เรื่อง รักมั่น นิรันดร์เดียวของท่านแม่ทัพ
“แม่ทัพทุกท่าน เตรียมตัวให้พร้อม! พรุ่งนี้คือวันแห่งชัยชนะของแคว้นจินเล่อ พวกมันจะต้องลิ้มรสความปราชัย! บดขยี้พวกมันให้แหลกลาน จงลุกขึ้นต่อสู้เพื่อแผ่นดินและผู้คนของเรา!”
เสียงตอบรับกึกก้องสะเทือนทั่วทั้งกระโจม ดั่งฟ้าคำรามกลางสมรภูมิ สะท้อนจิตวิญญาณอันแน่วแน่ของเหล่าแม่ทัพนายกอง ผู้ไม่เกรงกลัวแม้แต่ความตาย แม้ศึกเบื้องหน้าจะเต็มไปด้วยฝนธนู ภูเขาเลือด และเส้นทางที่ไร้ความปรานี แต่กองทัพจินเล่อจะไม่ถอยหลังแม้เพียงครึ่งก้าว พร้อมเคลื่อนทัพสังหารศัตรู ฝ่าทุกหย่อมหญ้าจนถึงลมหายใจสุดท้าย
รุ่งสางก่อนตะวันจะโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า ความเงียบงันในยามราตรีถูกทำลายด้วยเสียงกลองศึกที่ดังกึกก้องกังวานจากป้อมปราการเมืองซานหยาง เสียงกลองดังสะท้อนไปทั่วทั้งเมืองราวกับเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นของวันแห่งการต่อสู้ เสียงนั้นดังก้องไปไกลจนดูเหมือนสะเทือนไปถึงเมืองเยียนฉวนซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าร้อยลี้
เมืองซานหยาง ซึ่งเคยคึกคักไปด้วยความมีชีวิตชีวาของชาวเมือง บัดนี้กลับเงียบเหงาและว่างเปล่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ได้อพยพหนีตายออกจากเมืองไปตั้งแต่สองสามเดือนก่อน เหลือเพียงผู้เฒ่าคนชราและผู้เจ็บป่วยที่ไม่อาจเคลื่อนย้ายได้เท่านั้นที่ยังคงอยู่เฝ้าเรือน
ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงลมแห่งรุ่งอรุณพัดโชยมากระทบกำแพงเมือง พัดธงรบสีแดงสดขนาดใหญ่ปักคำว่า ‘เซี่ย’ โบกสะบัดไปมา ท่ามกลางสนามรบที่กว้างใหญ่ ทหารจินเล่อราวแปดหมื่นนายตั้งแถวยืนนิ่งอย่างเป็นระเบียบภายใต้ชุดเกราะหนักที่สะท้อนแสงแรกของวันใหม่ แถวทหารแน่นขนัดราวกับกำแพงเหล็กที่ยากจะพังทลาย หากมองลงมาจากบนกำแพงเมือง เหล่าทหารดูคล้ายจุดดำเล็ก ๆ ที่เรียงรายสุดลูกหูลูกตา แต่ละนายถืออาวุธคู่กาย ทั้งธนู ทวน และดาบที่ลับจนคมวาววับ กำลังรอเวลาจะได้ปลดปล่อยความดุดันสู่ข้าศึกศัตรู
สนามรบถูกปกคลุมด้วยกลิ่นดินชื้นและละอองหมอกบางเบาที่ลอยอยู่เหนือพื้นดิน กีบม้านับพันกระแทกลงบนพื้นดินดังสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงม้าหอบหายใจหนักดังปะปนไปกับเสียงการเคลื่อนย้ายกองทัพ ดินฝุ่นที่ถูกย่ำจนฟุ้งกระจายคละคลุ้งปกคลุมท้องทุ่งรอบเมือง ทำให้ทุกสิ่งดูเหมือนตกอยู่ใต้ม่านขมุกขมัวแห่งการต่อสู้
ท้องฟ้าสีครามที่กำลังจะถูกย้อมด้วยแสงแรกของอาทิตย์ชั่วครู่ อาจต้องเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานจากเลือดของทหารหาญในไม่ช้า ขณะที่ทุกคนยืนประจำตำแหน่ง เตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ ความเงียบสงบของยามเช้ากลับให้ความรู้สึกอึดอัดราวกับว่ามันคือความสงบก่อนพายุใหญ่จะกระหน่ำ ทุกสายตาจับจ้องไปยังขอบฟ้าทิศที่ข้าศึกมุ่งตรงมา เสียงหัวใจเต้นกระหน่ำประสานไปกับเสียงลมหายใจหนักหน่วง
เซี่ยเจี้ยนหรง รองแม่ทัพผู้ห้าวหาญ ควบอาชาคู่ใจอย่างองอาจนำอยู่แนวหน้า เสียงเกือกม้าดังก้องสะท้อนกับพื้นดินปลุกขวัญไพร่พลให้ฮึกเหิม
ด้านซ้ายของเขาคือ เฉินชิงอวิ้น รองแม่ทัพหนุ่มแห่งแดนบูรพา ผู้ได้รับบัญชาเข้าร่วมศึกสำคัญครั้งนี้เช่นกัน ชายหนุ่มในเกราะสีแดงเข้มดูน่าเกรงขามและสง่างาม พู่ระย้าห้อยประดับทั้งสองข้างบนแผ่นอก ปลอกแขนซ้ายขวาปักลวดลายกิเลนอย่างวิจิตร บ่งบอกถึงสถานะของรองแม่ทัพแห่งกองทัพบูรพา
เฉินชิงอวิ้น นั่งบนหลังม้าคู่ใจ มือกุมดาบประจำตระกูล ‘หานเฟิง’ อาวุธที่ตกทอดจากบรรพชนแห่งตระกูลเฉิน นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนบูรพา
ด้านขวาคือ หลี่หลิวหยาง ผู้ดำรงตำแหน่ง ฟู่เจียง ชายหนุ่มสวมเกราะหนักสีดำปลอด แนบชิดกับเรือนร่างสูงโปร่งที่เปี่ยมไปด้วยมัดกล้ามเนื้อทรงพลัง เขาควบอยู่บนทู่จื่อ อาชาพันศึกสีดำขลับดั่งรัตติกาลคู่ใจของตน แผงคอสะบัดพริ้วตามแรงลม หมวกเกราะที่สวมประดับพู่สีแดงสดแกว่งไหวตามแรงลม มือขวากุมดาบ ‘จิ้งหลาง’ อาวุธเอกที่ถูกหลอมด้วยแร่เหล็กผสมแร่ต้าน[1]จนได้เป็นดาบที่ทั้งแข็งแกร่งและยืดหยุ่น ดาบเล่มนี้ทรงพลังเสียจนว่ากันว่าตวัดเพียงหนึ่งครา ก็สามารถตัดผ่านเกราะเหล็กขาดสะบั้นได้ปานสายลม ปลอกแขนสองข้างปักด้วยลวดลายเสวียนอู่[2]สัญลักษณ์ของกองทัพแดนอุดรที่ยิ่งใหญ่บนชายแดนทิศเหนือของจินเล่อ
ท่ามกลางความตึงเครียดแห่งสมรภูมิ เสียงแตรเขาสัตว์ดังแหลมก้องทั่วลานกว้าง ทหารบนป้อมปราการต่างโบกธงรบปัดแกว่งไปมาอย่างฮึกเหิม มองไกลออกไปกองทัพศัตรูที่ยกพลมาพลันปรากฏแก่สายตาอย่างเด่นชัด พวกมันแบ่งเป็นสามกองหลักเคลื่อนพลเข้ามาประชิด เสียงลมหวีดหวิวดังประสาน เสมือนบทเพลงแห่งสงครามที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น
จื่อจางหมิ่น นายกองผู้ช่วยแห่งกองพลซ้าย นำเหล่าพลธนูขึ้นซุ่มอยู่บนเชิงเขาอี้หลานซาน ตามคำสั่งของ อวิ๋นเจ๋อ ผู้ดำรงตำแหน่งเจิ้นตงเพียนเจียง เขาออกคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่นขึงขังว่า
“เมื่อข้าให้สัญญาณ พลทหารที่ซุ่มอยู่ให้ยกเชือกขึ้นตามลำดับที่ได้จัดแจงไว้ อย่าให้พลาด!”
เขาชี้นิ้วออกไปยังทางลาดชันเบื้องล่าง สายลมพัดผ่านพู่บนหมวกเกราะสะบัดปลิว ดูครั่นคร้ามน่าเกรงขาม
อวิ๋นเจ๋อ แบ่งกำลังออกเป็นสองหน่วยอย่างรวดเร็ว
“นายกองจื่อ เจ้าและพลธนูไปซุ่มทางซ้าย ข้ากับคนของข้าจะไปซุ่มดักทางขวา เมื่อถึงเวลาพวกเราจะยิงธนูขนาบทั้งสองข้าง รอสัญญาณจากข้า!”
คำสั่งของเขาชัดเจนเฉียบขาด ไม่ปล่อยให้มีข้อกังขาใดๆ เหล่าทหารรีบแยกย้ายปฏิบัติหน้าที่ในความเงียบ ท่ามกลางแสงอรุณรุ่งแห่งเทือกเขาอี้หลานซาน
เสียงแตรเขาสัตว์บนป้อมปราการดังขึ้นอีกระลอก ก้องสะเทือนทั่วผืนฟ้าและภูผา เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าข้าศึกได้ล่วงล้ำเข้ามาแล้ว พลธนูเตรียมลูกธนูขึ้นสายเฝ้ารออย่างเงียบเชียบ
ขณะเดียวกันเสียงกีบเท้าม้าของกองทัพแคว้นเหยี่ยนฝ่ายหนึ่ง ซึ่งนำโดย เป่าซู่ ผู้นำเผ่าตีที่มีรูปร่างล่ำสันบึกบึน ท่าทางข่มขวัญน่าเกรงขาม ดังกึกก้องจนแผ่นดินสะเทือน เป่าซู่ควบอยู่บนม้านำหน้าขบวนทัพ กำลังฝ่าทางลาดชันในช่องแคบคอขวดของเขาอี้หลานซานความยาวกว่าสองลี้
เสียงกระทืบกีบม้าดังสะท้อนราวเสียงฟ้าคำราม ขณะที่จำนวนทหารฝ่ายศัตรูอันมหาศาลเริ่มปรากฏในระยะสายตา พลธนูบางนายที่ซุ่มรออยู่สัมผัสถึงแรงกดดันมหาศาล มือที่จับคันธนูเริ่มชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น หัวใจเต้นรัวด้วยความตึงเครียด
ทันใดนั้น อวิ๋นเจ๋อ ยกมือขึ้นสูงส่งสัญญาณให้ดึงเชือกได้ เชือกป่านเส้นยาวหนาหลายสิบเส้นที่ซุ่มเตรียมไว้ถูกดึงรั้งขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงเชือกขึงตึงกระชากอากาศดังก้อง เชือกเส้นสุดท้ายบนปลายทางลาดชันถูกดึงขึ้นลำดับแรกเมื่อทหารม้าศัตรูมาถึง จึงดึงเส้นเชือกที่เหลือไล่ตามเชิงเขาขึ้นมาตามลำดับ
พลม้าของศัตรูที่นำขบวนถูกเชือกขัดขาม้ากลางอากาศโดยไม่ทันตั้งตัว ม้าหลายตัวสะดุดล้มกลิ้งลงมาทับเหล่าทหารด้านหลัง เสียงร้องโอดครวญจากความเจ็บปวดดังระงมโหยหวน ม้าบางตัวถึงกับขาหักเสียหลัก ไม่สามารถทรงตัวยืนต่อไปได้อีก ทหารหลายนายถูกกีบม้าที่ตกใจกระทืบร่างจนกระดูกแตกแหลกละเอียด เลือดเนื้อสดๆ กระจายเต็มพื้นสีแดงฉาน เสียงหวีดร้องผสมเสียงโกลาหลดังกึกก้องในหุบเขา
เหล่าพลม้าที่วิ่งตามมาด้านหลังไม่สามารถยั้งม้าได้ทัน พากันล้มเกลื่อนกลาด ทับกันทั้งคนทั้งม้าเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้า กองทัพศัตรูล้มระเนระนาดเป็นชั้นๆ บดขยี้กันเองจนเกิดความโกลาหลวุ่นวายอย่างยิ่ง
อวิ๋นเจ๋อ มองภาพเบื้องหน้าด้วยดวงตาเย็นชา ขณะที่จื่อจางหมิ่นพยักหน้าให้พลธนูเริ่มเตรียมลูกธนูออกจากแล่ง สายลมพัดผ่านวูบหนึ่ง กลิ่นคาวโลหิตฟุ้งเจือจางในอากาศ
“ตอนนี้แหละ ปล่อยธนู!”
อวิ๋นเจ๋อคำรามเสียงกร้าว พลธนูง้างสายธนูพร้อมปล่อยลูกธนูลงสู่ข้าศึกที่จมอยู่ในความโกลาหลเบื้องล่าง
พลธนูจากทั้งสองฟากปล่อยลูกธนูออกมาดุจ-่าฝนในวัสสานฤดู เสียงลูกธนูแหวกอากาศประสานกับเสียงร้องโอดครวญของทหารศัตรูที่ล้มตายเบื้องล่าง พวกเขายังไม่ทันตั้งตัว ชีวิตก็ถูกปลิดราวใบไม้ร่วง เป่าซู่รีบตะโกนสั่งให้พลทหารราบเผ่าตีด้านหลังถอยกลับ ขณะที่ตัวเขาอาศัยซากศพม้าเป็นที่กำบัง
เมื่อ-่าธนูเบาบางลง เป่าซู่ฉวยโอกาสหยิบธนูขึ้นสาย ยิงสวนออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงธนูเสียบเข้าเนื้อหนังอย่างชัดเจน อวิ่นเจ๋อถูกธนูของเป่าซู่ยิงเข้าอกซ้ายทะลุแผ่นหลัง เลือดไหลทะลัก เขาล้มลงทันที เป่าซู่มองเห็นอีกฝ่ายดังนั้นจึงรีบสั่งให้พลทหารราบยิงธนูตอบโต้เต็มกำลัง
ในอีกด้านหนึ่ง จื่อจางหมิ่นกำลูกธนูในมือแน่น พลางหาที่กำบังหลังโขดหินใหญ่ เขามองดูเหล่าสหายที่ถูกธนูเสียบจนร้องครวญครางก่อนล้มลงทีละคนด้วยความเจ็บปวด จื่อจางหมิ่นเล็งลูกธนูไปยังเป่าซู่ด้วยความมุ่งมั่นหมายเอาชีวิต แก้แค้นให้แก่ทหารฝ่ายตน เสียงหวีดของลูกธนูปลายขนนกแหวกอากาศออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนปักเข้ากกหูซ้ายของเป่าซู่อย่างจัง ปลายโลหะเสียบแทงทะลุออกมายังหูขวา ร่างของเป่าซู่พลันชักกระตุก ตาเหลือกขึ้นโดยไม่มีแม้แต่โอกาสกรีดร้องแสดงความเจ็บปวด
เมื่อเห็นแม่ทัพเป้าหมายล้มลง จื่อจางหมิ่นรีบยกมือส่งสัญญาณถอยทัพแก่พลธนูทั้งหมด พร้อมสั่งให้นำร่างของอวิ่นเจ๋อที่ยังมีธนูคาอกหายใจริบหรี่กลับค่ายอย่างเร่งด่วน จากนั้นเขาจึงนำพลธนูที่เหลือมุ่งหน้าไปสมทบกับกองทัพหลัก
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??