เรื่อง บันทึกผู้พลิกสามภพ
ความเงียบสงบี่โอบล้อมาเร้นฟ้าแปรเปลี่ยนเป็าลุ่มลึกัยากจะหยั่งถึง ยามเมื่อเศษเสี้ยวสุดท้ายของละอองหยกโบราณซึมซับเข้าสู่ร่างของหลินเฟิงจนหมดสิ้น ไม่มีแสงเรืองรองสีทองคำัหรูหราเฉกเช่นการทะลวงขั้นของจอมยุทธ์ในเต๋าแดนบน และไม่มีเสียงอัสนีบาตฟ้าร้องลงทัณฑ์ ทว่าบรรยากาศรอบกายของเด็กหนุ่มในรัศมีร้อยวา กลับปรากฏสภาวะ ‘สุญญตาแปรผัน’ อากาศธาตุสั่นไหวระริกดั่งภาพสะท้อนเหนือผิวน้ำี่กำลังถูกต้มจนเดือด ทว่ากลับเย็นเยียบปานน้ำแข็งขั้วโลก
กึ่งกลางทะเลวิญญาณร้อยส่วน ผลึกแก้วแปดเหลี่ยมสีเทาประกายรุ้งชิ้นใหม่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือดวงจิตอย่างมั่นคง มันหมุนวนด้วยความเร็วี่เนิบนาบสม่ำเสมอ ทุกรอบการหมุนจะปลดปล่อยระลอกคลื่นพลังงานี่ปราศจากการปรุงแต่งแผ่ซ่านเข้าสู่กระดูกสันหลังชิ้นเก้าสวรรค์ ดับหลอมและขัดเกลาไขกระดูกของหลินเฟิงให้แปรสภาพจากปุถุชนไปสู่โครงสร้างัเป็นอนันต์
*‘ครึ่งก้าวสู่เต๋าัเป็นนิรันดร์ขั้นสูงสุดระยะกลาง...’* เสียงของวิญญาณมรรคาภพดังก้องขึ้นในโลกส่วนลึก น้ำเสียงแฝงไปด้วยความทอดถอนใจัลึกล้ำ *‘เจ้าหนูหลิน... ยามนี้กายหยาบของเจ้าก้าวล้ำเกินกว่าคำว่า "ผู้ฝึกตน" ไปไกลแล้ว ร่างกายของเจ้าเริ่มปรับตัวเข้าหาความว่างเปล่า ยามใดี่เจ้าไม่ต้องการให้โลกรับรู้ ต่อให้เป็นปรมาจารย์ขอบเขตสวรรค์ขั้นสูงสุดยืนอยู่ตรงหน้า ก็จะมองเห็นเจ้าเป็นเพียงธาตุอากาศี่ไร้ตัวตน’*
หลินเฟิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ นัยน์ตาสีทองคำแท้คู่นั้น บัดนี้ไร้ซึ่งประกายไอสังหารหรือความทะเยอทะยานใด ๆ มีเพียงความราบเรียบและลุ่มลึกดั่งท้องฟ้ายามราตรีี่ไร้ดวงดาว เขายื่นฝ่ามือขวาออกไปเบื้องหน้า พลิกฝ่ามือลงแผ่วเบาคราหนึ่ง
*วิ้ง...*
หิมะี่กำลังตกอยู่รอบาพลันหยุดชะงักค้างกลางอากาศ ก่อนจะสลายกลายเป็นละอองน้ำสะอาดลอยกลับคืนสู่หมู่เมฆเบื้องบน ย้อนกลับวัฏจักรธรรมชาติอย่างง่ายดายดั่งใจนึก
"ขอบเขตระยะกลาง... ทำให้ข้าเข้าใจว่า กฎเกณฑ์ี่สภาเทพสร้างขึ้น มิใช่สิ่งี่ต้อง ‘ทำลาย’ ด้วยความรุนแรง" หลินเฟิงเอ่ยปาก เสียงของเขาทุ้มต่ำและนุ่มนวล พัดผ่านสายลมหนาวอย่างเนิบนาบ "ทว่ามันคือสิ่งี่ต้อง ‘ยกเลิก’ ... ยามเมื่อเจตจำนงอนัตตาของข้าแผ่ขยายไปถึงขีดสุด กฎของพวกมันย่อมกลายเป็นสิ่งไร้สาระี่ไม่มีผลบังคับใช้ไปเอง"
เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆ คว้าหน้ากากเหล็กสีเงินยวดขึ้นมาสวมกลับคืนบนใบหน้า ชายเสื้อคลุมสีดำสะบัดพลิ้วไหวแผ่วเบา ยามี่เขาสืบเท้าก้าวเดินลงจากา ย่างก้าวของเขายังคงสม่ำเสมอ แช่มช้า ทว่าเพียงสามก้าว ร่างของเขาก็มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเรือนศิลาส่วนกลางของหุบเขาอย่างเงียบเชียบ
### บที่ 1: สัญญาณเตือนจากป่าดาราร่วง
ณ เรือนศิลาส่วนกลาง ผู้อาวุโสกู้ชางกำลังนั่งตรวจตราตำราและคัมภีร์ี่ยึดมาจากหุบเขาอสูรกลืนจิต ใบหน้าชราแฝงแววเคร่งเครียด ยามเมื่อเห็นเงาร่างชุดดำของหลินเฟิงปรากฏขึ้นอย่างไม่มีสุ้มเสียง ชายชราสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบทรุดเข่าลงประสานมือทำความเคารพทันที
"ยินดีกับคุณชายี่ตบะความสามารถก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นครับ!" กู้ชางกราบเรียนด้วยความเลื่อมใสสูงสุด แววตาของเขาจับจ้องมองหลินเฟิง ทว่าดวงตาจิตวิญญาณของเขากลับรู้สึกว่าเบื้องหน้าคือความว่างเปล่าัไร้ขอบเขต ชวนให้รู้สึกครั่นคร้ามและนอบน้อมจากส่วนลึกของดวงจิต
"ลุกขึ้นเถอะ กู้ชาง... มีความเคลื่อนไหวใดจากภายนอกงั้นรึ?" หลินเฟิงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่โบราณ ยกจอกชาี่กู้ชางเพิ่งรินไว้ขึ้นมาจิบอย่างเชื่องช้า
กู้ชางลุกขึ้นยืนพลางหยิบแผ่นศิลาอาคมสีหยกครามชิ้นหนึ่งขึ้นมากราบเรียน "เรียนคุณชาย ยามสายี่ผ่านมา สายสืบหน่วยพิทักษ์ดาราเร้นลับี่ข้าส่งไปแฝงตัวในเมืองหลวงของจักรวรรดิมู่หร่ง รายงานข่าวสำคัญมาครับ... ยามนี้ ฮ่องเต้มู่หร่งเยว่ ได้ออก ‘ตราตั้งระดมพลร้อยสำนัก’ บังคับให้ขุมกำลังฝ่ายธรรมะและอธรรมทั้งหมดในแดนเหนือรวมตัวกัน โดยมีข้ออ้างว่า... ตระกูลหลินนอกรีตหวนคืนชีพ และทำการเข่นฆ่าล้างบางชาวยุทธ์กลางงานเทศกาลร้อยบุปผาโปรย"
หลินเฟิงแค่นเสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ เสียงกังวานใส "คำอ้างของพวกราชวงศ์มักจะไร้ความแปลกใหม่เช่นนี้เสมอ... พวกมันระดมพลไปี่ใด?"
"พวกมันกำลังจัดตั้ง 'กองทัพพันธมิตรล้างสวรรค์' กองกำลังนับแสนคนยามนี้เริ่มเคลื่อนพลมากระจายตัวอยู่รอบป่าดาราร่วง ซึ่งเป็นแนวปราการธรรมชาติห่างจากหุบเขากระบี่เร้นฟ้าของพวกเราไปเพียงร้อยลี้ครับ" กู้ชางกระซิบ เสียงทุ้มต่ำแฝงความกังวล "ไม่เพียงเท่านั้น สายของพวกเรายังพบเห็นนักพรตจากอารามสวรรค์เสบียงฟ้าของฉินเทียนหมิง เดินทางร่วมไปกับกองทัพหลวงด้วย ดูท่าศึกครั้งนี้... พวกมันคิดจะใช้จำนวนคนบีบเค้นให้คุณชายต้องสัญจรออกจากหุบเขา"
*‘หึ... หมากเนื้อเนื้อตัวตายของฉินเทียนหมิงช่างตื้นเขินยิ่งนัก’* เสียงวิญญาณมรรคาภพวิจารณ์อย่างขบขัน *‘มันคิดจะใช้ชีวิตปุถุชนนับแสนคนมาเป็นโล่มนุษย์ หากเจ้าลงมือสังหารคนเหล่านั้น บาปหนาและความแค้นัมหาศาลจะก่อตัวขึ้นเหนือน่านฟ้า บีบให้กฎฟ้าดินของมนุษยภพเกิดรอยร้าวรวดเร็วยิ่งขึ้น สภาเทพเบื้องบนก็จะสามารถใช้ช่องว่างนี้จุติกองทัพเทวะลงมาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดหนึ่งเดือน!’*
หลินเฟิงวางจอกชาลงบนโต๊ะไม้ เสียง *กึก* เบาบาง นัยน์ตาสีทองคำแท้ภายหลังหน้ากากเหล็กส่องประกายเยือกเย็น "ฉินเทียนหมิง... เจ้าคิดว่าข้าจะกลายเป็นผู้โหดเหี้ยมกระหายเลือด สังหารปุถุชนเพื่อเปิดทางให้สวรรค์งั้นรึ? ช่างดูเบาอนัตตาเกินไปแล้ว"
เขาลุกขึ้นยืนช้า ๆ ชายเสื้อคลุมสีดำโบกสะบัดแผ่วเบา "กู้ชาง... ไม่จำเป็นต้องตั้งรับในหุบเขา พวกเราจะเคลื่อนพลไปยังป่าดาราร่วงในบัดนี้ ดำเนินเรื่องอย่างเนิบนาบ ปล่อยให้พวกมันได้ลิ้มรสความกดดันัเงียบงันก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน"
### บที่ 2: ค่ายกลไม้ศิลา และเงาสลัวในป่าหนาว
ระยะทางร้อยลี้ท่ามกลางพายุหิมะผันแปร ขบวนเดินทางของตระกูลหลินี่มีเพียงหลินเฟิง ผู้อาวุโสกู้ชาง และนักรบหน่วยพิทักษ์ดาราสิบสองสาย เคลื่อนี่ไปตามแนวเขาอย่างแช่มช้า ท่วงท่าโปร่งเบาประหนึ่งใบไม้ี่ลอยคว้างกลางสายลม ยามเมื่อก้าวเข้าสู่เขต ‘ป่าดาราร่วง’ บรรยากาศรอบด้านแปรเปลี่ยนเป็าตึงเครียดัมหาศาล
ต้นไม้โบราณขนาดยักษ์สูงหลายสิบวาตั้งเรียงรายหนาทึบ ใบไม้ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งหนา ทว่าท่ามกลางความมืดสลัวของผ่าลึก กลับมีแสงไฟจากค่ายทหารและแสงสะท้อนจากคมอาวุธวับแวมนับไม่ถ้วน กลิ่นอายพลังปราณหลากสีสันพวยพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศดั่งละอองหมอก บ่งบอกถึงการรวมตัวของยอดฝีมือนับแสนคน
"หยุดเท้า..." หลินเฟิงเอ่ยปาก เสียงเรียบเนียนสายหนึ่งสะกดให้ขบวนติดตามหยุดนิ่งลงบนชะง่อนผาสูงี่สามารถมองเห็นใจกลางป่าดาราร่วงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เบื้องล่างห่างออกไปราวหนึ่งลี้ ปรากฏค่ายกลขนาดยักษ์ี่สร้างจากศิลาอาคมสลักลวดลายพยัคฆ์ขาว ยอดฝีมือขอบเขตสวรรค์ระยะต้นสามคนในชุดเกราะแม่ทัพหลวงกำลังนั่งคุมเชิงอยู่กึ่งกลางค่ายกล รอบด้านมีทหารราบเกราะหนักและชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะนับหมื่นยืนสลับตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบ
"คุณชาย... ค่ายกลเบื้องล่างคือ 'ค่ายกลพยัคฆ์ขาวกลืนศิลา' เป็นค่ายกลสงครามระดับสูงของราชวงศ์มู่หร่ง แฝงพลังโจมตีและป้องกันี่แน่นหนา หากพวกเราบุกเข้าไปตรง ๆ พลังทำลายล้างย่อมส่งผลกระทบถึงปุถุชนรอบด้านแน่นอนครับ" กู้ชางกราบเรียน
หลินเฟิงจับจ้องมองค่ายกลพยัคฆ์ขาวด้วยเนตรมรรคาไร้ลักษณ์ ในสายตาของเขา โครงสร้างพลังงานของค่ายกลนี้หาได้มีความสมบูรณ์แบบไม่ มันถูกขับเคลื่อนด้วยศิลาปราณระเบิดฟ้าดินจำนวนมาก ซึ่งยึดโยงอยู่กับจุดชีพจรดินของผืนป่าแห่งนี้
"กู้ชาง... พวกเจ้าอยู่ี่นี่" หลินเฟิงเอ่ยปากอย่างเนิบนาบ "ข้าจะลงไปเดินเล่นเสียหน่อย ปล่อยให้พวกมันได้รับรู้ว่า... พลังี่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องใช้การเข่นฆ่าเสมอไป"
ร่างในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเท้าเยื้องย่างลงจากชะง่อนผา ร่างของเขาเลือนรางปานภูตพราย ร่อนลงสู่พื้นดินด้านล่างท่ามกลาง-่าฝนเกล็ดหิมะอย่างเงียบเชียบชั่วนิรันดร์
### บที่ 3: ย่างก้าวอนัตตา ทลายค่ายแสนทัพ
ี่กึ่งกลางค่ายกลพยัคฆ์ขาวกลืนศิลา ความตึงเครียดของเหล่าทหารและชาวยุทธ์มาถึงขีดสุด ยามเมื่อกระแสลมหนาวสายหนึ่งพัดผ่านเข้ามา ทันใดนั้น ร่างในชุดคลุมสีดำและหน้ากากเหล็กสีเงินยวดก็ปรากฏขึ้นกึ่งกลางทางเดินหลักของค่ายอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
"ผู้บุกรุก! ชายหน้ากากเหล็กตระกูลหลินมาแล้ว!" เสียงทหารยามตะโกนลั่นด้วยความแตกตื่น
*เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!*
เสียงชักกระบี่และตั้งทวนยาวดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ ทหารนับพันคนพุ่งเข้าล้อมกรอบหลินเฟิงไว้ในพริบตา ปลายอาวุธแหลมคมนับร้อยชี้ตรงมาี่อกของเขา ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าก้าวสืบเท้าเข้าลงมือโจมตีเป็นคนแรก เพราะกลิ่นอายความสงบนิ่งี่แผ่ออกมาจากตัวของหลินเฟิง... มันช่างกดดันและโปร่งเบาจนทำให้หัวใจของพวกมันเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว
หลินเฟิงไม่ได้ชักกระบี่เพลิงมรรคาข้างเอว มือทั้งสองข้างผ่อนคลายอยู่ข้างลำตัว เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเนิบนาบ... สม่ำเสมอ มุ่งตรงสู่ใจกลางค่ายกลี่มีแม่ทัพหลวงทั้งสามคนนั่งอยู่
"โจมตี! ปลุกเร้าค่ายกลพยัคฆ์ขาว บดขยี้มัน!" แม่ทัพใหญ่ขอบเขตสวรรค์คำรามลั่น
*โฮก——————*
แสงสีขาวเจิดจ้าปะทุขึ้นจากศิลาอาคมรอบด้าน ควบแน่นกลายเป็นร่างเงาของพยัคฆ์ขาวขนาดยักษ์ร้อยวา พุ่งทะยานอ้าปากกว้างหวังจะกลืนกินร่างของหลินเฟิงให้แหลกลาญในพริบตา คลื่นพลังงานกดทับจนพื้นดินรอบด้านยุบตัวลงเป็นร่องลึก
ทว่า หลินเฟิงเพียงแต่ก้าวสืบเท้าต่อไป... ยามเมื่อร่างเงาของพยัคฆ์ขาวศักดิ์สิทธิ์พุ่งเข้ามาห่างจากหน้ากากเหล็กเพียงหนึ่งคืบ ผลึกแก้วแปดเหลี่ยมสีเทาประกายรุ้งในทะเลวิญญาณของเขาหมุนวนแผ่วเบาคราหนึ่ง เจตจำนงอนัตตาขั้นี่หกระยะกลางแผ่ซ่านออกไปไร้ร่องรอย
*วิ้ง...*
พยัคฆ์ขาวขนาดยักษ์ี่เปี่ยมไปด้วยพลังทำลายล้าง พลันชะงักงันอยู่กลางอากาศ ก่อนี่แสงสีขาวเจิดจ้าจะค่อย ๆ ซีดจางลง... แปรสภาพกลับกลายเป็นเพียงหมอกควันธรรมดาและัตรธานหายไปในความว่างเปล่าอย่างเงียบเชียบ ศิลาอาคมนับร้อยก้อนี่ฝังอยู่ใต้ดินพลันปริแตกและสูญเสียพลังงานแปรสภาพกลายเป็นเพียงก้อนหินไร้ค่าในพริบตา!
ค่ายกลสงครามระดับสูงของราชวงศ์มู่หร่ง... ถูกลบล้างออกไปจากโลกหล้าโดยี่อีกฝ่ายยังไม่ได้ขยับนิ้วมือด้วยซ้ำ!
ความเงียบสงัดัน่าสยดสยองเข้าเกาะกุมจิตใจของทหารนับหมื่น แม่ทัพใหญ่ทั้งสามคนถึงกับหน้าถอดสี ทรุดกายลงจากเก้าอี้ด้วยความหวาดกลัวขีดสุด พวกมันตระหนักได้ในทันทีว่า... บุรุษหน้ากากเหล็กผู้นี้ หาใช่ตัวตนี่จำนวนคนจะสามารถถมช่องว่างแห่งพลังได้เลยแม้แต่น้อย
หลินเฟิงหยุดเท้าลงเบื้องหน้าแม่ทัพใหญ่ ทอดสายตามองลงมาอย่างเนิบนาบ "จงนำกองทัพของพวกเจ้ากลับไปเถอะ... บอกมู่หร่งเยว่ และฉินเทียนหมิง ว่าหมากเนื้อเนื้อตัวตายชิ้นนี้ ข้าขอปฏิเสธ หนี้เลือดของตระกูลหลิน... ข้าจะไปสะสางี่เมืองหลวงด้วยตนเองในอีกไม่ช้า"
ร่างในชุดคลุมสีดำหมุนตัวเดินจากไปอย่างแช่มช้า ทิ้งไว้เพียงกองทัพแสนคนี่บัดนี้หมดสิ้นซึ่งขวัญกำลังใจ ย่างก้าวัแช่มช้าของหลินเฟิงในค่ำคืนนี้ ได้ประกาศให้แดนมนุษย์รับรู้แล้วว่า... วนหลูปแห่งการนองเลือดี่สวรรค์กำหนดไว้ ได้ถูกทำลายลงด้วยความว่างเ
ปล่าัแท้จริงชั่วนิรันดร์!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??