เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )
ตอนที่ 15 เจ้านี่มันฉลาดเสียจริง ( rewrite )
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  
“เจ้าสินะ..จิ้นว่าง” ชายที่อยู่ตรงกลางกล่าวต่อชายหนุ่ม ด้วยน้ำเสียงที่หยามเหยียด

ซีว่างรู้สึกว่าพวกมันไม่ได้มาดี จึงรีบหยิบตัดดาราออกมา ก่อนจะกล่าวถามออกไป “เจ้ามีเหตุอันใด !!” ซีว่างกำชับ กระบี่ในมือของตนแน่น

“ข้าเพียงแต่..จะมาตอบแทนเจ้าสักหน่อย” ชายตรงกลางพูด ก่อนจักล่าวเสริมด้วยความเย็นชาว่า “เรื่องที่เจ้าดูแลน้องชายข้าเป็นอย่างดี , เมื่อช่วงบ่ายเมื่อวันก่อน”

มันเหล่านี้ คงจะเป็นคนสำนักเพลิงสวรรค์เป็นแน่ ’ ซีว่างขบฟันตนเองแน่นด้วยความตื่นตระหนก

พวกมันสามคนนั้น ผู้อยู่ตรงกลางมีความสามารถอยู่ที่ จิตโลกาขั้น 8 อีกสองคน อยู่ที่ระดับจิตโลกาขั้น 4

“ที่แท้เจ้าเป็นสหายของเจ้าหน้าผุนั้น..” ก่อนที่ซีว่างจะกล่าวเย้ยหยันออกมา “หญิงที่มันหมายปองก็ไม่ชอบมัน , ระดับฝีมือสูงกว่าข้ามันก็แพ้ข้า..ถึงขนาดร้องห่มร้องไห้กลับไปฟ้องพี่ชายตน , ถ้าข้ามีน้องเยี่ยงมัน..ข้าคงจะอายเป็นแน่”

ซีว่างนั้นรู้ว่าตนไม่สามารถสู้พวกมันซึ่งหน้า ชายหนุ่มจึงพยายามกล่าวยั่วยุเสียงดัง เผื่อจะมีคนสักผู้ผ่านมาได้ยิน

“น้องข้าจะเป็นอย่างไร..เจ้าก็ไม่มีโอกาสได้พบมันอีก , เพราะเจ้าจะได้ไปพบยมบาลแทน..จงลงไปสำนึกผิดในปรโลกซะ!!!” ชายชุดดำพุ่งเข้ามาพร้อมกันทั้งสามคน

ซีว่างรีบใช้ท่าร่ายวิ่งหนีไปด้านหลัง พลันด่าทอยั่วยุทั้งสามคนขณะวิ่งหนีออกมา “กระไรกัน กระไรกัน , คนสำนักเพลิงสวรรค์ , จนตอก..จนต้องใช้ 3 บุรุษเข้ามารุมข้าที่พลังน้อยกว่าตั้งหลายช่วงขั้น , สำนักขยะชัด ๆ ” ซีว่างวิ่งไปกล่าวยั่วยุต่อ ขณะที่มือของตนหน่วงพลังไว้

“สำนักของเจ้ามันก็แค่สำนักชั้นต่ำกระมัง..ถึงต้องคุมหน้าไม่กล้าเปิดเผยตัวต่อข้า ที่มีพลังเพียง..จิตโลกาขั้นที่ 1 ” ชายหนุ่มพุ่งหนีไปขณะที่กล่าวยั่วยุไปด้วย

“พูดมากไปก็เท่านั้น..จะตายแล้วก็พูดพล่ามไปเถอะ , เจ้าจะได้เห็นหน้าข้าแน่..เมื่อเจ้าตาย” เมื่อกล่าวจบ เจ้านักฆ่าที่พลังสูงที่สุด ก็พุ่งเข้ามาประชิดตัวชายหนุ่ม พลันยกดาบฟันลงมาในทันที

พวกมันกระทำเช่นนี้โดยไม่ได้ใช้พลังจากวิชาของสำนักตนเองออกมา เพราะพวกมันเกรงว่า..หากใช้วิชาของตนเองออกไป จะเป็นการเปิดเผยตัวตนต่อผู้อื่น อีกทั้งอาจส่งเสียงดัน..จนมีใครสักคนได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่ว่าซีว่างนั้นมี ปฏิกิริยาไวเป็นเลิศ พลันยกกระบี่ปัดวิถีของดาบให้พ้นตน ก่อนจะหลบหลีกไปทางด้านขวา

ขณะนั้นนักฆ่าอีกคนก็พุ่งเข้ามา ฟันดาบเล็งไปที่ศีรษะของชายหนุ่ม เพื่อหวังจะสังหารชายหนุ่มได้ในดาบเดียว

ซีว่างหลบหลีกออกมาอย่างทันท่วงที ก่อนที่จะกล่าวต่อมันผู้นั้นว่า


“อะไร ? คิดสังหารข้า ? , เจ้าคงหวังมากไป” ก่อนที่ซีว่างจะใช้วิชาออกมา “แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา” ก่อนที่พลังจะพุ่งตรงไปหาเจ้าคนระดับจิตโลกาขั้น 4 ผู้นั้น

แต่มันนั้นสามารถปัดออกได้ง่ายดาย ก่อนที่วิถีพลังของซีว่างจะพุ่งลงพื้นดิน ตรงไปยังเสาหิน

“เจ้าโง่!! รีบไปปัดพลังขึ้นฟ้าเดี๋ยวนี้ , เดี๋ยวก็มีคนแห่กันมาหรอก” นักฆ่าคนหัวหน้าพลันกล่าวสั่งต่อลูกน้องตนเองด้วยความโกรธในความโง่ของลูกน้องมัน

ก่อนที่เจ้านักฆ่าจะพุ่งไปปัดการโจมตีนั้นขึ้นฟ้าไป

ขณะที่มันกำลังเสียสมาธิอยู่นั้น ซีว่างก็พุ่งเข้าหาเจ้านักฆ่าอีกผู้หนึ่ง วาดดาบออกไป

“คิดสังหารข้า…เชิญใหม่ภพหน้า , แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น” ซีว่างฝาดกระบี่เข้าไปเต็มศีรษะของมัน

ศีรษะของมันแตกในทันใด หยดเลือดกระเซ็นไปทั่วร่างกายของชายหนุ่ม

“มาสามตอนนี้เหลือสอง..เชิญรายต่อไป” ซีว่างกล่าวยั่วยุกลุ่มของพวกมัน ก่อนที่จะเร่งกายของตนเองหนีจากจุดเมื่อครู่

เมื่อเห็นสหายตนถูกฆ่าอย่างง่ายดาย เจ้าจิตโลกาขั้น 4 จึงรีบวิ่งหนีด้วยความกลัวเกรงต่อพลังของชายหนุ่ม

ต่อให้มันมีความเร็วในการหนีเท่าใด ก็ไม่อาจหนีความเร็วของท่าร่ายเคลื่อนดาราเหยียบจันทรา ระดับ 2 ของซีว่างได้พ้น

“แรมที่ 4 ทลายจันทรา” ซีว่างเมื่อสามารถประชิดตัวของมันได้ ก็ใช้วิชาออกไปในทันที

ซีว่างพุ่งไปมาด้วยความเร็ว จับตัดดาราในมือแน่น ฟันใส่ตามร่างของนักฆ่าผู้นั้นด้วยความโหดเหี้ยม ครานี้มันมิได้ใช้สันดาบเหมือนทุกครั้ง มันออกคมดาบของตนเองออกไปโดยมิได้กลัวเกรงเลยแม้แต่น้อย

ร่างกายของเจ้านักฆ่าผู้นั้น โดนชายหนุ่มฟันไปหลายแผล มันไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย ได้แต่นอนนิ่งรอความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

ซีว่างเอาดาบจ่อคอของมันผู้นั้น ก่อนจะกล่าวต่อนักฆ่าผู้ที่พลังสูงสุดว่า “หากเจ้าเข้ามาใกล้ข้ามากไปกว่านี้..มันผู้นี้จักตายในทันที , หากเจ้าล่าถอยไป , ข้าจักนำมันส่งต่อสำนักเจ้าในวันพรุ่ง”

“ฮ่า ๆ ๆ คิดว่าข้ามิกล้าหรอกหรือ” ไม่ทันที่ซีว่างจะขยับตัว “เพลิงผลาญตะวัน”

ไฟห่อหุ้มดาบของมัน ก่อนที่มันจะสะบัดไฟดวงนั้นพุ่งตรงมา ตรงจุดที่ซีว่างอยู่

ซีว่างรีบกระโดดหลบอย่างว่องไว แต่ลูกบอลเพลิงลูกนั้น มิได้เล็งมาที่ซีว่าง มันเล็งมาที่สหายของมันเอง

เจ้านักฆ่าผู้น่าสงสาร ไม่ได้มีโอกาสได้ร้องอ้อนวอนสักนิด มันนั้นกลายเป็นเถ้าถ่านไปในทันที แม้แต่กระดูกก็ยังหายแล้วปลิวไปตามแรงลม ไม่เหลืออะไรไว้ให้บิดามารดามันได้ระลึกถึงเลยแม้แต่น้อย

มันไม่สนใจพวกพ้องตนเลยสักนิด!! ’ ซีว่างรู้สึกแข็งเกร็งขึ้นมาในทันที เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น

ตอนนี้ซีว่างไม่มีตัวประกันเหลือแล้ว ชายหนุ่มจึงตั้งท่าเตรียมพร้อม ที่จะรับการปะทะจากบุรุษที่อยู่ตรงหน้า

“ว่าอย่างไร..ตอนนี้เจ้ามีอะไรมาต่อรองข้า” มันกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่สุขใจ มิได้เศร้าเสียใจต่อสิ่งที่มันทำเลยแม้แต่น้อย

“ที่แท้คนสำนักเพลิงสวรรค์ก็เป็นแค่เดนสังคม..ที่ไม่สนใจแม้แต่ชีวิตพวกพ้องของตนเอง” ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวออกมาว่า “ท่านยังไม่ออกมาอีก ข้าไม่สามารถสู้มันได้หรอกหนา”

เมื่อได้ยินชายหนุ่มเรียก ผู้ที่แอบดูเหตุการณ์อยู่รีบออกมา หยุดตรงหน้าของซีว่าง ขวางกั้นมิให้เจ้ามือสังหารสามารถกระทำการได้สะดวก

“ข้าดูเจ้าไม่ผิดจริง ๆ หวงหลง , เจ้านี่มันมังกรในหมู่พยัคฆ์ชัด ๆ ” ผู้ที่โผ่ออกมันนั้นคือ เจ้าสำนักภพจันทราสาขาเมืองรากนาคา เย่วชิง

เมื่อเห็นผู้ที่อยู่ตรงหน้า เจ้ามือสังหาร ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เพราะตนเองไม่สามารถที่จะต่อกรกับชายชราผู้นี้ได้

เมื่อกล่าวต่อซีว่างแล้ว ชายชราจึงหันไปมองเจ้านักฆ่าชุดดำ ด้วยสายตาที่เกลียดชัง

“กล้าดียังไงที่คิดจะสังหารหวงหลงของข้า!!” เจ้าสำนักคำรามออกมาด้วยโทสะ

เมื่อได้ยินที่เจ้าสำนักตนคำรามเสียงสนั่นฟ้า เหล่าลูกศิษย์ต่าง ออกมาจากห้องพักของตนเอง เพื่อมองหาสิ่งที่เกิดขึ้น

เจ้ามือสังหารมิกล้าขยับกายไปไหน ได้แต่ยืนนิ่ง แม้แต่หายใจมันก็ไม่กล้าส่งเสียงดัง มันเกรงว่าเสียงหายใจของมัน จะทำให้ระคายหูของผู้อวุโสที่อยู่ตรงหน้า

“ข้าจะปรานีเจ้า..ให้รีบ…” ไม่ทันที่เจ้าสำนักพูดจบ เจ้ามือสังหารรีบพุ่งหนีไปอย่างว่องไว ด้วยความกลัวที่ชายชราจะเปลี่ยนใจ

“บอกเจ้า ฮัว เจี้ยวอวิ๋น ล้างคอรอได้เลย , พรุ่งนี้ข้าจะไปหามันด้วยตนเอง” ชายชราตะโกนไล่หลัง ของเจ้ามือสังหารไป ก่อนที่จะหันมาหาซีว่าง กล่าวถามด้วยความเป็นห่วง “หวงหลง..เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง , บาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ?”

“ท่านน่าจะเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด , เหตุใดท่านถึงไม่รีบออกหน้าให้ไวกว่านี้” ซีว่างกล่าวต่อชราเฒ่า ด้วยความขุ่นเคือง

“เจ้ารู้ว่าข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ได้อย่างไร?” เยว่ชิงแปลกใจอย่างมาก เพราะตนเองนั้น กลบกลิ่นอายได้อย่างแนบเนียนแล้ว ด้วยพลังระดับของซีว่างมิสามารถรับรู้ถึงตัวมันได้อย่างแน่นอน

“ก็ท่านบอกต่อข้าเอง..ว่าจะคอยเฝ้าปกป้องข้าอยู่ ห่าง ๆ , ข้าจึงเดาออก...ว่าท่านนั้นอยู่แถวนี้” ชายหนุ่มกล่าวออกไป

แต่ความจริงแล้ว ผู้ที่รู้ว่าเจ้าสำนักอยู่แถวนั้นก่อนบอกกล่าวแก่ชายหนุ่ม ก็คือ หยางน่า

ชายหนุ่มจึงมั่นใจในการไล่สังหารมือสังหารทั้งสองคน เพราะคิดว่าถ้าตนพลาดพลั้ง ตัวของเยว่ชิง จะรีบออกมาในทันใด

“อ้อ..จริงสิ , ข้ากล่าวกับเจ้าไว้เช่นนั้น” ชายชราเมื่อรู้ข้อเท็จจริง จึงยิ่งภูมิใจในความเฉลียวของชายหนุ่ม

“ที่ข้าไม่รีบออกหน้าให้เร็วกว่านี้..ไม่ใช่เพราะข้าไม่เป็นห่วงเจ้าหลอกนะหวงหลง , ข้าแค่อยากดูความสามารถของเจ้ากับตาตนเองก็..เท่านั้นเอง” ชายชรายิ้มแกล้มปริ

“เจ้านั้นทำข้าประหลาดใจ..หลายครั้งหลายคราเสียจริง , ที่สามารถสังหารผู้ที่มีพลังเหนือกว่าเจ้าได้ถึงสองผู้..ภายในไม่กี่อึดใจ” ชายชรายิ้ม จนรอยย่นบนหน้าตนเอง แสดงออกมาจนน่าเกลียด

“เหตุใดท่านจึงต้องเฝ้ามองข้าอีกไม่รีบออกหน้าทันใด , ในเมื่อที่ตลาดท่านก็อยู่ที่นั่น..ข้าสัมผัสได้” ชายหนุ่มยังคงขุ่นเคืองต่อชายชราไม่หาย

“ที่ตลาด? , ข้ามิได้ตามเจ้าไปที่ตลาด” ชายชรากล่าวด้วยความสงสัย

“ถ้าท่าน…” ชายหนุ่มชะงักก่อนจะกล่าวต่อชายชรา “สงสัยเป็นข้าที่คิดมากไป , อย่างนั้นข้าขอตัวก่อน..วันนี้ข้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว” ซีว่างกล่าวก่อนขอตัวลา

ระหว่างเดินกลับหอพักของตนเอง ชายหนุ่มจึงกล่าวถามต่อหญิงสาว

< แม่นางหยาง..ท่านแน่ใจหรือไม่ว่าครานั้นเจ้ามิได้รู้สึกไปเอง > ชายหนุ่มกล่าวด้วยความสงสัยในตัวของหญิงสาว

< บร๊ะ..!! , เจ้ากล้ากังขาในตัวของข้า..ใช่เจ้า…>

< ไม่ใช่แม่นางหยาง..ท่าเข้าใจผิด , ข้าเพียงแต่สงสัยว่าเป็นผู้ใดเฝ้ามองข้า > ชายหนุ่มรีบแก้ตัวต่อหญิงสาว เพราะตัวมันเองก็มิได้กังขาความสามารถของนาง เพียงแต่สงสัยก็เท่านั้น

< แต่ท่านสัมผัสได้ใช่หรือไม่..ว่าระดับพลังเท่ากับท่านเจ้าสำนัก >

< ชิส์ !! , เจ้าจะถามอันใดอีก..ในเมือเจ้าไม่ไว้ใจข้า >

< เอาล่ะ..แม่นางหยาง , ข้าผิดเองที่กล่าววาจาเช่นนั้นต่อเจ้า >

< เฮ๊อะ!! >

นับวันข้ายิ่งเอาใจนางไม่ถูกสียจริง ’ ซีว่างไม่รู้จะกล่าวกับนางต่อยังไง จึงได้แต่รอให้นางหาโกรธตน

เมื่อถึงหอพักชายหนุ่มก็ยังมิได้รีบเข้านอน เพราะชายหนุ่มรู้แล้วว่าตนเองในตอนนี้ ฝีมือยังอ่อนด้อยนัก ไม่รู้จะพัฒนาตนเองในเวลาอันสั้นได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้นั้น มีคนหมายจะเอาชีวิตมัน

มันนอนกลิ้งไปกลิ้งมาก็หาคำตอบมิได้ จึงเข้าไปในโลกวิญญาณของตนเอง

สิ่งแรกที่มันเห็น คือหญิงสาวในชุดเสื้อผ้าสบาย ๆ ที่ตัวชายหนุ่มซื้อให้ ถึงชุดจะงามน่ามองเพียงใด

แต่ผู้ใส่ตอนนี้ อารมณ์ของนางขุ่นหมองนัก ซีว่างจึงไม่กล้าทำให้นางโกรธเพิ่มขึ้น ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยท่าทีรู้สึกผิด

“เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกหรือ..แม่นางหยาง” ขณะที่ชายหนุ่มกล่าวกับหญิงสาวนั้น ชายหนุ่มก็เดินเข้าไปนั่งที่ม้านั่งหินฝั่งตรงข้ามกับนาง

“…” หญิงสาวไม่ตอบชายหนุ่ม

ชายหนุ่มนั่งอยู่นานสองนาน หญิงสาวก็ไม่คุยด้วย ชายหนุ่มจึงทำการเรียก เสี่ยวฮุ๋ยมาหา

เจ้าอสูรวิ่งตรงมาหาชายหนุ่มอย่างว่าง่าย

“เจ้าดูสิ้..นายหญิงของเจ้าไม่ยอมคุยกับข้า” ชายหนุ่มทำการลูบหัวมันไปเกาพุงมันไปขณะพูดคุยกับมัน “เจ้ามีวิธีทำให้นางหายโกรธข้าหรือไม่..ฮุ๋ยน้อย”

“ฮุม ๆ ” เจ้าอาชาไอยราร้องออกมาเบา ๆ

“ใช่เจ้าก็ว่างั้นใช่หรือไม่..ผิดแค่นี้ไม่เห็นต้องโมโหโกรธาขนานนั้นเลย” ชายหนุ่มเกาพุงเจ้าอสูรน้อยไป มองหน้าหญิงไป

“ฮุม ๆ ” ที่เจ้าอสูรน้อยร้องออกมา มันไม่ได้จะตอบชายหนุ่ม เพียงแต่มันสบายตัวที่ชายหนุ่มมาคอยเอาใจมันเพียงเท่านั้น

เมื่อสถานการณ์ไม่ดีขึ้นชายหนุ่มจึงกล่าวธุระของตนต่อหญิงสาว โดยไม่สนใจอารมณ์ที่ขุ่นมัวของหญิงสาว

“เอาล่ะ ๆ หายโกรธข้าเถิด..ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาเจ้า” ชายหนุ่มหยุดเกาพุงเจ้าอสูรน้อย ก่อนจะหันหน้ามาคุยกับหญิงสาวแบบจริงจัง

“ฮูมมม ฮูมมม” เจ้าอสูรน้อยประท้วงที่เลิกเกาพุงให้มัน

“....” หญิงสาวไม่ตอบได้แต่จ้องหน้าชายหนุ่ม

เมื่อเห็นดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ใส่ใจต่อท่าทีของนาง กล่าวธุระตนต่อไป

“เจ้ามีวิธีที่..ข้าสามารถคุ้นชินกับพลังของข้าเองได้ไวกว่านี่หรือไม่?”

“…”

“ข้าคิดจนหัวแทบแตกแล้ว..แต่ก็นึกวิธีไม่ออก” ชายหนุ่มกล่าวต่อไป

“…” หญิงสาวก็ยังไม่ปริปาก

“ถ้าเจ้าไม่ตอบข้า..ข้าก็จนปัญญา , ถึงเวลาข้าพลาดพลั้งขึ้นมา..ถือเป็นความผิดเจ้าด้วยนะแม่นาง”

“เจ้านี่มันโง่ยิ่งนัก” ในที่สุดหญิงสาวก็พูดกับชายหนุ่ม “ของดีมีในตัว..ไม่ลองใช้มันดูเล่า”

“สิ่งใด?” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมทำใบหน้ามึนงง ต่อหญิงสาว

“เจ้าเสี่ยวฮุ๋ยเองก็เป็นสัตว์อสูร , เจ้าไม่ลองให้มันเป็นคู่มือดูเล่า” หญิงสาวกล่าวต่อชายหนุ่มอย่างไม่ใส่ใจ

“คู่มือ? เจ้าจะให้ข้าฝึกกับมัน?”

“สงสัยตอนเจ้าสู้กับเจ้ามดปลวกพวกนั้น..สมองเจ้าคงกระทบกระเทือน”

“เสี่ยวฮุ๋ยจากที่เจ้าเห็นเจ้าว่ามันเป็นเช่นใด?” หญิงสาวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจเท่าใด

“ตัวโตและฉลาด”

“แล้วความฉลาดของมันยังมิพอต่อเจ้าอีก ?”

“อย่านำมันไปเปรียบกับแม่ของมัน..มันฉลาดและพิเศษกว่านั้นมากนัก , เจ้ารับมันเป็นอสูรวิญญาณของเจ้า..มันย่อมพัฒนาตามความแข็งแกร่งของเจ้า , ยิ่งเจ้าแข็งแกร่งมันย่อมยิ่งแข็งแกร่งตามเจ้าไป”

“จริงของเจ้า..ทำไมข้านึกไม่ถึงกัน , เจ้านี่ฉลาดที่สุดกว่าผู้ใดที่ข้ารู้จักเสียอีก” ชายหนุ่มกล่าวเยินยอหญิงสาว

“เจ้าไม่ต้องมาทำเป็นปากหวานต่อข้า..ข้ารู้ว่าเจ้ารู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำเช่นไร , เจ้าเพียงแต่แกล้งไม่รู้..เพื่อจะให้ข้าหายโกรธเจ้าด้วยคำเยินยอ” หญิงสาวกล่าวออกมา ก่อนจะมองค้อนไปที่ชายหนุ่ม

จริงอย่างที่สาวน้อยกล่าว ตั้งแต่ชายหนุ่มเข้ามาในโลกวิญญาณ พอเห็นเจ้าอสูรน้อย ชายหนุ่มจึงรู้อยู่แล้วว่าต้องทำเช่นใดต่อ เพียงแต่พยายามหาเรื่องพูดคุยกับหญิงสาว แล้วรอกล่าวคำเยินยอเอาใจหญิงสาว เผื่อว่านางจะหายโกรธตน

“ข้าถึงบอกว่าเจ้าฉลาดที่สุด..หยางน่า” ก่อนที่จะลุกจากม้านั่ง ลูบหัวเจ้าเสี่ยวฮุ๋ยหนึ่งที ก่อนจะกล่าวกับหญิงสาวต่อ “ข้าไม่กวนใจเจ้าแล้ว..ข้าไปก่อนนะ”

เมื่อส่งจิตออกมาจากโลกวิญญาณชายหนุ่มก็กล่าวกับหญิงสาวว่า

< เจ้างามนักในชุดแบบนี้..งามกว่าเมื่อเจ้าใส่ชุดออกศึกเสียอีก , แต่จะงามยิ่งขึ้นเมื่อเจ้ายิ้มออกมาบ้าง >

< … > หญิงสาวไม่ตอบชายหนุ่ม
.
.
.
หลังจากเหตุการณ์นั้น ชายหนุ่มก็เข้าไปในโลกวิญญาณ แล้วฝึกกับเจ้าเสี่ยวฮุ๋ย เป็นประจำตลอดเวลา 1 อาทิตย์

พอได้ฝึกจริง ๆ เจ้าเสี่ยวฮุ๋ยนั้น ฉลาดกว่าที่ตัวมันคาดไว้นัก นอกจากฉลาด ความแข็งแกร่งของมัน ไม่ได้ด้อยไปกว่าจอมยุทธ์ระดับจิตโลกาขั้น 1 ทั่วไปเลย และยิ่งฝึกกับเจ้าเสี่ยวฮุ๋ย มิเพียงทำให้ชายหนุ่มพัฒนาขึ้น เจ้าอสูรตนนี้ก็เจนศึกและสงครามมากขึ้นเช่นกัน

ต่อให้ระดับพลังของชายหนุ่มไม่เพิ่มขึ้น แต่ความชำนาญในการต่อสู้จริงมากขึ้นหลายเท่านัก

ทำให้ชายหนุ่มในตอนนี้นั้น สามารถชนะระดับ จิตโลกาขั้น 6 ได้สบายโดยไม่ต้องใช้ตัดดารา แต่เมื่อใช้ ตัดดาราชายหนุ่มสามารถสู้กับ ระดับ 7 จิตโลกาได้ ถึงไม่อาจชนะ แต่สามารถหนีได้ อย่างหายห่วง

แต่วันนี้เองเมื่อฝึกกับเจ้าอสูรน้อยไปสักพัก พลังปราณที่อัดแน่นมานาน จึงทำการปะทุอยู่ภายในร่างกายของชายหนุ่ม ซีว่างรีบหยุดฝึกนั่งขัดสมาธิ ปรับพลังปราณให้เข้ากับร่างกายของตน

“ฟู่...” ชายหนุ่มถอนใจออกมาเมื่อผ่านไป 1 ชั่วยาม ตอนนี้ชายหนุ่มอยู่ระดับ จิตโลกาขั้น 2

สามารถชนะจิตโลกาขั้น 7 ได้อย่างไม่ยากนัก

“พลังของข้าตอนนี้น่าตกใจยิ่งนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า , ข้าอยากจะรู้จริง ๆ เจ้านักฆ่านั้น ตอนนี้มาเจอกับข้า มันจะเป็นอย่างไร”

แต่อยู่ดี ๆ ก็เกิดเสียงดังขึ้นมาในโลกภายนอก
“แย่แล้ว แย่แล้ว” เสียงบุคคลหนึ่งร้องดังมาในสำนึกของชายหนุ่ม เสียงนั้นทั้งตื่นตระหนก และหวาดกลัว

ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบออกไปดูว่าเกิดเรื่องอันในขึ้น

“มีเหตุอันใดหรือศิษย์พี่” ชายหนุ่มกล่าวถาม

“ศิษย์พี่ จู , ศิษย์พี่จู เขา เขา ...”

ชายหนุ่มเมื่อได้ยินดังนั้นรีบโดดขึ้นจากเตียง ก่อนพุ่งเข้าไปหาอย่างร้อนรน

“มีเหตุใด..เล่ามาเดี๋ยวนี้!!” ชายหนุ่มคว้าไหลของศิษย์พี่ผู้นั้นไว้

“ศิษย์พี่จูจินตอนนี้นอนมิได้สติ..อยู่ที่ห้องพยาบาล..”

ความคิดเห็น

COMMENT

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK