เรื่อง จอมมารหวนคืน
เปลวเพลิงีาดโหมกระหน่ำขึ้นสู่ฟากฟ้านครหลวงเทียนเทียน เสียงกรีดร้องของเหล่าปุโรหิตและองครักษ์เกราะทองดังก้องประหนึ่งวงดนตรีแห่งความพินาศ เยี่ยฉินยืนตระหง่านอยู่บนขอบระเบียงสูงสุดของหอคอยบรรพต ชุดคลุมมังกรดำพริ้วไหวตามแรงลมที่หอบเอาเถ้าถ่านมาปะทะใบหน้า เขาจ้องมอง หลี่เยี่ยน ที่ยังคงยืนนิ่งสงบผิดวิสัยสตรีที่เห็นอาณาจักรของตนเองกำลังถูกเผาผลาญ
"เจ้าไม่หนีรึ หลี่เยี่ยน?" เยี่ยฉินเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแรงกดดันระดับ ราชันย์นภา ขั้นที่ 1 กลับบีบอัดอากาศรอบตัวนางจนบิดเบี้ยว
หลี่เยี่ยนยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ปรกหน้า รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก "หนีรึ? เยี่ยฉิน... เจ้ายังคงมองโลกในแง่ดีเหมือนเดิม เจ้าคิดว่าการที่เจ้าบุกเข้ามาที่นี่ บดขยี้ฟ่านเทียน และเผาวิจิตรอารามแห่งนี้ คือชัยชนะของเจ้าแล้วรึ?"
นางก้าวเดินไปที่แท่นหินที่เคยประดิษฐานศิลาปลอม แล้วกดปลายนิ้วลงบนร่องหินที่ดูธรรมดา
ครืนนนน!
ทันใดนั้น พื้นหอคอยสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง อักขระสีทองที่เยี่ยฉินเคยคิดว่ามันคือค่ายกลป้องกัน กลับเปลี่ยนสีกลายเป็นสีม่วงคล้ำดำมืด แผ่ซ่านกลิ่นอายที่น่าสะอิดสะเอียนยิ่งกว่าซากศพเน่าเปื่อย
กับดักที่ซ่อนในความแค้น
"นี่คือ... ค่ายกลกลืนตะวันสยบสวรรค์!" เยี่ยฉินเบิกตากว้าง เนตรสัจจะของเขาหมุนวนอย่างบ้าคลั่งเพื่อวิเคราะห์โครงสร้างอาคม ‘เป็นไปไม่ได้! ค่ายกลนี้ต้องใช้ดวงวิญญาณของผู้ฝึกตนระดับราชันย์นภาเป็นเครื่องสังเวย... อย่าบอกนะว่า!’
เขามองไปที่ศพของฟ่านเทียนและเหล่าปุโรหิตที่เขาเพิ่งสังหารไป เลือดของพวกมันไม่ได้ไหลไปตามพื้น แต่กลับถูกสูบเข้าไปในช่องว่างของอักขระบนพื้นหอคอยราวกับมีชีวิต
"ขอบใจเจ้ามากนะเยี่ยฉิน" หลี่เยี่ยนหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของนางช่างกังวานทว่าเย็นเยียบถึงกระดูก "ฟ่านเทียนมันหมดประโยชน์นานแล้ว แต่มันยังมี 'พลัง' มากพอที่จะเป็นกุญแจเปิดค่ายกลนี้... ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าลงมือฆ่าพวกมันให้ข้า ค่ายกลนี้คงต้องรออีกหลายสิบปีกว่าจะเปิดออก"
ใจกลางหอคอยบรรพตเริ่มปริแตก เผยให้เห็นหลุมดำขนาดใหญ่ที่ลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง เสียงคำรามที่ทุ้มต่ำและทรงพลังดังแว่วมาจากส่วนลึกที่สุด มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ และไม่ใช่เสียงของสัตว์อสูรทั่วไป แต่มันคือ "เจตจำนงของเทพตกสวรรค์" ที่ถูกผนึกไว้ใต้แท่นบูชาของเมืองหลวงเทียนเทียนมานับสหัสวรรษ
"พระบิดาของข้าไม่ได้ต้องการศิลาวิญญาณเพื่อพลังส่วนตัว" หลี่เยี่ยนกล่าวพลางกางแขนออก รับเอาไอหมอกสีม่วงที่พุ่งขึ้นมาจากหลุม "พระองค์ต้องการมันเพื่อเป็น 'อาหาร' ให้กับสิ่งนี้... และตอนนี้ เมื่อเจ้าทำลายศิลาปลอมและสังหารปุโรหิต พลังงานที่พุ่งพล่านจึงเป็นสื่อกลางชั้นดี!"
เยี่ยฉินรู้สึกได้ถึงอันตรายที่แท้จริง เขาพุ่งตัวเข้าหาหลี่เยี่ยนหมายจะปลิดชีพนางเพื่อหยุดวงจรอาคม
"เพลงกระบี่อนธการ: กระบวนท่าที่ 3 — ตัดกาลเวลา!"
คมดาบสีดำสนิทฟาดฟันผ่านอากาศ ทว่าก่อนที่จะถึงตัวนาง ม่านพลังสีม่วงกลับก่อตัวขึ้นเป็นรูปโล่หัวกะโหลก รับการโจมตีของเยี่ยฉินไว้ได้อย่างง่ายดาย แรงปะทะทำให้หอคอยทั้งหลังแทบพังทลาย
เบื้องล่างหอคอย มู่หย่งที่กำลังจัดการกับทหารที่เหลือ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ "นายน้อย! พลังที่นี่กำลังถูกเปลี่ยนสภาพ! แผ่นดินกำลังสูบกินพวกเรา!"
เด็กชายพยายามใช้เนตรวิญญาณสยบมารเพื่อสกัดกั้น แต่กลับถูกแรงสะท้อนของค่ายกลจนกระเด็นไปกระแทกกำแพง กระแสพลังงานสีม่วงเริ่มม้วนตัวเป็นโซ่ตรวนพุ่งขึ้นจากพื้นดิน พันธนาการขาของมู่หย่งไว้แน่น
"มู่หย่ง! ถอยไป!" เยี่ยฉินตะโกนสั่ง แต่เขาก็ถูกหลี่เยี่ยนขัดขวางไว้ด้วยลูกไฟสีม่วงนับร้อยลูกที่พุ่งเข้าใส่ราวกับ-่าฝน
เยี่ยฉินกัดฟันกรอด ‘ข้าประมาทหญิงแพศยาคนนี้เกินไป... นางยอมสละแม้แต่คนของตัวเองเพื่อบรรลุแผนการใหญ่’ เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้ค่ายกลนี้ทำงานจนเสร็จสิ้น ทั้งนครหลวงจะกลายเป็นหลุมศพ และหลี่เยี่ยนจะได้รับพลังที่แม้แต่เขาก็อาจต้านทานไม่อยู่
"ในเมื่อเจ้าอยากเล่นกับวิญญาณ... ข้าก็จะให้เจ้าเห็นว่าใครคือ 'จ้าวแห่งวิญญาณ' ที่แท้จริง!"
เยี่ยฉินหลับตาลง เรียกใช้ ภูตแกนกลางทั้งสี่ ออกมาพร้อมกันในคราวเดียว แสงสีทอง มรกต ฟ้า และดำ หมุนวนรอบตัวเขาจนเกิดเป็นพายุหมุนขนาดมหึมา เขาเริ่มร่ายมนตราที่ต้องแลกด้วยอายุขัยสิบปี
"วิชามารต้องห้าม: สังเวยสวรรค์ ย้อนคืนนรก!"
เส้นใยปราณสีเลือดพุ่งออกจากร่างกายของเยี่ยฉิน เข้าไปแทรกแซงอักขระสีม่วงบนพื้น เขาไม่ได้พยายามจะหยุดค่ายกล แต่เขากำลัง "เปลี่ยนทิศทาง" ของการสูบพลัง ให้มันกลับไปสูบกิน "พลังชีวิต" ของผู้ที่ร่ายค่ายกลนี้แทน!
ใบหน้าที่เคยยิ้มย่องของหลี่เยี่ยนเริ่มถอดสี เมื่อนางเห็นว่าไอหมอกสีม่วงที่เคยเสริมพลังให้นาง กลับเริ่มกัดกินผิวพรรณอันผุดผ่องของนางเอง "เจ้า... เจ้าทำอะไร! นี่มันวิชาของพวกบรรพชนที่สูญหายไปแล้ว!"
"เจ้าลืมไปแล้วรึหลี่เยี่ยน... ข้าคือคนที่สอนเจ้าให้รู้จักคำว่า 'อำนาจ'" เยี่ยฉินก้าวเข้าหานางอย่างช้าๆ แม้ร่างกายของเขาจะมีเลือดไหลซึมจากทวารทั้งเจ็ดเพราะการฝืนใช้มนตรา "สิ่งที่เจ้ามี คือสิ่งที่ข้าเคยทิ้งไว้... แต่สิ่งที่ข้ามี คือสิ่งที่เจ้าไม่มีวันเอื้อมถึง!"
เขายื่นมือออกไปบีบคอหลี่เยี่ยนอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีม่านพลังใดๆ ขวางกั้นได้ พลังกาลเวลาเริ่มเร่งอายุขัยของนางจากหญิงสาวกลายเป็นหญิงชราในพริบตา
"อึก... อ้าก... เยี่ยฉิน... ปล่อยข้า..." นางพยายามดิ้นรน แต่แรงของมังกรนิรันดร์นั้นมหาศาลเกินไป
ดาบสองคมของแผนการซ้อนแผน
หอคอยบรรพตเริ่มถล่มลงมา เยี่ยฉินหิ้วร่างที่ร่วงโรยของหลี่เยี่ยนพุ่งลงไปหามู่หย่ง เขาใช้กระบี่อนธการนิรันดร์ตัดโซ่ตรวนสีม่วงจนขาดสะบั้น
"ไปจากที่นี่ซะ!" เขาเหวี่ยงร่างหลี่เยี่ยนลงไปที่พื้นเมืองเบื้องล่าง "ข้าจะไม่ให้เจ้าตายง่ายๆ เจ้าต้องอยู่ดูความพินาศของสิ่งที่เจ้าพยายามจะสร้างขึ้นมา!"
เยี่ยฉินพามู่หย่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จ้องมองหอคอยที่ถล่มทับลงไปในหลุมดำ แสงสีม่วงระเบิดออกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสงบลง ทิ้งให้นครหลวงเทียนเทียนครึ่งหนึ่งกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังและหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง
ศัตรูที่อันตรายที่สุดคือคนที่รู้จักเราดีที่สุด และความตายคือความเมตตาที่จอมมารจะไม่มอบให้คนทรยศ เยี่ยฉินทำลายนครหลวงและวิหารเทพไปได้ส่วนหนึ่ง แต่เขารู้ดีว่า "พระบิดา" ของหลี่เยี่ยน—จักรพรรดิเทพหลี่เทียน—คงไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปแน่
ก้าวต่อไป:
เยี่ยฉินจะนำพาหลินเสี่ยวรู่และมู่หย่งไปซ่อนตัวที่ใด? และสิ่งที่หลบซ่อนอยู่ใต้หลุมดำนั้น คืออะไรกันแน่? ความลับของศิลาวิญญาณ "ของจริง" กำลังจะถูกเปิดเผยจากปากของห
ลี่เยี่ยนที่กลายเป็นหญิงชราในตอนถัดไป!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??