เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )
ตอนที่ 20 เปิดงานประลอง ( rewrite )
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  

รับมือ!!” ซีว่างกระโดดพุ่งเข้าหาหญิงสาววาดดาบที่ลุกไปด้วยเปลวไฟใส่หญิงสาว

 

หยางน่านั้น มิได้เคลื่อนไหวหรือขยับตัวถอยหลบแม้แต่น้อย ใช้เพียงกิ่งไม้รับการโจมตีของชายหนุ่มอย่างเฉื่อยชา

 

 ดาบและกิ่งไม้นั้น ถึงแม้นจะเป็นวัตถุที่มีความแข็งแรงต่างกัน แต่ผู้ที่ถือมันนั้น เป็นผู้ที่มีพลังที่สูงส่ง จากกิ่งไม้ธรรมดากับกายเป็นดาบที่เรียวบางและว่องไว

 

กิ่งไม้สามารถรับพลังโจมตีของซีว่างได้อย่างง่ายดาย โดยไม่หงิกงอเลยแม้แต่น้อย

 

เจ้ามีดีแค่นี้?” หยางน่ากล่าวออกมาอย่างเฉยเมย ก่อนจะเหวี่ยงขาเตะชายหนุ่มกระเด็นไปชนกำแพง

 

เสี่ยวฮุ๋ยพลันตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล มันมองไปที่ต้นเสียงก่อนจะร้องออกมา “ฮูม ฮูม” ด้วยความหงุดหงิด ที่มีคนมารบกวนการนอนของมัน

 

ซีว่างรีบลุกขึ้นในทันทีหลังจากที่ร่วงหล่นลงไป หน่วงพลังไว้ที่แขนของตนเอง ก่อนจะร่ายวิชาออกมา “แรมที่ 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา!!!” คลื่นพลังสีทองพุ่งเข้าหาหญิงสาวเป็นเส้นตรง

 

" เห๊อะ.. " หยางน่าแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือช้า ๆ พลังของซีว่างก็อันตรธานหานไปในทันที

 

แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น” ซีว่างคืบมาอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว ฟาดดาบลงเต็มแรง โดยไม่ได้ออมมือแม้แต่น้อย

 

ทำดี…แต่ก็ยังมิพอ” หยางน่าใช้เพียงมือข้างที่มิได้จับกิ่งไม้ คีบดาบด้วยสองนิ้ว แล้วถีบชายหนุ่มกระเด็นไปอีกรอบ

 

ตูม!!! เสียงจากการปะทะครานี้ ดังกว่ารอบที่แล้วมากนัก ตอนนี้เจ้าเสี้ยวฮุ๋ย มิได้นอนต่อ ก่อนจะลุกขึ้นมาดูการต่อสู้ของชายหญิง ก่อนจะออกปากเชียร์อย่างสนุกสนาน " ฮู่ม..ฮูมฮูม..ฮู่ม..ฮูม , ฮู่ม..ฮูมฮูม..ฮู่ม..ฮูม " พร้อมกับโบกงวงของมันไปมา

 

อย่าสำออย..รีบลุกขึ้นมา” ก่อนที่หญิงสาวจะโยนกระบี่กลับไปให้ชายหนุ่ม

 

ซีว่างรับดาบไว้ก่อนจะปัดฝุ่นตามจุดต่าง ๆ ออกจากร่างกายตนเอง

 

ข้ารู้ว่าเจ้านั้นเก่ง..แต่ข้ามิคิดว่าจะห่างชั้นมากขนาดนี้” ซีว่างกล่าวชมหญิงสาว

 

ขมวดคิ้วะ!! เลิกชักช้าแล้วรีบแสดงพลังของเจ้าออกมา , หากเป็นข้าโจมตีต่อเจ้า , เจ้าคงระเหิดกลายเป็นไออย่างว่องไว” หญิงสาวพูด พลันยกมือขึ้นมาแล้วกระดิกนิ้วเรียกชายหนุ่มให้เข้าไปโจมตีเข้าไป

 

ขมวดคิ้ว” ซีว่างพุ่งเข้าหาด้วยความรวดเร็ว ใช้ท่าร่ายออกมาอย่างเต็มฝีเท้า ในมือนั้นตอนนี้อัดแน่นด้วยพลังสองสาย ลม และไฟ มันเหวี่ยงกระบี่ออกไปพร้อมกับพายุไฟ ที่พวยพุ่งเข้าหาหญิงสาว

 

โอ้ววว..ความคิดดี , แต่ยังดีไม่พอ” หญิงสาวยกมือข้างที่มิได้ถือกิ่งไม้ ใช้มือหมุนน้อย ๆ ก่อนที่จะดูดพลังของชายหนุ่มเข้ามาตรงจุดกึ่งกลางของแขนตนเอง แล้วเหวี่ยงกลับไปหาชายหนุ่ม

 

พลังไฟที่ปล่อยออกมาของซีว่าง ตอนนี้กำลังย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง

 

ไม่ดีแล้ว’ ชายหนุ่มอุทานในใจ ตั้งโล่ดินขึ้นมาในการป้องกัน เกราะดินนี้นั้นทำขึ้นมาด้วยพลังธาตุดิน จึงสามารถกั้นพลังที่สวนมาได้อย่างง่ายดาย

 

เมื่อเห็นดังนั้น หญิงสาวจึงพุ่งเข้าหาแล้ว เอากิ่งไม้พังทลายกำแพงภูผาแตกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกลับฝุ่นที่ฟุ่งกระจายไปทั่ว

 

เมื่อฝุ่นจางลงหญิงสาวก็ไม่เห็นชายหนุ่มอยู่แถวบริเวณนั้น ก่อนที่นางจะใช้พลังออกมาเพื่อตรวจสอบ

 

แต่ยังมิทันได้ใช้ออกมา ก็เกิดระเบิดขึ้นจากพื้นดินที่อยู่ใต้เท้าของหญิงสาว พร้อมกับบุรุษหนุ่มที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินพร้อมกับชูอาวุธของตนเองขึ้นไว้เหนือศีรษะ

 

" แรมที่ 3 จันทราร่วงหล่น !! " ก่อนที่จะกดกระบี่ลงอย่างว่องไว ฟันกริ่งไม้ของหญิงสาวแตกเป็นเสี่ยง ๆ จากการที่หญิงสาวมิได้ใช้พลังปราณเสริมเข้าไปที่กิ่งไม้

 

เมื่อกิ่งไม้หักลง หญิงสาวพลันได้สติ ก่อนจะหมุนตนเองแล้วยกขาสูงเตะเข้าที่บั้นเอวของชายหนุ่ม กระเด็นไปอีกครั้งหนึ่ง เกิดเดจาวูครั้งที่สาม คือชายหนุ่มพุ่งไปชนกับกำแพงอีกครั้ง

 

" ความคิดมิเลว..แต่พลังของเจ้ายังอ่อนนัก " หญิงสาวกล่าวชมก่อนที่จะเย้ยหยันตามมาทีหลัง

 

ชายหนุ่มรีบลุกจากพื้นด้วยท่าทีที่อ่อนแรง ก่อนจะมองไปที่หญิงสาวด้วยสีหน้าที่หดหู่เล็กน้อย

 

" เหตุใดจึงทำหน้าตาเช่นนั้น ? กลยุทธ์ของเจ้าที่ใช้ออกมานั้น..หาเป็นผู้อื่นคงบังคับถูกเจ้ากำราบโดยทันที , แต่เป็นเพราะระดับพลังของข้าและเจ้าไกลห่างกันเกินไป..จึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ , อย่าดูเบาตนเองนักเลย " หยางน่ากล่าวปลอบใจชายหนุ่มด้วยท่าทีที่อ่อนโยนเล็กน้อย

 

ปะ เป็นไปได้อย่างไร? ข้าไม่เคยรู้มาก่อน ว่าหน้ากากนี้สามารถแปลงโฉมอสูรได้ โดยเฉพาะ เปลี่ยนจากอสูร กลายเป็นมนุษย์” ชายหนุ่มตะลึงอย่างมาก ไม่คาดคิดว่าสามารถทำเช่นนี้ได้

 

 

อย่างที่เจ้าว่า..ระดับพลังนั้นห่างชั้นกันเกินไป , ตัวข้าหากเจอภัยอันตราย..คงจะทำได้แค่เพียงหนีออกมาเท่านั้น ” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียที่ดูเศร้าหมอง

 

หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยปากตักเตือนต่อชายหนุ่ม “ หนีเมื่อรู้ว่าตนสู้มิได้นั้น..มันก็ถูกแล้ว , หากรู้ว่าสู้มิได้..แต่ยังรั้นที่จะต่อสู้ , ก็มิต่างอะไรกับเอากิ่งไม้นี้..ไปฟาดฟันกับกระบี่เจ้า , ต่อให้ดูแข็งแรงปรานใด..หากไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง , มันก็จะกลายเป็นเพียงเศษฟืนไร้ค่า ” ก่อนที่หญิงสาวจะใช้มือของตนเองกำกิ่งไม้ในมือของตนจนแหลกละเอียด แล้วใช้ปากของตนเป่าฝุนผงอันนั้นลอยเข้าหาชายหนุ่ม

 

ชายหนุ่มมองเศษฝุ่นที่ลอยมา พร้อมกับคิดตามในสิ่งที่หญิงสาวกล่าว ก่อนที่ดวงตาที่มืดมนของมัน จะเปลี่ยนเป็นสายตาที่กระจ่างใสและรู้แจ้ง

 

ก่อนที่หญิงสาวจะถอนหายใจเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของชายหนุ่ม ก่อนจะบอกกล่าวออกไป

 

พอแล้ว ไว้วันหลังเจ้าค่อยมาฝึกใหม่..จำบทเรียนนี้ไว้ให้ดี”

 

ถึงจะเจ็บใจ แต่ก็ทำให้ซีว่างได้รู้นั้น ว่าตนเองยังอ่อนด้อยประสบการณ์มากนัก แต่ตอนนี้มันมิได้ท้อแท้เช่นเมื่อครู่ ก่อนจะกล่าวกับหญิงสาวด้วยความมั่นใจ

 

งั้นข้าขอตัว..พรุ่งนี้ข้าจักพยายามอย่างเต็มที่” ชายหนุ่มกล่าวลาแล้วออกมาจากโลกแห่งวิญญาณ

 

 

 

หลังจากออกมานั้น ชายหนุ่มจึงรีบเข้านอน เพื่อที่จะกลับไปฝึกกับหญิงสาวใหม่อีกครั้งหนึ่งในวันพรุ่ง

 

เวลาหนึ่งอาทิตย์ก็ได้ผ่านพ้นไป ตัวของซีว่างเข้าไปฝึกกับหญิงสาวตลอด พัฒนาการของมัน ก็เด่นชัดขึ้นทุกครั้ง ทั้งพลังธาตุ และประสบการณ์ของการต่อสู้กับผู้ที่เหนือกว่ามัน ทำให้มันไม่มุทะลุโจมตีเพียงอย่างเดียว มันมีถอยบ้างหลอกล้อบ้าง ประสบการณ์การต่อสู้ เพิ่มขึ้นอย่างว่องไว

 

แล้วก็มาถึงวันเปิดงานการประลอง

 

งานประลองนั้นจัดขึ้นที่สำนักวายุคำราม เนื่องจากมันเป็นผู้ที่ชนะเมื่อคราก่อน ทำให้มันได้เป็นเจ้าบ้านในปีนี้

 

ผู้ที่ลงแข่งขันนั้น มีทั้งหมด 30 คน ทุกสำนักขนผู้เยาว์ที่ฝีมือดีเด่นออกมากันมากมาย แต่สำนักที่มีผู้ชมร่วมเชียร์มากที่สุด แน่นอนสำนักของผู้ชนะคราก่อน สำนักวายุคำราม

 

ขบวนของแต่ละสำนัก ต่างทยอยเดินเข้ามา ผู้ที่เข้าร่วมต้องเข้าตรวจสภาพร่างกายและระดับพลังปราณเสียก่อน

 

เมื่อถึงตาของซีว่างในการตรวจร่างกาย

จิตโลกาขั้น 3” เสียงของผู้คุมประกาศออกไป ทำให้บรรยากาศเงียบลงไปทันใด

 

ที่ผู้คนเงียบนั้นเป็นเพราะความแปลกใจ ในประวัติศาสตร์ของเมืองรากนาคา มิเคยมีสำนักใด ส่งผู้ที่ต่ำกว่าระดับผสานโลกาเข้าร่วมงานประลองมาก่อน แถมซีว่างยังเป็นเพียงจิตโลกาขั้นต้นเท่านั้น

 เมื่อความแปลกใจมลายสิ้น ก็เกิดเสียงครหาออกมาดังลั่นสถานที่แห่งนั้น

สำนักภพจันทราคิดอะไร..ถึงส่งเจ้านั้นเข้าประลอง”

สงสัยสำนักมัน..ส่งได้ดีที่สุดก็เพียงเท่านี้”

ใส่ใจทำไม..ทุกปีก็เห็นมาเป็นไม้ประดับอยู่แล้ว”

 

มีแต่เสียงวิจารณ์ต่าง ๆ มากมาย

 

< มีแต่คนชื่นชมเจ้ามากมายนัก..ได้ยินแล้วข้ารู้สึกดีใจยิ่งนัก > หญิงสาวกล่าวหยอกล้อออกมาต่อสถานการณ์ตรงหน้า

 

 < … >

 

ตลอดเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ฝึกกับหญิงสาว มันทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าเนื้อแท้ของหญิงสาวเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน แตกต่างกับที่นางแสดงออกมาเมื่อครั้งพบกันครั้งแรก

 

< ข้าอยากเห็นเสียจริง..หากพวกมันได้เห็นความสามารถของเจ้า พวกมันจะทำหน้าตาเช่นไร >

 

< ข้าก็จะทำให้พวกมัน..ตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก > ซีว่างกวาดสายตามองผู้คนที่ดูถูกมัน ที่มันทำเช่นนี้มิได้เคียดแค้นอะไร เพียงแต่จะจดจำบรรยากาศเช่นนี้เอาไว้ เพื่อเป็นแรงผลักดันตนเอง

 

 

 

ตอนนี้ผู้คนก็ยังมิได้ หยุดพูดคุยเรื่องของชายหนุ่ม ได้แต่วิจารณ์ต่าง ๆ นานา

 

 

 

กฎของงานประลองของเมืองรากนาคานั้น จะเป็นการใส่ชื่อลงไปแล้วจับฉลากสุ่มกันไป ซึ่งศิษย์สำนักเดียวกัน สามารถพบกันเองได้ ตั้งแต่รอบแรก แบ่งเป็นสองสาย สายแดง กับสายน้ำเงิน สำนักที่ชนะการประลองปีที่แล้วจะอยู่สายแดง ส่วนสำนักที่ได้ที่สองจะอยู่สายน้ำเงิน เพื่อเป็นการกันมิให้ ที่ 1 และ ที่ 2 พบกันเร็วจนเกินไป

 

ผลของการจับฉลาก มู่หวังและซีว่างอยู่กันคนละสาย การแข่งขันจะเริ่มขึ้น วันพรุ่งนี้

 

ระหว่างนี้ พวกซีว่างและสหายของตนต่างเดินชมสิ่งต่าง ๆ ภายนั้นในงานมีทั้งการเชิดสิงโต งิ้ว ละครลิง แม้กระทั่งประกวดสาวงามของแต่ละสำนัก ซึ่งผู้ที่ลงประกวดแน่นอน เยว่รู่สาวงามแห่งสำนักภพจันทรา ซึ่งแน่นอน นางโดนบังคับมา โดยเยว่ชิงผู้เป็นปู่

 

เฟิงอวิ๋นแยกตัวออกไปชมงานประกวดสาวงาม โดยไม่สนสายตาที่ซีว่างมองเย้าแย่ต่อตัวมัน ส่วนจิ้นเฟิงก็ไปเดินหาของกินภายในงาน ปล่อยให้ซีว่างอยู่กับชายอ้วนจูจินเพียงสองคน

 

น้องจินว่าง..เจ้าอยากไปชมที่ใดต่อหรือไม่ ?”

 

ข้าว่าเรากลับกันเถิด..ข้าต้องออมแรงไว้ในวันพรุ่งนี้”

 

ถ้าเจ้าคิดเช่นนั้น..งั้นเรากลับห้องพักกัน” ก่อนที่ชายอ้วนจะเดินนำไป

 

 

 

แต่จู่ ๆ ก็มีบุคคลหนึ่งเดินเข้ามากล่าววาจาถากถาง

 

อ้าว…อ้าว นึกว่าผู้ใด , เจ้าไม้ประดับของการประลองนี่เอง” ผู้ที่พูด มีรูปกระบี่ปักอยู่ตรงหน้าอกตนเอง เป็นคนของตระกูล กระบี่สาขาเมืองรากนาคา มีนามว่า กระบี่เพลิง อยู่ระดับ ผสานโลกาขั้นที่ 1

 

พรุ่งนี้ข้าจะพยายามออมมือให้เจ้าละกัน , แต่กระบี่มันไม่มีตา..หากทำให้เจ้าเสียชีวิตหรือเสียอะไรไป , ก็โทษข้าไม่ได้เพราะเจ้ามันอ่อนแอ” กระบี่เพลิงกล่าวกับซีว่างด้วยวาจาดูถูกและจิตสังหารที่ปล่อยมาทำให้รู้ได้ว่ามันคิดจะสังหารตัวซีว่างอย่างแน่นอน

 

แต่ซีว่างมิได้ทำอะไร ปล่อยให้มันเดินจากไป มิได้ตอบโต้ใด ๆ ทั้งสิ้น

 

< เหตุใดเจ้าถึงปล่อยมันไป ? , เจ้าแค่ดีดนิ้วเดียว..มันก็ร้องขอชีวิตเจ้าแล้ว > หยางน่ากล่าวถามด้วยความสงสัย

 

< ข้าเพียงแต่คร้านจะนำมันมาใส่ใจ , อย่างไรวันพรุ่ง..มันก็โดนข้ากำราบอยู่ดีส่ายหน้า ให้มันหมอบคลานอายคนทั้งสนามประลอง..ถึงจะสมใจข้า > ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงเรียบ ๆ แล้วเดินกลับห้องพักตนเอง

 

ตัดมาที่ฝั่ง เฟิงอวิ๋น ที่มาชมการประกวดสาวงาม

 

 

 

บนเวทีประกวด มิมีผู้ใดเทียบรัศมีของเยว่รู่ได้สักคน มิใช่บอกว่าสาวงามของสำนักและตระกูลอื่นหน้าตาไม่ดี เพียงแต่มิมีใครทราบรัศมีของนางได้แม้แต่น้อย เปรียบดั่งเหล่าดวงดารา ที่อยู่ล้อมรอบจันทราที่สว่างไสว

 

เยว่รู่ปกติก็งดงามอยู่แล้ว ครานี้นางเปรียบดั่งนางสวรรค์ลงมาโปรดสัตว์โลก เป็นดั่งนางฟ้าบนสวรรค์ผู้สูงศักดิ์เมื่ออยู่บนเวที

 

เฟิงอวิ๋นตอนนี้สายตาเคลิบเคลิ้ม มิได้มองผู้ใดนอกจากนาง

 

เสียงผู้ชมก็ต่างชื่นชมในความงาม แต่ก็จะมีบางพวกที่พูดจาไม่ให้เกียรติของเหล่าหญิงสาวบนเวที โดยเฉพาะ คนของสำนักภพจันทรา เยว่รู่

เฮ้ น้องสาวกระโปรงเจ้าใยหนาปรานนั้น แล้วข้าจะถอดออกคืนนี้ได้อย่างไร”

คืนนี้พี่ว่าง..หากเจ้าเหงาเชิญได้ทุกเมื่อ”

หญิงงามเช่นเจ้าเหตุใดเจ้าถึงไปอยู่สำนักกระจอกเช่นนั้น..เสียดายยิ่งนัก”

 

เมื่อได้ยินผู้ที่พูดจาลามกต่อหญิงสาว เฟิงอวิ๋นจึงรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก แต่เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงงานประลอง มันจึงมิอยากก่อความวุ่นวาย จึงทำได้แต่กดข่มอารมณ์ของตนเองไว้

 

สุดท้ายเมื่องานประกวดได้จบลง แน่นอนเยว่รู่ชนะการประกวด ผู้คนต่างแยกย้ายจากไป เหลือแต่เพียงเฟิงอวิ๋นที่รีบวิ่งตรงไปยังข้างเวที ด้วยความที่อยากกล่าวแสดงความยินดีและคอยป้องกันนางจากพวกผู้ชายหื่นกาม หรือว่าง่าย ๆ ชายหนุ่มหวงก้างนั้นเอง

 

เมื่อเห็นนางใกล้ ๆ เฟิงอวิ๋นเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด มิอาจพูดหรือขยับตัวได้

 

นางในวันนี้ปกติก็งดงามอยู่แล้ว ยิ่งแต่งตัวเพื่องานประกวด ยิ่งขับความงามของนางได้อย่าง มิมีที่ติ

 

เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?” หญิงามกล่าวเมื่อได้เห็นเฟิงอวิ๋น

 

ขะ ขะ ขะ ข้า มาแสดงความยินดีต่อ จ้าแม่นางหยาง” ก่อนจะรีบหันหลังตนเพื่อหลบหน้าที่กำลังแดงเขินของตนเอง

 

เฮ๊อะ.. ข้ามิได้อยากมาทำอะไรงี่เง่านี่เช่นเลย..เพียงแต่โดนบังคับมา” หญิงสาวกล่าวออกมาพร้อมกอดอกตนเอง พร้อมกับหน้าตาที่บูดบึ้ง

 

ถึงอย่างไร..ท่านก็ชนะการประกวด , ข้ายินดีต่อเจ้าด้วย” ชายหนุ่มรีบกล่าวชมออกไป

 

เหตุใด..พูดจากัน , จึงไม่หันมามองหน้ากัน , หรือเจ้าจะรีบไปที่ใด?” หญิงสาวกล่าวออกมา ก่อนที่จะเดินอ้อมไปด้านหนัาของชายหนุ่ม

 

ขะ ขะ ข้าเพียงแต่หันชมสำนักนี้เท่านั้น..ขะ ขะ ข้ามิเคยเห็นมาก่อน , ว่าแต่พี่ชายของเจ้า..เหตุใดจึงมิเข้าร่วมงาน , หรือยังฝึกวิชาอยู่?” เฟิงอวิ๋นรีบเปลี่ยนเรื่องในทันที เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่หญิงสาวจะกล่าวถามต่อมัน

 

ท่านพี่จะมาร่วมชมงานวันพรุ่งนี้”

 

เช่นนั้น..เจ้ามีใครเป็นเพื่อนเดินชมงานหรือไม่?” เฟิงอวิ๋นยิ้มขณะกล่าวถาม แต่มิกล้ามองหน้านางตรง ๆ ได้แต่มองไปที่หน้าผากของหญิงสาว

 

มิมี , ข้ามีเพียงตัวผู้เดียวและข้าก็เหนื่อย..อยากจะกลับไปพักผ่อน”

 

 

หากเจ้ามิรีบ , ข้าสามารถไปเป็นเพื่อนเจ้าได้..แม่นางเยว่” เฟิงอวิ๋นรีบเสนอตนเองไปส่งนางในทันที

เช่นนั้นก็ดี..จะได้มีคนคอยถือของให้ข้า , แต่ข้าขอไปเปลี่ยนชุดบ้าบ้านี่ออกก่อน..อึดอัดยิ่งนัก” ก่อนที่หญิงสาวจะเดินกลับไปที่เปลี่ยนชุด

 

ด้านเฟิงอวิ๋นเมื่อหญิงสาวกล่าวตกลงแล้วเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า มันก็ดีใจกระโดดขึ้นชกอากาศดั่งผู้ชนะ

 

ตัดมาที่ด้านของจิ้นเฟิงที่เดินชมงานหาของอร่อย ๆ กินอยู่ มันถือของกินเต็มไม้เต็มมือ ปากก็มีของยัดเข้าไปโดยไม่ขาดช่วง ตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ แต่ความจุของมันอย่างกับถุงมิติที่ไม่มีวันเต็ม

 

เมื่อมันเดินเล่นแบบไร้จุดหมายอยู่นั้น มันก็ไปเห็น เฟิงอวิ๋นกำลังเดินกับหญิงสาวอยู่ จึงรีบเดินเข้าไปทักทาย

 

เหตุใดพวกท่านถึงมาเดินกันแค่สองคนหรือ?” มันเดินเข้ามาก็เห็นเยว่รู่เดินตัวปลิว แต่เฟิงอวิ๋นนั้นตอนนี้คงเป็นเหมือนเจ้าลาตัวน้อย บรรทุกของเต็มไม้เต็มมือ ซึ่งของต่าง ๆ เป็นของหญิงสาวทั้งสิ้น

 

เหตุใดท่านถึงต้องถือของด้วยเล่า..หรือท่านทำถุงมิติหาย?” จิ้นเฟิงถามด้วยความสอดรู้

 

ข้าแค่มาเดินเที่ยวเท่านั้น , มิได้นำถุงมิติติดมาด้วย..แต่พี่ชายเจ้าอาสาถือของให้แก่ข้า” หญิงสาวตอบนิ่ง ๆ มิได้ใส่ใจ

 

อ้ออออ , แล้วท่านเอาเงินมาจากที่ใด..ในเมื่อท่านมิได้พกถุงมิติมาด้วย?” เด็กน้อยผู้สอดรู้กล่าวถามมิหยุด ก่อนที่จะหันไปมองเฟิงอวิ๋น “หรือพี่เฟิงเป็นค...”

 

 

 

เมื่อเห็นเจ้าเด็กปากมากสอดไม่หยุด เฟิงอวิ๋นจึงเดินเข้าไปพูดกระซิบข้าง ๆ หูมัน

 

ข้าเห็นพี่ชายเจ้า..ตามหาเจ้าน่ะ , เห็นว่าเป็นเรื่องด่วน..รีบไปหามันเร็วไว” เฟิงอวิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงที่ข่มขู่

 

อ้อออ..เดี๋ยวข้ารีบไปหาท่านพี่” เมื่อกล่าวจบมันก็หันหลังใช้ท่าร่ายวิ่งไปที่ห้องพักของพี่ชายตน ในทันที

 

เมื่อตัวสอดจากไป เฟิงอวิ๋นก็ยิ้มร่าอีกครั้งและเดินตามหญิงสาวต้อย ต้อย ต้อย

* (ถึงตรงนี้คงรู้ใช่ไหมครับเหล่าผู้อ่าน หากสองคนนี้ได้กันในอนาคต เฟิงอวิ๋นคงจะอยู่ในสมาคมอะไร) *

 

เมื่อจากเฟิงอวิ๋นมา จิ้นเฟิงก็รีบใช้ท่าร่ายวิ่งมาถึงห้องพักของพี่ชายตนเองโดยใช้เวลาไม่นาน

 

ท่านพี่เรียกข้าด้วยเหตุใด ?” เมื่อมาถึง มันจึงรีบกล่าวต่อพี่ชายของมัน

 

เรียกเจ้า? ข้าเรียกหาเจ้าเมื่อใด?” ซีว่างงงกับคำถามของน้องชายตน

 

ข้าก็กะเอาไว้อยู่แล้ว..คิดว่ามาแปลกนัก , เหตุใดท่านพี่จะเรียกหาข้า..จึงมิใช้ศิลาสื่อสารติดต่อมา” จิ้นเฟิงกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่โมโหอย่างมาก ก่อนที่มันจะรีบฟ้องต่อพี่ชายของมันในทันที

 

เป็นท่านพี่เฟิง..กลั่นแกล้งข้าอีกแล้ว” จิ้นเฟิงรู้สึกเคืองหน่อย ๆ

 

เจ้าบอกเฟิงอวิ๋นแกล้งเจ้า?”

 

ก็ใช่สิ..ข้าบังเอิญพบพี่เฟิงอวิ๋นเดินอยู่กับแม่นางเยว่ ข้าจึงเข้าเอาไปทักทาย..” เด็กน้อยตอบด้วยความสัตย์ซื่อ ก่อนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้พี่ชายมันฟัง

 

มิน่า มิน่า..” ซีว่างเข้าใจเหตุผลทันที เพราะจิ้นเฟิงเป็นตัวเกะกะ ต่อเฟิงอวิ๋น มันจึงใช้อุบายไล่ให้เด็กน้อยกลับมา

 

ท่านกล่าวอะไรรึ?” เด็กน้อยถามต่อพี่ชายมัน

 

ข้าว่าที่ซื่อบื้อกว่ามัน..ก็เป็นเจ้านี่แหละ” ซีว่างกล่าวพลันส่ายหน้ากับความไร้เดียงสาของน้องชายตนเอง

 

ข้าจะไปตามพี่เฟิง..บังอาจมาแกล้งข้า” เด็กน้อยกล่าวขณะกำลังจะวิ่งกลับไป

 

ซีว่างใช้มือดึงไหลของน้องชายตน ก่อนจะกล่าวบออกต่อมัน “เจ้าอย่าไปกวนมันเลย..เป็นเพราะเจ้าไปกวนมันก่อนมันจึงทำเช่นนี้” 

 

ข้าก่อกวนเขาก่อน ? , มิใช่มั้ง..ข้าไปกวนอะไรพวกเขา..”

 

เด็กหนอเด็ก , ไว้เจ้าอายุ 50 เท่าข้า..เจ้าจะเข้าใจเอง” 

 

ท่านอายุ 50? ยิ่งคุยกับท่านข้ายิ่งไม่เข้าใจ..ข้ากลับไปเที่ยวเล่นต่อดีกว่า” พูดจบมันก็เดินจากไป

 

เมื่อจิ้นเฟิงจากไป ซีว่างได้เพียงแต่ส่ายหัวกับความไม่รู้เดียงสาของน้องชายตนเอง

.

.

และแล้ววันรุ่งขึ้นก็มาถึง

ความคิดเห็น

COMMENT

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK