เรื่อง สวะผู้นี้จะครองสวรรค์
แสงอัสนีสีม่วงึ่ลอดออกาารอยแตกร้าวัเบื้องหน้าวูบไหวตามจังหวะคำราม ภายในประกายอัสนีนั้นปรากฏลวดลายโบราณรูปมังกรพันรอบดอกบัวชัดเจนยิ่งกว่าเดิม ร่องอักขระทุกเส้นคล้ายถูกโลหิตสดหล่อเลี้ยง แสงีแทองไหลเวียนจากเศียรมังกรลงสู่กลีบบัว ก่อนจะมาบรรจบกับประกายอัสนีตรงกึ่งกลาง
ฉินเฟิงยืนห่างจากัเพียงไม่กี่ก้าว แม้ใบหน้ายังคงนิ่ง แต่พลังวิญญาณของเขาแผ่ขยายออกไปตรวจสอบทุกการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ละเลยแม้แต่น้อย เขายกมือขึ้นแตะแหวนเก็บของ แผ่นหยกที่กู่เหยียนหลงมอบให้ก่อนหน้านี้ัลอยออกมาเหนือฝ่ามือ
เมื่อปราณอัสนีสีม่วงไหลเข้าสู่แผ่นหยก ลายเส้นแผนที่สุสานมังกรเมฆาที่เคยเลือนรางกลับสว่างขึ้นทันที หนึ่งในสัญลักษณ์ึ่อยู่บริเวณมุมขวาของแผนที่ก็คือรูปมังกรพันรอบดอกบัวอย่างไม่ผิดเพี้ยน
ซูเยว่หลิงเดินเข้ามายืนด้านข้าง นางเพิ่งผ่านเหตุการณ์เพลิงปฐพีย้อนกระแสมาไม่นาน ชายเสื้อโกรสีขาวแดงยังมีรอยไหม้บางแห่ง เรือนผมดำึ่เคยเรียบร้อยมีปอยหนึ่งหลุดลงข้างแก้ม ทว่าแววตากลับกระจ่างและนิ่งกว่าศิษย์โทั่วไปอย่างเห็นไ้ชัด
“นี่คือแผนที่สุสานมังกรเมฆาหรือ”
น้ำเสียงของนางมิไ้เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างคนไร้ประสบการณ์ หากแฝงความระมัดระวังอยู่หลายส่วน เพราะหลังจากไ้เห็นเพลิงเมล็ดบัวทองึ่หลับใหลอยู่ใ้หอโ นางก็ไม่กล้ามองสิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาีต่อไป
ฉินเฟิงเหลือบมองนางก่อนตอบตามตรง
“เป็นเพียงแผนที่ส่วนหนึ่ง กู่เหยียนหลงคัดลอกจากของตระกูลให้ข้า ข้อมูลส่วนใหญ่ยังขาดหาย แต่สัญลักษณ์นี้มีอยู่จริง หากสองแห่งใช้ตราเดียวกัน ย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ”
ซูเยว่หลิงพินิจแผ่นหยกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้ามองัศิลาที่มีอัสนีสีม่วงแล่นผ่าน
“เช่นนั้นหอโอาจมิไ้สร้างขึ้นเหนือเส้นเพลิงปฐพีเพียงอย่างเดียว บางทีคนรุ่นก่อนอาจรู้ว่าด้านล่างมีสิ่งอื่นอยู่ แต่เหตุใดบันทึกในหอคัมภีร์จึงไม่กล่าวถึงเลย”
“เป็นไปไ้สองประการ”
ฉินเฟิงเก็บแผ่นหยกกลับเข้าสู่ฝ่ามือ ขณะสายตามิไ้ละจากลวดลายมังกรพันบัว
“ผู้สร้างหอโไม่รู้ หรือรู้แล้วจงใจไม่บันทึก”
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังาาอุโมงค์ด้านหลัง เหอจิ่งซานก้าวเข้ามาพร้อมอาวุโสหอโีสองคน สีหน้าของเขายังมีความอ่อนล้าหลังจากควบคุมเพลิงปฐพีทั้งเก้าสาย แต่เมื่อเห็นรอยแตกร้าวและสัญลักษณ์โบราณ ดวงตาก็หรี่ลงทันที
“ฉินเฟิง อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนหน้านี้ใช้พลังวิญญาณมากเกินไป อย่าฝืนร่างกายเพียงเพราะพบเบาะแสใหม่”
น้ำเสียงของเหอจิ่งซานเข้มงวดอยู่บ้าง ทว่ามีความห่วงใยอย่างแท้จริงอยู่ภายใน หลังเหตุการณ์ที่ห้องเพลิงหมายเลขเจ็ดและแปด เขามิไ้มองเด็กหนุ่มตรงหน้าเป็นเพียงผู้เข้าสอบโกรีต่อไปแล้ว
ฉินเฟิงประสานมือ
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่เป็นห่วง ข้าเพียงอ่อนล้าจากการใช้พลังวิญญาณ ยังมิถึงขั้นกระทบรากฐาน”
เหอจิ่งซานพยักหน้า ก่อนมองไปยังซูเยว่หลิง
“แล้วเจ้าเล่า ถูกเพลิงย้อนกระแสทำร้ายหรือไม่”
ซูเยว่หลิงส่ายหน้าเบา ๆ
“มีเพียงปราณเพลิงปั่นป่วนเล็กน้อยเจ้าค่ะ ตอนที่ื้ศิลาถล่มฉินเฟิงช่วยไว้ทัน มิฉะนั้นข้าอาจมิไ้ยืนพูดอยู่ตรงนี้อย่างสบายเช่นนี้”
เหอจิ่งซานมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“วันนี้พวกเจ้าสองคนสร้างเรื่องให้หัวใจคนแก่เต้นแรงเกินไปแล้ว หากยังมีสิ่งใดพังลงมาี ข้าคงต้องปิดเขาโทั้งลูกเสียก่อน”
คำกล่าวนั้นทำให้ซูเยว่หลิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย แม้แต่ฉินเฟิงก็มีแววผ่อนคลายในดวงตาอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าบรรยากาศกลับเคร่งขรึมลงีครั้งเมื่อเสียงคำรามต่ำ ๆ ดังาาเบื้องหลังั
เหอจิ่งซานก้าวเข้าไปตรวจดูรอยแตกอย่างระมัดระวัง ก่อนนำยันต์ส่งสารออกมาจุดด้วยปราณ
“เรื่องนี้เกินกว่าที่ข้าจะตัดสินใจเพียงผู้เดียว ต้องเชิญท่านเจ้าหอและอาวุโสผู้ดูแลรากฐานสำนักลงมา”
ระหว่างรอ ฉินเฟิงหันความสนใจกลับเข้าสู่แหวนเก็บของ ภายในนั้นกระถางดำกำลังลอยนิ่ง เพลิงเมล็ดบัวทองึ่ถูกดูดเข้าไปก่อนหน้านี้หดเหลือขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของยามแรกพบ รากีแของบัวัีเก้ารากพันรอบเปลวเพลิงดุจเส้นชีพจรัละเอียด ทุกครั้งที่เปลวเพลิงสั่น รากบัวจะดูดซับสิ่งเจือปนสีดำออกมา ก่อนที่กระถางจะผลักสิ่งสกปรกเหล่านั้นไปยังขอบด้านหนึ่ง
ลวดลายกลีบบัวสามกลีบผิวกระถางเรืองแสงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับมันกำลังหายใจ
ซูเยว่หลิงสังเกตเห็นสายตาของฉินเฟิง จึงกล่าวถามขึ้น
“เพลิงนั้นยังต่อต้านเจ้าอยู่หรือไม่”
“ยังอยู่ เพียงแต่เบาลงกว่าก่อน”
“บัวัีเก้ารากกับเพลิงเมล็ดบัวทองมิใช่สิ่งเดียวกัน เหตุใดกลับหลอมประสานกันไ้ถึงเพียงนี้”
ฉินเฟิงครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนอธิบายโดยมิเปิดเผยความรู้จากชาติก่อนมากเกินจำเป็น
“สิ่งล้ำค่าบางชนิดมิจำเป็นต้องถือกำเนิดจากรากเดียวกัน หากคุณสมบัติส่งเสริมกัน สิ่งหนึ่งอาจชำระ ีสิ่งอาจหล่อเลี้ยง สิ่งหนึ่งอ่อนโยน ีสิ่งรุนแรง เมื่อหาจุดสมดุลไ้ ทั้งสองย่อมช่วยกันเติบโต”
ซูเยว่หลิงนิ่งฟังจนจบ ดวงตาเปล่งประกายสนใจ
“อาจารย์ข้าเคยกล่าวว่าการหลอมโขั้นสูงมิใช่เพียงนำสมุนไพรมารวมกัน แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของทุกสิ่ง ดูเหมือนคำกล่าวนั้นจะใช้กับเพลิงไ้เช่นกัน”
“หลักแห่งการหลอมมีรากเดียวกัน เพียงสิ่งที่หลอมต่างกันเท่านั้น”
ซูเยว่หลิงหันมามองเขาเต็มตาครั้งหนึ่ง ความรู้สึกที่มีต่อเด็กหนุ่มผู้ต่อสู้ข้ามระดับไ้อย่างน่าตกตะลึงก่อนหน้านี้กำลังเปลี่ยนไปทีละน้อย นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเหอจิ่งซานจึงยอมมอบป้ายเข้าสอบโกรให้คนที่แทบไม่มีชื่อเสียงในหอโ
ไม่นานนัก เสียงลมปราณทรงพลังัพัดผ่านอุโมงค์ ชายชราผมขาวผู้หนึ่งปรากฏขึ้นราวกับก้าวออกาาสายหมอก เขาสวมชุดคลุมสีเทาเงินึ่ปักลายกระถางสี่ขาไว้ตรงอก แม้มิไ้จงใจปลดปล่อยแรงกดดัน แต่กลิ่นอายพลังวิญญาณึ่แผ่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติก็ทำให้เพลิงปฐพีรอบด้านนิ่งลง
บุคคลผู้นี้คือเซิ่นอู๋เหยา เจ้าหอโแห่งสำนักเมฆาฟ้า และเป็นโกรระดับสี่ึ่มีชื่อเสียงไปทั่วหลายเมืองโดยรอบ
เหอจิ่งซานรีบประสานมือคารวะ
“ท่านเจ้าหอ”
ซูเยว่หลิงก็ค้อมกายตาม
“ศิษย์คารวะท่านเจ้าหอ”
ฉินเฟิงประสานมืออย่างสุภาพ
“คารวะผู้อาวุโสเซิ่น”
เซิ่นอู๋เหยามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ไ้ยินว่าศิษย์ใหม่ผู้หนึ่งเพิ่งชนะห้าศึกติดต่อกัน แล้วกลับมาช่วยหอโจากเพลิงปฐพีย้อนกระแส ภายในวันเดียวเจ้ายังไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยหรือ”
ฉินเฟิงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“หากเลือกไ้ ข้าย่อมอยากพักมากกว่าลงมายืนใ้ดินร้อนเช่นนี้ขอรับ”
เซิ่นอู๋เหยาชะงักเล็กน้อยก่อนหัวเราะออกมาเต็มเสียง เหอจิ่งซานส่ายศีรษะ ส่วนซูเยว่หลิงเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้ม
“ดี อย่างน้อยยังรู้จักบ่น เช่นนั้นคงมิไ้บ้าการฝึกฝนจนหมดหนทางรักษา”
หลังจากบรรยากาศคลายลงเล็กน้อย เซิ่นอู๋เหยาจึงเดินเข้าไปยังัศิลา เขาวางสองนิ้วลวดลายมังกรพันบัวแล้วส่งพลังวิญญาณเข้าไปเพียงเสี้ยวเดียว
ครืน!
รอยแตกร้าวทั่วััสว่างวาบ อัสนีสีม่วงพุ่งขึ้นตามแขนเขาราวกับอสรพิษ ทว่าเซิ่นอู๋เหยาเพียงสะบัดแขนเสื้อก็สลายมันออกเป็นประกายเล็กนับร้อย
ดวงตาชายชรากลับเคร่งขรึมขึ้นทันที
“ตรานี้ ข้าเคยเห็น”
ทุกคนหันมามองพร้อมกัน
เซิ่นอู๋เหยาหลับตานึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ในบันทึกของเจ้าหอรุ่นที่สาม มีภาพสลักคล้ายกันอยู่หนึ่งภาพ ใ้ภาพมีข้อความเพียงประโยคเดียวว่า ‘ห้ามเปิดประตูบัวมังกรก่อนเมฆาสุสานกลับทิศ’”
หัวใจของฉินเฟิงกระตุกเบา ๆ เขาหยิบแผ่นหยกแผนที่ออกมาีครั้ง แล้วชี้ไปยังข้อความึ่กู่เหยียนหลงเคยถอดความไว้
“ในแผนที่มีประโยคว่า ‘เมื่อเมฆากลับทิศ จงเดินตามเงา’”
เซิ่นอู๋เหยารับแผ่นหยกไปตรวจสอบ สีหน้าเปลี่ยนจากสงสัยเป็นเคร่งเครียด
“เช่นนั้นทั้งสองบันทึกย่อมมีต้นกำเนิดเดียวกัน”
เหอจิ่งซานถามขึ้นทันที
“ท่านเจ้าหอ จะเปิดัตรวจดูหรือไม่”
“ไม่เปิด”
คำตอบของเซิ่นอู๋เหยามาโดยไม่ลังเล
“สิ่งที่สามารถฝังตัวอยู่ใ้หอโหลายร้อยปีโดยที่คนรุ่นหลังแทบไม่รู้จัก ย่อมมิใช่สิ่งที่พวกเราควรใช้กำลังฝืนเปิด หากบันทึกเตือนให้รอเมฆาสุสานกลับทิศ ก็จงรอ”
เขาหันมามองฉินเฟิง
“วาสนาเป็นสิ่งที่ฝืนแย่งไม่ไ้ทั้งหมด บางคราวประตูมิเปิด มิใช่เพราะเจ้าขาดกำลัง แต่เพราะเวลายังมาไม่ถึง เมื่อสุสานมังกรเมฆาเปิดจริง หากสถานที่แห่งนี้ตอบสนองขึ้นมาเอง สำนักจะไม่ขัดขวางศิษย์ที่มีวาสนา”
ฉินเฟิงประสานมือ
“ข้าเข้าใจ”
เซิ่นอู๋เหยาเหลือบมองกระถางดำในมือเขา ึ่ตอนนี้ฉินเฟิงมิไ้ปิดบังเพราะทุกคนเห็นมันมาแล้วระหว่างวิกฤต
“ส่วนเพลิงเมล็ดบัวทองนั้น เจ้าเป็นผู้หยุดมันไว้ และในบัญชีสมบัติของหอโก็ไม่เคยมีชื่อมัน ข้าย่อมไม่เอ่ยปากแย่งของจากศิษย์รุ่นเยาว์ เพียงอย่าหุนหันดูดซับเข้าร่าง เพลิงชนิดนี้ยังไม่สมบูรณ์ หากเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ต่อให้มีเก้าชีวิตก็มิพอให้เผา”
“ข้าจะระวังขอรับ”
เซิ่นอู๋เหยาพยักหน้า ก่อนเหลือบมองเศษศิลาที่พังถล่มรอบห้อง
“ดี เพราะหากเจ้าทำลายหอโด้วยตนเอง ข้าจะคิดค่าเสียหายแม้เจ้าเป็นผู้ช่วยมันไว้ก่อนหน้านี้ก็ตาม”
ครั้งนี้แม้แต่เหอจิ่งซานก็หลุดหัวเราะออกมา
หลังจากเซิ่นอู๋เหยาวางผนึกเตือนสามชั้นไว้หน้าับัวมังกร ทุกคนจึงถอยกลับขึ้นไปยังหอโด้าน เมื่อพ้นจากอุโมงค์ใ้ดิน อากาศเย็นจากยอดเขาพัดผ่านใบหน้า กลิ่นสมุนไพรนับร้อยชนิดึ่ลอยคลุ้งอยู่ในสายลมทำให้ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ผ่อนลงอย่างมาก
ลานหน้าหอโในยามนี้กลับเนืองแน่นไปด้วยศิษย์หนุ่มสาวมากกว่าปกติ เหตุเพลิงปฐพีปะทุทำให้ผู้สมัครคัดเลือกโกรึ่าาเรือนพักหลายแห่งถูกเรียกมารวมตัว บ้างกำลังสนทนา บ้างตรวจสอบป้ายประจำตัว บ้างหันมามองฉินเฟิงและซูเยว่หลิงด้วยสายตาสนใจ เพราะข่าวเรื่องคนทั้งสองลงไปยังเขตเพลิงเบื้องล่างแพร่เร็วกว่าสายลมเสียี
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินผู้หนึ่งเดินออกจากกลุ่ม เขาอายุราวสิบแปดปี รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้านิ่ง ป้ายโกรระดับสองที่อกมีลวดลายเกือบเต็มวง พลังวิญญาณรอบกายละเอียดและมั่นคงกว่าศิษย์ทั่วไปอย่างเห็นไ้ชัด
ซูเยว่หลิงเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน
“ถานอวี่เฉิน เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใด”
ชายหนุ่มพยักหน้าให้นาง
“เพิ่งมาถึงไ้ไม่นาน ไ้ยินว่าห้องเพลิงเกิดเหตุจึงมารอดูข่าว เจ้าไม่ไ้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่”
“เพียงเสียปราณไปไม่น้อย มิไ้เป็นัใด”
ถานอวี่เฉินจึงหันมาทางฉินเฟิง
“ส่วนเจ้าคงเป็นฉินเฟิง”
“ใช่”
“ข้าไ้ยินเรื่องที่เจ้าส่งพลังวิญญาณผ่านช่องเพลิงหมายเลขแปดแล้ว”
น้ำเสียงของถานอวี่เฉินมิไ้มีความเย้ยหยันแม้แต่น้อย เขามองฉินเฟิงอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ
“คนที่ไม่เคยควบคุมเพลิงย้อนกระแสอาจคิดว่าเพียงส่งพลังวิญญาณเข้าไปก็พอ แต่ผู้ที่เคยสัมผัสจะรู้ว่าเพลิงเช่นนั้นสามารถฉีกกระแสวิญญาณขาดไ้ในพริบตา เจ้ามีความสามารถจริง”
ฉินเฟิงประสานมือเล็กน้อย
“เจ้ากล่าวเกินไป ข้าเพียงหาจังหวะของเพลิงไ้ก่อนเท่านั้น”
ถานอวี่เฉินมิไ้โต้เถียง เพียงเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าหวังว่าจะไ้พบเจ้าลานคัดเลือก”
“ย่อมไ้พบ”
ซูเยว่หลิงมองสองคนสลับกันแล้วกล่าว
“พวกเจ้าสองคนเพิ่งพบกันครั้งแรกก็เริ่มพูดถึงการแข่งขันแล้ว เหตุใดไม่ถามกันก่อนว่าบาดเจ็บหรือไม่”
ถานอวี่เฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันมาทางฉินเฟิง
“เช่นนั้นขอถามเสียตอนนี้ เจ้าบาดเจ็บหรือไม่”
ฉินเฟิงมองเขาครู่หนึ่ง
“เหนื่อยมากกว่าบาดเจ็บ”
ซูเยว่หลิงหลุดหัวเราะเบา ๆ
“อย่างน้อยก็ยังฟังดูเหมือนคนที่เพิ่งหนีออกาาเพลิงปฐพี”
เหอจิ่งซานึ่เดินตามมาทีหลังไ้ยินพอดี จึงตบมือเรียกความสนใจจากศิษย์ทั้งหมด
“การคัดเลือกโกรปีนี้จะเลื่อนให้เร็วขึ้นหนึ่งวัน เนื่องจากห้องเพลิงเสียหายและสำนักต้องการคัดผู้มีความสามารถด้านควบคุมเพลิงอย่างแท้จริง ผู้สมัครทั้งหมดสี่สิบสามคน พรุ่งนี้ให้พักฟื้นและเตรียมตัว มะรืนเริ่มการคัดเลือก”
เสียงสนทนารอบลานดังขึ้นทันที
เหอจิ่งซานกล่าวต่อโดยไม่สนใจความแตกตื่น
“ด่านแรก แยกและจำแนกสมุนไพร เหลือยี่สิบคน ด่านที่สอง ควบคุมเพลิง เหลือสิบคน ด่านที่สาม หลอมโ ผู้ที่ผ่านเข้าสิบัดับแรกจะไ้สิทธิ์ใช้ห้องเพลิงปฐพีเมื่อการซ่อมแซมเสร็จสิ้น ปีนี้ความยากจะสูงกว่าเดิม ผู้ใดรู้เพียงท่องตำราแต่ควบคุมเพลิงมิไ้ จงกลับไปฝึกเสียตั้งแต่วันนี้”
ถานอวี่เฉินฟังจบก็พยักหน้าอย่าง ส่วนซูเยว่หลิงกลับมีประกายท้าทายในดวงตา
ฉินเฟิงยังมิทันไ้คิดถึงรายละเอียดการคัดเลือก เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากบันไดหินด้านล่าง
“ฉินเฟิง!”
กู่เหยียนหลงวิ่งขึ้นมาจนถึงลาน เสื้อฝึกยุทธ์สีเข้มเปียกชื้นด้วยเหงื่อ เห็นไ้ชัดว่ารีบาาียอดเขาโดยมิหยุดพัก เมื่อมาถึงตรงหน้าเขาจึงหอบหายใจอยู่สองครั้งก่อนกวาดตามองฉินเฟิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“ไ้ยินว่าเพลิงปฐพีใ้หอโปะทุ ข้านึกว่าเจ้าถูกเผาจนเหลือแต่กระดูกเสียแล้ว”
ฉินเฟิงยกคิ้ว
“หากข้าเหลือแต่กระดูก เจ้าคงไม่เห็นข้ายืนอยู่ตรงนี้”
กู่เหยียนหลงหัวเราะสั้น ๆ ก่อนสีหน้าจะจริงจังขึ้น
“ล้อเล่นพอแล้ว เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ยังดี เจ้ามาถึงนี่คงมิใช่เพียงถามทุกข์สุข”
“แน่นอน ห้องอัสนีหมายเลขเจ็ดเกิดเรื่อง”
ฉินเฟิงหรี่ตาลงทันที
“เรื่องใด”
“ัด้านหลังแตกร้าว มีเกล็ดสีดำแดงสามแผ่นฝังอยู่ในศิลา และมีโลหิตไหลออกาารอยแตกทั้งที่ด้านหลังควรเป็นภูผาทึบ”
กู่เหยียนหลงหยุดไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาหนักอึ้งกว่าเดิม
“ที่สำคัญคือสายโลหิตมังกรศิลาของข้าตอบสนองกับมันรุนแรงยิ่ง ข้าเพียงยืนหน้าห้อง เส้นชีพจรก็แทบปั่นป่วน”
ฉินเฟิงสบตาเขา
“หลัวเจี้ยนอยู่ที่นั่นหรือไม่”
“อยู่ และหลัวเทียนเจ๋อก็อยู่ด้วย เขาเฝ้าหน้าห้องมิให้ศิษย์คนอื่นเข้าไปยุ่ง”
ฉินเฟิงหันไปกล่าวกับเหอจิ่งซาน
“ผู้อาวุโส ข้าขอไปตรวจดูห้องอัสนีหมายเลขเจ็ดก่อน”
เหอจิ่งซานขมวดคิ้ว
“เจ้าเพิ่งบอกว่าเหนื่อย”
“ข้าจะไม่ฝืน หากพบสิ่งเกินกำลังจะถอยทันที”
เซิ่นอู๋เหยาึ่ยังยืนอยู่ใกล้ประตูหอโไ้ยินบทสนทนาทั้งหมด เขามองฉินเฟิงแวบหนึ่งแล้วกล่าว
“ไปไ้ แต่กินโฟื้นวิญญาณเสียก่อน หากเจ้าล้มลงระหว่างทาง ข้าไม่ให้คนหามกลับมา”
ฉินเฟิงหยิบโฟื้นวิญญาณระดับต่ำออกมากลืนทันที
“เช่นนั้นคงไม่ต้องรบกวนผู้อาวุโส”
ครู่ต่อมา ฉินเฟิง กู่เหยียนหลง และหลัวเจี้ยนึ่มารอรับกลางทางก็มุ่งหน้าสู่หุบเขาอัสนี กลุ่มเมฆดำเหนือหุบเขาหนาแน่นผิดปกติ อัสนีเส้นแล้วเส้นเล่าฟาดลงยอดศิลาจนแสงสีม่วงส่องวาบตลอดสองข้างทาง
เมื่อพบกัน หลัวเจี้ยนยกมือคารวะฉินเฟิงทันที
“สีหน้าเจ้าไม่ดีนัก ไ้รับบาดเจ็บจากหอโหรือ”
“พลังวิญญาณพร่องไปมาก แต่โเริ่มออกฤทธิ์แล้ว เจ้าเล่า อยู่ใกล้ห้องหมายเลขเจ็ดนานเพียงใด”
“ไม่นาน หลังเห็นโลหิตไหลออกจากัข้าก็ถอยออกมา มิไ้แตะต้องมัน”
กู่เหยียนหลงหัวเราะอย่างโล่งใจ
“ดีที่เจ้ามิไ้เอานิ้วจิ้มดู มิฉะนั้นหากเป็นพิษมังกร ข้าคงต้องแบกเจ้าไปหอโ”
หลัวเจี้ยนปรายตามองเขา
“ผู้ที่สายโลหิตปั่นป่วนจนหน้าซีดแล้ววิ่งหนีออกมาก่อนคือเจ้า มิใช่ข้า”
“ข้าเรียกว่าถอยมาตั้งหลัก”
“เจ้าวิ่งเร็วมาก”
กู่เหยียนหลงอ้าปากจะเถียง แต่ฉินเฟิงกล่าวขึ้นเสียก่อน
“เก็บแรงไว้ก่อน หากด้านในมีสิ่งมีชีวิต พวกเจ้าอาจต้องใช้มันจริง”
เมื่อทั้งสามมาถึงหน้าห้องหมายเลขเจ็ด หลัวเทียนเจ๋อกำลังยืนกอดดาบใหญ่อยู่ข้างประตู เขาเห็นฉินเฟิงก็พยักหน้าให้โดยไม่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์
“เจ้ามาแล้ว”
“รอนานหรือไม่”
“พอให้ข้าคิดไ้สองรอบว่าหากวันนั้นรับฝ่ามืออัสนีของเจ้าแรงกว่านั้นีหน่อย ข้าคงนอนอยู่เรือนรักษาแทนที่จะมายืนตรงนี้”
ฉินเฟิงมองเขา
“เจ้ามิไ้อ่อนแอถึงเพียงนั้น”
หลัวเทียนเจ๋อหัวเราะ
“ถือเป็นคำชมแล้วกัน ห้องนี้เป็นสิทธิ์ของเจ้า ข้ามิไ้แตะสิ่งใด เพียงไล่ศิษย์ที่อยากเข้ามาดูออกไปสองสามคน”
“ขอบใจ”
คำขอบคุณสั้นแต่จริงใจทำให้หลัวเทียนเจ๋อชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นเปิดประตูให้
ภายในห้องอัสนีหมายเลขเจ็ด กลิ่นโลหะไหม้และกลิ่นคาวโลหิตเข้มข้นปะปนกันจนบรรยากาศหนักอึ้ง ัด้านหลังมีรอยแตกร้าวยาวหลายจั้ง เกล็ดสีดำแดงสามแผ่นฝังครึ่งหนึ่งอยู่ในศิลา แต่ละแผ่นมีขนาดเกือบหนึ่งฉื่อ ผิวเกล็ดเต็มไปด้วยลายอัสนีธรรมชาติึ่มิใช่อักขระที่มนุษย์สลักขึ้น
หยดโลหิตีแเข้มไหลออกจากรอยแตก ะทบื้ศิลาแล้วเกิดเสียงฉ่า ไอสีขาวลอยขึ้นพร้อมกลิ่นอายร้อนแรงราวเปลวัี
ทันทีที่กู่เหยียนหลงก้าวเข้าไป ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสี โลหิตในร่างราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นปลุกให้เดือดพล่าน เงามังกรศิลาด้านหลังปรากฏขึ้นเองโดยมิไ้รับคำสั่ง ทว่ากลับสั่นไหวรุนแรงราวกำลังหวาดกลัวบางสิ่ง
“ถอยสามก้าว”
ฉินเฟิงกล่าวทันที
กู่เหยียนหลงไม่ดื้อดึง รีบถอยตามคำบอก ลมหายใจจึงค่อยกลับเป็นปกติ
เสี่ยวเหลยึ่อยู่ในห้วงวิญญาณลืมตาขึ้น ก่อนเสียงของมันจะดังในจิตฉินเฟิงอย่างจริงจังผิดจากปกติ
“โลหิตมังกรแน่นอน แม้ไม่บริสุทธิ์ถึงขั้นราชันมังกร แต่สูงกว่าสายโลหิตของเจ้าตัวใหญ่ข้างนอกหลายระดับ”
ฉินเฟิงนำแผ่นหยกแผนที่ออกมาีครั้ง คราวนี้สัญลักษณ์รูปกระดูกแผนที่ัส่องแสงแดงจาง ๆ
“เขตกระดูก”
หลัวเจี้ยนเอ่ยทันที
ฉินเฟิงพยักหน้า
“มีความเป็นไปไ้สูง”
กู่เหยียนหลงจ้องรอยแตกเขม็ง
“ในแผนที่มีประโยคหนึ่งเกี่ยวกับเขตกระดูก”
ฉินเฟิงกล่าวช้า ๆ
“ผ่านกระดูกหมื่นสัตว์ อย่าตามเสียงคำราม”
ราวกับฟ้าดินจงใจตอบรับประโยคนั้น เสียงครูดของของแข็งัดังาาเบื้องหลังั
ครืด ครืด ครืด!
ทั้งสี่คนเงียบลงพร้อมกัน
วินาทีถัดมา ศิลาด้านหลังระเบิดออก!
กรงเล็บสีดำมหึมาพุ่งทะลุัเข้ามา เศษศิลากระเด็นราว-่าฝน หลัวเทียนเจ๋อึ่ยืนใกล้ที่สุดชักดาบใหญ่ในทันที ปราณีแน้ำตาลไหลรวมคมดาบก่อนฟันลงเต็มกำลัง
“ดาบพยัคฆ์เหล็ก — พยัคฆ์สะบั้นผา!”
เคร้ง!
ประกายไฟแะจายทั่วห้อง ดาบใหญ่ึ่หนักหลายร้อยชั่งฟันลงเกล็ดดำ แต่กลับทิ้งไว้เพียงรอยขาวตื้น ๆ แรงสะท้อนกระแทกจนหลัวเทียนเจ๋อถอยหลังสามก้าว
“เกล็ดแข็งยิ่งนัก!”
เสียงคำรามสะเทือนห้องตามมา ศีรษะของสัตว์อสูรขนาดใหญ่พุ่งทะลุัออกมา ดวงตาแดงฉาน เขาสั้นคู่หนึ่งงอกเหนือหน้าผาก เกล็ดดำแดงปกคลุมทั่วร่าง อัสนีีแแล่นอยู่ภายในลำคอราวลาวาเดือด
แรงกดดันระดับสัตว์อสูรขั้นสามช่วงต้นค่อนไปทางกลางระเบิดออกมาเต็มห้อง
กู่เหยียนหลงกัดฟัน
“สัตว์อสูรสายโลหิตมังกร!”
สัตว์อสูรอ้าปากกว้าง ลำแสงอัสนีีแพุ่งตรงเข้าหาทั้งสี่คน
“แยก!”
ฉินเฟิงตะโกน
หลัวเจี้ยนเคลื่อนตัวไปทางซ้าย กู่เหยียนหลงถอยขวา ส่วนหลัวเทียนเจ๋อยกดาบใหญ่ขึ้นรับด้านหน้า อัสนีีแกระแทกลงคมดาบจนร่างเขาถูกผลักถอยไปหลายก้าว แขนทั้งสองสั่นสะท้าน
ฉินเฟิงกลับมิไ้ถอยไกล สายตาของเขากวาดผ่านร่างสัตว์อสูรอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเห็นโซ่ดำเส้นหนึ่งรัดอยู่ด้านหลัง และใ้าของมันมีตราสีดำรูปแมงมุมฝังลงในเนื้อ
“มันถูกควบคุมอยู่!”
เขาตะโกนพร้อมชี้ไปยังใ้า
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??