เรื่อง วิถีธุลีชน
บนถนนดินขนาบด้วยทิวไม้ เงาร่างสามสายควบม้ามุ่งหน้าตีคู่กันา
ผู้นำขบวนคือบุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี แม้จะถอดชุดเต๋าพลิ้วไหวเปลี่ยนาสวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบรัดกุม ทว่าัไม่อาจกลบประกายความหล่อเหลาและท่วงท่าสำรวมได้ ยิ่งผนวกกับกลิ่นอายพลังขั้นกลั่นปราณระดับ 5 ที่แผ่ซ่านออกาบางๆ ยิ่งขับเน้นสง่าราศีของผู้ฝึกตนให้เด่นชัด
หญิงสาวที่ควบม้าตามาติดๆ สวมกระโปรงสีเรียบ รวบผมอย่างลวกๆ ทว่าทุกครั้งที่เหลียวมอง ัเผยให้เห็นดวงหน้างดงามหมดจด กลิ่นอายพลังขั้นกลั่นปราณระดับ 4 ในร่างส่งให้นางดูสูงส่งราวกับเทพธิดาหลุดพ้นจากโลกียวิสัย
ส่วนเด็กหนุ่มที่รั้งท้ายสุด อายุราวสิบหกสิบเจ็ด สวมเสื้อผ้าป่านรัดกุม สวมหมวกงอบไม้ไผ่ปกปิดใบหน้า กลิ่นอายพลังถูกเก็บงำจนมิดชิด แม้แต่แหวนเหล็กบนนิ้วก็ยังดูซอมซ่อเชยสะบัด มองอย่างไรก็ไม่ต่างจากเด็กหนุ่มชาวนาบ้านนอก
ทั้งสามหาใช่ใครอื่นนอกจาก อวี่ซิน เมิ่งชิงชิง และอวี๋เย่
หลังหลบหนีออกจากเมืองคุนสุ่ย อวี๋เย่กับสองพี่น้องอวี่ซินเร้นกายอยู่ในหุบเขาถึงสองวันเต็ม เมื่อแน่ใจว่าไร้สิ่งผิดปกติ จึงออกเดินทางมุ่งหน้าใต้ร่วมกัน บรรยากาศระหว่างทางนับว่ากลมเกลียวราบรื่น
หลังได้รับหินวิญญาณสิบก้อน สองพี่น้องอวี่ซินก็ทุ่มเทเวลาทุกเสี้ยววินาทีไปกับการบำเพ็ญเพียร เวลาล่วงเลยไปยี่สิบกว่าวัน พลังของทั้งคู่ก็ทะลวงขึ้นคนละหนึ่งระดับ
นี่มิใช่เรื่องบังเอิญ สองพี่น้องมีรากฐานร่างกายและสติปัญญาเป็นเลิศอยู่แล้ว ที่ผ่านาก้าวหน้าช้าเพราะขาดแคลนปราณวิญญาณ ยามนี้เมื่อมีหินวิญญาณาเกื้อหนุน พลังที่เคยถูกกดทับไว้จึงพุ่งทะยานราวกับทำนบแตก
ักัน ระดับพลังของอวี๋เย่ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่ขั้นกลั่นปราณระดับ 3
สำหรับเขา นี่กลายเป็นเรื่องชินชาไปเสียแล้ว
จะโทษใครได้ ในเมื่อเขาต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง ปราณวิญญาณที่สูดดมเข้าไปไม่ได้ตกถึงท้องตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเจียดไปหล่อเลี้ยงและกลั่นมุกมังกร เพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณให้เจียวอิ่ง
ว่ากันว่าหากมุกมังกรแข็งแกร่งขึ้น ตัวเขาเองย่อมได้รับผลประโยชน์มหาศาล ทว่าวาดฝันไกลตัวไปก็เปล่าประโยชน์ ตอนนี้เขาขอแค่วิธีข้ามทะเลไปได้อย่างราบรื่นก็พอ
"ศิษย์น้อง อวี๋เย่!"
อวี่ซินรั้งสายบังเหียนชะลอความเร็ว เปิดทางให้เมิ่งชิงชิงและอวี๋เย่ควบม้าขึ้นาตีคู่
"เข้าเขตเขาหนานฉีแล้ว เดินทางต่ออีกสิบกว่าวันน่าจะถึงชายฝั่ง ตำบลฮว่าโจวที่เจ้าพูดถึงก็อยู่ไม่ไกลจากละแวกนี้"
สองพี่น้องชำนาญเส้นทางในดินแดนทางใต้ของต้าเจ๋อเป็นอย่างดี ทำให้การเดินทางราบรื่นไร้กังวล อวี๋เย่เพียงแค่ควบม้าตามก้นทั้งสองไปเงียบๆ
"อ้อมเขาลูกข้างหน้าไปอีกไม่กี่ลี้ก็จะถึงเมืองหนานฉี พวกเราแวะพักเตรียมเสบียงและของใช้สำหรับเดินทางไกลสักสองวันดีหรือไม่?"
"ดีเลย ข้าอยากซื้อแป้งชาดกับผ้าเช็ดหน้าพอดี"
"อืม"
ทั้งสามกระตุ้นม้ามุ่งหน้าต่อไป
คล้อยบ่าย ท้องฟ้าพลันมืดครึ้ม เมฆทมึนเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมราวกับพายุคลั่งกำลังก่อตัว
ทันทีที่ควบม้าอ้อมแนวเขา คลื่นความร้อนสายหนึ่งพลันซัดปะทะใบหน้า ตามาด้วยกลิ่นเถ้าถ่านฉุนกึก
เมื่อเพ่งมองฝ่าความสลัวไปไกลสิบกว่าลี้ ยอดเขาสูงตระหง่านลูกหนึ่งกำลังถูกห่อหุ้มด้วยควันโขมงและเปลวเพลิงสีชาด ผืนป่าและทุ่งหญ้ารอบด้านถูกเพลิงผลาญจนราบเป็นหน้ากลอง
ห่างออกไปสามถึงห้าลี้ริมฝั่งน้ำ กลุ่มอาคารบ้านเรือนนับร้อยหลังซึ่งน่าจะเป็นเมืองหนานฉี กำลังถูกกำแพงไฟลุกลามเข้าปิดล้อม โชคดีที่มีสายน้ำตัดผ่านกั้นขวางไว้จึงยังไม่วอดวาย
ทว่าชาวเมืองัแตกตื่นขวัญหนีดีฝ่อ พากันหอบลูกจูงหลานหนีตายออกจากบ้าน บ้างเตลิดออกนอกเมือง บ้างไปออกันอยู่ตรงหัวสะพานเพื่อรอดูสถานการณ์ เสียงกรีดร้องและเสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านดังระงม
อวี่ซินและเมิ่งชิงชิงสบตากัน หน้าถอดสี
"ยอดเขาที่กำลังลุกไหม้นั่นคือเขาหนานฉี! ต้องเป็นฝีมือพวกผู้ฝึกตนฉีโจวแน่ สำนักเซียนเขาหนานฉีหนีภัยพิบัติครั้งนี้ไม่พ้นจริงๆ พวกเราอ้อมไปทางอื่นเถอะ จะได้ไม่โดนลูกห"
"แต่ก่อนหน้านี้อวี๋เย่บอกว่า... ผู้ฝึกตนฉีโจวตายไปเกินครึ่งแล้วนี่" เมิ่งชิงชิงพึมพำ
"เขาจะไปรู้จำนวนคนของพวกฉีโจวได้อย่างไร?" อวี่ซินขมวดคิ้ว ก่อนที่ทั้งสองจะหันขวับาจ้องหน้าอวี๋เย่ด้วยสายตาเคลือบแค
"อวี๋เย่..."
อวี๋เย่ทอดสายตามองกองเพลิงเบื้องหน้า ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้าความจำไม่ค่อยดี อาจจะเค้นถามาผิด ที่จริงผู้ฝึกตนฉีโจวบุกาทั้งหมดสามระลอก ไม่ใช่สามสิบคน แต่เป็นยี่สิบเก้าคน ข้าฆ่าทิ้งไปแล้วสิบเจ็ด ตอนนี้เหลืออีกสิบ"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย "ตามที่ข้าเดา ปู้อี้กับผู้บำเพ็ญพเนจรอีกสองคนน่าจะไม่ได้เข้าร่วมการสังหารหมู่ครั้งนี้ ส่วนยอดฝีมือขั้นสร้างรากฐานอีกสองคนกับศิษย์สำนักเซียนอีกห้าคน ลำพังกำลังแค่นั้นจะให้กวาดล้างสำนักเซียนทั้งแปดแห่งในต้าเจ๋อพร้อมกันคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้น คนที่กำลังเผาเขาหนานฉีอยู่น่าจะมีแค่หยิบมือเดียว"
เขานั่งโยกตัวตามจังหวะฝีเท้าม้า พลางชูมือขึ้นานับนิ้วประหนึ่งหจู๊กำลังดีดลูกคิด ทว่าดูอย่างไรก็เหมือนการทำบัญชีที่มั่วซั่วสิ้นดี
ความจริงเขาไม่ได้เค้นถามาผิด แต่แค่จำจำนวนคนที่หงอันบอกผิดไปก็เท่านั้น... หงอันคือผู้ฝึกตนฉีโจวที่เขาจับเป็นาได้ก่อนหน้านี้ และเพิ่งตายาด้วยน้ำมือของสองพี่น้องเทียนเป่าไปหาดๆ
"สิบเจ็ดคน?"
"เขาตัวคนเดียว... ฆ่าผู้ฝึกตนฉีโจวไปสิบเจ็ดคนเนี่ยนะ!?"
อวี่ซินและเมิ่งชิงชิงเบิกตาโพ สบตากันด้วยความตกตะลึงลาน ก่อนจะพยายามพูดปลอบใจตัวเองว่า—
"ถึงพวกเราจะไร้ความสาารถ แต่ก็ร่วมมือกันฆ่าไปได้ตั้งสองคนนะ!"
"หนานซานตายด้วยน้ำมือศิษย์สำนักเรา ก็น่าจะพอชดเชยความแค้นให้สหายร่วมมรรคาได้บ้าง!"
"ใช่แล้ว ฆ่ายอดฝีมืออย่างหนานซานได้หนึ่งคน มีค่าากกว่าเด็ดหัวผู้ฝึกตนขั้นกลั่นปราณเป็นสิบคนเสียอีก"
"ตอนนั้นเส้นยาแดงผ่าแปดจริงๆ!"
อวี๋เย่เผลอก้มหน้านับนิ้วตาม แต่ยิ่งนับคิ้วยิ่งขมวดมุ่น
ฟังจากที่สองพี่น้องพ่นออกา จำนวนคนยิ่งบิดเบี้ยวไปกันใหญ่
ศิษย์สำนักเซียนเป็นคนฆ่าหนานซาน?
หนานซานตายาใต้ปราณกระบี่ของเขาชัดๆ หรือว่ามันถูกลากคอาฆ่าซ้ำอีกรอบกันแน่?
ระหว่างที่ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิด ม้าทั้งสามตัวก็เหยียบย่างเข้าสู่สะพานหินแห่งหนึ่ง
เบื้องหน้าคือภาพคลื่นมหาชนแตกฮือหนีตายออกจากตัวเมือง ทั้งจูงคนแก่ อุ้มเด็ก แบกสัมภาระพะรุงพะรัง ขับเกวียนลากเบียดเสียดกันวุ่นวาย การลี้ภัยเป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอดพื้นฐานของมนุษย์ ทว่าภัยพิบัติครานี้มิใช่อัคคีภัยจากสวรรค์ แต่เป็นมหันตภัยจากน้ำมือมนุษย์
จังหวะที่ทั้งสามกำลังจะควบม้าข้ามสะพาน ัถูกคลื่นมนุษย์ที่กำลังสติแตกโถมเข้าขวางทาง เสียงเด็กร้องไห้จ้า สลับกับเสียงตะโกนก่นด่าดังอื้ออึงขรมไปหมด
"ทิ้งม้า!"
อาชาของอวี่ซินและเมิ่งชิงชิงตื่นตระหนก ประกอบกับถูกกระแทกกระทั้นจากคลื่นฝูงชน มันจึงส่งเสียงร้อง ฮี้! สองขาหน้าตะกุยอากาศ กระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่ง สองพี่น้องหน้าถอดสี ทำอะไรไม่ถูก รีบทิ้งตัวกระโดดจากหลังม้าทันที
เสี้ยววินาทีนั้น เสียงกระซิบผ่านสัมผัสวิญญาณอันเด็ดขาดพลันดังก้องในหัว—
"หลบใต้สะพาน!"
อวี่ซินและเมิ่งชิงชิงไม่กล้าชักช้า รีบมุดไปซ่อนตัวใต้โค้งสะพานหินทันที
ใต้ตลิ่งเหม็นอับมีกลุ่มชาวบ้านยืนตัวสั่นงันงกอยู่ก่อนแล้ว หนึ่งในนั้นคืออวี๋เย่ในชุดสวมหมวกงอบ สองพี่น้องยอมแช่น้ำเย็นเฉียบครึ่งท่อน ซ่อนเร้นกายอยู่เบื้องหลังอวี๋เย่ พยายามชะเง้อมองลอดช่องว่างของฝูงชนออกไปเบื้องนอก
ฟุ่บ!
แสงกระบี่สายหนึ่งพลันกรีดร้องแหวกอากาศ ทะยานข้ามผืนน้ำพุ่งทะลวงไปยังพื้นที่รกร้างฝั่งตรงข้ามอย่างดุดัน
ท่ามกลางกองเพลิงสีเลือด เงาร่างสิบกว่าสายพุ่งพรวดออกา มีทั้งชายหญิง คนหนุ่มและคนแก่ สภาพสะบักสะบอม ทุกคนวิ่งเตลิดหนีตายราวกับนกกระจอกแตกรัง
ทว่ายังไม่ทันหนีพ้นวิถี แสงกระบี่อำมหิตก็พุ่งทะลวงเข้าใส่ราวกับอสนีบาตฟาด!
ฉัวะ! ฉัวะ!
มันทะลวงขั้วหัวใจร่างหนึ่งทะลุสู่อีกร่างหนึ่ง เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผืนดิน พร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ดังขาดห้วงไปในพริบตา
บางคนกัดฟันชูกระบี่ขึ้นปัดป้อง ทว่าชั่วพริบตาัถูกอานุภาพกระบี่ฉีกกระชากร่างจนขาดสะบั้นเป็นชิ้นเนื้อ
บางคนสติแตก โยนอาวุธทิ้งแล้วกระโจนแม่น้ำอย่างไม่คิดชีวิต
บางคนตะเกียกตะกายหนีตายาถึงริมตลิ่ง วิ่งร้องขอความช่วยเหลือาทางสะพานหิน ทว่าัยิ่งทำให้ชาวบ้านแตกตื่นวิ่งเหยียบกันตาย หนีกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง
อวี่ซินและเมิ่งชิงชิงถูกแรงเบียดกระแทกจนต้องถอยร่นลึกเข้าไปใต้สะพาน
จังหวะนั้นเอง ทั้งสองพลันเห็นร่างหนึ่งหนีตายาได้สิบกว่าจั้ง เป็นเด็กสาวอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี แม้จะไร้กลิ่นอายผู้ฝึกตน ทว่าสวมชุดเต๋า ใบหน้าหมดจดซีดเซียว สันนิษฐานว่าคงเป็นศิษย์สำนักเซียนสักแห่ง
เมื่อนางเห็นคลื่นชาวบ้านหนีตายล้มลุกคลุกคลานอยู่เบื้องหน้า แววตาเวทนาพลันฉายวาบ ทำให้ฝีเท้าชะงักงันชั่วขณะ
ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีแห่งความลังเลนั้นเอง!
ฉัวะ!
แสงกระบี่ไร้ปรานีพุ่งทะลุขั้วหัวใจจากด้านหลัง ร่างน้อยลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะร่วงหล่นกระแทกพื้นอย่างแผ่วเบาราวกับขนนกที่ไร้ชีวิต
"อ๊าย!"
เมิ่งชิงชิงกรีดร้องเสียงห อวี่ซินรีบตะครุบปากนางแล้วกระชากตัวหลบวูบไปในฝูงชนใต้สะพาน ทว่าเมิ่งชิงชิงยังคงแหงนหน้ามองร่างนั้น ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตาเอ่อล้นทะลัก
ในฐานะสตรีและผู้ฝึกตนด้วยกัน ภาพเบื้องหน้าบีบรัดก้อนเนื้อในอกจนเจ็บปวด
ศิษย์สำนักเซียนที่อายุยังน้อยนิดปานนี้ ัต้องาจบชีวิตอย่างาเพียงเพราะความแค้นและการแย่งชิงชิงดีชิงเด่น นางทำผิดอันใดกัน?
ทว่าความโหดร้ายหาได้จบแค่นั้น เพียงชั่วอึดใจเดียว เพื่อนร่วมทางที่หนีตายาด้วยกันอีกสิบกว่าชีวิต ก็ถูกแสงกระบี่ไล่สังหารจนล้มตายเกลื่อนกลาด ไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งพลันเหยียบกระบี่บินทะยานฟ้าตามาติดๆ
เป็นบุรุษวัยกลางคน เขาเหยียบกระบี่ลอยวนอยู่กลางเวหา ทอดสายตามองายังกองซากศพเบื้องล่างด้วยแววตาเย็นชาไร้ก้นบึ้ง สัมผัสวิญญาณอันแกร่งกร้าวแผ่ซ่านกวาดผ่านคลื่นฝูงชนที่กำลังสติแตกใต้สะพาน
ครั้นตรวจสอบจนแน่ใจ เขาก็แค่นเสียงเย็นชา สะบัดแขนเสื้อ ทะยานร่างกลายเป็นลำแสงหายลับไปสุดขอบฟ้า
หยาดฝนเริ่มโปรยปรายาตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้
เมิ่งชิงชิงและอวี่ซินเดินรั้งท้ายชาวบ้านออกาจากใต้สะพาน บัดนี้พายุฝนเทกระหน่ำาราวกับฟ้ารั่ว เมิ่งชิงชิงกำลังจะเร่งโคจรปราณแท้คุ้มกายกันฝน ทว่าฝีเท้าัต้องชะงักกึก
ริมตลิ่งโคลนเฉอะแฉะ มีเงาร่างหนึ่งยืนหยัดอยู่อย่างโดดเดี่ยว หมวกงอบไม้ไผ่และเสื้อผ้าป่านเปียกปอนลู่แนบเนื้อ ทว่าเขายังคงยืนนิ่งงันราวกับรูปสลักหิน
เมื่อครู่นี้... ตอนที่ยอดฝีมือขั้นสร้างรากฐานปรากฏตัว อวี๋เย่ัยืนนิ่งตากฝน โดยไม่คิดจะหลบซ่อนตัวเลยงั้นหรือ!?
ที่ปลายเท้าของอวี๋เย่ ร่างไร้วิญญาณของเด็กสาวนอนทอดกายสงบนิ่งราวกับเพียงแค่หลับใหล ปล่อยให้พายุฝนชะล้างคราบเลือดบนดวงหน้าและเรือนร่างแน่งน้อยโดยไม่ไหวติง
เมิ่งชิงชิงและอวี่ซินย่ำโคลนเดินเข้าไปหา
อวี๋เย่ยังคงก้มมองศพเบื้องหน้า นัยน์ตาดำขลับเย็นชาจนถึงขีดสุด
อาจเป็นเพราะสองมือเปื้อนเลือดสังหารคนาากเกินไปจนจิตใจเริ่มชาชิน ทว่าวินาทีนี้... เมื่อได้ประจักษ์ถึงความเปราะบางของชีวิตที่แตกสลายต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงัก่อตัวขึ้นในอกอย่างไม่อาจควบคุม
เด็กสาวสิ้นลมหายใจไปต่อหน้าต่อตา ราวกับบุปผาเพิ่งแย้มบานถูกเหยียบขยี้ กลิ่นหอมมลายหายไปในพริบตา โดยที่เขาทำได้เพียงยืนมองอย่างคนไร้พลัง ไม่อาจยื่นมือเข้ากอบกู้
ความรู้สึกต่ำต้อยและไร้ความสาารถพุ่งทะลวงเข้าเกาะกุมหัวใจ สองมือกำหมัดแน่นจนข้อต่อขาวซีด ลมหายใจติดขัด หวาดผวาต่อความอ่อนแอของตนเองอย่างไม่มีสาเหตุ
เมิ่งชิงชิงขอบตาร้อนผ่าวขึ้นาอีกระลอก "นางทำผิดอะไร ถึงต้องาเจอจุดจบเช่นนี้..."
อวี่ซินรักษาสีหน้าได้สงบกว่า เขาทอดถอนใจหนักหน่วง "เฮ้อ การฝึกตนบนเส้นทางเซียนคือการฝืนลิขิตฟ้า ตายคือวิถีดับ เกิดคืออมตะ การเวียนว่ายตายเกิดคือสัจธรรมแห่งมรรคา"
ผู้ฝึกตนย่อมต้องปล่อยวางเรื่องความเป็นความตาย ทว่ามนุษย์เดินดินมิใช่ท่อนไม้ก้อนหิน จะให้ตัดขาดความรู้สึกนึกคิดจนหมดสิ้นได้อย่างไร
"เราจะปล่อยให้สหายจากเขาหนานฉีกลายเป็นศพไร้ญาติเฝ้าป่าไม่ได้หรอก ศิษย์น้อง..."
"ค่ะ ในเมื่อเราไม่อาจช่วยชีวิตนางไว้ได้ ก็ขอทำหน้าที่ส่งสหายร่วมมรรคาเป็นครั้งสุดท้าย... อวี๋เย่..."
สิ้นเสียง สองพี่น้องอวี่ซินก็มือช่วยกันเก็บกู้ศพศิษย์สำนักเซียนที่ตายาบนลานหินเพื่อนำไปฝัง
อวี๋เย่ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ล้วงยันต์เพลิงอัคคีปึกหนึ่งยื่นส่งให้
ทั้งสองรับยันต์ไป แปะบนร่างผู้เสียชีวิตแล้วจุดชนวนเผาศพ
แม้พายุฝนจะเทกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ทว่าไม่อาจต้านทานอานุภาพเปลวเพลิงแห่งยันต์เพลิงอัคคีได้ เพียงพริบตา ร่างไร้วิญญาณของศิษย์เขาหนานฉีสิบกว่าชีวิต รวมถึงเด็กสาวริมตลิ่งก็ถูกมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี เศษเถ้ากระดูกร่วงหล่นคลุกเคล้ากับสายฝน ซึมซาบัคืนสู่ผืนดิน ราวกับดวงวิญญาณได้พบที่พำนักสุดท้าย
พายุฝน-่าใหญ่นี้ไม่เพียงช่วยดับไฟป่าที่กำลังโหมกระหน่ำ แต่ยังชะล้างความโกลาหลวุ่นวายจนหมดสิ้น คลื่นฝูงชนที่อพยพหนีตายเริ่มทยอยพยุงร่างัเข้าเมืองไปทีละคนสองคน
หลังอวี่ซินและเมิ่งชิงชิงจัดการเก็บกวาดทุกอย่างเสร็จสิ้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบร่างของอวี๋เย่ยืนตากฝนรับลมกรรโชกแรงอยู่บนสะพานหินเพียงลำพัง
เงาเดียวบนสะพานเก่า ท่ามกลางม่านฝนช่างดูอ้างว้างและโดดเดี่ยวเหลือเกิน
ทว่าความอ้างว้างโดดเดี่ยวนั้นหาใช่เพราะความเศร้าโศกเสียใจไม่... แต่เป็นเพราะม้าทั้งสามตัวอันตรธานหายไปต่างหาก!
คงเป็นเพราะชาวบ้านแตกตื่นเบียดเสียด ผสมกับเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า ทำให้ม้าตกใจเตลิดหนีเตลิดเปิดเปิงไปจนไม่เหลือแม้แต่รอยเท้า
ทั้งสามยืนบื้อใบ้ มองหน้ากันเลิ่กลั่กท่ามกลางสายฝน ความรู้สึกอ้างว้างเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความจนใจจนแทบอยากจะด่าทอฟ้าดิน
สุดท้ายทำได้เพียงล้มเลิกความคิดที่จะงมเข็มในมหาสมุทรตามหาม้า แล้วจำใจแบกสังขารเปียกมะลอกมะแลกย่ำเท้าฝ่าสายฝน มุ่งหน้าเข้าเมืองไป...
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??