เรื่อง น้องเมียเพื่อน NC++
ตอนที่ 50: กระท่อมกลางหุบเขา
ลมหนาวบนเทือกเขายามเช้ามืดพัดกรูเข้ามาบาดลึกถึงกระดูก ละอองหมอกสีขาวลอยอวลปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาจนมองเห็นได้ไม่เกินระยะสิบเมตร เสียงใบไม้แห้งกรอบแกรบดังก้องตามจังหวะก้าวเดินของพวกเราทั้งสามคนที่ก้าวลัดเลาะไปตามแนวตลิ่งของลำธารน้ำตกหินปูน น้ำผึ้งเหนื่อยล้าจนแทบจะก้าวขาไม่ออก สองแขนเล็กของเธอเกาะท่อนแขนล่ำสันของผมไว้แน่น ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านเป็นระยะตามแรงลม
หลังจากเดินบุกป่าฝ่าดงมาเกือบสองกิโลเมตร แสงสลัวสีเงินยวงยามรุ่งอรุณก็เริ่มส่องลอดผ่านยอดไม้ลงมา เผยให้เห็นโครงสร้างไม้ไผ่เก่าแก่หลังหนึ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่บนลานดินริมคุ้งน้ำ
"เฮ้ย! วิว มึงดูตรงนั้นดิ!"
คมหยุดชะงัก ชี้มือที่สั่นเทาไปยังกระท่อมไม้ไผ่ยกพื้นสูงหลังคามุงจากที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไทรใหญ่ มันเป็นกระท่อมพักชั่วคราวของชาวบ้านหาของป่าหรือพรานดักสัตว์ที่ถูกทิ้งร้างไว้ สภาพยังดูแข็งแรงและมิดชิดพอที่จะใช้เป็นที่กำบังลมหนาวและหลบซ่อนตัวจากสายตาของพวกคนร้ายได้เป็นอย่างดี
"ไปสำรวจดูก่อนคม ระวังตัวด้วย"
ผมกระซิบเตือน ชักปืนพกสั้นของเสี่ยอิทธิออกมาถือกระชับไว้ในมืออย่างระมัดระวัง ค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไม้ไผ่สามขั้นขึ้นไปบนชานระเบียง ผลักบานประตูไม้ไผ่สานที่แง้มอยู่เข้าไปตรวจดูความเรียบร้อย ภายในมีแคร่ไม้ไผ่ปูด้วยฟางแห้งเก่า มีเตาหินโบราณสำหรับก่อไฟผิง และไม่มีร่องรอยของสัตว์มีพิษหรือสิ่งอันตรายใดๆ
"ปลอดภัยแล้ว เข้ามาข้างในกันก่อนเถอะ" ผมหันไปกวักมือเรียกคมกับน้ำผึ้ง
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู น้ำผึ้งก็ทรุดฮวบลงนั่งพับเพียบลงบนแคร่ไม้ไผ่อย่างหมดเรี่ยวแรง ริมฝีปากอิ่มสีชมพูสั่นระริกจนซีดขาว ใบหน้าหวานเปื้อนคราบเขม่าควันและหยาดเหงื่อ ผมรีบถอดเป้ลง วางซองเงินสองแสนไว้ข้างตัว แล้วหยิบกล่องเครื่องมือช่างของคมออกมา
"คม มึงช่วยกูหากิ่งไม้แห้งรอบกระท่อมมาหน่อย เดี๋ยวต้องรีบก่อไฟก่อนที่น้ำผึ้งจะช็อกเพราะความหนาว"
"ได้เลยมึง รอเดี๋ยวนึง" คมรีบกุลีกุจอเดินลงไปเก็บเศษกิ่งไม้แห้งและกาบมะพร้าวมาได้กองใหญ่
ผมใช้ไฟแช็กในกระเป๋าจุดไฟลงบนเศษหญ้าแห้ง เปลวไฟสีส้มค่อยๆ ลุกโชนขึ้นมาในเตาหิน ควันไฟลอยเอื่อยๆ ออกทางช่องระบายควันบนหลังคาจาก ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาเริ่มขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมห้องแคบๆ น้ำผึ้งค่อยๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้กองไฟ ยื่นมือน้อยที่ซีดขาวไปผิงไฟด้วยความโล่งใจ
ผมหยิบขวดน้ำดื่มที่คมพกมา ส่งให้น้ำผึ้งจิบช้าๆ เธอค่อยๆ ดื่มน้ำลงคอ สีหน้าเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาทีละน้อย
"ขอบคุณมากนะคะพี่วิว... ขอบคุณพี่คมด้วยนะคะ" เธอสบตาผมกับพี่เขยด้วยความซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง
ไอ้คมนั่งลงบนขอบแคร่ไม้ไผ่ฝั่งตรงข้าม มันมองหน้าน้ำผึ้ง สลับกับมองหน้าผมที่นั่งเคียงข้างเธอ แววตาของเพื่อนรักที่เคยเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและถือทิฐิ บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิด ความละอายใจ และความเจ็บปวดที่ตกผลึกเป็นบทเรียนราคาแพง
คมสูดลมหายใจเข้าลึก ก้มหน้าลงมองมือที่เต็มไปด้วยแผลถลอกของตัวเอง ก่อนจะเค้นเสียงแหบพร่าเอ่ยออกมา:
"วิว... กูมีเรื่องอยากคุยกับมึงตรงๆ สักครั้งวะ"
ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับมัน "ว่ามาสิคม เรื่องอะไร?"
คมเงยหน้าขึ้นมา แววตาของมันแดงก่ำ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าตาอีกครั้ง
"กูขอโทษมึงจริงๆ วะเพื่อน... เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมด กูมันใจร้อน กูมันเห็นแก่ตัว... ตอนที่กูรู้เรื่องมึงกับน้ำผึ้ง กูโกรธจนหน้ามืดตามัว คิดแต่ว่ามึงหักหลังกู มึงเอาเปรียบน้องเมียกู... กูถึงได้หยิบท่อนเหล็กจะตีมึงให้ตายวันนั้น"
คมยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่แก้มบวมช้ำของมันเบาๆ
"แต่วันนี้... ตอนที่ครอบครัวกูตกนรก ตอนที่น้ำผึ้งกำลังจะโดนฉุดไปเป็นกะห-ี่ขัดดอก คนที่ยอมทิ้งทุกอย่าง ยอมเสี่ยงตายบุกเข้าไปในดงปืน ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยน้ำผึ้ง... มันไม่ใช่น้าชาติ ไม่ใช่เถ้าแก่คนไหน... แต่มันคือมึงคนเดียวเท่านั้นไอ้วิว!"
น้ำผึ้งนั่งฟังทั้งน้ำตา เธอเอื้อมมือไปแตะแขนพี่เขยเบาๆ "พี่คม..."
"มึงไม่ต้องพูดอะไรหรอกน้ำผึ้ง... พี่รู้แล้ว" คมหันมายิ้มเศร้าๆ ให้น้องเมีย "พี่เห็นสายตาที่มึงมองไอ้วิว... และพี่ก็เห็นการกระทำที่ไอ้วิวมันทำเพื่อมึงในคืนนี้... ลูกผู้ชายที่ยอมแลกชีวิตเพื่อผู้หญิงคนหนึ่งได้ขนาดนี้ ถ้ากูยังจะขัดขวางพวกมึงอีก กูคงเป็นไอ้เพื่อนที่ชาติชั่วและโง่เง่าที่สุดในโลกแล้ว!"
คมหันกลับมาสบตากับผมอย่างจริงจัง แววตาของมันเปิดเผยและยอมรับอย่างหมดหัวใจ
"วิว... กูยกโทษให้มึงทุกอย่าง และกูขอถอนคำพูดที่กูเคยบอกว่าจะตัดเพื่อนกับมึง... มึงเป็นเพื่อนตายของกูเสมอ และต่อจากนี้ไป... น้ำผึ้งเป็นของมึง กูขอฝากมึงช่วยดูแลน้องมันแทนกูกับพี่เปิ้ลด้วยนะมึง"
คำประกาศของคมทำให้บรรยากาศในกระท่อมไม้ไผ่อบอวลไปด้วยความซาบซึ้งใจ น้ำผึ้งโผเข้ากอดแขนของผมไว้แน่น ซุกหน้าลงกับไหล่กว้าง ร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจที่ความรักของพวกเราได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงจากคนในครอบครัว
ผมยื่นมือขวาออกไป คมก็ยื่นมือขวาของมันเข้ามากุมมือผมไว้แน่น สองมือของกรรมกรที่ผ่านงานหนักบีบประสานกันอย่างหนักแน่น เป็นสัญลักษณ์ของการคืนดีและมิตรภาพลูกผู้ชายที่จะคงอยู่ตลอดไป
"ขอบใจมากนะไอ้คม... กูสัญญาว่าจะดูแลน้ำผึ้งให้ดีที่สุดเท่าที่ชีวิตกูจะมี" ผมเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
คมพยักหน้ารับอย่างพอใจ มันค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน คว้าแจ็กเก็ตยีนส์ตัวเก่าขึ้นมาสวมทับ
"เอาล่ะ... พวกมึงสองคนพักผ่อนอยู่ข้างในนี้เถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ ทั้งคืน เดี๋ยวคืนนี้กูจะออกไปนอนเฝ้าเวรยามที่ชานระเบียงด้านนอกเอง มีอะไรผิดปกติกูจะได้ส่งสัญญาณทัน"
คมเดินตรงไปที่ประตู เตรียมจะก้าวออกไป ทว่าก่อนที่มันจะก้าวพ้นธรณีประตู มันก็ชะงักฝีเท้าลง หันกลับมามองหน้าผมด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและมืดมนอย่างกะทันหัน
"แต่วิว... มีเรื่องหนึ่งที่กูต้องเตือนมึงไว้ให้ดี" คมกดเสียงต่ำลงจนแทบเป็นเสียงกระซิบ
"เรื่องอะไรเหรอคม?" ผมขมวดคิ้วถาม
แววตาของคมฉายแววหวาดผวาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมันเอ่ยประโยคต่อมา:
"หนี้สินของพี่เปิ้ลกับไอ้เสี่ยอิทธิ... มันยังไม่จบนะมึง... ไอ้เสี่ยอิทธิมันไม่ใช่แค่นักเลงคุมบ่อนธรรมดา แต่มันมีลูกน้องมือปืนรับจ้างเป็นสิบๆ คน มีเครือข่ายอิทธิพลมืดโยงใยไปถึงนักการเมืองท้องถิ่นและพวกคนมีสีในกรุงเทพฯ... การที่มึงไปต่อยมันสลบ ชิงตัวน้ำผึ้งออกมา แถมยังพังบ่อนมันแบบนี้... ถ้าพวกเรากลับเข้ากรุงเทพฯ หรือกลับไปเหยียบที่ไซต์งานเดิม... กูรับประกันได้เลยว่า ไอ้เสี่ยอิทธิต้องส่งมือปืนตามล่าเช็คบิลพวกเราทุกคนจนถึงที่สุดแน่นอน!"
คำเตือนของคมทิ้งรอยแผลลึกไว้ในความเงียบงันของกระท่อมไม้ไผ่ บานประตูสานค่อยๆ ถูกดึงปิดลง ทิ้งให้ผมกับน้ำผึ้งนั่งอยู่เคียงข้างกองไฟที่เริ่มมอดลงเหลือเพียงขี้เถ้าสีแดงส้ม ลมหนาวที่ลอดผ่านช่องฝาขัดแตะพัดเข้ามาจนปลายเปลวไฟวูบวาบ
หนี้สินสามแสนบาท... เงินจำนวนมหาศาลที่เปรียบเสมือนโซ่ตรวนเหล็กหนาที่ล่ามคอพวกเราไว้ แม้ในกระเป๋าเป้ของผมจะมีเงินสดสองแสนบาทที่กวางให้ยืมมา แต่นั่นก็เป็นเงินของโครงการรีสอร์ตที่ผมต้องนำไปคืน และต่อให้ยอมสละเงินก้อนนี้จ่ายให้ไอ้เสี่ยอิทธิ มันก็ยังไม่พอชดใช้หนี้ทั้งหมดอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ความแค้นที่ผมไปหักหน้าเสี่ยบ่อน พังทลายอาณาจักรและแย่งชิงเหยื่ออันโอชะของมันออกมาอย่างอุกอาจ ย่อมไม่อาจลบล้างได้ด้วยเศษเงินเพียงไม่กี่แสนแน่นอน
"พี่วิวคะ... ฮือ... หนูเป็นตัวซวยแท้ๆ เลย..."
น้ำผึ้งสะอื้นไห้ออกมาเบาๆ ร่างกายบอบบางสั่นสะท้าน เธอซุกหน้าลงกับหัวเข่าของตัวเอง ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินอาบสองแก้มเนียน "เพราะหนูคนเดียว... ทำให้พี่วิวต้องเดือดร้อน ทำให้พี่คมต้องเจ็บตัว... ถ้าไม่มีหนูสักคน ทุกคนก็คงไม่ต้องมาลำบากหนีหัวซุกหัวซุนแบบนี้..."
ความเวทนาและความรักอันลึกซึ้งบีบคั้นหัวใจของผมจนแทบแหลกสลาย ผมขยับตัวเข้าไปโอบกอดร่างบางของเธอไว้แน่น ดึงเธอเข้ามาซุกแนบแผงอกล่ำสัน สองมือลูบไล้แผ่นหลังที่สั่นเทาอย่างอ่อนโยน
"อย่าพูดแบบนั้นอีกนะผึ้ง..." ผมกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเด็ดเดี่ยว "ผึ้งไม่ใช่ตัวซวย... ผึ้งคือแก้วตาดวงใจของพี่ ถ้าให้พี่ย้อนเวลากลับไปได้ ต่อให้ต้องบุกเข้าไปในดงปืนอีกร้อยครั้ง พี่ก็จะทำเพื่อช่วยผึ้งออกมาเหมือนเดิม!"
น้ำผึ้งเงยหน้าขึ้นมองผม แววตาคู่สวยที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม แววตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความภักดี และความซาบซึ้งใจจนไม่อาจหาถ้อยคำใดมาเปรียบเปรยได้ เธอยกมือเล็กๆ ที่เปียกชื้นขึ้นลูบไล้ไปตามสันกรามและรอยฟกช้ำบนใบหน้าของผมอย่างทะนุถนอม
"พี่วิวดีกับหนูเหลือเกิน... ชาตินี้หนูคงตอบแทนบุญคุณพี่วิวไม่หมด..." เธอพึมพำเสียงพร่า
"พี่ไม่ต้องการให้ผึ้งตอบแทนบุญคุณอะไรทั้งนั้น... พี่ต้องการแค่ให้ผึ้งปลอดภัย และอยู่เคียงข้างพี่ตลอดไปก็พอแล้ว"
ภายนอกกระท่อม เสียงสายฝนระลอกใหม่เริ่มโปรยปรายลงมาบนยอดดอย เม็ดฝนกระทบใบไม้และหลังคาจากดังซ่าๆ ท่ามกลางความมืดมิดและภัยคุกคามที่ยังคงตามหลอกหลอน ทว่าภายในกระท่อมไม้ไผ่หลังนี้... ไออุ่นจากกองไฟและอ้อมกอดที่แนบชิด กำลังจะหลอมรวมหัวใจของพวกเราสองคนให้กลายเป็นหนึ่งเดียวในค่ำคืนที่แสนยาวนานนี้!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??