เรื่อง วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade
ความเิ้้าอันไร้จุดสิ้นสุดของห้วงอวกาศ คือสถานที่ที่เวลาและพื้นที่สูญเสียความหมายที่แท้จริงของมันไป หลังจากที่ตำหนักนิรันดร์กาลอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจสูงสุดของเก้าสวรรค์ได้พังทลายลง และมหาเทพบรรพกาลผู้ตั้งตนเป็นพระเจ้าถูกลบล้างจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของวิญญาณ จักรวาลที่เคยถูกกดทับด้วยกฎเกณฑ์จอมปลอมก็ค่อยๆ หวนคืนสู่สภาวะสมดุล ร่างของเด็กหนุ่มนามว่า 'หลินเฟย' ล่องลอยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ประดับประดาไปด้วยแสงดาวระยิบระยับ เส้นผมสีเทาประกายเงินของเขาสยายพลิ้วไปตามกระแสพลังงานคอสมิกที่มองไม่เห็น ผิวพรรณที่โปร่งแสงจนสามารถมองเห็นกาแล็กซีจำลองที่หมุนวนอยู่ภายในร่างกาย เปล่งประกายรัศมีแห่ง 'ปราณปฐมกาล' ที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจที่สุด
การต่อสู้ที่ผ่านมาไม่ได้เพียงแค่ผลาญพละกำลังของเขาไปจนหมดสิ้น แต่มันยังเป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่ามนุษย์ หรือแม้แต่สิ่งที่เรียกว่าเทพเซียน พลังงานมหาศาลที่หลงเหลือจากการสลายตัวของมหาเทพบรรพกาล ไม่ได้สูญหายไปในความว่างเปล่า ทว่ามันถูกดึงดูดเข้ามาด้วยอำนาจของ 'ทารกปฐมกาล' ที่สถิตอยู่ในจุดตันเถียนของหลินเฟย กระแสพลังงานสีทองคำบริสุทธิ์นับล้านสาย ไหลทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรของเขาราวกับแม่น้ำสวรรค์ที่ไหลหลาก ชำระล้างบาดแผลทางวิญญาณและเสริมสร้างกระดูกหยกให้มีความทนทานระดับที่สามารถต้านทานการระเบิดของซูเปอร์โนวาได้อย่างไร้รอยขีดข่วน
หลินเฟยหลับตาลง ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงสมาธิอันลึกล้ำที่กินเวลายาวนานเทียบเท่ากับการเกิดและดับของดวงดาวนับร้อยดวง ภายในจิตวิญญาณของเขา ทารกปฐมกาลที่มีร่างครึ่งมารครึ่งทูตสวรรค์กำลังวิวัฒนาการ มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ปีกสีดำสนิทที่แผ่กลิ่นอายแห่งความตาย และปีกขนนกสีขาวบริสุทธิ์ที่แผ่กลิ่นอายแห่งการก่อกำเนิด ได้ขยายใหญ่ขึ้นจนบดบังจักรวาลจำลองในจุดตันเถียน พลังงานหยินและหยางที่เคยแยกส่วนกัน บัดนี้หลอมรวมกันเป็น 'มรรคาแห่งความไร้รูปลักษณ์' (Formless Dao) อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือมรรคาที่ไม่ถูกจำกัดด้วยธาตุทั้งห้า ไม่ถูกจำกัดด้วยแสงสว่างหรือความมืด แต่มันคือความเป็นไปได้อันไร้ที่สิ้นสุด
ศัสตราไร้ลักษณ์ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าของหลินเฟย บัดนี้ไม่ได้มีรูปลักษณ์เป็นดาบโลหิตสีดำ หรือดาบครึ่งดำครึ่งขาวอีกต่อไป มันแปรสภาพกลายเป็น 'ใบดาบแห่งแสงสีเทา' ที่ไม่มีมวล ไม่มีน้ำหนัก และไม่มีพื้นผิวที่จับต้องได้ มันคือกลุ่มก้อนของเจตจำนงแห่งการลบล้างที่เข้มข้นที่สุด เพียงแค่มันลอยอยู่นิ่งๆ มิติรอบๆ ตัวดาบก็เกิดการบิดเบี้ยวและพังทลายลงอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าจักรวาลนี้เปราะบางเกินกว่าจะรองรับการมีอยู่ของมันได้
เมื่อหลินเฟยลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาสีเทาของเขาไม่ได้สะท้อนเพียงภาพของดวงดาว แต่สะท้อนให้เห็นถึง 'สายใยแห่งกฎเกณฑ์' นับล้านล้านเส้นที่ถักทอจักรวาลนี้เข้าด้วยกัน เขาสามารถมองเห็นจุดกำเนิดและจุดจบของทุกสิ่งได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ขอบเขตพลังของเขาได้ก้าวข้ามวิญญาณแรกกำเนิด ก้าวข้ามขอบเขตตัดวิญญาณ และก้าวข้ามแม้กระทั่งขอบเขตแสวงมรรคา บัดนี้ เขาได้ยืนหยัดอยู่ในจุดสูงสุดที่เรียกว่า 'ขอบเขตเซียนปฐมกาล' (Primordial Immortal Realm) ซึ่งเป็นระดับที่ไม่มีผู้ใดในเก้าสวรรค์เคยไปถึงมาก่อน
"การเดินทางที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นสินะ" หลินเฟยพึมพำกับตนเอง เสียงของเขาแผ่วเบาแต่กลับดังกังวานไปทั่วทั้งระบบสุริยะ เขาเอื้อมมือไปคว้าศัสตราไร้ลักษณ์ที่บัดนี้กลายเป็นแสงสีเทา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับด้ามดาบที่มองไม่เห็น พลังงานปฐมกาลในร่างก็สั่นพ้องประสานเป็นหนึ่งเดียวกับอาวุธคู่กายอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
หลินเฟยหันหลังให้กับอดีตที่ตั้งของเก้าสวรรค์ เขามองลึกเข้าไปในความมืดมิดของห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ทะลวงผ่านกาแล็กซีนับหมื่น สู่ขอบเขตที่ไกลแสนไกล ซึ่งประสาทสัมผัสระดับเซียนปฐมกาลของเขารับรู้ได้ถึง 'บางสิ่ง' ที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามหาเทพบรรพกาล มันคือแผ่นกั้นมิติขนาดยักษ์ที่มองไม่เห็น แต่แผ่รังสีของ 'ปราณโกลาหล' (Chaos Qi) ออกมาอย่างบ้าคลั่ง มันคือเขตกั้นที่แยก 'จักรวาลเบื้องล่าง' ที่เขาเพิ่งพิชิต ออกจาก 'ดินแดนเซียนอมตะที่แท้จริง' (True Immortal Realm) หรือที่รู้จักกันในนาม 'แดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล'
ร่างของเด็กหนุ่มผมสีเงินแปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสงสีเทาที่พุ่งทะยานแหวกอวกาศด้วยความเร็วที่เหนือล้ำกว่าแสงนับแสนเท่า เขาเดินทางผ่านห้วงเวลาที่บิดเบี้ยว ผ่านกลุ่มเนบิวลาที่ลุกโชนไปด้วยสีสันตระการตา และผ่านหลุมดำขนาดยักษ์ที่พยายามจะกลืนกินทุกสิ่ง ทว่าหลินเฟยเพียงแค่พุ่งทะลุผ่านหลุมดำเหล่านั้นไปอย่างง่ายดายราวกับมันเป็นเพียงหมอกควัน พลังแรงโน้มถ่วงที่สามารถฉีกดาวเคราะห์ให้เป็นชิ้นๆ ไม่สามารถทำอันตรายเกราะปราณปฐมกาลของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ ในห้วงอวกาศที่ไร้จุดอ้างอิงของเวลา ในที่สุดหลินเฟยก็มาหยุดชะงักอยู่เบื้องหน้า 'กำแพงมิติ' ขนาดยักษ์ที่ไร้ขอบเขต มันทอดยาวบดบังทัศนียภาพของจักรวาลไปจนหมดสิ้น กำแพงนี้ไม่ได้สร้างจากหิน หยก หรือโลหะ ทว่ามันคือกระแสน้ำวนของ 'ปราณโกลาหลสีเทาเข้ม' ที่เดือดพล่านและปั่นป่วนอย่างบ้าคลั่ง กฎเกณฑ์ทุกอย่างของจักรวาล เมื่อมาถึงหน้ากำแพงนี้ ล้วนพังทลายและถูกรีเซ็ตให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า มันคือปราการที่แข็งแกร่งที่สุดที่สวรรค์ชั้นสูงสุดสร้างไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งมีชีวิตในมิติเบื้องล่างก้าวล่วงเข้าไปทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องแปดเปื้อน
ทว่า ทันทีที่หลินเฟยปรากฏตัวขึ้นหน้ากำแพงโกลาหลแห่งนี้ กระแสความปั่นป่วนของมิติก็พลันหยุดชะงัก รังสีอำมหิตที่หนาแน่นและเก่าแก่ยิ่งกว่าการกำเนิดของดวงดาว พุ่งเป้ามาที่เขาทันทีจากทุกทิศทุกทาง!
ครืนนนนนนน!
กำแพงปราณโกลาหลแหวกออกเป็นช่องว่างขนาดมหึมาสามจุด ปรากฏเงาร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์สามตนที่ดูราวกับหลุดออกมาจากฝันร้ายของจักรวาล พวกมันไม่มีรูปร่างที่แน่ชัด ร่างหนึ่งดูคล้ายกลุ่มหมอกก๊าซพิษสีม่วงที่มีดวงตานับหมื่นดวง ร่างหนึ่งดูคล้ายสัตว์ร้ายที่มีหนวดหนามยาวนับแสนเส้นทำจากมวลความมืด และอีกร่างหนึ่งเป็นเพียงเงาของโครงกระดูกมนุษย์ขนาดยักษ์ที่สวมมงกุฎหนาม ทุกตัวแผ่กลิ่นอายที่เหนือล้ำกว่ามหาเทพบรรพกาลอย่างเทียบไม่ติด!
พวกมันคือ 'ผู้เฝ้ามองแห่งห้วงบรรพกาล' (Watchers of the Abyss) ตัวตนที่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับจักรวาล มีหน้าที่เฝ้ารักษากำแพงโกลาหล ไม่ให้มดปลวกจากมิติเบื้องล่างก้าวล่วงเข้าไปยังดินแดนของเหล่าทวยเทพอมตะที่แท้จริง
"กลิ่นอายนี้... กลิ่นอายของมดปลวกจากมิติที่เสื่อมทราม..." เสียงกระแสจิตที่แหบพร่าและบ้าคลั่งของโครงกระดูกยักษ์ดังก้องเข้ามาในหัวของหลินเฟย ทำให้มิติรอบๆ สั่นสะเทือน "แต่มันกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายของ 'อาวุธต้องห้าม' ชิ้นนั้น... ศัสตราแห่งการลบล้าง ที่เคยถูกทำลายไปในมหาสงครามบรรพกาล... ทำไมมันถึงมาอยู่ในมือของมนุษย์ชั้นต่ำเช่นเจ้าได้!"
กลุ่มหมอกดวงตานับหมื่นจ้องมองหลินเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโลภและความเกลียดชัง "ข้าสัมผัสได้ถึงการล่มสลายของตำหนักนิรันดร์กาล... มหาเทพบรรพกาลที่เป็นเพียงสุนัขเฝ้าสวนของพวกเรา ถูกเจ้าฆ่าตายแล้วสินะ ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ... ทว่า การเดินทางของเจ้าต้องสิ้นสุดลงที่นี่ ส่งมอบศัสตรานั้นมาให้พวกข้า แล้วข้าจะเมตตากลืนกินวิญญาณของเจ้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วกัปชั่วกัลป์!"
หลินเฟยลอยตัวอยู่ท่ามกลางแรงกดดันที่สามารถบดขยี้กาแล็กซีให้แหลกสลายได้ นัยน์ตาสีเทาของเขาจ้องมองเหล่าผู้เฝ้ามองทั้งสามตนด้วยแววตาที่เยียบเย็นและเต็มไปด้วยความสมเพช แทนที่เขาจะหวาดกลัวต่อพลังอำนาจที่อยู่เหนือสามัญสำนึก เขากลับหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของเขาก้องกังวานท้าทายกฎเกณฑ์ของปราณโกลาหล
"สุนัขเฝ้าสวน? หึ... สวรรค์เบื้องบนที่มหาเทพปกครองเป็นแค่สวนหลังบ้านของพวกเจ้าสินะ... ช่างเป็นโครงสร้างอำนาจที่น่าสะอิดสะเอียน!" หลินเฟยชูศัสตราไร้ลักษณ์ที่เป็นแสงสีเทาขึ้นเหนือศีรษะ รังสีปฐมกาลระเบิดออกจากร่างของเขา ผลักดันปราณโกลาหลของศัตรูให้ถอยร่นไป "พวกแกบอกว่าอาวุธชิ้นนี้เป็นอาวุธต้องห้าม... ถูกต้องแล้ว! มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลบล้างตัวตนที่น่ารังเกียจอย่างพวกแกออกจากจักรวาล! ถ้าอยากได้... ก็ลงนรกไปเก็บเอาเองเถอะ!"
"โง่เขลา! รนหาที่ตาย!"
สัตว์ร้ายหนวดแห่งความมืดแผดเสียงคำราม หนวดหนามนับแสนเส้นที่แต่ละเส้นอัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งการกัดกร่อน พุ่งทะลวงผ่านห้วงอวกาศเข้ามารัดร่างของหลินเฟยจากทุกทิศทาง ความเร็วของหนวดเหล่านั้นก้าวข้ามขีดจำกัดของเวลา มันไปปรากฏอยู่รอบตัวหลินเฟยในพริบตาเดียว!
ทว่า หลินเฟยไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบ เขาเพียงแค่ปลดปล่อยเจตจำนงของ 'โดมปฐมกาล' ออกมาคลุมร่าง หนวดมืดมิดนับแสนเส้นเมื่อปะทะเข้ากับโดมแสงสีเทา กลับถูกปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงกัดกร่อนกลับคืน! เส้นหนามแห่งความมืดสลายกลายเป็นควันสีดำทันทีที่สัมผัสกับโดมปฐมกาล เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของสัตว์ร้ายหนวดดังลั่นห้วงอวกาศ
"พลังของมันปฏิเสธกฎเกณฑ์ของโกลาหล! อย่าให้มันใช้ดาบนั่นโจมตี! โจมตีพร้อมกัน!" โครงกระดูกยักษ์ตระหนักถึงอันตราย มันยกมือที่มีแต่กระดูกขึ้น ร่ายค่ายกลแห่งความตายขนาดยักษ์ที่ครอบคลุมพื้นที่รัศมีล้านลี้ ลำแสงมรณะสีเขียวคล้ำนับล้านสายพุ่งทะลักลงมาประดุจ-่าฝนดาวตกมฤตยู ในขณะเดียวกัน กลุ่มหมอกดวงตานับหมื่นก็ปลดปล่อยลำแสงเลเซอร์ทำลายล้างที่สามารถเจาะทะลุมิติ พุ่งประสานเข้าโจมตีหลินเฟยอย่างเต็มกำลัง
นี่คือการโจมตีระดับที่สามารถล้างบางโลกเบื้องล่างและเก้าสวรรค์ให้สูญสลายไปได้ในชั่วพริบตา!
"ดี! จงใช้พลังทั้งหมดที่พวกแกมีซะ! เพราะนั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกแกจะได้มีตัวตนอยู่ในจักรวาลนี้!"
หลินเฟยแผดเสียงคำรามก้อง ทารกปฐมกาลในร่างของเขาสยายปีกออกจนสุด พลังงานหยินหยางที่สมบูรณ์แบบถูกอัดฉีดเข้าสู่ศัสตราไร้ลักษณ์จนมันเปล่งแสงเจิดจ้ายิ่งกว่าจุดกำเนิดของบิกแบง ร่างของเขาพุ่งทะยานสวนทางกับ-่าฝนลำแสงมรณะและเลเซอร์ทำลายล้าง ด้วยวิถีการเคลื่อนที่ที่บิดเบือนสัจธรรม!
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ เคล็ดวิชาที่เก้า... อนันตกาลหวนคืนสู่ศูนย์!"
หลินเฟยตวัดศัสตราแสงสีเทาฟาดฟันออกไปรอบตัวเป็นวงกลม คลื่นกระบี่ที่ถูกปลดปล่อยออกมา ไม่ได้เป็นเพียงเส้นแสง แต่มันคือ 'การระเบิดของความว่างเปล่า' คลื่นแสงสีเทาขยายตัวออกกวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ลำแสงมรณะสีเขียวนับล้านสาย และเลเซอร์ทำลายล้างจากดวงตานับหมื่น เมื่อถูกคลื่นแสงนี้กวาดผ่าน ล้วนถูก 'ลบล้าง' ให้หายไปจากสารบบอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งเสียงระเบิด ไร้ซึ่งคลื่นกระแทก มีเพียงการหายตัวไปอย่างเงียบเชียบ!
"เป็นไปไม่ได้...! อาวุธต้องห้ามที่สมบูรณ์แบบ... มันสามารถลบการมีอยู่ของมรรคาโกลาหลได้!" โครงกระดูกยักษ์เบิกตากลวงโบ๋ด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว
คลื่นแสงสีเทาแห่งการลบล้างขยายตัวครอบคลุมร่างของผู้เฝ้ามองทั้งสามตนในพริบตา!
"ม่ายยยยยยยยยยยย!"
เสียงกรีดร้องโหยหวนของสิ่งมีชีวิตโบราณที่อยู่เหนือวัฏจักรดังสะท้านห้วงอวกาศ ร่างของสัตว์ร้ายหนวด ร่างของหมอกดวงตา และร่างของโครงกระดูกยักษ์ ค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นเถ้าธุลีสีเทาตั้งแต่ปลายเท้าลุกลามขึ้นมาจนถึงศีรษะ พวกมันพยายามดิ้นรนและใช้พลังโกลาหลทั้งหมดเพื่อต่อต้าน ทว่าเจตจำนงแห่งศัสตราไร้ลักษณ์คือจุดจบอันเป็นนิรันดร์ กฎเกณฑ์ใดๆ ก็ไม่อาจต้านทานได้
เพียงชั่วอึดใจ ร่างขนาดยักษ์ของตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวทั้งสามตน ก็สูญสลายกลายเป็นเพียงฝุ่นผงคอสมิกที่ล่องลอยไปในความว่างเปล่า การคงอยู่ที่ยาวนานนับพันล้านปีของพวกมัน ถูกจบลงด้วยการฟันเพียงดาบเดียวของเด็กหนุ่มผู้มาจากมิติเบื้องล่าง!
หลินเฟยลอยตัวอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบที่กลับคืนมา อาการหอบหายใจอย่างหนักหน่วงบ่งบอกว่าการใช้เคล็ดวิชาที่เก้านั้นผลาญพลังงานวิญญาณของเขาไปอย่างมหาศาล ทว่าเขายังคงหยัดยืนอย่างองอาจ เขาชี้ศัสตราไร้ลักษณ์ไปที่ 'กำแพงปราณโกลาหล' ขนาดยักษ์ที่บัดนี้ไร้ผู้ปกป้อง
"มิติที่ถูกปิดกั้น... จงเปิดออกซะ!"
หลินเฟยตวัดดาบแสงสีเทาฟาดฟันลงบนกำแพงโกลาหลอย่างสุดแรง!
ฉัวะ! ครืนนนนนนนนน!
กำแพงปราณโกลาหลที่ไม่มีใครเคยฝ่าไปได้มาตั้งแต่ยุคบรรพกาล ถูกศัสตราไร้ลักษณ์ผ่าแยกออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดายประดุจตัดผ้าม่าน รอยแยกขนาดมหึมาค่อยๆ ขยายตัวกว้างขึ้น เผยให้เห็นทัศนียภาพของดินแดนที่อยู่เบื้องหลัง!
สิ่งที่หลินเฟยได้เห็น ไม่ใช่อวกาศที่มืดมิดอีกต่อไป แต่มันคือ 'ดินแดนแห่งแสงสว่างที่แท้จริง' แสงสว่างสีเงินและสีทองที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าแกนกลางโลก สาดส่องทะลุรอยแยกออกมาสัมผัสใบหน้าของเขา กลิ่นอายของปราณวิญญาณที่เข้มข้นจนแทบจะจับตัวเป็นก้อนเพชร พุ่งทะลักออกมาราวกับน้ำตกสวรรค์ ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือแผ่นดินทวีปขนาดยักษ์ที่ลอยอยู่กลางจักรวาล มีภูเขาสูงทะลุฟ้า มีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สูงใหญ่กว่าดวงดาว และมีเกาะลอยฟ้าที่สลักเสลาด้วยศิลปะที่อยู่เหนือกาลเวลา
นี่คือ 'แดนเซียนอมตะที่แท้จริง' หรือ 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล' สถานที่ที่เหล่าจ้าวแห่งเซียน เทพเจ้าที่แท้จริง และมารบรรพกาล ดำรงอยู่ร่วมกันในวัฏจักรแห่งการแก่งแย่งชิงดีที่โหดร้ายและยิ่งใหญ่กว่าโลกเบื้องล่างนับล้านเท่า!
หลินเฟยสูดกลิ่นอายของดินแดนใหม่เข้าปอดอย่างเต็มที่ พลังปฐมกาลในร่างของเขาสั่นพ้องด้วยความตื่นเต้นอย่างรุนแรง ริมฝีปากของเขาเหยียดยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน จิตสังหาร และความปรารถนาในการก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล
เขาเก็บศัสตราไร้ลักษณ์ที่บัดนี้กลายเป็นเพียงแสงสว่างกลับเข้าสู่จุดตันเถียน สะบัดผมสีเทาเงินของเขาไปด้านหลัง ก่อนจะก้าวเดินอย่างองอาจและเด็ดเดี่ยว ทะลวงผ่านรอยแยกของกำแพงโกลาหล ก้าวเท้าเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล!
ตำนานบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่ เลือดเย็น และสะเทือนเลื่อนลั่นยิ่งกว่าเดิม กำลังจะถูกจารึกขึ้นด้วยมือของ 'มารไร้ลักษณ์' ผู้นี้ โลกแห่งเซียนอมตะ... จงเตรียมตัวรับมือกับหายนะที่กำลังจะมาเยือนเถิด!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??