เรื่อง หมื่นโอสถสยบฟ้า มหามรรคาไร้เทียมทาน
ขณะที่ทั้งสี่คนเริ่มเคลื่อนไหว เห็นได้ชัดว่าพวกเขาผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
เฉินเสวียนย่อตัวลงแล้วกลิ้งไปตามกองซากศพจนไปหยุดอยู่ที่กลางถนน ในตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีความเร็วเหนือกว่าใครเพื่อนก็กวัดแกว่งดาบพุ่งเข้าใส่เฉินเสวียนทันที
ชายวัยกลางคนผู้นี้คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสี่คนที่เหลือ มีตบะอยู่ระดับเร้นลับขั้นสาม
หากผู้ฝึกยุทธ์ระดับเร้นลับขั้นหนึ่งทั่วไปต้องเผชิญหน้ากับระดับเร้นลับขั้นสาม ย่อมมีแต่ถูกสังหารอยู่ฝ่ายเดียว แต่เฉินเสวียนคือใคร? เขาคือยอดฝีมือระดับเทพ ผู้คนนับไม่ถ้วนที่เขาเคยช่วยชีวิตไว้ และผู้คนที่เขาเคยปลิดชีพทิ้งนั้นมีมากกว่าหลายเท่านัก
“คมดาบพยัคฆ์เพลิง!”
ชายวัยกลางคนคำรามลั่น ดวงตาสาดประกายดุร้ายอำมหิต หมายจะฟันร่างเฉินเสวียนให้ขาดเป็นสองท่อนในดาบเดียว ทว่าการเคลื่อนไหวของเฉินเสวียนกลับรวดเร็วกว่า เขาซัดดาบในมือออกไปราวกับลูกเกาทัณฑ์ เสียงแหวกอากาศดัง ‘ฟิ้ว’ ดาบเล่มนั้นปักเข้าที่ไหล่ของชายคนนั้นอย่างแม่นยำ
แต่เนื่องจากอีกฝ่ายมีปราณเร้นลับคุ้มกายที่แข็งแกร่ง บาดแผลที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงรอยเลือดจางๆ เท่านั้น
“แค่ระดับเร้นลับขั้นหนึ่งริอาจจะทำร้ายข้า! ฝันไปเถอะ...!” ตูม!
ปราณเร้นลับสายหนึ่งระเบิดออกทันทีที่บาดแผลตรงไหล่ พลังมหาศาลที่แฝงอยู่นั้นระเบิดศีรษะของชายวัยกลางคนระดับเร้นลับขั้นสามจนกระเด็นหลุดจากบ่า
อีกสามคนที่เหลือเห็นภาพนั้นถึงกับชะงักฝีเท้า ชายวัยกลางคนที่เก่งที่สุดยังถูกฆ่าตายภายในพริบตา เจ้าเด็กนี่ดูท่าทางจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว
“บุกเข้าไป! เขาบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ปราณเร้นลับของเขาต้องหมดเกลี้ยงแล้วแน่ๆ!”
ชายคนหนึ่งกล่าวด้วยดวงตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์
ทว่าความจริงกลับตรงกันข้าม ปราณเร้นลับในร่างกายของเฉินเสวียนยามนี้กำลังพลุ่งพล่านอย่างมหาศาล
เขาหยิบดาบยาวจากพื้นขึ้นมาอีกเล่ม มือสังหารระดับเร้นลับขั้นหนึ่งสองคนนั้นเทียบชั้นกับเฉินเสวียนไม่ได้เลย ประสบการณ์การต่อสู้ที่เด็ดขาดและแม่นยำของเขาสร้างพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว ตวัดดาบอย่างเฉียบขาดเพียงไม่เกินห้ากระบวนท่า ทั้งสองคนก็ลงไปนอนจมกองเลือดบนพื้น
“เจ้า... เจ้ามันปีศาจ...”
คนที่มีระดับหวงขั้นเก้าที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวไม่เคยเห็นวิธีการฆ่าคนที่โหดเหี้ยมเช่นนี้มาก่อน อีกฝ่ายลงมือสังหารโดยไม่กะพริบตา การฆ่าคนดูง่ายดายและตรงไปตรงมาเหมือนฆ่าไก่ เขาตกใจสุดขีดจนทิ้งอาวุธแล้ววิ่งหนีไปทันที
เฉินเสวียนปรายตามองด้วยความเหยียดหยาม เขาเตะดาบเหล็กกล้าที่พื้นจนพุ่งทะยานออกไปราวกับศรเพลิง ดาบเล่มนั้นไล่ตามร่างที่กำลังหลบหนีไปก่อนจะปักทะลุกลางหลังจนทะลุออกทางหน้าอก!
คนผู้นั้นล้มลงอย่างช้าๆ พร้อมดวงตาที่เต็มไปด้วยความไม่ยินยอม
“เป็นไปได้... เป็นไปได้อย่างไร...”
“เป็นไปได้อย่างไรน่ะหรือ? เจ้าคงไม่รู้สินะว่าเพราะข้าฆ่าคนมากเกินไป ถึงได้หันไปตั้งใจศึกษาศาสตร์แห่งการปรุงโอสถ คิดว่าข้าเป็นเสือสิ้นลายจริงๆ หรือไง”
เฉินเสวียนเช็ดเลือดสดๆ ที่ติดอยู่บนมือ
ก่อนที่คนทั่วโลกจะขนานนามเขาว่าจ้าวโอสถอมตะ เฉินเสวียนยังมีฉายาอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ‘เทพสังหารคลั่ง’
ในชาติก่อน ศัตรูทุกคนของเฉินเสวียนล้วนถูกสังหารด้วยวิธีการที่รุนแรงและโหดเหี้ยม ไม่มีใครรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว เขาจึงเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทานและโดดเดี่ยวที่สุดในทวีปเทียนเสวียน เมื่อไม่มีอะไรให้ทำ เขาจึงเริ่มศึกษาวิชาปรุงโอสถ จนกระทั่งกลายเป็นจ้าวโอสถโดยไม่ตั้งใจ
เขาคือยอดฝีมือระดับเทพและจ้าวโอสถที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ทวีปเทียนเสวียน ตอนที่เขาตายนั้นมีอายุเพียงยี่สิบแปดปีเท่านั้น!
ปกติแล้วเฉินเสวียนดูเป็นคนสงบเสงี่ยม นั่นเป็นเพราะเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องลงมือต่างหาก
เขาเริ่มค้นตัวซากศพเหล่านั้น นอกจากควันหลงวิญญาณและผงเบญจพิษแล้ว ก็ไม่พบสิ่งอื่นใดอีก
“ดูท่าจะเป็นคนของขุมกำลังบางแห่งปลอมตัวมา พวกโจรป่าไม่มีฝีมือขนาดนี้แน่”
เฉินเสวียนเก็บควันหลงวิญญาณและผงเบญจพิษเอาไว้ ยาพวกนี้หากเติมส่วนผสมบางอย่างลงไปเล็กน้อยจะกลายเป็นยามายาหลอนประสาทที่รุนแรง ต่อให้เป็นระดับเร้นลับขั้นเก้า เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถวางยาจนล้มลงได้
“จากที่พวกเขาพูดก่อนหน้านี้ ดูเหมือนหัวหน้ากองคุ้มกันตี้ซากับแม่หนูหวังเชียนอวี่นั่นจะยังไม่ตาย”
เฉินเสวียนยืนท่ามกลางกองซากศพพลางขมวดคิ้วใช้ความคิด
ดูเหมือนความยึดติดอันแรงกล้าในหัวจะยิ่งแรงกล้าขึ้นเรื่อยๆ เฉินเสวียนตกใจอยู่เล็กน้อย เขาต้องรีบตามหาหวังเชียนอวี่ให้พบโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นหากความยึดติดนี้ปะทุขึ้นมาจนคุมไม่อยู่ มันจะทำให้เขากลายเป็นคนเสียสติได้ เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงวิญญาณจากภายนอกที่มาเข้าร่างนี้
“เอาเถอะๆ ข้าจะไปตามหาเดี๋ยวนี้แหละ”
เขาสะกดรอยตามเส้นทางข้างหน้าไป ทิ้งเบื้องหลังไว้เพียงซากศพนับสิบที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่กลางถนน
ณ อารามร้างแห่งหนึ่งที่ชานเมืองเป่ยสุ่ย
หวงเฉวียนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนั่งอยู่บนพื้น ตามหน้าท้อง ไหล่ซ้าย และขาขวา มีแผลจากลูกศรปักอยู่ เลือดที่ไหลออกมาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ เห็นได้ชัดว่าลูกศรเหล่านั้นอาบยาพิษร้ายแรง
“คุณหนูหวัง อีกสิบลี้ข้างหน้าก็ถึงเมืองเป่ยสุ่ยแล้ว พอมืดแล้วคุณหนูจงใช้เส้นทางรองหลบหนีไป ข้าจะถ่วงเวลาพวกมันไว้เอง...” หวงเฉวียนกล่าว ในฐานะหัวหน้ากองคุ้มกันตี้ซา ครั้งนี้ถือว่าพ่ายแพ้ยับเยิน ทั้งกองคุ้มกันเหลือเพียงเขาที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ดูจากสภาพตอนนี้แล้ว เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน
“ไม่ได้นะ ท่านลุงหวง ท่านต้องไปกับข้าด้วย” หวังเชียนอวี่กล่าว แม้นางจะมีอายุเพียงสิบห้าปี แต่นางก็รู้จักบุญคุณคน หวงเฉวียนและคนอื่นๆ ยอมสละชีวิตเพื่อคุ้มกันนาง แล้วนางจะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวได้อย่างไร
“ยัยหนูเอ๋ย กองคุ้มกันของเราเมื่อรับงานมาแล้ว ย่อมต้องทำให้สำเร็จ พวกเราเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเงินทอง เจ้าคือภารกิจของพวกเรา หากเจ้าไปถึงเมืองเป่ยสุ่ยได้ ชื่อเสียงของกองคุ้มกันตี้ซาถึงจะดำรงอยู่ต่อไปได้... เสียดายก็แต่เจ้าหนูเฉินเสวียนนั่น...”
หวงเฉวียนทอดถอนใจ ตัวเขาอายุเกือบหกสิบปีแต่ไร้ผู้สืบสกุล จึงเก็บเฉินเสวียนมาเลี้ยงดูจนเติบโต ครั้งนี้เขาไม่ควรพาเจ้าเด็กนั่นมาด้วยเลยจริงๆ
เมื่อได้ยินชื่อเฉินเสวียน ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของหวังเชียนอวี่ ในตอนที่มือสังหารพุ่งเข้ามาหมายจะปลิดชีพนาง มีร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางไว้อย่างไม่คิดชีวิตเพื่อปกป้องนาง แต่เขากลับต้องล้มลงและไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเลย
หวังเชียนอวี่ในวัยสิบห้าปีมีใบหน้าที่งดงาม ผิวพรรณละเอียดเนียนดุจหิมะ แม้จะอยู่ในสภาพถูกไล่ล่าจนดูมอมแมม แต่ก็ไม่อาจบดบังสง่าราศีที่โดดเด่นของนางได้ บรรยากาศภายในอารามร้างดูวังเวงจนหวังเชียนอวี่ต้องหดตัวลงด้วยความหวาดกลัว
ขณะที่หวังเชียนอวี่กำลังจะอ้าปากพูด ทันใดนั้นหวงเฉวียนก็พุ่งเข้ามารวบร่างนางลงกับพื้น
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
ลูกศรอันเย็นเยียบจำนวนนับไม่ถ้วนถูกยิงทะลุหลังคาและหน้าต่างเข้ามา
ภายในห้องราวกับถูกปกคลุมด้วย-่าฝนลูกศร หวงเฉวียนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว เขาโคจรพลังปราณระดับเร้นลับขั้นเจ็ดปกป้องคนทั้งสองไว้ ก่อนจะกลิ้งตัวหนีออกทางหน้าต่างด้านหลัง
“ฮ่าๆ หวงเฉวียน กองคุ้มกันตี้ซาของเจ้าทำได้ขนาดนี้ก็นับว่าเต็มที่แล้ว ส่งตัวนังหนูนั่นมาเสีย แล้วข้าแห่งกลุ่มโจรม้าดำจะไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง”
ชายหน้าบากผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าพร้อมถือดาบพาดบ่า รอบกายของเขาเต็มไปด้วยโจรป่าฉกรรจ์ที่ดูดุร้าย พวกมันต่างมองมาที่หวงเฉวียนด้วยสายตาอำมหิต
พวกเขาถูกโอบล้อมไว้หมดแล้ว!
เมื่อหวงเฉวียนเห็นภาพนี้ หัวใจของเขาก็หล่นวูบ ดวงตาฉายแววสิ้นหวัง
“พวกท่านอย่าทำร้ายท่านลุงหวงเลย ข้าจะไปกับพวกท่านเอง...”
หวังเชียนอวี่ก้าวออกมาข้างหน้าด้วยตนเอง นางกางแขนออกเพื่อปกป้องหวงเฉวียนไว้เบื้องหลัง ในตอนที่พุ่งออกมาเมื่อครู่ หวงเฉวียนถูกลูกศรยิงซ้ำอีกสามดอกจนแทบสิ้นใจ
“หึๆ นังหนู วางใจเถอะ ขอแค่เจ้ายอมไปกับพวกเราแต่โดยดี พวกเราไม่ฆ่าเขาหรอก” ชายหน้าบากเห็นดังนั้นก็ฉีกยิ้มที่เขาคิดว่าดูเป็นมิตรที่สุดออกมา แต่ในสายตาของหวังเชียนอวี่ มันกลับดูน่าสยดสยองราวกับปีศาจ
“ยัยหนู... อย่า...”
หวงเฉวียนรู้ดีว่าหากหวังเชียนอวี่เดินออกไป ไม่เพียงแต่เขาที่จะต้องตาย แต่ชีวิตของหวังเชียนอวี่เองก็คงไม่รอดเช่นกัน
“มานี่สิ ข้าไม่เพียงแต่จะไม่ทำร้ายลุงหวงของเจ้า แต่จะช่วยรักษาแผลให้เขาด้วยนะ...”
ชายหน้าบากหัวเราะร่า เขาขยิบตาให้สัญญาณเป็นนัย คนที่อยู่ด้านหลังจึงง้างคันศรเล็งไปที่ร่างของหวงเฉวียนที่นอนอยู่บนพื้นทันที
“จับนางไว้!”
ลูกสมุนสองคนที่อยู่ข้างกายชายหน้าบากพุ่งออกไปหมายจะคว้าตัวหวังเชียนอวี่ ขณะเดียวกัน ลูกศรพิษจากคนด้านหลังก็ถูกปล่อยออกจากคันศร พุ่งเข้าหาศีรษะของหวงเฉวียนอย่างรวดเร็ว!
ฟึ่บ!
ในขณะที่สองคนนั้นกำลังจะถึงตัวหวังเชียนอวี่ ร่างหนึ่งก็ทะยานลงมาจากฟากฟ้า เข้าขวางหน้าหวังเชียนอวี่ไว้ เขาซัดฝ่ามือใส่ทั้งสองคนที่พุ่งเข้ามาคนละหนึ่งที
พลั่ก! พลั่ก! สองร่างนั้นกระเด็นลงไปนอนกองกับพื้นทันที
ส่วนลูกศรพิษที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วนั้น ชายผู้มาใหม่ก็ยื่นมือออกไปรับไว้กลางอากาศ
ฉึก!
หัวศรแทงทะลุฝ่ามือ แต่เฉินเสวียนกลับกำมันไว้แน่น พลางจ้องมองด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว
“มารดามันเถอะ เกือบมาไม่ทันเสียแล้ว!”
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??