เรื่อง #สองของสมิท Leave ไซร้ ร้าย รัก
ชีวิตไอ้สองปกติดี แม้จะต้องเผชิญกับการรับน้อง แต่คุณอย่าลืม นี่คณะพยาบ๊าลลลลลล ดังนั้นใช้ชีวิตก่อนเปิดเทอมในการบูมและร้องเพลงให้พี่ดู สิ่งที่จะเจอมีอยู่แค่ไม่กี่อย่าง บางคนอาจจะเท้าสะเอวหน้านิ่งแล้วถามคุณว่าทำดีแล้วเหรอ
“ดีแล้วับ” ไอ้ชิบหาย มีแต่เสียงกูโดดๆเลย พี่มองกูแล้ว เลิ่กลั่กกันไปอี๊ก
“คิดว่าดีแล้วก็พักได้” เอ้า เฉย ูขอบคุณเสร็จก็แยกย้าย เพื่อนก็มองแปลกๆ หน่วยกล้าตายคนนึงเข้ามาแซะถามว่าคิดยังไงไปกวนรุ่นพี่เขาอย่างนั้น นี่ตอบเสียงดังฟังชัด
“เราไม่ได้กวนตีน เราคิดแบบนั้นจริงๆเว่ย แล้วพี่เขาถาม เราคิดว่าทุกคนจะตอบ นาทีนั้นแม่มมีแต่คำว่าชิบหายละเต็มไปหมด เลิ่กลั่กกันไปอี๊กกกก” ับนั่นแหละับ จากนั้นมาคนรอบข้างก็จะรู้ตัวว่า อยากให้มันตอบก็ปล่อยไปแต่อยากให้ไอ้สองหุบปากไว้ต้องสะกิดเตือนมัน ไม่ใช่แค่มันที่เกิดอาการเลิ่กลั่ก เขาเป็นกันหมดนั่นแหละ
พอพี่ปล่อยกับเพื่อนก็แยกย้ายกันกลับหอ เปิดห้องมาก็เห็นรูมเมทในสภาพบ๊อกเซอร์ตัวเดียวหน้าจ่อพัดลมไอเย็นอยู่ละ เสียงเพลงจากลำโพงพกพาเชื่อมต่อกะ spotify กำลังเล่นเพลงของลาว์ฟ (Luve) อยู่เลย
“ไหวไหมวะ พรุ่งนี้สมิทมีธุระในมอไหม ถ้าไม่มีไปอยู่บ้านเหอะ”
“ไม่อยากให้มึงอยู่คนเดียว”
“ทำไมดีขนาดนี้ว้า แล้วไปไหนดีวะที่ไม่ร้อน”
“ไม่ต้องไปไหนหรอก ตอนนี้กูก็ไม่ได้ร้อน” เออกูเชื่อแก้ผ้าตากพัดลมไอเย็นอยู่คนเดียวจะเอาอะไรมาร้อน หันหลังเปิดตู้เอากางเกงขาสั้นออกมาตัวนึง แล้วถอดชุดเปลี่ยน ก่อนจะเด้งไปนั่งข้างสมิทเอาหัวจ่อพัดลม ค่อยยังชั่วหน่อย
“มองไรวะ” ถาม เห็นมันเอาแต่จ้อง รีบดมตัวก่อนเลย
“ถึงยังไม่ได้อาบน้ำแต่ไม่มีกลิ่นนะเว่ย ล้างตีนแล้วด้วย”
“กอดหน่อย” ท่ามกลางอากาศด้านนอกที่ 40 องศา อากาศด้านในมีพัดลมประคองให้อยู่ที่ 30 องศาอย่างสุดความสามารถ กับไอ้สองที่ยังไม่ได้อาบน้ำ จะมากอดอะไรกู๊
“อ่ะ มากอด” แล้วกูก็ยอมง่ายๆ อย่างไร้เหตุผล คือไม่รู้จะปฏิเสธไปทำไม คิดว่าไอ้คุณสมิทเนี่ยน่าจะเสพติดการ skinship วันดีคืนดีก็เิมากอดจากด้านหลังแล้วเิไปทั่วห้อง บางวันก็เอาหัวมาซุก บางคืนตื่นมาแม่มก็นอนเบียดกอดกูเป็นซูชิสาหร่ายห่อกุ้ง เวลา 2 สัปดาห์เนี่ย ไม่มีวันไหนไม่โดน ไอ้สองไม่มีอะไรจะเสียแล้วับ ดังนั้นอยากทำไรก็เอาเลย ตามสบาย ว่าแล้วก็เข้ามาล๊อคกูเหมือนอากาศติดลบ
“ฟืด เหม็น” อะไรคือการมาดมหลังกูเองแล้วบอกว่าเหม็นวะ ก้มลงดมตัวเองอีกรอบ
“จมูกมีปัญหาละสมิท เหม็นเหมินอะไร”
“ฟืด เนี่ยตรงเนี้ยเหม็น” ดมไหล่ซ้ายกูอี๊ก
“จมูกคุณหาเรื่องละับว่า”
“ฟืด ตรงนี้ก็ด้วย” อันนี้คอด้านหลัง ไอ้ชิบหายขนลุก สลัดตัวหนีทันทีเลยับ
“ถ้าเหม็นก็ไม่ควรมากอดกันปะวะ เฮ้ยปล่อยดิ๊ สมิทปล่อยก่อน ขนลุก” ูจบแม่งก็ปล่อยง่ายเหมือนกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง
“รังเกียจเหรอวะ” อะไรคือทำเสียงอ่อยขนาดนั้น กูตามไม่ทัน ขนลุกแปลว่าขนลุก ตรงตัวนะเว่ย แปลว่ารังเกียจตรงไหนวะ
“สมิทดมคอเรา มันขนลุก”
“แปลว่าต้นคอสินะ” กูงง ขนลุกแปลว่าขนลุก ขนลุกไม่ได้แปลว่าต้นคอ กูงงหรือมึงงง ใช่ับ แล้วเราก็สื่อสารกันไม่เข้าใจในบางั้ง
“ไหนมาลองอีกทีดิ๊”
“เห้ย จะมาทดลองอาร๊ายยย ใจเย็นเย้นนน อย่าล๊อคๆ เห้ีคนโทรมาๆ” ตบมือลงกับเตียงป้าบๆเป็นเชิงยอมแพ้ อีกข้างก็ดันปากคุณสมิทว่าที่สามีเชอรี่มัน พอคุณเขาผละออกก็คลานกลับเตียงตัวเองไปรับโทรศัพท์
“ไงับคุณเอกภพ ผีห่าซาตานตัวไหนทำให้คุณนึกถึง”
“ผี-่าซาตานจริงมึง กูมีเรื่องจะเล่าแต่มันไม่ควรเล่าที่หอ มึงว่างยัง กูอยู่ร้านนมคณะเกษตร มึงมาหากูสิ เดี๋ยวกูนั่งรอ กูกำลังจะเปิดวงสนทนา รีบๆมาเลึง”
“เออๆ แป๊บ มาถึงก็รัวกูเหมือนกลัวใแย่งู”
“มึงอย่าทักซี กูนี่ยังขนลุกไม่หาย”
“ขนลุกหรอ ใดมคอมึงอ่ะ”
“มึงูเหี้ยไรเนี่ยสอง กูเริ่มงงละ รีบมากูจะวางละนะ”
“เออๆๆ”
พอวางสายจากไอ้เอกก็หันไปองคนที่นอนเท้าคางมองอยู่
“เดี๋ยวจะออกไปาไอ้เอกไปด้วยกันมั้ย”
“ไม่ล่ะ กูมีนัด”
พยักหน้ารับ เิไปเปิดตู้คว้าเสื้อสีขาวสกรีนลาาตัวนึงสวมทับ เอามือถือกุญแจและเงินใส่ถุงผ้า หนีบแตะกำลังจะออกจากห้องก็ถูกเรียกไว้ก่อน คนที่นอนอยู่บนเตียงกวักมือเรียกให้เข้าไปา และก็เิเข้าไป่า่าง่าย มันดึงตัวลงไปซุกหัวกับหน้าท้อง
“เป็นอะไร” ถาม
“เปล่า” เปล่าแต่ยังซุกอยู่แบบนี้จะได้ไปเมื่อไหร่ สมิทซุกอยู่อย่างนั้นก่อนที่เขาจะกัดหน้าท้องของผ่านเสื้อ
“ไรวะเนี่ย!” ตกใจกระโดดห่างออกมา ที่แท้ก็แกล้งกูอีกแล้ว เปิดดูพุงตัวเอง ไอ้.. เป็นรอยฟันเลย คิดดูว่ามันกัดแรงขนาดไหน
“กลับมาก่อน 4 ทุ่ม” มันว่า เนียนเลย เนียนไม่สนใจรอยที่ฝากไว้ไปเฉยๆ
“รู้น่า” เิไปหนีบแตะอีกรอบ ก่อนจะลอบมองคนที่นอนตากพัดลม พอได้จังหวะก็โดดไปล๊อคคอเอาฟันเฉาะแก้มมันไปทีแล้ววิ่งออกจากห้องมา ไม่ได้สนใจเลยว่าคนในห้องนั้นแข็งค้างวิญญาณหลุดออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้ว
“ตัวแสบ” พึมพำออกมาแล้วพยายามกลั้นยิ้ม ถึงอย่างนั้นมันก็เกินจะทน รอยยิ้มมันเลยออกมาบิดเบี้ยวประหลาด สมิทสติไม่ประทับแล้วจ้า บรัย
คณะเกษตรไม่เคยวังเวงเท่านี้ในั้งแรกที่มาถึง แต่ตอนนี้วังเวงสุดไรสุด ยิ่งโพล้เพล้บวกกับอินเนอร์ในการแชร์ประสบการณ์ขนหัวลุกแต่ละหอด้วยเนี่ย ไอชิบหาย เอากูมาทำไมวะับ เพื่อนไอ้เอกนี่เปิดประสบการณ์ก่อนเลยแต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล่าอ่ะับ ก็พอได้ยินมาบ้าง แต่ก็ไม่อยากได้ยินอีกไงับ จะลุกกลับก่อนก็ไม่กล้า ไม่ได้กลัวับแค่ไม่มีเพื่อน ถึงแม้ป้ายจะเิไปไม่ไกล แต่เล็งจากตรงนี้มันไม่มีใเลยไงับ เลยได้แต่นั่งฟังไอ้เอกฝอยต่อ
“อาทิตย์ก่อนตอนกูกลับถึงห้องกูได้ยินเสียงตึงตังจากชั้นบนอยู่พักนึง ตอนแรกกูคิดว่าคนที่อยู่ชั้นบนทำ กูเลยเอาไม้กวาดกระทุ้ง” ไอ้เอกเล่าอย่างออกรส พักทีมันก็ดูดนมที
“อันนี้ธรรมดา ห้องฮาอยู่ชั้นสอง บ่ะวอกห้องตางบนตีนหนักขนาด จนฮาต้องลุกไปเคาะห้องมัน” เพื่อนไอ้เอกคนนึงเริ่มแชร์ประสบการณ์ห้องข้างบนบ้าง นี่ดีนะอยู่ชั้นสองแต่ข้างบนไม่เคีเสียงไรรอดมาให้รำคาญใจเลย
“ไอ้โอ๋มึงฟังกูก่อน กูกราบอย่าเพิ่งขัด ตรงนี้มันยังไม่พีค”
“อ่ะมา ต่อๆๆ”
“ประเด็นคือห้องกูอยู่ชั้น 4 ชั้นกูคือชั้นสุดท้าย แล้วใมันจะไปทำเสียงดังได้วะ แต่ตอนนั้นกูไม่ทันคิด กระทุ้งไปทีแล้วกูจะไปนั่งตีป้อม สักพักนึงมีคนมาเคาะประตูห้องอีก กูนึกว่าเมทแม่มไปอาบน้ำแล้วลืมล๊อคประตูเข้าห้องไม่ได้”
“สรุปแล้วใวะ”
“ไม่มีใเลย กูลุกไปเปิดคือโล่ง มองซ้ายขวาคือว่างเปล่า ไอ้สัสแล้วห้องกูอ่ะอยู่ไกลบันได ไกลห้องน้ำ คนเหี้ยไรจะวิ่งเร็วขนาดนั้น แต่ตอนนั้นกูยังไม่คิดมากนะ คิดว่าเฮียซวนนั่นแหละแกล้งกู เฮียแม่มไลน์มาบอกก่อนหน้านั้นว่าอยู่หอแล้วไม่ใช่เฮียจะเป็นใ” เฮียซวนคือเมทไอ้เอกนั่นแหละับ ชื่อซวนหุ่นหมีตาตี่ลูกคนจีน
“อ่ะๆ แล้วมึงคิดมากตอนไหน” เอิร์ท
“ตอนประตูระเบียงกูถูกเคาะ”
“เชี่ยยยยย” ประสานเสียงกันไปอี๊ก
“กูก็เชี่ย นาทีนั้นนี่ยืนขึ้นเลยับไม่หย่งไม่อยู่มันละห้อง ทิ้งเกมไว้กะเผ่นออกจากห้อง แต่ที่เหี้ยกว่านั้นคือกูเปิดประตูมาเจอเมทอยู่หน้าห้อง”
“ก็ดีแล้วนี่ไอ้เหี้ย เมทแม่มรู้งานว่ะมาได้จังหวะพอดี เป็นกูจะเอาน้ำแดงไปถวาย”
“มึงเอาไปถวายเลยเลยับเพราะตอนนั้นกูก็เห็นมันเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวเลยลากมันเข้าห้อง รีบเล่าเรื่องที่เจอดีให้ฟัง รู้ไหมมันทำไง”
“มันไม่เชื่อเหรอวะ” ไอ้โอ๋
“หรือมันเป็นคนแกล้งมึง” ไอ้เอิร์ท
“หรือที่จริงแล้ว มันไม่ใช่คนวะ” เองับ เขาเล่นกันไปหมดละ มุกนี้ต้องมา
“ไอ้สอง มันก็จะดูอินเซบชั่นไป” ไอ้โอ๋ับ แหม กูแค่อยากมีบทูไหมล่ะมึง
“แต่ไอ้สองแม่มใกล้เคียง” อ้าว
“เชี่ยยยยยยยย” ประสานเสียงกันไปอีกรอบ
“พอกูเล่าจบแม่มก็หัวเราะ แต่เสียงหัวเราะไม่ใช่เสียงมันอ่ะ อยู่กันมาเกือบเดือน กูทำไมจะจำเสียงเพื่อนไม่ได้ คุยกันทุกวัน ทีนี้กูก็รู้สึกว่าแขนที่กูจับอยู่มันแข็งเกินเป็นแขนคน”
“ชิบ ขนลุก”
“กูเลยสะบัดแล้ววิ่งออกจากห้อง มึงรู้มะ เมทกูยังเล่นบาสอยู่ข้างล่างอยู่เลย แล้วไอ้คนบนห้องแม่มเป็นใวะ ประเด็นต่อมากูลากแม่มเข้ามาในห้องเองไง กูเลยไม่รู้ว่าแม่มจะยังอยู่ในห้องกูหรือเปล่า แม่มเอ้ย กูนอนไม่หลับเลยไอ้เหี้ย”
“แล้วมึงทำไง เมทมึงรู้ยัง” เองับ คิดดูแล้วถ้าสมิทไม่ใช่สมิท ไม่ไหวว่ะ สองไม่ไหว
“จะเหลือ กูนี่วิ่งแหกปากไปามันในสนามตอนเขาเล่นกันอยู่ โดนศอกเงาตรงมุมแก้มเนี่ย แล้วมันก็ไม่หือไม่อือ คือมันเป็นพวกไม่กลัวสุกี้น้ำ แล้วไม่เคยเจอไง มันเลยเฉยได้” สุกี้น้ำคือนามสมมติของสิ่งลี้ลับที่เราไม่ต้องการเอ่ยชื่อให้บุคคลนั้นรู้ตัวับ ถ้าใไม่ทราบ
“กูเลยตามติดมันตลอดเวลา ไปอาบน้ำก็ไปพร้อมกัน ออกจากหอพร้อมมัน แม้แต่ตอนนอนกูก็หอบไปนอนเตียงมันริมใน เหมือนจะดีขึ้นนะเว่ยที่กูไม่เจออีก แต่เมื่อคืนนี้สดๆร้อนๆ ตอนกูนอนกับมันอยู่ ดันปวดขี้ตอนตีสอง ไอ้เหี้ยปวดตอนไหนไม่ปวดเสือกปวดตอนตีสอง”
“มึงเจอในห้องน้ำอีกงี้” ถาม พร้อมลิสต์สถานที่อันตรายในหัว
“เจอในห้องน้ำก็ดีสิวะ อย่างน้อยกูก็ได้ขี้ แต่นี่ก็กูผงกหัวขึ้นมา กูเจอมันอีกคนนั่งบนเตียงกู แล้วมองมาทางเตียงที่กูนอนอยู่”
“เชี่ยยยยยยย” สามคนร้องเชี่ยโดิได้นัดหมาย
“กูเลยเลื้อยลงไปุดผ้าห่มเฮียซวน แล้วสวดมนต์ นาทีนั้นขี้หดตดหายหมดแล้ว แล้วกูก็ได้ยินเสียงคนเิมาข้างเตียง ดีใจชิบหายที่เฮียนอนกั้นไว้ แต่ไอ้เฮียเสือกไม่ตื่น กูเนี่ยสวดมนต์วนไปับ แล้วแม่มก็สวดตามกู คือมึงกูยังตะกุกตะกักจำได้บางไม่ได้บ้าง แต่ร่างโคลนเฮียซวนแม่มสวดไหลมาก จนกูต้องหุบปาก”
“เชี่ยยยยย แล้วมึงรอดมาได้ยังไงวะ”
“คือกูคิดได้ว่าคนบาปอย่างกู พระคงเอาไม่อยู่ แต่เฮียซวนยังอยู่ กูเลยแหกปากร้องแลกแหกกระเชอเรียกเฮียเขา แล้วเฮียแม่มหลับลึก ก็เคยคิดว่าน้ำตาหยดแรกใน มช. จะต้องหลั่งให้กลับตัวคณะ แต่ไม่ใช่แล้วจ้าสุกี้น้ำทำกูเสียขวัญ น้ำตากูไหลเป็นสายน้ำปิง กว่าเฮียจะสะดุ้งตื่นมาเองกูต้องนอนฟังเสียงหัวเราะบาดแก้วหูอย่างนั้น”
“แล้วเฮียทำไงวะ มึงคงนอนต่อไม่ลงแล้วปะ”
“เฮียบอกวันมะรืนจะพาทำบุญ 9 วัด” มันบอกแค่นั้น แล้วถอนหายใจออกมา
“กูอยากย้ายหอว่ะ แต่หอแม่มก็เต็มหมดแล้ว พวกมึงมีใอยากย้ายหอไหมวะ แลกกับกูมา”
“มึงูขนาดนี้กูคงแลกกะมึงลงหรอก” เอิร์ทว่า
“พวกมึง” เรียกพวกมัน เมื่อเห็นว่าเริ่มค่ำแล้ว นอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีใเลย มองไปด้านในคณะคืออึมึม ด้านนอกก็วังเวง ส่วนที่เป็นแปลงก็มีซุ้มที่ดูจะพังแหล่ไม่พังแหล่
“กูว่ากลับกันเหอะ ไปที่อื่นกัน บรรยากาศไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่” เหมือนพวกมันเพิ่งสังเกต แล้วก็ต่อบทกันประมาณว่าหิวจังเลย กินข้าวไหนดี ตอแหลใส่สุกี้น้ำอีกขั้นหนึ่ง แล้วก็เิไปเอามอร์ไซค์ที่จอดไว้ ซ้อนไอ้เอกับ
“เจอกันหน้ามอนะมึง” ไอ้เอกตะโกนบอก แล้วก็ติดสอยห้อยตามพวกมันไปกินข้าวหน้ามอ กินเสร็จก็ราวสองทุ่ม ไอ้เอกมาส่งที่หน้าหอับ แต่มันยังไม่ยอมกลับ มันบอกเฮียซวนยังไม่ถึงห้อง เลยลากมันขึ้นห้องไปเล่นเกมรอเมทมันก่อน พอมันเข้ามาในห้องก็อ้าปากค้างไปเลยับ ยกฝีมือการแต่งห้องยังไงให้เหมือนอยู่ญี่ปุ่นให้คุณสมิทไปเลย เลยได้ทีอวยเขาให้ไอ้เอกฟัง มันบึนปากใส่ แต่อย่าได้แ์ มันแค่ไม่มีคุณสมิทเป็นของตัวเองแค่นั้นเองับ ูถึงคุณเขานี่สามทุ่มกว่าละสมิทก็ยังไม่กลับมา ร้านเหล้าเหรอวะ เข้าได้เข้าดี นี่ได้บอกไปหรือหรือว่าคุณสมิทแก่กว่า 2 ปี อันนี้เพิ่งรู้เหมือนกันับ เพราะมันมีวันที่อยากไปเปิดหูเปิดตากะเขาบ้างแล้วเขาก็ยกเรื่องอายุมาอ้างว่าเข้าไม่ได้ เลยคิดว่ามันมีวิธีเข้าแหละน่า เขายังเข้าได้เลย สรุปคุณสมิทเอาบัตรมาให้ดู คุณพระคุณเจ้าพี่สมิทสวัสดี้าบบบบบ
นั่งเล่นเกมกันอยู่ดีๆ จู่ๆไอ้เอกแม่มก็ูขึ้นมา
“มึงกูก็รู้สึกขนลุกแปลกๆว่ะ”
“ปวดขี้?” ถาม
“สัส ไม่ใช่ กูว่ากูสัมผัสได้ถึงสุกี้น้ำ มึงรู้สึกอะไรไหมวะ” เพี๊ยะ
“เชี่ยสองตบปากกูทำไม”
“โทษๆ มือมันลั่น เอกมึงอย่าูสิวะ คิดอะไรไว้นอกรอบ อย่าทัก”
“เออกูลืม อ๊ะ มึงแป๊บนะ เมทกูโทรมา เฮียยยยยย ถึงแล้วเหรอ ดีๆ จะได้กลับหอ เจอกันๆ” มันรับสายูไม่กี่คำก่อนจะวางสายแล้วหันมาหา ับ สายตาแบบนี้คือลอยแพกูแน่นอน
“เมทกูกลับมาละ ไม่รบกวนมึงละ กูกลับละนะ ไว้คุยกันวันหลัง” ับ มันบอกว่าสัมผัสพลังงานบางอย่างได้ในห้อง วินาทีต่อมามันทิ้ง ไอ้เชี่ยเอก ยกมือจะคว้าชายเสื้อมัน มันหันมาเห็นยกมือค้างก็เอามือมาแปะ เชี่ยไม่ใช่แบบนี้
“แปะๆ เจอกัน กูไปละ”
ปัง เสียงปิดประตูดังขึ้นพร้อมกับขีดดำสามขีดบนหน้า ซีดไปเลยกู ใจไม่ดีเลย ไล่หาเบอร์คุณสมิททันที จะ 4 ทุ่มแล้ว พี่มึงต้องกลับหอแล้ว เดี๋ยวหอปิด แม้ความจริงแล้วป้าจะเปิด 24 ชั่วโมงก็ตาม
ไม่รับสาย
ไม่รับเลย
แหม่ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย มันไม่มีอะไรสักหน่อย ไอ้เอกแม่มกลัวจนขี้ขึ้นสมองเลยคิดมากไปเองทั้งนั้น ว่าแล้วก็เปิดประตูชะโงกออกไป เหมือนมีคนอาบน้ำอยู่เยอะ เราควรไปอาบตอนมีเพื่อนนี่แหละ จนอาบเสร็จกลับมาห้อง เปิดลำโพงคุณสมิทเล่นเพลงไปเป็นสิบ เปิดไฟนอนบนเตียงตอนกำลังเคลิ้ม จู่ๆด้านบนก็ทำเสียงตึงตัง สะดุ้งตื่นเต็มตา
‘กูได้ยินเสียงตึงตังจากชั้นบนอยู่พักนึง ตอนแรกกูคิดว่าคนที่อยู่ชั้นบนทำ กูเลยเอาไม้กวาดกระทุ้ง’ ประโยคเปิดเรื่องของไอ้เอกเลย ลืมตาโพลงลุกขึ้นนั่งบนเตียง เหลือบมองนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืน ในมือถือโทรศัพท์กดโทรหารูมเมทตัวเอง ขอเหอะ กลับมาเหอะนะ ยอมรับก็ได้กว่ากลัว
ไม่รับสาย
แล้วเสียงเคาะห้องก็ดังขึ้น ใจแม่งเต้นแรงจนน่ากลัว
‘กูจะไปนั่งตีป้อม สักพักนึงมีคนมาเคาะประตูห้องอีก กูนึกว่าเมทแม่มไปอาบน้ำแล้วลืมล๊อคประตูเข้าห้องไม่ได้’
‘สรุปแล้วใวะ’
‘ไม่มีใเลย กูลุกไปเปิดคือโล่ง มองซ้ายขวาคือว่างเปล่า’
อย่างกะภาพฉายซ้ำ -่าเอ้ย ไอ้เอกกกกกกกกก
มองประตูที่ถูกเคาะไม่ขยับ ก่อนเสียงจะเงียบลง ตาเบิกโพลงเพราะลูกบิดไม่ได้ล๊อค ประตูถูกเปิดเข้ามาอย่างง่ายดาย กลิ่นน้ำหอมคุณสมิทลอาก่อนเลย เขาเิเข้ามาในห้องถอดรองเท้าวาง แล้วหันมามองหน้า
“เป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น” เขาเิเข้ามาใกล้เตียง ตัวเกร็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
“ตัวจริงปะวะ” พึมพำออกมา เขายิ้มแล้วยื่นมือมาประคองแก้มไว้ จับแขนเขาไว้ทั้งสองข้าง
“ตัวจริงไหมล่ะ” ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก บนหน้ามีรอ่วงเล็กๆที่ถูกฟันเฉาะด้วย ต้องตัวจริงแล้วล่ะ
“ไอ้เอกคุยอะไรให้ฟัง ทำตัวแปลกๆ” มันว่า
“สุกี้น้ำแต่อย่าให้เล่าเลย จิตตกว่ะ” เอามือคุณเขาออกมาจับไว้หลวมๆ
“นอนด้วยดิ ขอนอนติดผนัง” ว่าส่งสายตาขอความเมตตา
“เอาดิ นอนรอเลย เดี๋ยวกูไปอาบน้ำก่อน” ส่ายหน้า
“ไม่ๆ เดี๋ยวรอ รีบไปอาบแล้วรีบกลับมา” ว่าอย่างนั้น ปล่อือมันแล้วดันมันออกห่างจากเตียงตัวเอง หอบหมอนไปนั่งบนเตียงมัน เตียงเล็กชิบหาย ปกติควรนอนคนเดียว แต่พวกสามารถนอนมันสองคนได้ ยอมรับว่าเบียดขยับได้แค่พลิกซ้ายขวาแต่มันอุ่นใจกว่าเยอะ นั่งมองอีกคนออกจากห้องไป เพลงยังคงถูกเปิดอยู่ แต่กูนอนไม่ลง รอจนเขากลับมานั่นแหละ
“ปิดไฟนะ” ล้มตัวลงนอนก่อน
“อือ”
เสียงสวิตช์ไฟถูกปิด เตียงฝั่งหนึ่งยวบลง คุณสมิทนอนหันหน้ามาทาง หลังชนผนังส่วนตามองอีกคน ตอนที่ตาถูกปรับให้ชินกับแสงถึงเห็นว่าเขาก็มองอยู่เหมือนกัน เขายกมือขึ้นมาปัดปอยที่ปกหน้าออก ส่วนแตะนิ้วลงบนส่วนที่จำได้ว่ากัดลงไปแล้วชักมือออก
“สำนึกผิดหรือไง” เขาถาม
“ไม่อ่ะ สมิททำเราก่อน” มันยิ้ม
“ถ้าทำคุณก่อน คุณก็จะทำแบบเดียวกันเพื่อเอาคืน เป็นแบบนั้นใช่ไหม” แม้ไม่เข้าใจว่าทำไมสมิทูเพราะกับขนาดนั้นแต่ก็พยักหน้าไปแล้ว
“ทุกอย่างที่ทำกับคุณเลยงั้นสิ”
“ทำไม ไม่ได้งั้นดิ”
“ก็มาลองดู” ในน้ำเสียงนั้นดูท้าทาย ก่อนที่เขาจะขยับมาใกล้จนหยุดในระยะที่ได้ยินเสียงลมหายใจของเขา เราใกล้กันขนาดนี้ ได้ไงวะ?
“คุณแน่ใจว่าจะเอาคืนได้ทุกอย่างแน่น่ะเหรอ”
“เอ้า ก็ลองดู๊” ว่า แล้วริมฝีปากเขาก็ประทับลงบนปลายจมูก เปลี่ยนเป็นงับมันเบาๆ หัวใจมันเต้นแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลืมเรื่องไอ้เอกไปเลยด้วยซ้ำ ผีไอ้เอกนำพากูมาถึงจุดนี้
“ก็จะคอยดู” เขาูตอนขยับออกห่างจาก โดยไม่ทันได้คิด สมองไม่ได้ไตร่ตรองว่าควรหรือไม่ ยื่นมือสองข้างออกไปคว้าประคองใบหน้าเขา ชันตัวเองลุกขึ้น ในความมืดสาบานก็ได้ว่าเล็งจมูกจริงๆ มันโด่งจะทิ่มตาอยู่แล้ว แต่ผี-่าซาตานตนไหนไม่รู้บันดล ตอนที่ขยับเข้าไปันถึงกลายเป็นริมฝีปากล่างของเขาได้วะ ไอ้ชิบห๊ายยยยยยยยยย
แล้วผี-่าซาตานตนนั้นก็บันดลให้อีกคนกัดปากคืน ผละออกห่างถอยติดผนัง สมิทกูขอโทษที่ล่วงเกิน
“ทัศนวิสัยไม่ค่อยดีใช่ไหมสอง ไว้าวหน้าเอาใหม่นะ” มันแตะนิ้วลงบนสันจมูก ไม่โกรธว่ะเฮ้ย ไม่โกรธจริงดิ หูย พ่อแม่มเป็นกันเองเว่อร์วัง สกินชิพเกินเบอร์ไปอี๊กกก
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??