เรื่อง ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

ติดตาม
บทที่ 4. ตอนที่ 3. ราชฑูต
บทที่ 4. ตอนที่ 3. ราชฑูต
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

“แม้นที่นี่จะเป็นพิมานเจ้าราชบุตร ก็ใช่เรื่องที่มึงจะเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมา หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง หัวมึงจะขาดมิรู้ตัว”

สหายที่กำลังมึนเมาถึงกับหน้าถอดสี เมื่อรู้ตัวว่าตนได้หลุดออกปากในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป

“มันก็แค่คนกร่างน่ารำคาญ หาได้ทำให้กูเดือดร้อนไม่ เอาไว้วันใด หากมันก่อเรื่องให้กูต้องทุกข์ใจ บัดนั้นกูก็หาใช่คนที่อดทนใจดีต่อมันไม่ เรื่องนี้มิต้องให้พวกมึงคิดแทนดอก”

“ปัง! …”

เสียงเหมือนอะไรกระแทกเข้ากับข้างฝาของเรือน ทำเอาทุกคนที่กำลังนั่งกินดื่มพูดคุย พากันเงียบเสียงลง มองหน้ากันไปมาเลิ่กลั่ก ไอ้แสนเป็งแลเจ้าแสนเมืองสิงห์ รีบลุกขึ้นจ้องมองไปในทิศทางของต้นเสียงด้วยความระแวดระวัง กับสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น

“ปัง! …” เสียงเดิมแต่ดังกว่าเดิม รอบนี้ทำเอาคุณท้าวบัวแก้วแลนางเล็ก ๆ ลุกขึ้นวิ่งโผเข้ากอดกันด้วยความหวาดกลัว

“คุณท้าว พาพวกนางไปหลบด้านในเถิดหนา อย่าเอ่ยอย่าถามอย่าทักทาย ไม่ว่าจะได้ยินสิ่งใด เข้าใจหรือไม่”

นางกำนัลวัยกลางคน ที่ทำงานสนองเบื้องบาทมานาน รีบพยักหน้าแล้วพาเหล่านางกำนัลให้ไปหลบยังเรือนด้านหลังตามพระบัญชา

“ปัง! ...” หนที่สามดังสนั่นสะเทือนไปถึงขื่อคา เสียงนั้นมิใช่เพียงไม้กระทบกัน แต่มันแฝงด้วยกระแสเย็นเยียบที่แล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลัง บรรยากาศรอบด้านนิ่งสงัดจนน่ากลัว แม้แต่เสียงแมลงกลางคืน ที่เคยระงมก็กลับใบ้เงียบไปถนัดใจ

“เอาอย่างไรดีอินทร์ถวาย” เจ้าเมืองสิงห์เอ่ยถาม พลางกระชับดาบในมือแน่น เหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมตามไรผม ทั้งที่เป็นคืนเดือนดับที่ลมหนาวโชยพัดอ่อน

“กลิ่นอายอัปมงคลเข้มข้นจนแทบหายใจไม่ออก...มันคืออาคมของไอ้อินทร์สรงเช่นนั้นฤา” เจ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมปลาบจ้องเขม็งไปยังความมืดด้านนอกเรือน

ประตูเรือนพิมานเปิดอ้าออกสู่ความเวิ้งว้าง ลมหนาวประหลาดพุ่งเข้าปะทะหน้า มันไม่ได้มาเพียงลม แต่หอบเอากลิ่นสาบสางคล้ายซากศพเน่าเปื่อยมาด้วย ทหารทวารบาลที่ยืนเฝ้าหน้าประตู ถึงกับจับหอกมือสั่นเมื่อเห็นเงาดำทมิฬเริ่มก่อตัวขึ้นจากพื้นดิน

มันมิได้มีเพียงหนึ่ง...แต่ร่างเงาสูงตระหง่านหลายร่างค่อย ๆ ผุดขึ้นมา ลำตัวผอมเกร็งจนเห็นซี่โครง ผิวหนังดำคล้ำติดกระดูกราวผีตายแห้ง ดวงตาเป็นโพรงลึกมีแสงเรืองสีแดงหม่นดุจถ่านไฟที่ใกล้ดับ พวกมันลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศ เปล่งเสียงร้องหวีดหวิวโหยหวน ที่ฟังดูคล้ายเสียงหัวเราะปนสะอื้นไห้

“นะ...นี่มัน...” แสนเป็งอุทาน เสียงสั่นเครือ “นี่มันไม่ใช่ผีตายโหงธรรมดา”

“โหงพราย... ที่ถูกเลี้ยงด้วยโลหิตอาถรรพ์” เจ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายขยับกายไปเบื้องหน้า ความสงบนิ่งของพระองค์คือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวขวัญของบ่าวไพร่ไว้ “พวกมันถูกสั่งมาให้ฉีกทึ้งเกาะกุมขวัญหัวกู”

“ไอ้เป็ง! ไปเอาขันน้ำมนต์อาคมที่หอพระมาให้กู! เมืองสิงห์มึงรู้หรือไม่ ว่าไอ้อินทร์สรงมันจัดตั้งประกอบพิธีอยู่ที่ใด”

เจ้าเมืองสิงห์คิดอยู่อึดใจ “กูไม่รู้ แต่กูเชื่อว่าไอ้ใจแก้วองครักษ์ของมัน จักต้องรู้ ว่านายของมันกำลังทำเรื่องชั่วอันใดอยู่”

“เช่นนั้นมึงเอาคนไปจับกุมตัวไอ้ใจแก้ว แลให้มันพามึงไปทำลายพิธีปลุกผี-่าของไอ้อินทร์สรงนี่เสีย แล้วกุมตัวมันมาให้กู”

“พระเจ้าข้า…” ข้ารองบาททั้งสอง เร่งรีบไปกระทำการตามพระบัญชา

เจ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย ทรงยืนจ้องมองพวกมันอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าภูติผี เงาดำร่างหนึ่งโฉบวูบลงมาใกล้จนพระองค์สัมผัสได้ถึงไอเย็นที่บาดผิวหนังดุจใบมีด พระองค์หลับตาลงช้า ๆ ริมฝีปากขยับร่ายพระเวทคุ้มภัยเบา ๆ ทันใดนั้น แสงสีทองเรืองรองจาง ๆ พลันปรากฏขึ้นรอบพระวรกาย

พวกโหงพายกรีดร้องลั่น เมื่อปะทะเข้ากับข่ายมนตรา มันพยายามพุ่งเข้าใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความโกรธแค้น แต่ร่างของพวกมันกลับสลายเป็นควันดำ แล้วหมุนวนม้วนกลับเข้ารวมตัวกันเป็นร่างใหม่ในพริบตา ราวกับใส้เดือนดินที่ถูกตัดเป็นท่อนแต่มิยอมตาย

“มาเถิด...หากพวกมึงไคร่อยากลองดีต่อครูบาอาจารย์ของกู”

เจ้าขุนอินทร์ถวายลืมตาขึ้น ดวงตาฉายแววดุร้ายดุจราชสีห์ พระองค์คว้าประคำนวโลหะที่คล้องคอออกมาพันรอบหมัด หมัดแรกที่ชกออกไปปะทะเข้ากับเงาผีจนมันแตกกระจายพร้อมเสียงโหยหวนที่บาดแก้วหู แต่ความมืดรอบกายกลับยิ่งหนาตัวขึ้น ราวกับว่าป่าทั้งป่ากำลังเคลื่อนตัวเข้ามากลืนกินเรือนพิมานแห่งนี้!

“ฝ่าพระบาทเจ้า น้ำมนต์มาแล้วพระเจ้าข้า”

ไอ้แสนเป็งรีบเข้าไปนั่งคุกเข่า เทินขันน้ำมนต์ขึ้นไว้เหนือเศียร

เจ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายใช้มือข้างที่กำประคำนวโลหะ จับไม้หญ้าคาพรมน้ำมนต์จุ่มลงในขัน พร้อมปริกรรมคาถาพระฤาษีไฟ เพื่อป้องกัน๓ติผีปีศาจ ก่อนที่จะซัดใส่ผีพราย จนเงาดำแตกกระจายสลายไป พร้อมเสียงร้องบาดหูชวนขนลุก

“จตุทิสะสาคุณาวันต๋า จะตุทิสาโจ๋ระพะยะฆังหา สะหัตถีปะติกะมันตุ ภุต๋านิโสหะนะโม”

ประตูเรือนของไอ้องครักษ์ใจแก้ว ถูกฝ่าตีนของเจ้าเมืองสิงห์ถีบจนเปิดอ้าไม่เป็นท่า บ่าวไพร่ลูกเมียของมันกรีดร้องตกใจ เมื่ออยู่ ๆ ก็มีทหารหลวงจากเรือนพิมานเจ้านาย บุกมาถึงเรือนมันในกลางดึก บ่าวไพร่ผู้ชายคนใดขัดขืน ก็ถูกทหารจับตัวไว้จนสิ้น

“ไอ้ใจแก้ว! ไอ้เนรคุณ มึงอยู่ที่ใด ออกมาบัดเดี๋ยวนี้นะ…ไอ้ใจแก้ว!…” เจ้าแสนเมืองสิงห์ตะโกนเรียกมันลั่นเรือน

รออยู่พักใหญ่ ไอ้ใจแก้วถึงเดินออกมาจากห้องด้านใน พร้อมขยับผ้านุ่งเข้าที่ “เรียกหากูอันใดนักหนา นี่มันเพลาใดแล้ว พวกมึงมิรู้ฤา”

มันมั่วแต่ก้มหน้าก้มตาจัดผ้านุ่ง จึงไม่รู้ว่าผู้ที่มายืนคอยท่าเป็นถึงเชื้อพระวงศ์

“แต่งตัวเสร็จแล้วรึ”

เสียงคุ้นหู ทำเอาไอ้ใจแก้วถึงกับหยุดชะงักมือ มันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น พอเห็นเป็นเจ้าแสนเมืองสิงห์ ที่ยืนจ้องมองมันอยู่ด้วยความโกรธแค้น มันก็ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงไปกองอยู่กับพื้นเรือน

“ฝ่าพระบาท ข้าพเจ้า…”

“มึงมิต้องเอ่ยอันใดไอ้ใจแก้ว เร่งบอกกูมาบัดเดี๋ยวนี้ ว่าไอ้อินทร์สรงนายมึง คืนนี้มันตั้งประลำพิธีปลุกผีอยู่ที่ใด หากมึงพูดความจริง แลไม่ทำให้กูต้องเสียเวลา กูจะทูลข้อลดโทษเรื่องนี้ให้แก่มึง แต่หากมึงห่วงนายมากกว่าตัว มึงก็จงมองหน้าลูกเมียแลอีกนางเล็ก ๆ พวกนี้เอาไว้ เพราะวันพรุ่ง พวกมันจะไม่มีหัวอยู่บนบ่า แลตัวมึงเองก็เช่นกัน”

สิ้นคำพูดของเจ้าแสนเมืองสิงห์ ดาบเล่มใหญ่ก็พาดลงบนไหล่ของไอ้ใจแก้วในทันที ลูกเมียของมัน ต่างก็พากันก้มหน้าร้องไห้ระงมเรือน ไอ้ใจแก้วแม้นรักผู้เป็นนายมากเพียงใด แต่มาถึงยามนี้ มันย่อมรักตัวเองเป็นที่สุด

“เจ้าแสนเมืองสิงห์ข้ารู้ ข้ารู้พระเจ้าข้า โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถิด ข้าจะเร่งนำทางไปบัดเดี๋ยวนี้ ขอพระองค์โปรดละเว้นชีวิตทุกคนบนเรือนของข้าด้วยเถิด”

ท่ามกลางความมืดมิด ของป่าเฮว[11]เก่าร้างนอกกำแพงเวียง กลิ่นธูปกำยานหอมเย็นเยียบลอยคลุ้ง ผสมกับกลิ่นคาวเลือดที่ถูกใช้เป็นเครื่องบัดพลีสังเวยแด่ผีสาง แสงเทียนสีเลือดไหววูบอยู่ในประลำพิธีที่ตั้งขึ้นอย่างลวก ๆ เจ้าอินทร์สรงนั่งบริกรรมคาถาด้วยใบหน้าซีดขาว เหงื่อไหลซึมทั่ววรกาย ดวงตาที่เคยจองหอง บัดนี้กลับฉายแววคลุ้มคลั่ง

“อยู่ทางนั้นพระเจ้าค่ะ! อยู่ตรงพุ่มพงไม้นั่น!”

[11]ป่าเฮ่ว ที่เผาหรือฝังศพคนตายเรียก ป่าเฮว ป่าเฮ่ว นี้ใช้เรียกมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มาเรียกเป็นป่าช้าในภายหลัง คำว่าป่าเฮ่วมีปรากฏในวรรณคดีอีสานและวรรณคดีล้านนา ซึ่งวรรณคดีนั้นจะมีอายุตั้งแต่ห้าร้อยปีขึ้นไป.

ตอนต่อไป
บทที่ 5. ตอนที่ 1. โทสะมนต์ดำ

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา