เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )
ตอนที่ 2 ห้าภารกิจ ( rewrite )
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  

ตอน 2 .. ห้าภารกิจ 



“ เจ้าอยากตายหรือ อยากกู้ชื่อเสียงเจ้าคืนหนุ่มน้อยผู้โชคร้าย “


เสียงนี้จะว่าได้ยินก็ได้ยิน จะว่าไม่ได้ยินก็ไม่ได้ยิน เสียงนี้ดังขึ้นมาใน สำนึกของเด็กหนุ่ม


“ ว่าอย่างไร เจ้าอยากตายจริง ๆ แล้วชื่อเสียงเจ้าจะคงอยู่ในฐานะ เนรคุณสังหารอาจารย์ ใช่หรือไม่ ” พอสิ้นเสียงนั้น ก็ปรากฏร่างของชายชราผู้หนึ่งหน้าตาอ่อนโยน แฝงด้วยความกดดัน เฒ่าผู้นี้หลับตาไม่ลืมตาตนเองขึ้นมา ที่คางมีเครายาวสีขาว เหมือนนักพรต


“ ท่านเป็นใคร ” ด้วยสัญชาตญาณเด็กหนุ่มจึงถามไปเช่นนั้น “ เหตุในข้ายังไม่ตาย ” ชายหนุ่มใช้จิตของตนเองตรวจสอบระดับฝีมือของชายชรา แต่ตรวจสอบไม่ได้ พลันคิดในใจ ‘ ฝีมือระดับข้าไม่สามารถตรวจสอบได้ ผู้นี้เป็นตัวตนระดับไหนกัน ’



นักพรตเครายาวกล่าว “ เจ้าตายแล้วหนุ่มน้อยผู้โชคร้าย ” ดวงตาที่หลับอยู่ของนักพรตเฒ่าเหมือนกำลังลืมตาอยู่ แล้วมองมาที่ชายหนุ่ม ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนโดนแก้ผ้าอยู่ ไม่มีอะไรปกปิดตนเองจากชายผู้นี้ได้

 

“ เหตุใดตายแล้วข้าจึงสามารถมาพูดคุยกับท่านได้ แล้วเหตุใดดวงจิตข้าถึงยังไม่สลายไป ” ชายหนุ่มจ้องไปที่ดวงตาที่ปิดคู่นั้นแล้วถามต่อว่า “ ที่นี่ที่ไหน ? ” ชายหนุ่มสับสนดวงจิตของชายหนุ่มบินวนไปมาเป็นวงกลม

 

ชายชราพอเห็นเด็กหนุ่มถามจึงตอบกลับไปว่า “ เจ้าตายแล้ว แต่ดวงจิตเจ้าก่อนที่จะโดนวิชาสืบค้นวิญญาณ ข้าก็ไปชิงมันมาได้ก่อน ส่วนที่นี่คือโลกวิญญาณของข้า จิตเจ้าจึงยังไม่สลายหายไป ส่วนข้าเป็นใครนั้น ข้าบอกยังบอกเจ้าไม่ได้ ” ชายชราเห็นเด็กหนุ่มบินวนไปมาในโลกวิญญาณของตนก็อมยิ้มอยู่มุมปาก ก่อนจะถามตอบไปว่า “ นั้นคงไม่ใช่ที่เจ้าอยากรู้จริง ๆ หรอกใช่หรือไม่ ? , ที่เจ้าอยากรู้จริง ๆ ว่าทำไมข้าถึงช่วยเจ้าใช่หรือไม่ ซีว่าง ”

 

พอได้ยินนักพรตเฒ่าตอบกลับมา ซีว่างจึงหยุดบินแล้ว มองไปที่ชายชราผู้นั้น คิดในใจ ‘ หรือว่าตาเฒ่าผู้นี้สามารถอ่านใจข้าได้ ? ’

 

 “ ใช่ข้าอ่านใจเจ้าได้ ” พอได้ยินคำตอบชายหนุ่มจึงคิดต่อในใจตามสันชาตยาน ‘ ดีนะที่ข้ายังไม่ได้คิดอะไรที่ไม่ดีเกี่ยวกับตาเฒ่าเครายาวนี่ ’

 

“ ตาเฒ่าผู้นี้ ใช่ได้บอกไปแล้วหรือไม่ ว่าข้าอ่านใจเจ้าได้ ” พอได้ยินนักพรตเฒ่าตอบกลับมา ชายหนุ่มพันธ์เกิดอาการเหงื่อตกขึ้นมา

 

ชายหนุ่มก็ได้ถามตอบไปว่า “ แล้วท่านตอบข้าได้ไหมเหตุใดถึงช่วยข้าไว้ , แต่จะว่าช่วยก็ไม่ถูกเพราะตอนนี้ข้าตายแล้ว แล้วต่อให้อยู่ในโลกวิญญาณของท่าน ข้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี ” ชายหนุ่มสงสัยในข้อนี้มากที่สุด ‘ ข้าตายแล้วตาเฒ่านี้จะได้ประโยชน์อะไรจากดวงจิตข้า ตาเฒ่านี่คงไม่ใช่พวกวิปริตกินดวงวิญญาณผู้อื่นเป็นของหวานหรอกนะ ...

 

‘ เฒ่านี่อ่านใจได้ ’ พอชายหนุ่มจำได้ก็จ้องกลับไปที่นักพรตเฒ่าทำให้รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมา

 

นักพรตเฒ่ายิ้มออกมาแล้วตอบกลับว่า “ ข้าไม่ใช่พวกแบบที่เจ้ากล่าวมาหรอก , ส่วนข้าช่วยเจ้าทำไมนั้นเจ้าตอบข้ามาก่อนเถิดว่า เจ้าอยากจะมีโอกาสได้แก้ตัวอีกครั้งไหม ”

 

พอได้ยินดังนั้น ซีว่างพลันคิดหนัก ‘ ถ้าข้าเกิดกลับไปหลังจากที่ข้าระเบิดลมปราณไปแล้ว เจ้าพวกนั้นก็อาจะคิดว่าข้าเป็นคน เผ่าปีศาจก็เป็นได้…  , แต่ถ้าข้าไม่กลับไป ความผิดที่ข้าไม่ได้ก่อนั้นจะกลายเป็นนิทานหลอกเด็กให้กลัวไปอีกช้านาน ’

 

นักพรตเฒ่ายิ้มมุมปากอีกทีแล้วกล่าวกับเด็กหนุ่มว่า “ เจ้ามีเหตุใดให้คิดมาก แค่กลับไปกอบกู้ชื่อเสียงของเจ้า เพื่อไม่ให้เป็นที่ติฉินนินทา แล้วยังรู้ด้วยว่าใครคือผู้ที่สังหารอาจารย์ของเจ้า แถมเจ้าก็ยังไม่เคยแต่งงาน ยังเป็นบุรุษที่เป็นพรหมจรรย์ ช่างเสียชาติชายจริงแท้ ” ชายชราพูดจบพลันปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก

 

พอชายหนุ่มได้ยิงดังนั้น เกิดอาการอายหน้าแดงขึ้นมาทันใด จริงอยู่ที่ชายหนุ่มมีคนรักของตนเอง แต่เนื่องจากฝ่ายหญิงคือ หญิงงามแห่งเมืองที่ตนอยู่ แถมด้วยมีศักดินาเป็นหลานสายคนเดียวของ อาจารย์ตน อีกด้วยพ่อของนางคือ ตาแก่ ผู้ที่มือหนักใช้ได้ ตนจึงต้องอยู่ในกรอบของตนเอง

 

ชายหนุ่มพอเริ่มเก็บอาการของตนเองได้อีกครั้งจึงถามตอบไปว่า “ แล้วท่านจะได้อะไรจากการที่ท่านช่วยข้า ” ชายหนุ่มได้ถามคำถามเดิมกลับไปอีกครั้ง

 

ชายชราตอบกลับชายหนุ่มไปว่า “ ข้ามีสิ่งที่ต้องการให้เจ้าทำให้ข้า 5 อย่าง ” ชายชราหุบยิ้มแล้วหันหน้าไปทางที่ชายหนุ่มอยู่ เอามือลูบเคราตนเองแล้วกล่าวต่อว่า “ เป็นสิ่งง่าย ๆ ที่เจ้าทำได้ แต่ข้าทำไม่ได้ ”

 

ชายหนุ่มได้ยินจึงเกิดอาการสงสัย กล่าวตอบไปว่า “ ท่านถึงขั้นสามารถมีโลกวิญญาณเป็นของตนเอง สามารถนำดวงจิตข้ามาที่นี่ แถมยังเสนอให้ข้ามีโอกาสกลับไปแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วยังจะมีสิ่งใดที่ท่านไม่สามารถทำได้อีกหรอกมั้ง ”


เมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มกล่าวมา นักพรตเฒ่าจึงกล่าวตอบไปว่า “ สิ่งที่จะให้เจ้าช่วย เป็นสิ่งที่ข้าพยายามมาหลายครั้งหลายคราแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ ข้าจึงต้องขอให้เจ้าช่วยข้าในเรื่องนี้ ”

 

“ เรื่องใด ” เด็กหนุ่มถามกลับไป

 

เมื่อได้ยินดังนั้นชายชราก็ได้พลันหยุดมือที่ลูบเคราตนเองแล้วลืมตาขึ้นมา ในตาของชายผู้นี้ไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป ซีว่างจ้องมองไปที่ดวงตาของชายชรา ทำให้รู้สึกเหมือน มันสามารถดูดเขาเข้าไปได้ เหมือนหลุมลึกที่ไม่มีก้น ไม่มีในตาดำแต่แทนที่ด้วยตาสีสว่างเหมือนท้องฟ้าในยามเช้าตรู่

 

หลังจากนั้นก็เกิดแสงจากมือขวาของชายชรา เกิดมีดวงจิตที่คล้าย ๆ ของซีว่าง แต่ใหญ่กว่ามาก แต่ดวงจิตนั้นเหมือนจะหลับอยู่

 

ชายชรากล่าว “ นี่คือลูกสาวข้า หยาง น่า ” ชายชรามองไปที่ดวงจิตของบุตรสาวตนเองด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยวาจากล่าวต่อชายหนุ่ม “ สอนนางให้รู้จักความเมตตาต่อ สรรพชีวิต นี่คือ ภารกิจอย่างแรกที่ข้ามอบให้แก่เจ้า ”

 

ชายหนุ่มยังไม่หายอึ้งจากสิ่งที่พบตรงหน้าพลัน ได้ยินสิ่งที่ชายชรากล่าว จึงกลืนน้ำลายตนเองลงไป ดัง ‘ อึก ’ ก่อนจะกล่าวตอบไปว่า “ เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าข้าจะใช้เป็นข้ออ้างต่อท่านหรอกนะ แต่ท่านเองก็รู้ข้ายังไม่เคยมีภรรยา ไม่มีบุตรหรือบุตรีของตนเอง แล้วข้าจักสอนนางได้อย่างไร ” ชายหนุ่มมองไปที่ หยางน่า สลับกับมองไปที่ชายชราไปมา

 

“ เจ้าทำได้ หนุ่มน้อยผู้โชคร้าย ” ได้ยินดังนั้นพลันทำให้ชายหนุ่มคิดในใจ ‘ ลูกท่าน ท่านยังสอนไม่ได้ แล้วข้าจะสอนลูกท่านได้อย่างไร ’ ชายหนุ่มนึกขึ้นได้ว่าผู้นั้นอ่านใจได้พลันคิดแต่ชื่นชมชายชรามากมายในหัว 
‘ ทุกคนมีหน้าที่ของตนเองใครจะมีเวลาดูลูกตัวเองบ้างล่ะ ’  
‘ หน้าที่หาเงินหน้าที่บุรุษ หน้าที่เลี้ยงบุตรสาวเป็นของที่สตรี บุรุษที่สูงส่งผู้ใดจะมีเวลาเลี้ยงลูกล่ะ ’  
‘ เคราท่านช่างเงางามจริง ๆ เลยท่านใช้แชมพูยี่ห้ออะไรกันนะ ’

 

ชายชราส่ายหน้ากับกิริยาชายหนุ่ม ก่อนจะกล่าวว่า “ พอแล้ว ยิ่งเจ้าชมข้ายิ่งมีโทสะ ” เหมือนยิ่งพูดชายหนุ่มยิ่งเกิดอาการลน ทำให้ชายหนุ่มหยุดไม่ได้จึงฟุ้งซ่านต่อไป
‘ พฤหัสหน้ามี โรงละครแสดงเรื่อง อะแวนจ้า อิฟูติติ้วาร์ ไปดูด้วยกันไหมท่าน ’
‘ เดี๋ยวข้าเลี้ยงข้าวโพสปิ้งกับเครื่องดื่มท่านเอง ’

 

ชายชรากล่าวต่อด้วยเสียงขุ่นเคืองเล็กน้อยว่า “ ตกลงเจ้าอยากจะได้โอกาสอีกครั้งหรือไม่ ” พอชายชรากล่าว ชายหนุ่มจึงหยุดฟุ้งซ่าน ก่อนจะกล่าวว่า “ แล้วอีก 4 ข้อที่เหลือละท่าน ”

 

“ ตอนนี้ยังบอกเจ้าไม่ได้ ไว้ถึงเวลาข้าจะบอกเจ้าอีกรอบนึง ” ชายชรากล่าวตอบด้วยน้ำเสียงดีขึ้นเล็กน้อย

 

“ ตกลง ” อย่างน้อยชายหนุ่มยังได้กลับไปแก้ไข้สิ่งต่าง ๆ ได้ ก่อนจะกล่าวต่อ “ แต่ท่านบอกเหตุผลที่ เลือกข้าก่อนได้หรือไม่ ”

 

“ ดี ส่วนเหตุผลที่ข้าเลือกเจ้านั้น เพราะเจ้ามีชะตาที่ต้องทำการใหญ่ในภายภาคหน้า ” พอได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มรู้เช่นนั้นจึงรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมาเล็กน้อย ‘ ทำการใหญ่อะไร ข้ามันก็แค่จอมยุทธผู้หนึ่ง ที่ไม่อาจรู้ถึงระดับฝีมือของท่าน ’

 

“ อย่าดูถูกตนเองเลยซีว่าง เมื่อเจ้าได้โอกาสที่สองแล้วเวลาอันสมควรมาถึง เจ้าจะรู้ทุกอย่างเอง ” พูดจบก็มีแสงออกมาจากดวงตาของชายชราจน ซีว่างต้องเอามือปิดตาและหลับตาลง...

.

.

.

.

เมื่อเอามือออกชายหนุ่มพลันรู้สึกร่างกายกับมามีน้ำหนักอีกครั้ง แสงที่ส่องอยู่เมื่อครู่ กลายเป็นแสงแดดที่ส่องมาจากหน้าต่าง ชายหนุ่มกำลังนอนอยู่บนเตียงนอน ชายหนุ่มพลันกระโดดออกมาจากเตียงแล้วมองซ้ายขวา ‘ ข้าอยู่ไหน ’ พอชายหนุ่มกำลังคิดอยู่นั้น พลันมีความทรงจำต่าง ๆ ของผู้ใดไม่รู้ แล่นเข้ามาในหัวทำให้ชายหนุ่มสลบไป ในความฝัน ชายหนุ่มได้ฝันเรื่องราว ที่ไม่ใช่ของตนเอง แต่รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหาด

 

“ ท่านหมอ ว่างเอ๋อร์ของเราเป็นอย่างไรบ้าง ” เป็นเสียงของหญิงวัยกลางคนกล่าวด้วยความกังวลใจ ปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่นจากฝัน

 

พอหนุ่มน้อยลืมตาขึ้น “ ว่างเอ๋อร์ ว่างเอ๋อร์ ” ก่อนที่ชายหนุ่มจะกลับมามีสติครบสมบูรณ์ ก็มีหญิงวัยกลางคน ปรี่เขามากอดพลันเขย่าตัว ก่อนจะผลักชายหนุ่มออกจากอ้อมอกด้วยความอ่อนโยน “ เป็นอะไรไหมว่างเอ๋อร์ ได้ยินแม่ไหมลูก ”

 

ชายหนุ่มมองไปที่หญิงผู้นั้น “ ท่านแม่ ? ” 

 

“ ใช่แม่เองลูก นี่แม่เอง ” ชายหนุ่มมองไปรอบห้องเห็น คนที่หน้าตาคุ้นเคยอยู่ทั่วห้อง ก่อนจะกล่าวว่า “ เกิดอะไรขึ้น ”

 

“ ข้าเข้าไปปลุกพี่ จะชวนพี่ไปตกปลาก็เห็นท่านพี่ นอนล้มอยู่ที่พื้นเรียกเท่าไรก็ไม่ตื่น ”ชายหนุ่มมองไปที่ต้นเสียงก็เห็นเป็นเด็กชายที่อายุ ประมาณ 14 ย่าง 15 ผู้หนึ่ง ‘ จี้ เฟิง ? ’  “ ตอนแรกข้าคิดว่าท่านแกล้งข้า ข้าเลยใช้ท่า ‘ ดัชนีเบิกทวาร ’ ไปที่ก้นของพี่  ” พอเด็กน้อยพูดจบ ชายหนุ่มเหมือนโดนเปิดสวิตช์ ความเจ็บปวดค่อย ๆ แล่นมาจากรูทวารหนักของตนเอง ” พลันเอามือไปปิดที่ตรงนั้น

 

“ อาการของเจ้า ไม่น่าเป็นห่วงแล้ว ร่างกายเจ้าอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อย่าเที่ยวเล่นมากไป เดี๋ยวต้องเหนื่อยข้ามาดูเจ้าอีก เข้าใจไหม ? ” ชายชราที่อยู่ข้างแม่ของตนกล่าวและมองตนด้วยสายอบอุ่น

 

“ ยังดีที่เฟิงเอ๋อร์เห็นเจ้าก่อน จึงตามท่านหมอมาดูอาการเจ้าทัน ” ผู้ที่พูดมาคือชายวัยกลางคน ‘ ท่านพ่อ ? ’ “ ขอบคุณท่านหมอฮว่างมากที่ มาดูว่างเอ๋อร์ เดี๋ยวข้าไปส่งท่านที่ทางเข้า ” ชายวัยกลางคนกล่าวพร้อมกลับผายมือเชิญ พร้อมเดินนำท่านหมอไป

 

“ ลูกไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหม ลูกแม่ ” หญิงวัยกลางกล่าว

 

ความทรงจำใหม่ของซีว่างเข้ามาในหัวทำให้รู้ว่า แม่ของตนมีนามว่า จี้ ฮว่า ถึงนางจะมีอายุมากแล้ว แต่นางก็ยังงดงามดังชื่อนาง ( จี้ฮว่า = ฤดูดอกไม้บาน ) ส่วนผู้เป็นพ่อมีนามว่า จี้ เซี่ยง  ถึงจะอายุเยอะและมีพุงหน่อย ๆ แต่แม่ก็เล่าให้ตนฟังเสมอว่า เมื่อตอนหนุ่ม ๆ พ่อของตนเป็นเสือผู้หญิงผู้หนี่งเชียวล่ะ และพอแต่งงานกับแม่ ก็ทำให้พ่อเสือนักล่า กลายเป็นแมวที่ว่านอนสอนง่าย ครอบครัวตนนั้นเป็นพ่อค้าฐานะดีประมาณหนึ่ง

 

“ จี้ ว่าง ได้ข่าวเจ้าไม่สบาย เป็นอย่างไรบ่าง ? ” เสียงมาจาก เด็กชาย อายุ 17 ย่าง 18 ที่เดินมาจากหน้าประตู ‘ เฟิง อวิ๋น ? ’ “ เจ้าไม่ตอบข้า ใช่เจ้าลืมข้าแล้ว ? ”

 

ในสำนึกของตน เฟิงอวิ๋น คือเพื่อนเพียงคนเดียวของตน หน้าตายังหล่อคม ยิ้มให้นางใด สตรีผู้นั้นต่างเหมือนโดนมนต์สะกด แถมด้วยฝีมือระดับ จิตโลกา 5 ด้วยวัยเท่านี้ ถือว่าเป็นผู้ที่มี พรสวรรค์ร้อยปีจะมีผู้หนี่ง

 

“ เจ้าได้ยินข้าอยู่รึไม่ ? หรือใช่ว่าเจ้าลืมพี่ผู้นี้ไปแล้วจริง ๆ เซี่ยวว่าง ” ชายหนุ่มถามพลันเดินเข้ามาใกล้ ๆ

 

“ ท่านหมอฮว่างบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก ร่างกายว่างเอ๋อร์ อ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยทำให้เป็นลมล้มพลับไป เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหลอก อวิ๋นเอ๋อร์ ” ผู้เป็นแม่ตอบแทนบุตรชายพลันเอามือลูบหัวบุตรชายตนเองด้วยความเป็นห่วง

 

“ ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เฟิงอวิ๋น แต่ข้าอยากพักผ่อนก่อน วันนี้ออกไปเที่ยวเล่นกับเจ้าคงจะไม่สะดวกเจ้า ” ซีว่างตอบพันทำหน้าตาอิดโรย

 

เฟิงอวิ๋นเห็นดังนั้นจึงไม่ซักไซ้ต่อ พลันกล่าวลาก่อนจะออกห้องไป ตามด้วยมารดาของตนเอง

 

พอทุกคนออกไป ซีว่างพลันคิดคนเดียวไปเรื่อยเปื่อย 
‘ จี้ว่าง ชื่อไม่เห็นเท่เลย ซีว่างเท่กว่ามากโข เซ็นการตั้งชื่อของพ่อแม่ ลำเอียงเห็น ๆ น้องตนชื่อ จี้ เฟิง ( ลมมรสุม ) ส่วนตน จี้ว่าง ความหมายอะไรไม่เห็นจะเข้าใจ ’
‘ แต่ตอนนี้ข้าก็เป็น จี้ว่างแล้ว อย่างน้อย ๆ ตาแก่นั้นก็ไม่ได้ส่งข้าไปเป็นขันทีเฝ้าประตูวังหลวงที่มีแต่ นางสนมหน้าตาดี ๆ เดินไปเดินมาให้ทรมานใจ ’
พอคิดได้แบบนั้น ชายหนุ่มจึงรีบลุกขึ้นดึงกางเกรงออก ก้มลงมองดูหว่างขาตนเอง
 
‘ อย่างน้อยเจ้านี้ ก็ยังคงมาตรฐานเดิมอยู่ ’ ชายหนุ่มดึงกางเกรงขึ้น สีหน้าแสดงความพึงพอใจ
‘ ตอนนี้ว่างไม่มีอะไรทำ ข้าฝึกวรยุทธ..... !! ’
‘ ข้าไม่มีวรยุทธ !!! ’ ชายหนุ่มจำได้ว่าตนเองในภพนี้ ร่างกายอ่อนแอไม่สามารถฝึก วรยุทธได้  ชายหนุ่มคิดได้ดังนั้นจึง ชูนิ้วข้างๆ นิ้วชี้ขึ้นฟ้า พลันกล่นด่าอยู่ในใจ ‘ ตาเฒ่าเคราพู่กันเอ้ย จะให้ข้ามาเกิดใหม่ทั้งที ให้ข้ามากกว่านี้จะเป็นอะไรไหม ’

 

ขณะที่ชายหนุ่มคิดเล็กคิดน้อยเรื่องไร้สาระอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของตน < ปล่อยข้าออกไป !! >

ความคิดเห็น

COMMENT

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK