เรื่อง น้องเมียเพื่อน NC++

ติดตาม
ตอนที่ 1: แดดร้อนกับเหงื่อไคล
ตอนที่ 1: แดดร้อนกับเหงื่อไคล
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 1: แดดร้อนกับเหงื่อไคล


แสงแดดยามบ่ายสองของกรุงเทพมหานครไม่เคยปรานีใคร มันแผดเผาลงมาราวกับจะต้มทุกสิ่งมีชีวิตในไซต์ก่อสร้างแห่งนี้ให้สุกคาที่


เหงื่อเม็ดโป้งไหลอาบลงมาตามขมับ ลากผ่านแนวกรามคมสัน ก่อนจะหยดติ๋งลงบนท่อนแขนล่ำสันที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปน ผมย่อเข่าลงเล็กน้อย สองมือจับมุมถุงปูนซีเมนต์หนักห้าสิบกิโลกรัมอย่างคุ้นเคย แล้วออกแรงยกมันขึ้นวางพาดบนบ่ากว้าง เสียงลมหายใจหนักหน่วงพ่นออกจากจมูก กล้ามเนื้อหัวไหล่และแผ่นหลังเกร็งแน่นจนสัมผัสได้ถึงการขยับตัวของมัดกล้ามเนื้อใต้ผิวสีแทนกร้านแดด


เสื้อยืดคอกลมสีเทาตัวเก่าที่ใส่มาเปียกชุ่มจนแนบสนิทไปกับแผงอกหนาและลอนหน้าท้องแปดก้อนที่ไม่ได้มาจากการเข้ายิมหรูหรา หากแต่เกิดจากการตรากตรำแบกหามอิฐ หิน ปูน ทราย วันละหลายสิบตันมาตั้งแต่อายุสิบแปดจนถึงตอนนี้ในวัยยี่สิบหก


"ไอ้วิว! มึงพักแดกน้ำก่อนไหมวะ เดี๋ยวก็ฮีทสโตรกแดกตายห่าคาไซต์งานหรอก!"


เสียงตะโกนแหบพร่าดังฝ่าเสียงเครื่องผสมปูนและเสียงตอกเสาเข็มมาจากใต้ร่มสังกะสี เจ้าของเสียงคือ ไอ้คม เพื่อนรุ่นพี่วัยสามสิบต้นๆ ที่ทำงานแบกหามร่วมหัวจมท้ายกับผมมาหลายไซต์งาน คมกำลังนั่งกระดกน้ำแข็งเปล่าจากกระติกพลาสติกสีแดงใบเก่า หน้าตามันแดงก่ำเหมือนกุ้งต้ม เสื้อผ้ามอมแมมไปด้วยฝุ่นทรายสีขาว


ผมแบกถุงปูนถุงที่ยี่สิบของรอบนี้ไปวางซ้อนบนกองพาเลทไม้อย่างมั่นคง ก่อนจะยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลย้อยเข้าตา ลมหายใจยังคงหอบถี่ แต่ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงไม่ได้แสดงความอ่อนล้าเกินกว่าที่ใจจะรับไหว ผมเดินสาวเท้าก้าวยาวๆ เข้าไปหาคมใต้เพิงสังกะสี


"อีกแค่ห้าหกถุงก็หมดคันรถแล้วพี่คม รีบยกให้เสร็จก่อนบ่ายสาม หัวหน้าคนงานจะได้เซ็นปล่อยงวดงานให้พวกเรา" ผมพูดพลางคว้าขันพลาสติกจ้วงตักน้ำเย็นจัดในกระติกขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดขัน ความเย็นแล่นวาบผ่านลำคอแห้งผากลงสู่กระเพาะอาหาร มันให้ความสดชื่นราวกับชุบชีวิตขึ้นมาใหม่


"มึงนี่มันควายถึกสมคำร่ำลือจริงๆ กูยอมใจมึงเลย" คมส่ายหัวพลางมองร่างกายของผมด้วยความทึ่งปนอิจฉา "ดูมึงสิวะ แดดเลียผิวจนเกรียม แต่กล้ามมึงยังแน่นเปรี๊ยะเป็นมัดๆ หน้าตาก็คบได้ ไม่น่ามาจมปลักทำงานกรรมกรแบกปูนกับกูเลย ถ้ามึงไปเป็นเทรนเนอร์หรือเด็กเสิร์ฟบาร์โฮสต์แถวทองหล่อ กูว่ามึงมีเมียรวยเลี้ยงสบายไปทั้งชาติตั้งนานแล้ว"


ผมหัวเราะหึๆ ในลำคอ ขยับคอไปมาเพื่อคลายความเมื่อยล้า "ผมมันคนบ้านนอก ไม่ถนัดประจบสอพลอใครหรอกพี่ ทำงานเอาเหงื่อแลกเงินแบบนี้แหละ สบายใจดี ไม่ต้องติดหนี้บุญคุณใคร"


"เออ มึงมันคนซื่อ... แต่กูจะบอกอะไรให้นะ ผู้หญิงน่ะเขาไม่ได้มองแค่เงินเสมอไปหรอกเว้ย มึงเห็นป้าสายใจแม่ค้าขายข้าวแกงหน้าไซต์งานไหม วันๆ มองแต่มัดกล้ามแขนกับเป้ากางเกงมึงแทบจะกลืนกิน มึงแดกข้าวร้านป้าแกทีไร ป้าแกตักกับข้าวพูนจานแถมไข่ดาวให้สองฟองทุกที กูเห็นแล้วยังหมั่นไส้"


คำหยอกล้อของคมทำให้ผมนึกขำ กางเกงยีนส์ตัวเก่งที่ผมใส่ทำงานมันค่อนข้างเข้ารูป และด้วยสรีระของผมที่มีความเป็นชายกำยำสมบูรณ์แบบ ทั้งส่วนสูงเฉียดร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตร และขนาดช่วงล่างที่ไม่ธรรมดาจนมักจะดันเนื้อผ้าให้เห็นเป็นลำนูนเด่นชัดเวลาเปียกเหงื่อ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลาก้มๆ เงยๆ ทำงาน จะมีสายตาของผู้หญิงแถวนั้นคอยลอบมองอยู่บ่อยครั้ง แต่สำหรับผมในแต่ละวัน สิ่งที่อยู่ในหัวมีเพียงการหาเงินให้พอกินพอใช้ จ่ายค่าเช่าห้องพักรูหนู และเหลือเก็บส่งกลับไปให้ที่บ้านบ้างเท่านั้น


ชีวิตของกรรมกรรับจ้างรายวันในเมืองหลวง มันไม่ได้มีทางเลือกให้เพ้อฝันมากนัก เช้าตื่นตีห้าครึ่ง ขึ้นรถสองแถวอัดแน่นเหมือนปลากระป๋องมายังไซต์ก่อสร้าง แดดออกก็เริ่มลงแรง แดดร่มก็ยังต้องเก็บกวาด กว่าจะได้ล้างเนื้อล้างตัว ค่าแรงขั้นต่ำบวกโอทีวันละไม่กี่ร้อยบาทก็แทบจะหมดไปกับค่าครองชีพที่แพงหูฉี่


"เออจริงสิไอ้วิว" คมตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ "เย็นนี้มึงว่างไหมวะ? ไปกินข้าวห้องกูกัน"


ผมเลิกคิ้วมองมันอย่างสงสัย "มีงานเลี้ยงอะไรเหรอพี่ ปกติเห็นบ่นว่าสิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ"


"กูเพิ่งไปเบิกเงินล่วงหน้าจากเถ้าแก่มาได้สองพันเว้ย!" คมยิ้มกว้างจนเห็นฟันเหลือง "กะว่าจะซื้อเบียร์สักลัง กับแกล้มดีๆ สักสองสามอย่าง แล้วที่สำคัญ วันนี้เมียกูมันชวนน้องสาวมันที่เพิ่งมาจากต่างจังหวัดมาพักที่ห้องด้วย เมียกูกับน้องมันกำลังเข้าครัวทำต้มแซ่บเนื้อลายกับลาบเป็ดรสเด็ดรออยู่ มึงไปช่วยกูกินหน่อย อยู่ห้องคนเดียวมึงก็คงต้มบะหมี่สำเร็จรูปกินอีกตามเคยล่ะสิ"


น้องสาวของเมียคม...


ผมนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง จำได้เลาๆ ว่าคมเคยเล่าให้ฟังว่าเมียของมันมีน้องสาวคนละพ่อคนหนึ่ง เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้วอยากเข้ามาหางานทำในเมืองกรุง แต่ผมก็ไม่เคยซักไซ้รายละเอียดอะไรมากไปกว่านั้น


"จะดีเหรอพี่ ผมไปรบกวนครอบครัวพี่หรือเปล่า อีกอย่างน้องเมียพี่เขาจะอึดอัดไหมที่มีคนนอกไปนั่งกินเหล้า" ผมถามด้วยความเกรงใจ เพราะรู้ดีว่าห้องเช่าของคนงานแถวนี้มันไม่ได้กว้างขวางอะไรเลย เป็นแค่ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่กั้นห้องน้ำในตัวเท่านั้น


"รบกวน-่าอะไร มึงเป็นน้องรักกู กินอยู่ด้วยกันมาเป็นปีๆ อีกอย่างน้องเมียกูมันก็เป็นเด็กบ้านนอกเหมือนพวกเรานี่แหละ นิสัยง่ายๆ ไม่เรื่องมากหรอก ไปเถอะน่า ถือว่าไปคลายเครียด หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ปูนมาทั้งอาทิตย์แล้ว ไม่คิดจะเปิดหูเปิดตาบ้างหรือไงวะ" คมเอื้อมมือมาตบไหล่ผมดังปักๆ เป็นการมัดมือชก


เมื่อเห็นความจริงใจของเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ ผมจึงพยักหน้าตกลง "เอาสิพี่ แต่เดี๋ยวผมช่วยออกค่าเบียร์คนละครึ่งนะ"


"ไม่ต้องเลยมึง วันนี้กูเป็นเจ้ามือ มึงรีบไปช่วยกูยกปูนอีกห้าถุงที่เหลือให้เสร็จเหอะ จะได้ไปล้างเนื้อล้างตัวกลับบ้านกันสักที!"


บ่ายแก่ๆ เวลาประมาณสี่โมงครึ่ง งานแบกหามและเทคอนกรีตเสร็จสิ้นลงตามเป้าหมาย หัวหน้าคุมงานเดินมาตรวจงานพร้อมกับเซ็นใบส่งมอบงานประจำวัน ผมกับคมเดินไปที่ก๊อกน้ำหลังแคมป์คนงาน เปิดน้ำประปาที่อุ่นจัดเพราะตากแดดมาทั้งวันล้างคราบฝุ่นปูนและเหงื่อไคลออกจากตัว


ผมถอดเสื้อยืดสีเทาที่ชุ่มเหงื่อออก บิดน้ำเหงื่อทิ้งลงพื้นดินจนเกิดเสียงดังเปาะแปะ ร่างกายช่วงบนเปลือยเปล่าท้าทายสายลมโชยชาย แสงแดดสีส้มยามเย็นทอดเงาพาดยาวบนแผ่นหลังบึกบึนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามรูปตัววี (V-taper) คมยืนมองผมสระผมด้วยสบู่ก้อนแล้วอดสัพยอกไม่ได้อีกระลอก


"กูล่ะสงสัยจริงๆ ว่ามึงกินอะไรเป็นอาหารวะไอ้วิว ตัวก็ใหญ่ กล้ามก็แน่น กูแดกเหล้ากับมึงมาเป็นปียังลงพุงเอาๆ แต่มึงนี่แน่นเปรี๊ยะไปทั้งตัว"


"ผมกินข้าวเยอะมั้งพี่ วันๆ แบกปูนเป็นร้อยถุงมันก็เบิร์นหมดแล้ว" ผมตอบพลางลูบหน้าลูบตา สะบัดหยดน้ำออกจากเส้นผมสั้นเกรียนสีดำขลับ


หลังจากล้างตัวจนสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเสื้อยืดสีขาวเรียบๆ กับกางเกงยีนส์ขายาวสะอาดสะอ้านที่พกมาในเป้ ผมกับคมก็เดินเท้าออกจากไซต์ก่อสร้าง เดินลัดเลาะผ่านซอยแคบๆ ที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนและร้านค้าแผงลอย กลิ่นควันจากเตาปิ้งไก่และกลิ่นท่อระบายน้ำปะปนกันตามวิถีชีวิตชุมชนแออัดใจกลางเมือง


คมแวะร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย ซื้อเบียร์กระป๋องมาหนึ่งถาดใหญ่ พร้อมน้ำแข็งและขนมขบเคี้ยวอีกสองสามถุง โดยไม่ยอมให้ผมควักเงินจ่ายแม้แต่บาทเดียว


"บอกแล้วไงว่าวันนี้กูเลี้ยง มึงมีหน้าที่แดกให้เมาอย่างเดียวพอ" คมยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี


เราเดินเลี้ยวเข้าสู่ซอยตันลึกเข้าไปอีกประมาณสองร้อยเมตร ที่นั่นเป็นตึกแถวไม้สองชั้นเก่าๆ ที่ถูกดัดแปลงเป็นห้องเช่ารายเดือน สภาพทรุดโทรมตามกาลเวลา บันไดไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ก้าวเหยียบ กลิ่นอับชื้นของไม้เก่าลอยแตะจมูก คมเดินนำผมขึ้นมายังชั้นสอง ตรงไปยังห้องริมสุดทางเดิน


"ถึงแล้วเว้ย ห้องกูเอง รกหน่อยนะมึง อย่าถือสาคนจน" คมพูดติดตลกพลางเคาะประตูห้องสองสามที "เปิ้ล! เปิดประตูหน่อย กูพาไอ้วิวมันมาด้วย!"


เปิ้ลคือชื่อเมียของคม ซึ่งผมเคยเจอหน้าอยู่สองสามครั้งเวลาเธอเอาข้าวกล่องมาส่งให้คมที่ไซต์งาน เธอเป็นผู้หญิงร่างท้วม อารมณ์ดี และพูดจาเสียงดังแบบคนจริงใจ


ทว่า... สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับไม่เป็นไปอย่างที่ผมคิด


เสียงฝีเท้าเบาๆ ก้าวเข้ามาใกล้ประตูจากด้านใน ไม่ใช่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของพี่เปิ้ล ลูกบิดประตูดัง "กริ๊ก" ก่อนที่บานประตูไม้อัดจะค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ


กลิ่นแรกที่ลอยมากระทบนาสิกประสาทของผม ไม่ใช่กลิ่นต้มแซ่บหรือกลิ่นกับข้าวฉุนจัดในครัว... แต่เป็นกลิ่นหอมละมุนของแป้งเด็กผสมกลิ่นสบู่อาบน้ำกลิ่นดอกไม้อ่อนๆ ที่เพิ่งผ่านการชำระล้างมาสดๆ ร้อนๆ


สายตาของผมเลื่อนมองผ่านช่องประตูที่เปิดกว้างขึ้น...


ตรงหน้าของผม ไม่ใช่พี่เปิ้ล... แต่เป็นร่างระหงของหญิงสาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตู


เธอดูอ่อนวัย น่าจะอายุราวๆ ยี่สิบเอ็ดหรือยี่สิบสองปีเท่านั้น ผิวพรรณของเธอขาวเนียนละเอียดสะดุดตา ต่างจากคนงานหรือแม่ค้าแถวนี้อย่างสิ้นเชิง ใบหน้าเรียวรูปไข่ปราศจากเครื่องสำอาง ปากนิดจมูกหน่อย ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อเป็นธรรมชาติดูฉ่ำวาว ผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มยังเปียกชื้นเล็กน้อยจากการสระ ปล่อยทิ้งตัวล้อมกรอบใบหน้าหวานหยด


และสิ่งที่ทำให้หัวใจของผมกระตุกวูบอย่างรุนแรง คือชุดที่เธอสวมใส่...


เธอสวมเพียงเสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีชมพูบางเบา ตัวเสื้อค่อนข้างสั้นจนมองเห็นเอวคอดกิ่วและหน้าท้องเนียนแบนราบ รอยเว้าของคอเสื้อที่คว้านลึกเผยให้เห็นเนินอกขาวจั๊วะสองข้างที่อวบอิ่มเกินตัว ดันเนื้อผ้าออกมาเป็นทรงเด่นชัดโดยไร้รอยตะเข็บของเสื้อชั้นใน ลำคอระหงยาวสวยมีหยดน้ำเม็ดเล็กๆ เกาะพราว ส่วนท่อนล่างเป็นเพียงกางเกงขาสั้นผ้าบางสีซีดที่สั้นเสมอต้นขา อวดเรียวขาขาวผ่องไร้ที่ติตั้งแต่สะโพกผายลงมาจนถึงข้อเท้า


ดวงตากลมโตเป็นประกายคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจเมื่อเห็นผมยืนอยู่ข้างคม สายตาของเธอเลื่อนจากใบหน้าคมเข้มของผม ไล่ลงมามองแผงอกกว้างที่ดันเสื้อยืดสีขาวจนตึงแน่น และสะดุดนิ่งอยู่ที่ช่วงเอวสอบและลำตัวที่กำยำของผมอย่างไม่อาจละสายตาได้


บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ เสียงลมหายใจของผมหนักหน่วงขึ้นมาในเสี้ยววินาที ราวกับเลือดในกายที่เพิ่งเย็นลงจากน้ำอาบเมื่อครู่ ถูกจุดชนวนให้เดือดพล่านขึ้นมาใหม่อย่างกะทันหัน


"อ้าว... น้ำผึ้ง พี่เปิ้ลไปไหนล่ะเนี่ย?" คมส่งเสียงทักขึ้น ทำลายความเงียบงัน


หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นเลื่อนกลับมาสบตากับผมอีกครั้ง ประกายความตื่นเต้นและประหม่าฉายชัดอยู่ในแววตา คิ้วเรียวขมวดน้อยๆ ริมฝีปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเบาด้วยน้ำเสียงหวานใสที่ทำให้ปลายประสาทของผมสั่นสะท้าน...

ตอนต่อไป
ตอนที่ 2: ข้าวเย็นห้องเพื่อน

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา