี่สุด!
"ผลาญดวงตะวัน!"
มังกรหนุ่มดึงรั้งพลังงานจากดวงตะวันจำลองดวงี่สอง ทำการเผาผลาญมันในพริบตา! พลังปราณหยางอันร้อนระอุและดุดันไหลทะลักไปตามเส้นชีพจร เข้าสู่ท่อนแขนและถ่ายทอดลงสู่ 'ดาบเหล็กดำ' ในมือ ใบดาบี่เคยมืดมิดเปล่งแสงสีแดงฉานราวกับเหล็กี่เพิ่งยกออกจากเตาหลอม ไอร้อนพวยพุ่งทำลายเกล็ดหิมะรอบกายจนระเหยกลายเป็นไอหมอก
ไป๋หย่งเจิ้งกระโดดลอยตัวขึ้นสู่กลางอากาศ ง้างดาบเพลิงขึ้นเหนือศีรษะ แล้วฟาดฟันลงมาี่พื้นดินเบื้องล่างด้วยพละกำลังทั้งหมดี่มี!
"วิชาดาบทลายบรรพต กระบวนท่าี่สิบเอ็ด... พิภพสั่นสะเทือน!"
"ตูมมมมม!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาทประดุจฟ้าผ่าลงกลางหุบเขา! คลื่นพลังทำลายล้างี่ผสานระหว่างความหนักหน่วงของดาบและความร้อนแรงของปราณตะวัน อัดกระแทกลงบนพื้นผิวดินแข็งกระด้าง จนเกิดเป็นรอยแยกแตกร้าวขยายวงกว้าง หินก้อนใหญ่และเศษดินถูกกระแทกจนปลิวว่อนขึ้นไปในอากาศ แรงระเบิดเจาะทำลายพื้นดินจนกลายเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่ี่กว้างพอจะบรรจุร่างของคนสองคนได้อย่างสบาย!
เสี่ยวฮวาเบิกตากว้างแทบถลน อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ นางไม่เคยเห็นวิชายุทธี่ทรงอานุภาพและพลิกฟ้าคว่ำดินเช่นนี้มาก่อนในชีวิต บุรุษผู้นี้เปรียบเสมือนเทพสวรรค์ี่ลงมาจุติ!
เมื่อฝุ่นควันและไอร้อนเริ่มจางหาย ไป๋หย่งเจิ้งก็เก็บดาบเข้าฝัก เขาเดินกลับมาช่วยเสี่ยวฮวาประคองร่างของท่านคหบดีและคุณหนูใหญ่ไปยังหลุมศพี่เพิ่งสร้างขึ้น ร่างของคุณหนูใหญ่ยังคงถูกคลุมทับด้วยเสื้อคลุมหนังสัตว์ของหย่งเจิ้งอย่างมิดชิด ปิดบังความอัปยศี่ถูกฝูงบุรุษชั้นต่ำฉีดพ่นน้ำกามใส่ รูหีเอาไว้ตลอดกาล ทั้งสองช่วยกันกอบย้ายดินและหิมะกลบฝังร่างของผู้ล่วงลับอย่างทะนุถนอม ท่ามกลางเสียงสะอื้นไห้อาลัยอาวรณ์ของสาวใช้ผู้ภักดี
หลังจากฝังศพเจ้านายเสร็จสิ้น ไป๋หย่งเจิ้งก็ทำตามคำสัญญาี่ให้ไว้ เขาชักดาบเหล็กดำออกมากระชับมั่น เดินก้าวอาดๆ เข้าไปหาซากศพของโจรหน้าบากและโจรคนอื่นๆ ี่มีส่วนร่วมในการรุมโทรมคุณหนูใหญ่ ดาบสีดำทมิฬตวัดฟาดฟันลงบนคอหอยของพวกมันอย่างเด็ดขาดและแม่นยำ
"ฉับ! ฉับ! ฉับ!"
ศีรษะของพวกโจรป่าี่เต็มไปด้วยใบหน้าเหี้ยมเกรียมและรอยยิ้มค้างเติ่ง ถูกตัดขาดออกจากบ่ากลิ้งหลุนๆ ไปตามพื้นหิมะ หย่งเจิ้งรวบรวมศีรษะเหล่านั้น หยิบเอาหอกและง้าวี่ตกเกลื่อนกลาดของพวกโจรป่าขึ้นมา นำศีรษะเน่าเหม็นเหล่านั้นเสียบประจานไว้บนปลายแหลมของอาวุธ แล้วปักลงบนกองหิมะรายล้อมหลุมศพของคุณหนูใหญ่ ประดุจอนุสาวรีย์แห่งความแค้นและการลงทัณฑ์ี่น่าสยดสยอง เลือดสีคล้ำไหลย้อยลงมาตามด้ามหอก เป็นการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณี่ถูกพรากศักดิ์ศรีไปอย่างสาสม!
ทุกขั้นตอนดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและเด็ดขาด เมื่อภารกิจทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าในยามบ่ายคล้อยก็เริ่มมืดมิดลง หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ไป๋หย่งเจิ้งจูงม้าเหงื่อโลหิตเดินกลับมาหาเสี่ยวฮวาี่ยืนนิ่งอยู่หน้าหลุมศพ
"ข้าทำตามี่เจ้าขอร้องเรียบร้อยแล้ว" หย่งเจิ้งเอ่ยเสียงเรียบ "หนทางยังอีกยาวไกล หากไม่ออกเดินทางตอนนี้ คืนนี้เราอาจจะต้องนอนหนาวตายกลางหุบเขา"
เสี่ยวฮวาปาดน้ำตาเป็นครั้งสุดท้าย นางค้อมศีรษะทำความเคารพหลุมศพของผู้มีพระคุณ ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับนายคนใหม่ของนาง "บ่าวพร้อมแล้วเจ้าค่ะ นายท่าน..."
เด็กสาวยังคงไม่รู้ชื่อแซ่ของผู้มีพระคุณ นางจึงเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม "นายท่านโปรดเมตตาบอกนามของท่านให้บ่าวได้รับรู้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะได้เรียกขานได้ถูกต้อง"
"ข้ามีนามว่า 'ไป๋หย่งเจิ้ง'" มังกรหนุ่มเอ่ยแนะนำตัวอย่างเปิดเผย "และข้ากำลังเดินทางไปยังเมืองหลวงนครฉางอัน เพื่อสืบหาเบาะแสสำคัญและชำระหนี้แค้นของตระกูล"
"บ่าวชื่อเสี่ยวฮวาเจ้าค่ะ" นางแนะนำตัวกลับ แววตาของนางทอประกายความสงสัยเล็กน้อย "แล้ว... นายท่านไป๋... ท่านเดินทางมาเพียงลำพังเช่นนี้ ครอบครัวและสำนักของท่านเล่าเจ้าคะ พวกเขาไม่เป็นห่วงท่านหรือ?"
คำถามนั้นทำให้ไป๋หย่งเจิ้งยิ้มบางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มี่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและความเทิดทูนในบางสิ่งบางอย่างี่เสี่ยวฮวาไม่อาจเข้าใจได้
"ข้าก็เหมือนกับเจ้านั่นแหละเสี่ยวฮวา ตระกูลของข้าล่มสลายไปแล้ว บิดาของข้าถูกคนชั่วลอบสังหาร ข้าไม่มีบ้านให้กลับไปอีกแล้ว..." หย่งเจิ้งถอนหายใจยาว ก่อนี่น้ำเสียงของเขาจะแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นคงและหนักแน่น "แต่สวรรค์ก็ยังไม่ทอดทิ้งข้า ตอนนี้ข้าและท่านแม่ของข้า กำลังพึ่งพาและได้รับความคุ้มครองจาก 'สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย'แห่งเมืองกวางโจว!"
ทันทีี่ได้ยินชื่อ 'สำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย' ดวงตากลมโตของเสี่ยวฮวาก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงปนยินดี! ในฐานะี่ติดตามขบวนคาราวานค้าขายมาตลอดย่อมต้องรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของสำนักคุ้มกันภัยต่างๆ ในยุทธภพเป็นอย่างดี และชื่อของสำนักเจิ้นเหว่ยนั้น ก็ดังกึกก้องไปทั่วแดนใต้ว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่ง!
"สำนักเจิ้นเหว่ยหรือเจ้าคะ!" เสี่ยวฮวาอุทานด้วยความตื่นเต้น ความหวาดกลัวในใจลดทอนลงไปกว่าครึ่ง "บ่าวเคยได้ยินชื่อเสียงของสำนักนี้มานาน! ผู้คนต่างแซ่ซ้องว่าสำนักเจิ้นเหว่ยเป็นเสาหลักแห่งคุณธรรม ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทะนุถนอมคนดีและกำจัดคนชั่ว! ท่านประมุขกัวฉงเฟิงก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นวิญญูชนผู้สูงส่ง! นายท่านไป๋มีความสัมพันธ์อันใดกับสำนักนี้หรือเจ้าคะ?"
เมื่อเห็นท่าทีชื่นชมของสาวใช้ ไป๋หย่งเจิ้งก็ยิ่งยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ เขาพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น "ใช่แล้ว! สำนักเจิ้นเหว่ยคือสถานี่ี่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมน้ำมิตร! ท่านประมุขกัวฉงเฟิงเป็นสหายรักร่วมสาบานของท่านพ่อข้าเอง! ท่านลุงกัวและพี่เทียนอวี้ให้การต้อนรับพวกเราอย่างอบอุ่น มอบทั้งี่พักพิงใน 'เรือนบุปผาโปรย' ให้แก่มารดาข้า และยังเปิดหอตำราให้ข้าได้ฝึกวิชายุทธจนแข็งแกร่ง พวกเขาคือผู้มีพระคุณี่ยิ่งใหญ่ี่สุดของข้า! หากไม่ได้พวกเขา ป่านนี้ข้าและท่านแม่คงต้องตกระกำลำบากไปแล้ว!"
มังกรหนุ่มกล่าวสรรเสริญศัตรูี่กำลังย่ำยีมารดาของตนเองด้วยรอยยิ้มี่สว่างไสว!
เสี่ยวฮวาี่ได้ฟังเช่นนั้น ก็พลอยยิ้มกว้างออกมาด้วยความโล่งใจอย่างี่สุด นางรู้สึกว่าสวรรค์มีตา ี่ส่งบุรุษผู้มีเบื้องหลังแข็งแกร่งและเกี่ยวพันกับสำนักคุณธรรมอันดับหนึ่งมาช่วยชีวิตนางเอาไว้ นางเชื่ออย่างหมดหัวใจว่า การติดตามไป๋หย่งเจิ้ง และการได้พึ่งพาบารมีของสำนักเจิ้นเหว่ย จะทำให้นางมีชีวิตี่สงบสุข ปลอดภัย และหลุดพ้นจากความโหดร้ายของยุทธภพ
อนิจจา... ช่างเป็นบทสนทนาี่เต็มไปด้วยความมืดบอดและตลกร้ายอย่างถึงี่สุด!
บุรุษและสตรีี่เพิ่งจะรอดพ้นจากนรกของโจรป่า ต่างพากันชื่นชมและฝากความหวังไว้กับ 'นรกบนดิน' ี่โสมมและวิปริตยิ่งกว่า! ไป๋หย่งเจิ้งไม่มีทางรู้เลยว่า บิดาของตนถูกฆ่าโดยสหายรักผู้นั้น และมารดาของตนกำลังถูกกัวเทียนอวี้จับถ่างขา สวมขื่อคา และเปิดทางให้บ่าวไพร่เข้ามารุม เ-็ดอย่างเมามันในเรือนบุปผาโปรย!
ส่วนเสี่ยวฮวาเองก็หารู้ไม่ว่า การก้าวเท้าเข้าสู่ร่มเงาของตระกูลกัว จะเป็นจุดเริ่มต้นี่ทำให้นางต้องสูญเสียความบริสุทธิ์ ถูกกัวเทียนอวี้ย่ำยีศักดิ์ศรีของนางจนแหลกสลายไม่ต่างจากคุณหนูของนางเลย! ความเชื่อมั่นในคุณธรรมจอมปลอมนี้ จะเป็นโซ่ตรวนี่ผูกมัดพวกเขาทั้งสอง ให้จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความอัปยศี่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นมาได้ตลอดกาล!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??