เรื่อง ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

ติดตาม
บทที่ 8. ตอนที่ 3. ดาวดับเหนือฟ้าเวียงชัย
บทที่ 8. ตอนที่ 3. ดาวดับเหนือฟ้าเวียงชัย
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

เจ้าโ๾๲ยางคำรีบชักดาบออกมาร้องสั่งทหาร "ใครขวัญอ่อนกูจะกุดหัวมัน! เร่งจุดธูปเทียนบูชาบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง อย่าให้สิ่งชั่วร้ายย่างกรายเข้าใกล้พลับพลา!…เร็วเข้า"

ยามนี้ สุวรรณโคมคำเหมือนจะหยุดหมุน ชะตากรรมของแผ่นดินฝากไว้กับลมหายใจที่บางเบายิ่งกว่าใยแมงมุมของเจ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง หากแสงตะวันของวันใหม่มาถึง แล้วพระองค์ยังไม่ลืมตาตื่น...สงครามครั้งนี้อาจกลายเป็นชัยชนะที่ขมขื่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน

ย่างเข้าสู่ช่วงดึกสงัด บรรยากาศภายในพลับพลากลับยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัว เมื่ออาการของเจ้าขุนคำหลวง ก้าวเข้าสู่จุดวิกฤตอีกครั้ง ผิวกายที่เคยเย็นชืดอยู่ ๆ ก็กลับมาร้อนรุ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ราวกับมีกองไฟสุมเชื้อใส่ฟืนอยู่ภายในเรือนกาย พิษจากหอกเริ่มสำแดงฤทธิ์ชั่วร้าย ทำเอาพระองค์เริ่มดิ้นรนกระสับกระส่าย ด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาเป็นคำพูดให้ใครได้ยิน

ดวงพระเนตรเริ่มสั่นไหวภายใต้เปลือกตาที่ยังคงปิดสนิท ลมหายใจที่เคยแผ่วเบา กลับกลายเป็นเสียงหอบโ๾๲อย่างรุนแรง พระหัตถ์ทั้งสองข้างกำผ้าปูนอนจนแน่นมองเห็นเป็นสายเส้นเอ็นปูดโปน

"เลือด…เอาเลือดมันมาล้างตีนกู!"

สุรเสียงที่เปล่งออกมานั้นแหบพร่าและสั่นเครือ เป็นอาการไข้เพ้อที่รุนแรงที่สุดเท่าที่หมอหลวงจะเคยพบเห็น หมอหลวงชรารีบนำผ้าชุบน้ำปรุงผสมพิมเสน มาซับพระนลาฏแต่ความร้อนจากพิษไข้นั้น สูงเสียจนผ้าเปียกแทบจะแห้งไปในทันทีที่ต้องกาย

ในห้วงแห่งความเป็นตาย เจ้าขุนคำหลวงอาจกำลังติดอยู่ในสมรภูมิที่ไม่มีวันสิ้นสุด ทรงขยับพระกรราวกับกำลังกวัดแกว่งของ้าวต่อสู้กับเจ้าเงาทมิฬที่ไม่มีตัวตน เหงื่อกาฬไหลพรากปนไปกับโลหิตที่เริ่มซึมออกจากปากแผลอีกครั้ง เพราะแรงดิ้นรนของคนที่ไม่ยอมลืมตา

ในจังหวะที่ทรงเพ้อหนักที่สุด ร่างกายกลับกระตุกเฮือกใหญ่ก่อนจะนิ่งสงบลง ลมหายใจที่หอบรัวกลับค่อย ๆ ขาดห้วง…แล้วทุกอย่างก็หยุดสิ้นการเคลื่อนไหว หมอหลวงค่อย ๆ ยื่นมือสั่นเทาเอาปลายนิ้วไปอังที่ปลายนาสิก(จมูก) ด้วยความขลาดกลัว

เจ้าพรหมเสกเมื่อเห็นอาการของพระเชษฐาทรุดหนักลงต่อหน้าต่อตา ความดุดันที่เคยมีกลับมลายหายไปสิ้น พระองค์ทรุดเข่าลงข้างแคร่ ยึดกุมพระหัตถ์ของพี่ชายไว้แน่น ราวกับจะถ่ายทอดพลังชีวิตของตนเองผ่านการสัมผัสของฝ่ามือ

"เจ้าพี่! ไม่นะ...กลับมา…พระองค์ต้องกลับมา ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าพี่จากข้าไป ได้ยินข้าหรือไม่ กลับมาเดี๋ยวนี้!…อินทร์ถวายกำลังมา ข้าบอกข่าวไปสุวรรณโคมคำแล้ว เจ้าพี่! ท่านต้องรออินทร์ถวายนะพระเจ้าข้า…"

เจ้าพรหมเสกร้องตวาดก้อง พลางหันไปทางหมอหลวงที่กำลังคุกเข่าสวดมนต์รักษา "ทำอะไรสักอย่างสิ ท่านหมอ! จะต้องใช้รากไม้ยาใด หรือมนตราคาถาวิเศษแห่งไหน ก็จงเร่งทำเข้าเถิด อย่าปล่อยให้ลมหายใจของพี่ท่านต้องขาดสายไปเช่นนี้…เรายังมีทางสู้กันต่อ มาเร็วเข้า มาช่วยพี่ข้า…"

ทันใดนั้นเอง ตะเกียงน้ำมันที่จุดอยู่เบื้องหัวนอนของเจ้าขุนคำหลวง ก็วูบดับลงอย่างไม่มีปาฏิหาริย์ ทิ้งให้ทั้งห้องตกอยู่ในความมืดสลัว ที่มีเหลือเพียงแสงจากเตาต้มยาแลกระถางคบเพลิงด้านนอกเพียงเล็กน้อยที่ส่องสว่าง กลิ่นธูปบวงสรวงของเจ้าโ๾๲ยางคำที่จุดไว้ด้านนอก กลับโชยเข้ามาข้างในแรงขึ้น พร้อมกับความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาในพลับพลา

ร่างของเจ้าขุนคำหลวงที่ดิ้นรนเมื่อครู่ บัดนี้สงบนิ่งไปแล้ว...นิ่งเสียจนหน้าอกไม่มีแรงกระเพื่อมเคลื่อนไหว หมอหลวงถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ปากพร่ำสวดมนต์ส่งดวงพระวิญญาณด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

"เจ้ามหาอุปราช...ทรงสิ้นแล้วพระเจ้าข้า...พระองค์ทรงสิ้นใจแล้วพระเจ้าข้า…." เสียงสะอื้นของหมอหลวงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่บีบหัวใจ

พระชายาเอื้อหยุดร้องไห้แล้ว นางได้ยินเสียงของเจ้าพรหมเสกแลหมอหลวงที่ร้องคร่ำครวญ ก็สะดุ้งตื่นขึ้น ใจนางนั้นห่วงคิดถึงผัว ด้วยฝันเห็นพระองค์มาลูบเศียรกล่าวลา จึงรีบวิ่งมายังพลับพลาหลวง นางมองเห็นคนเจ็บเมื่อหัวค่ำจากไปแล้ว พร้อมความโศกเศร้าเสียใจของผู้คนที่เฝ้าแหนดูแล หัวใจของนางหนาวเย็นหมดซึ่งความรู้สึก นางเดินเข้าไปทรุดกายลงนั่งข้างผัว เอื้อมมือสั่นเทาไปจับมือผัวเช่นทุกครั้งที่เคยทำ มือที่เคยอุ่น ยามนี้กลับเย็นเฉียบ น้ำตานางเริ่มไหลออกมาอีกครา เพียงแต่เป็นน้ำตาที่แผ่วเบา ไม่เสียงดัง ไม่ร้องโวยวาย

“เจ้าพี่…จากข้าไปแล้วฤา…”

ทุกคนต่างหยุดนิ่ง หันไปมองร่างของพญาศรีศักดิ์ที่นอนนิ่งไม่ไหวติง แผ่นอกไม่เคลื่อนไหว จากไปแล้วพ่อพญาเวียงชัย จากไปพร้อมสหายรักที่หมายมุ่งมาช่วยขับไล่ข้าศึกศัตรู แต่แทนที่จะจับมือกันประกาศชัยชนะในร่างคน กลับไปประกาศชัยชนะในเมือนแมนแดนผี ปล่อยให้เมืองคนเหลือเพียงหยาดน้ำตาอาดูร

ณ หอคำหลวงแห่งสุวรรณโคมคำ ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มขุ่นมัว เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงประทับอยู่อย่างไม่เป็นสุขมาหลายเพลา ด้วยหัวใจของพระองค์รู้สึกสั่นไหวราวกับมีลางร้ายมาคอยกระซิบอยู่ข้างหู ว่าราชการงานเมืองแทนพระบิดาจบสิ้นไปพักใหญ่แล้ว แต่กลับมิอยากไปไหน ยังคงนั่งเล่นอ่านตำราอยู่ต่อในหอคำหลวง จนกระทั่งเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นที่หน้าลานวังเวียง

ตามมาด้วยเสียงหอบเหนื่อยผสมเสียงฝีเท้าคน ทหารม้าเร็วในสภาพอิดโรยและชุ่มโชกไปด้วยฝุ่นดินและเหงื่อไคล เร่งคลานเข่าเข้ามาถวายสาส์นที่เป็นแท่งโลหะสำหรับสอดใส้ใส่ความ ม้วนผ้าขาว มีรอยเลือดแห้งกรังติดอยู่ ทันทีที่เจ้าขุนอินทร์ถวายคลี่แผ่นผ้าผืนน้อยออกอ่าน ลมหายใจของพระองค์ก็สะดุดขาดห้วง พระหัตถ์ที่ถือสาส์นสั่นระริก จนสหายทั้งสองที่สนองงานเคียงกาย ถึงกับหวั่นใจ

แม้ภายในสาน์สจะกล่าวถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เหนือพวกหนานเยว่ผู้รุกราน แต่ประโยคท้ายกลับเสมือนสายฟ้าที่ผ่าฟาดลงกลางใจ...

เจ้ามหาอุปราชขุนคำหลวงต้องหอกพิษ อาการปางตาย มิตื่นฟื้น…’

“เกิดอันใดขึ้น เวียงชัยมีปัญหาเช่นนั้นฤา” เจ้าแสนเมืองสิงห์แลไอ้แสนเป็งรีบลุกมารอฟังข่าวจากหมายด่วนที่มาจากชายแดน

"เจ้าพี่ขุนคำหลวง..." พระองค์พึมพำด้วยสุรเสียงสั่นเครือ ความกังวลใจทวีคูณจนกลายเป็นความร้อนรุ่มดุจไฟสุมอก พระองค์ไม่อาจนิ่งเฉยดูดายรอรับข่าวความตายอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป

เจ้าขุนอินทร์ถวายยัดผ้าเปื้อนเลือดใส่มือแสนเมืองสิงห์ แล้วรีบเร่งเสด็จไปยังพิมานตำหนักที่ประทับของเจ้าหลวงฝนแสน-่า บิดาเจ้าผู้เป็นใหญ่

เจ้าขุนอินทร์ถวายค่อย ๆ คลายเข่าเข้าไปใกล้แท่นพระที่บรรทม ทรงทรุดพระวรกายลงกราบทูลเพื่อถวายรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

เจ้าหลวงฝนแสน-่า ทรงค่อย ๆ หันหน้าตะแคงข้างมามองบุตรชาย เห็นเช่นนี้พระองค์ก็พอรู้ได้ว่าต้องเป็นเรื่องด่วนสำคัญ ด้วยหาใช่เวลาที่เจ้าขุนอินทร์ถวายจะมาเข้าเฝ้าพระองค์ไม่

"พระบิดาเจ้า...บัดนี้ทัพหน้าของเจ้าพรหมเสกคว้าชัยเหนือข้าศึกศัตรู แต่หัวใจของทัพหลวงกลับกำลังจะดับสูญ เจ้าพี่ขุนคำหลวง เจ็บหนักด้วยพิษร้ายจากคมหอกศัตรู ยากจะหยั่งรู้เป็นตาย ลูกขอประทานอนุญาตกรีฑาทัพหลัง ขนยาแลหมอที่เก่งกล้าที่สุด มุ่งหน้าไปสมทบเพื่อยื้อพระชนม์ชีพของพี่ท่าน และข้าพเจ้า จักขอเป็นผู้กวาดล้างเสี้ยนหนามที่เหลือให้สิ้นซากพระเจ้าข้า!"

เจ้ามหาชีวิตฝนแสน-่าทรงนิ่งงันไปชั่วขณะ ข่าวร้ายจากบุตรชายคนโต ทำให้คนเฒ่าชราสุดแสนเจ็บปวดหัวใจ แต่แล้วอย่างไร เกิดมาเป็นกษัตริย์หากตายในสนามรบได้ ย่อมนับว่ามีเกียรติ สายพระเนตรที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ทอดมองบุตรชายคนรองด้วยความร้าวรานไม่แพ้กัน ก่อนจะพยักพระพักตร์ประทานอาญาสิทธิ์

"จงไปเถิดอินทร์ถวาย...ไปพาพี่มึงกลับมาให้ได้ แผ่นดินสุวรรณโคมคำจะขาดขุนคำหลวงมิได้เป็นอันขาด! ประกาศออกไป กูฝนแสน-่าขอแต่งตั้งลูกกูอินทร์ถวาย ขึ้นเป็นเจ้าราชวงศ์ คุมกำลังไพร่พลไปยังเวียงชัย อัญเชิญเจ้ามหาอุปราชขุนคำหลวงกลับคืนสุวรรณโคมคำ แลขับไล่ศัตรูให้พ้นซึ่งแผ่นดินกู…"

เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาต เจ้าขุนอินทร์ถวายที่บัดนี้ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าราชวงศ์ ก็ทรงสำแดงอำนาจเด็ดขาดในทันที ม้าเร็วนับสิบถูกส่งออกไปยังหัวเมืองใหญ่น้อย ที่เคยน้อมรับบัญชาจากเจ้ามหาอุปราช ให้เตรียมการหากทัพหลวงร้องขอ


มีอีบุ๊ค

เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW


ตอนต่อไป
บทที่ 9. ตอนที่ 1. นาวาส่งวิญญาณ

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา