เรื่อง วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์
บที่ 12 : ถอนรากถอนโคนตระกูลหลิน รุ่งอรุณสู่สำนักกระบี่สวรรค์!
ม่านราตรีคลี่คลุมลงมาบดบังแสงสว่างแห่งเมืองหลินสุ่ย เมฆดำทะมึนลอยต่ำบดบังแสงจันทร์จนสิ้น ซ่อนเร้นดวงดาวนับหมื่นแสนให้อันตรธานหายไป ราวกับสวรรค์กำลังเบือนหน้าหนี ไม่กล้าทอดพระเนตรมองโศกนาฏกรรมี่กำลังจะอุบัติขึ้น
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นอายความหนาวเย็นยะเยือก พัดโชยเข้าสู่คฤหาสน์ตระกูลหลินอันโอ่อ่ากว้างขวาง ทว่าในยามนี้ สถานี่ซึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเย่อหยิ่งและอำนาจบาตรใหญ่ กลับตกอยู่ในความเงียบงันี่น่าสะพรึงกลัวประดุจสุสานร้าง
ข่าวการตกตายของ 'หลินป้าเทียน' ผู้นำตระกูลระดับแก่นแท้ทองคำ และ 'หลินควง' นายน้อยแห่งตระกูล กลางลานประลองร้อยสำนัก ได้แพร่สะพัดกลับมาถึงคฤหาสน์ราวกับไฟลามทุ่ง บ่าวรับใช้และสาวใช้ระดับล่างต่างพากันหอบข้าวของหลบหนีเอาตัวรอดไปจนแทบหมดสิ้น เหลือเพียงเหล่าผู้อาวุโสและผู้คุ้มกันี่จงรักภักดี หรือไม่อาจหลบหนีความผิดได้ รวมตัวกันอยู่ ณ ลานกว้างหน้าหอบรรพชน
"เปิดค่ายกลพิทักษ์ตระกูล! เร่งถ่ายเทหินปราณทั้งหมดเข้าไปในแก่นค่ายกลเดี๋ยวนี้!"
เสียงแหบพร่าทว่าเต็มไปด้วยความตระหนกของ 'ผู้อาวุโสใหญ่' ตระกูลหลินดังก้อง ชายชราผู้มีระดับพลังรวบรวมปราณขั้นี่เก้า ยืนเป็นประธานอยู่ใจกลางค่ายกล ม่านพลังสีแดงฉานรูปร่างคล้ายชามคว่ำขนาดมหึมา ครอบคลุมคฤหาสน์ตระกูลหลินเอาไว้อย่างมิดชิด
"ผู้อาวุโสใหญ่ขอรับ... ค่ายกลเพลิงพิทักษ์นี้ จะสามารถต้านทานไอ้ปีศาจซูหลงอวิ๋นผู้นั้นได้จริงหรือขอรับ? แม้แต่ท่านผู้นำี่อยู่ขอบเขตแก่นแท้ทองคำยัง..." ผู้คุ้มกันคนหนึ่งเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทิ้ม มือี่กุมดาบชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
"หุบปาก! ค่ายกลนี้บรรพชนตระกูลหลินทุ่มเทสร้างขึ้นมา ต่อให้เป็นยอดฝีมือแก่นแท้ทองคำขั้นกลางมาโจมตี ก็ยังต้องใช้เวลาถึงสามวันสามคืนจึงจะทำลายได้ ไอ้เด็กสวะนั่นมันมีพลังประหลาดก็จริง แต่มันเพิ่งจะทะลวงขั้น ย่อมไม่อาจยืนหยัดโจมตีค่ายกลนี้ได้อย่างต่อเนื่องแน่! ขอเพียงพวกเรายื้อเวลาจนถึงรุ่งสาง ข้าจะส่งจดหมายขอความช่วยเหลือไปยังเมืองหลวง!"
ผู้อาวุโสใหญ่กัดฟันกรอด พยายามปลอบประโลมขวัญกำลังใจของคนในตระกูล ทว่าลึกๆ ในใจของมันเองกลับเต้นระรัวด้วยความหวาดผวา
ตึก... ตึก... ตึก...
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าแผ่วเบาและเชื่องช้า ดังแว่วมาจากความมืดมิดเบื้องนอกถนนหน้าคฤหาสน์ เสียงนั้นมิได้หนักหน่วง ทว่าทุกย่างก้าวกลับราวกับไปเหยียบย่ำลงบนหัวใจของคนตระกูลหลินทุกคน
เงาร่างในชุดคลุมสีดำสนิท ค่อยๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืด ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าซุ้มประตูหินอ่อนี่สลักคำว่า 'ตระกูลหลิน' อย่างวิจิตรบรรจง ซูหลงอวิ๋นหยุดยืนนิ่ง แผ่นหลังสะพายกระบี่กลืนเงา นัยน์ตาสีดำขลับจ้องมองม่านพลังสีแดงฉานี่ครอบคลุมคฤหาสน์ด้วยแววตาเรียบเฉย
"มาแล้ว! มันมาแล้ว!" ผู้คุ้มกันบนกำแพงตะโกนลั่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ผู้อาวุโสใหญ่เดินขึ้นมาบนหอคอยสังเกตการณ์ชี้หน้าด่าทอเด็กหนุ่มเบื้องล่าง "ซูหลงอวิ๋น! เจ้าสังหารผู้นำและนายน้อยของพวกเรา ความแค้นนี้ลึกล้ำดุจมหาสมุทร! หากเจ้ากล้าก้าวเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว ค่ายกลเพลิงพิทักษ์จะแผดเผาเจ้าให้เป็นเถ้าถ่าน! จงไสหัวไปซะ!"
ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะี่เย็นเยียบและเย้ยหยัน
"ค่ายกลเพลิงพิทักษ์งั้นรึ? ในสายตาของข้า มันก็แค่เปลือกไข่เปราะบางี่รอให้คนมาเหยียบให้แตกเท่านั้น ตระกูลหลินของพวกเจ้าช่างกบในกะลาเสียจริง"
"อวดดี! หากเจ้าแน่จริงก็เข้ามาสิ!" ผู้อาวุโสใหญ่ท้าทาย อาศัยความแข็งแกร่งของค่ายกลเป็นเกราะกำบังความกลัว
ซูหลงอวิ๋นมิได้กล่าววาจาใดตอบโต้ เขายกมือขวาขึ้นมาเบื้องหน้า นัยน์ตาสีดำแปรเปลี่ยนเป็นประกายแสงสีทองของคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ 'เนตรแห่งค่ายกล' ถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์!
ในสายตาของผู้คน ค่ายกลของตระกูลหลินคือม่านเพลิงี่ไร้ช่องโหว่ ทว่าในสายตาของซูหลงอวิ๋น ม่านพลังนี้เต็มไปด้วยเส้นสายลมปราณี่ถักทอประสานกันอย่างหยาบกระด้างและเต็มไปด้วยจุดอ่อนนับพันนับหมื่นจุด!
"สวะก็คือสวะ ค่ายกลขยะเช่นนี้ ยังกล้านำมาขวางทางวิถีเทวะของข้า"
ซูหลงอวิ๋นก้าวเท้าเดินไปเบื้องหน้าอย่างช้าๆ ร่างของเขาเข้าประชิดม่านพลังสีแดงฉาน ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของคนตระกูลหลิน นิ้วชี้ขวาของเด็กหนุ่มี่อาบไปด้วยปราณยุทธ์สีทอง ยื่นออกไปแตะเบาๆ ี่จุดเชื่อมต่อหนึ่งบนม่านพลัง
"วิถีแห่งค่ายกล... ทำลายจุดศูนย์กลาง!"
วิ้ง! ปังงงง!!!
เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ม่านพลังเพลิงพิทักษ์ี่ผู้อาวุโสใหญ่คุยโวว่าสามารถต้านทานแก่นแท้ทองคำได้ถึงสามวันสามคืน พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรงประดุจถูกขุนเขาถล่มทับ! เส้นสายลมปราณี่ถักทออยู่ภายในแตกร้าวลุกลามราวกับใยแมงมุม ก่อนจะระเบิดออกเป็นเศษแสงสีแดงกระจายหายไปในอากาศ!
พรวด!
ผู้อาวุโสใหญ่และผู้ควบคุมค่ายกลนับสิบคนบนลานกว้าง กระอักเลือดคำโตออกมาพร้อมกัน ล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น ค่ายกลถูกทำลายอย่างฉับพลัน ทำให้พลังปราณตีกลับเข้าทำร้ายเส้นชีพจรของพวกมันจนบาดเจ็บสาหัส!
"ปะ... เป็นไปไม่ได้! เพียงแค่ปลายนิ้ว... มันทำลายค่ายกลบรรพชนด้วยปลายนิ้ว!" ผู้อาวุโสใหญ่เบิกตากว้าง สติสัมปชัญญะแทบจะหลุดลอย
ซูหลงอวิ๋นสะบัดมือขวาเบาๆ ประตูหินอ่อนอันโอ่อ่าของตระกูลหลินก็ถูกพลังปราณกระแทกจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เขาก้าวเดินเข้าไปในคฤหาสน์ราวกับมัจจุราชี่มาทวงวิญญาณ
"ฆ่า! ฆ่ามัน! ผู้ใดตัดหัวมันได้ ข้าจะมอบหินปราณให้หนึ่งหมื่นก้อน!" ผู้อาวุโสใหญ่ตะโกนสั่งการอย่างบ้าคลั่ง ความกลัวผลักดันให้มันดิ้นรนเฮือกสุดท้าย
ผู้คุ้มกันตระกูลหลินกว่าสามสิบคน แม้จะหวาดกลัวจับใจ แต่เมื่อได้ยินจำนวนหินปราณมหาศาล ความโลภก็บังตา พวกมันชักอาวุธพุ่งทะยานเข้าหาซูหลงอวิ๋นพร้อมกันจากทุกทิศทาง! รังสีดาบและลมปราณหลากสีสันสาดซัดเข้ามาประดุจ-่าฝน
"ถอนรากต้องถอนให้สิ้นโคน วันนี้... ตระกูลหลินจะต้องถูกลบชื่อออกจากใต้หล้า!"
ซูหลงอวิ๋นเอื้อมมือไปี่แผ่นหลัง ชักกระบี่กลืนเงาออกมาในชั่วพริบตา!
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... ร่ายรำ!"
ฟู่!
เปลวเพลิงสีขาวโพลนลุกพรึบขึ้นอาบย้อมใบกระบี่สีดำสนิท ซูหลงอวิ๋นพลิ้วกายด้วยย่างก้าวเงามายา ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเงาสีดำหลายสิบสายพุ่งสวนเข้าไปในดงดาบของศัตรูอย่างไร้ความหวาดหวั่น
ชิ้ง! ฉัวะ! ฉัวะ!
ทุกครั้งี่กระบี่กลืนเงาตวัดฟันออกไป จะต้องมีศีรษะของผู้คุ้มกันหลุดกระเด็นออกจากบ่า เลือดสีแดงฉานี่สาดกระเซ็นถูกเพลิงเยือกแข็งแช่แข็งกลางอากาศกลายเป็นลูกเห็บโลหิตตกลงสู่พื้น ร่างไร้วิญญาณถูกอักขระบนกระบี่สูบกลืนแก่นแท้พลังจนแห้งเหี่ยว ร่วงหล่นราวกับใบไม้ร่วง
"อ๊ากกก!" "ปีศาจ! มันคือปีศาจ!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วคฤหาสน์ เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป ผู้คุ้มกันกว่าสามสิบชีวิตก็กลายเป็นเพียงซากศพน้ำแข็งแห้งกรังเกลื่อนลานกว้าง เลือดมิได้นองพื้น เพราะทุกหยดถูกกลืนกินและแช่แข็งจนหมดสิ้น!
ซูหลงอวิ๋นก้าวเดินต่อไปอย่างเชื่องช้า ปลายกระบี่กลืนเงาหยาดหยดละอองความหนาวเหน็บลงบนพื้นศิลา เขาเดินตรงไปยังหอบรรพชน ี่ซึ่งผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสรองี่เหลือรอด กำลังตัวสั่นงันงกอยู่
"ซู... ซูหลงอวิ๋น... ไว้ชีวิตพวกเราเถิด... ตระกูลหลินยอมแพ้แล้ว! สมบัติทั้งหมดในคลัง ข้ายกให้เจ้าหมดเลย!" ผู้อาวุโสใหญ่คุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างหมดรูป ศักดิ์ศรีของยอดฝีมือขั้นี่เก้าป่นปี้ไม่เหลือชิ้นดี
"ในโลกแห่งวิถีเทวะ หากพ่ายแพ้ ย่อมหมายถึงความตาย สมบัติของตระกูลเจ้า เมื่อเจ้าตายไป มันก็ตกเป็นของข้าอยู่ดี"
ซูหลงอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความปรานี เขายกกระบี่ขึ้นสูง "จงลงไปขอขมาต่อวิญญาณปุถุชนนับไม่ถ้วน ี่พวกเจ้าเคยข่มเหงรังแกเถิด!"
"ไอ้เด็กนรก! หากข้าต้องตาย ข้าก็จะลากเจ้าลงไปด้วย!"
ผู้อาวุโสรองี่เห็นว่าไร้หนทางรอด พลันกัดลิ้นตนเอง ระเบิดพลังปราณขั้นี่เก้าทั้งหมด หมายจะพุ่งเข้าไปกอดรัดและทำลายจุดตันเถียนระเบิดตัวเองไปพร้อมกับซูหลงอวิ๋น!
"ความเร็วระดับนี้... ช่างน่าสมเพช"
ซูหลงอวิ๋นเพียงแค่ปรายตามอง เขากระแทกเท้าลงพื้น คลื่นเพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกก็พุ่งทะยานออกไปตามพื้นหิน ประดุจอสรพิษสีขาว พุ่งเข้าเกาะกุมขาทั้งสองข้างของผู้อาวุโสรอง แช่แข็งร่างของมันให้หยุดนิ่งอยู่กับี่กลางอากาศ!
กระบี่กลืนเงาตวัดวาดเป็นแนวโค้งสีขาวทมิฬ!
ฉัวะ!
ร่างของผู้อาวุโสรองและผู้อาวุโสใหญ่ ถูกตัดขาดสะบั้นเป็นสองท่อนในคราเดียว! เพลิงวิญญาณแช่แข็งบาดแผลและกลืนกินวิญญาณของพวกมันจนดับสูญ ปิดตำนานขุมกำลังระดับสูงของตระกูลหลินไปตลอดกาล!
ทั่วทั้งคฤหาสน์ตกอยู่ในความเงียบงัน ซูหลงอวิ๋นกวาดสายตามองซากศพรอบกาย เขามิได้ลงมือสังหารสตรี คนชราี่ไร้ทางสู้ หรือบ่าวรับใช้ระดับล่างี่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกดขี่ข่มเหง เขาสังหารเพียงผู้ฝึกยุทธ์ี่มือนำเปื้อนเลือดเท่านั้น นี่คือหลักการของเขา
เมื่อจัดการกวาดล้างเสร็จสิ้น เด็กหนุ่มก็เดินตรงไปยังทิศตะวันออกของคฤหาสน์ ซึ่งเป็นี่ตั้งของ 'คลังสมบัติตระกูลหลิน'
ประตูคลังสมบัติหล่อขึ้นจากเหล็กกล้าวิญญาณหนานับเชียะ มีแม่กุญแจค่ายกลสลักไว้ ทว่าภายใต้ 'แนวคิดแห่งความแหลมคม' ี่หลอมรวมกับกระบี่กลืนเงา ซูหลงอวิ๋นเพียงแค่แทงกระบี่ทะลวงเข้าไป และบิดเบาๆ ค่ายกลและแม่กุญแจก็แหลกสลาย ประตูเหล็กกล้าถูกถีบเปิดออกอย่างง่ายดาย
ภายในคลังสมบัติ กลิ่นอายของหินปราณและสมุนไพรลอยคละคลุ้ง ซูหลงอวิ๋นกวาดสายตามองด้วยความพึงพอใจ ตระกูลหลินสั่งสมความมั่งคั่งมาหลายร้อยปี ทรัพยากรภายในนี้มีหินปราณระดับต่ำนับแสนก้อน! หินปราณระดับกลางอีกนับพันก้อน! รวมถึงสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งและระดับสองอีกมากมายก่ายกอง อาณาเขตภายในถุงวิญญาณระดับกลางของเขาแทบจะไม่พอเก็บ!
"หินปราณเหล่านี้ มากพอี่จะสนับสนุนให้ข้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐาน หรือแม้แต่แก่นแท้ทองคำได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรไปอีกนาน"
ซูหลงอวิ๋นโบกมือดูดกลืนทรัพยากรทั้งหมดเข้าสู่ถุงวิญญาณประดุจวาฬสูบน้ำ
ทว่า ในขณะี่เขากำลังกวาดเก็บสมบัติอยู่นั้นเอง คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ี่ลอยนิ่งอยู่ใจกลางทะเลวิญญาณของเขา พลันเกิดการสั่นสะเทือนเบาๆ! อักขระสีทองในคัมภีร์เปล่งแสงวาบ ชักนำสายตาของเด็กหนุ่มให้หันไปมองยังมุมอับี่สุดของคลังสมบัติ
ณ ตรงนั้น มีกล่องไม้เก่าคร่ำคร่าใบหนึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางหยากไย่ มันไร้ซึ่งกลิ่นอายพลังปราณ ไร้ซึ่งค่ายกลป้องกัน ดูเหมือนเศษขยะี่ถูกทิ้งลืม
ซูหลงอวิ๋นเดินเข้าไปใกล้และปัดฝุ่นเปิดกล่องออก ภายในนั้นมิใช่สมบัติล้ำค่า ทว่ากลับเป็นเพียง 'เศษแผ่นโลหะสีดำ' ขนาดเท่าฝ่ามือแผ่นหนึ่ง ผิวของมันขรุขระและมีรอยสลักเส้นสายี่ดูคล้ายกับแผนี่ี่ถูกฉีกขาด
"แผ่นโลหะนี้คือสิ่งใด? เหตุใดคัมภีร์เทวะถึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง?"
ซูหลงอวิ๋นหยิบแผ่นโลหะสีดำขึ้นมาสัมผัส ทันทีี่ปลายนิ้วแตะลงไป ความรู้สึกเก่าแก่และหนักหน่วงประดุจขุนเขาบรรพกาลก็แล่นพล่านเข้าสู่จิตวิญญาณ อักขระในคัมภีร์เทพยุทธ์หมุนวน ประมวลผลและส่งข้อมูลสายหนึ่งเข้าสู่สมองของเขา
[ เศษแผนี่ดาราจักรบรรพกาล : ชิ้นส่วนี่ 1... ซ่อนเร้นพิกัดแห่ง 'เพลิงวิญญาณธาตุสวรรค์' ]
ดวงตาของซูหลงอวิ๋นเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง!
"เพลิงวิญญาณธาตุสวรรค์! สวรรค์! เพียงแค่ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ซึ่งเป็นธาตุปฐพี ก็ทำให้ข้าสามารถสังหารแก่นแท้ทองคำได้ หากข้าได้ครอบครองเพลิงระดับสวรรค์ ข้ามิอาจเผาผลาญได้กระทั่งมิติและกาลเวลาเลยหรือ!"
หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง แม้จะเป็นเพียงเศษชิ้นส่วนแผนี่หนึ่งในหลายๆ ชิ้น ทว่ามันคือเบาะแสี่ล้ำค่ายิ่งกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดของตระกูลหลินรวมกันนับหมื่นเท่า!
"ดูเหมือนการมาทวงแค้นตระกูลหลินในครั้งนี้ สวรรค์จะประทานโชคหล่นทับข้าอย่างแท้จริง แผ่นโลหะนี้ ตระกูลหลินคงเก็บได้โดยบังเอิญและไม่รู้คุณค่าของมัน จึงนำมาโยนทิ้งไว้ในมุมมืดเช่นนี้"
ซูหลงอวิ๋นเก็บเศษแผนี่โลหะเข้าสู่จุดตันเถียนอย่างระมัดระวัง ใช้ปราณยุทธ์และเพลิงปรโลกห่อหุ้มมันไว้อย่างมิดชิดี่สุด เมื่อกวาดสมบัติจนเกลี้ยงคลัง เขาก็หมุนตัวเดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลหลินี่บัดนี้กลายเป็นเพียงสถานี่แห่งความตาย
เปลวเพลิงธรรมดาถูกจุดขึ้นเบื้องหลัง แผดเผาคฤหาสน์อันโอ่อ่าให้กลายเป็นทะเลเพลิง ลบล้างร่องรอยแห่งความโสมมและบาปกรรมของตระกูลหลินให้มลายหายไปในค่ำคืนนั้น
...
รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือน แสงตะวันสาดส่องกระทบกำแพงเมืองหลินสุ่ย
ชาวเมืองตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวี่ชวนให้ตื่นตระหนกจนแทบสิ้นสติ คฤหาสน์ตระกูลหลินี่ยิ่งใหญ่คับฟ้า บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่าน ซากศพของเหล่ายอดฝีมือและผู้อาวุโสถูกพบเกลื่อนลานกว้าง ตระกูลหลิน... ถูกลบชื่อออกจากเมืองหลินสุ่ยอย่างสมบูรณ์แบบภายในคืนเดียว!
ทุกคนต่างรู้ดีว่า ผู้ี่อยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ครั้งนี้ คือเด็กหนุ่มในชุดขอทาน ผู้เหยียบย่ำนายน้อยหลินควงและสังหารผู้นำตระกูลกลางลานประลอง! นามของ 'ซูหลงอวิ๋น' กลายเป็นตำนานและฝันร้ายี่ชาวเมืองจะไม่มีวันลืมเลือน
ณโรงเตี๊ยมจันทรา ชั้นบนสุดอันหรูหรา
ผู้อาวุโสเจี้ยนแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ ยืนเอามือไพล่หลังทอดสายตามองกลุ่มควันี่ยังคงลอยกรุ่นมาจากซากคฤหาสน์ตระกูลหลิน รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าชรา
"ลงมือเด็ดขาด ไร้ซึ่งความปรานีต่อศัตรู ทว่าก็มิได้ลุ่มหลงในอำนาจจนเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์... ช่างเป็นลักษณะของราชันย์ผู้กุมชะตาสวรรค์โดยแท้"
แกรก...
เสียงประตูห้องเปิดออก ซูหลงอวิ๋นในชุดเสื้อผ้าไหมสีขาวสะอาดตาี่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ ก้าวเดินเข้ามาภายในห้อง กลิ่นอายแห่งการฆ่าฟันเมื่อคืนถูกชำระล้างจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสง่างามและความเยือกเย็นประดุจบัณฑิตหนุ่ม ทว่านัยน์ตาคู่นั้นยังคงลึกล้ำหาใดเปรียบ
"ผู้อาวุโสเจี้ยน ธุระของข้าในเมืองหลินสุ่ยเสร็จสิ้นแล้ว ข้าพร้อมี่จะออกเดินทางขอรับ" ซูหลงอวิ๋นประสานมือคารวะ
"ดีมาก! ในเมื่อพร้อมแล้ว เราก็ออกเดินทางกันเถิด การเดินทางสู่สำนักกระบี่สวรรค์นั้นห่างไกลนัก ต้องใช้เวลาเดินทางนับสิบวัน"
ผู้อาวุโสเจี้ยนพยักหน้า ท่านสะบัดแขนเสื้อเบาๆ เดินนำเด็กหนุ่มขึ้นไปยังดาดฟ้าของโรงเตี๊ยม
ณ ดาดฟ้ากว้างขวาง ผู้อาวุโสเจี้ยนล้วงเอาป้ายหยกสีเขียวมรกตออกมาและส่งกระแสลมปราณเข้าไป ทันใดนั้น แสงสีเขียวสว่างวาบ รอยแยกของมิติเปิดออก ร่างของสัตว์อสูรขนาดยักษ์ก็พุ่งทะยานออกมา!
ก๊าซซซ!
เสียงร้องกังวานใสดุจขลุ่ยสวรรค์ มันคือ 'กระเรียนวิญญาณเมฆา' สัตว์อสูรพาหนะระดับห้า! ขนของมันขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ปีกทั้งสองข้างกางออกกว้างกว่าห้าจั้ง ลำตัวปลดปล่อยกลิ่นอายของสายลมอันอ่อนโยนทว่าทรงพลัง
"ขึ้นมาเถิดซูหลงอวิ๋น นี่คือพาหนะของข้า มันสามารถบินฝ่าหมู่เมฆได้รวดเร็วดุจสายฟ้า"
ผู้อาวุโสเจี้ยนกระโจนขึ้นไปยืนบนหลังของกระเรียนวิญญาณ ซูหลงอวิ๋นใช้วิชาตัวเบาพลิ้วกายตามขึ้นไปยืนเคียงข้างอย่างมั่นคง
กระเรียนวิญญาณเมฆากระพือปีกเพียงครั้งเดียว ร่างขนาดยักษ์ของมันก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ทิ้งเมืองหลินสุ่ยและอดีตอันแสนเจ็บปวดของซูหลงอวิ๋นให้กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ เบื้องล่าง
สายลมพัดกระโชกแรง ทว่าบนหลังของกระเรียนวิญญาณกลับมีปราการลมปราณบางๆ คุ้มกันอยู่ ทำให้ผู้โดยสารสามารถยืนสนทนากันได้อย่างสบาย ซูหลงอวิ๋นทอดสายตามองทิวทัศน์ภูเขาและแม่น้ำี่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา นี่เป็นครั้งแรกี่เขาได้เห็นโลกกว้างในมุมมองี่สูงส่งถึงเพียงนี้
ผู้อาวุโสเจี้ยนหันมามองเด็กหนุ่ม พลางลูบเครากล่าวอธิบาย "ซูหลงอวิ๋น โลกของปุถุชนี่เจ้าจากมา เป็นเพียงเศษเสี้ยวอันเล็กจ้อยของมหาทวีป 'เทียนหยวน' เท่านั้น ขุมกำลังี่ปกครองแคว้นและดินแดนแถบนี้อย่างแท้จริง คือบรรดาสำนักใหญ่ระดับศักดิ์สิทธิ์"
"ในอาณาเขตแคว้นวายุคลั่งี่เรากำลังมุ่งหน้าไปนั้น มีสามขุมกำลังอำนาจี่คานอำนาจกันอยู่..." ผู้อาวุโสเจี้ยนเริ่มชี้แจงสถานการณ์ "หนึ่งคือ 'สำนักกระบี่สวรรค์' ของพวกเรา ี่เน้นวิถีแห่งกระบี่และรังสีทำลายล้าง สองคือ 'หุบเขาหมื่นอสูร' ี่เชี่ยวชาญการฝึกสัตว์อสูรและวิชาทางสายเลือด..."
ผู้อาวุโสเจี้ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย น้ำเสียงจริงจังขึ้น "และสาม... คือ สำนักหมอกบรรพต สำนักนี้เร้นกายอยู่ในเทือกเขาี่ปกคลุมด้วยหมอกพิษและค่ายกลลวงตา ศิษย์ของพวกมันเชี่ยวชาญศาสตร์ลี้ลับ การลอบสังหาร และพิษร้าย นับเป็นศัตรูคู่อาฆาตของสำนักกระบี่สวรรค์เรามานับร้อยปี! เจ้าจงจำเอาไว้ หากในอนาคตเจ้าต้องออกไปทำภารกิจและพบเจอคนของ สำนักหมอกบรรพต จงอย่าได้ประมาทเด็ดขาด มิเช่นนั้นเจ้าอาจจะตายโดยไม่รู้ตัว!"
ซูหลงอวิ๋นรับฟังอย่างตั้งใจ ทว่าในใจกลับลอบเย้ยหยัน 'เชี่ยวชาญค่ายกลและพิษร้ายงั้นรึ? ต่อหน้าเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล และเพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก พิษร้ายของพวกมันก็เป็นเพียงอาหารบำรุงกำลังข้าเท่านั้น ส่วนค่ายกล... ในสายตาของจักรพรรดิเทพยุทธ์ มันก็แค่ของเล่นเด็ก!'
"ผู้อาวุโสโปรดวางใจ หากคนของสำนักหมอกบรรพตกล้าล่วงเกินข้า ข้าย่อมมีวิธีส่งพวกมันลงนรกอย่างแน่นอน"
ซูหลงอวิ๋นตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงไปด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น
ผู้อาวุโสเจี้ยนหัวเราะชอบใจในความโอหังของเด็กหนุ่ม "ดี! ศิษย์ของวิถีกระบี่ต้องมีความเด็ดเดี่ยวเยี่ยงนี้! เมื่อไปถึงสำนัก ข้าจะพาเจ้าไปทดสอบรากฐานี่ 'ศิลาทดสอบสวรรค์' เพื่อกำหนดสถานะของเจ้าในสำนัก ฐานะในสำนักกระบี่สวรรค์แบ่งเป็น ศิษย์สายนอก, ศิษย์สายใน, และศิษย์สืบทอดหลัก... ด้วยฝีมือของเจ้า การเป็นศิษย์สายในย่อมมิใช่ปัญหา ทว่าการจะก้าวขึ้นเป็นศิษย์สืบทอดหลักนั้น เจ้าต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันี่ดุเดือดนับหมื่นเท่า!"
"ทรัพยากรี่ดียิ่งขึ้น ย่อมแลกมาด้วยการเหยียบย่ำผู้ี่อ่อนแอกว่า... นี่คือสัจธรรมี่ข้าเข้าใจดีี่สุดขอรับ" ซูหลงอวิ๋นกล่าว สายตาของเขาทอดมองไปยังหมู่เมฆเบื้องหน้า
สำหรับผู้อื่น สำนักกระบี่สวรรค์อาจเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋น มันเป็นเพียง 'บันไดก้าวแรก' ี่เขาจะใช้ในการกอบโกยทรัพยากร และขัดเกลาวิถีเทวะทั้งสี่ศาสตร์ของตนเองให้สมบูรณ์แบบ เพื่อก้าวข้ามขอบเขตรวบรวมปราณ ทะลวงสู่สร้างรากฐาน แก่นแท้ทองคำ และเหนือยิ่งขึ้นไป จนกว่าจะบรรลุถึงจุดสูงสุดของจักรวาล... จักรพรรดิเทพยุทธ์!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??