เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )
ตอนที่ 27 คำสัญญาของซีว่าง ( rewrite )
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  
“ของฝากเจ้า , เผื่อพรุ่งนี้..เจ้าต้องใช้มันต่อเข้ากับแขนของเจ้าเอง , แต่ไม่แน่..สิ่งที่จะขาดในวันพรุ่งนี้ , อาจมิใช่แขนของเจ้า..แต่อาจเป็นคอของเจ้า”

เมื่อซีว่างเห็นแขนที่โยนมาพร้อมคำขู่ของฮั่วฉิน มันมิเพียงไม่โกรธ มันเพียงแต่สลดใจ

ซีว่างเดินเข้าไปหยิบแขนข้างนั้นขึ้นมา ใช้ไอปราณธาตุน้ำ เร่งอุณหภูมิให้ติดลบ ปล่อยพลังเหมันต์จนมือข้างนั้นมีน้ำแข็งเกาะ

ก่อนที่มันจะก้มมองมือคู่นี้ และโยนไปให้จูจิน “ข้าวานพี่จินฝากเอาแขนข้างนี้ไปให้เจ้าของมันที ถึงจะไม่สามารถต่อได้ติดแล้ว อย่างน้อยก็เป็นของมัน มันจะเอาไปทำอย่างไรต่อ ก็สุดแล้วแต่มัน”

ก่อนที่จะมองไปที่ ฮั่วฉิน ด้วยสายตาเวทนา

“ช่างน่าสงสารมันผู้นี้นัก..ที่เจ้าทำให้มันพิการ , ตอนเด็ก ๆ เจ้าคงเก็บกดมากหรือบิดาหรือมารดาของเจ้า..ไม่เคยคอยสั่งสอน , เจ้าถึงได้เป็นคนเช่นนี้..หรือว่าเจ้ากำพร้า ?”

“เจ้าวอนแล้ว!!” ฮั่วฉินพุ่งใส่ซีว่าง หยิบดาบของมันออกมา ไอเพลิงออกมาจากดาบ ชัดเจนว่าเป็นอาวุธปราณธาตุ

ซีว่างชักกระบี่ออกมาพุ่งเข้าหาฮั่วฉินเช่นกัน วาดกระบี่แทงไปที่หน้าอกของมัน

“พวกเจ้าทำอะไร!!”

เยว่ชิงพุ่งเข้ามาอยู่ระหว่างมันสองคน ใช้นิ้วมือของมันทั้งสองข้าง จับดาบและกระบี่ของทั้งสองคนและเหวี่ยงมันทั้งสองคนออกไป

“หากเจ้าสองคนอยากห้ำหั่นกัน..ก็เก็บแรงไว้วันพรุ่ง” เยว่เทียนตะคอกออกมาด้วยความโกรธ มันมิได้โกรธซีว่าง แต่เป็นความโกรธที่มีต่อฮั๋วฉินเพียงผู้เดียว

เยว่ชิงมองไปที่ฮั๋วฉินด้วยสายตาอาฆาตอย่างมาก เพราะมันเป็นผู้ที่ตัดแขนของมู่หวังศิษย์พรสวรรค์สูงของสำนักตนเอง

“นึกไม่ถึงว่าฮั่วเจี้ยวอวิ๋นบิดาของเจ้า..จะมีลูกที่ระยำเช่นเจ้า , ไสหัวไป..ก่อนที่ข้าจะมิมีความอดทนเหลืออยู่” ก่อนที่จะโยนดาบเพลิงของฮั่วฉินกลับไปให้มัน “ไป !!” ชายชราตระคอกไล่มัน

ฮั่วฉินมองไปที่ เยว่ชิงอย่างมิเกรงกลัว ก่อนจะกล่าวต่อชายชราว่า “ที่ข้าจะจากไปมิใช่เกรงกลัวต่อเจ้า..แต่ข้าขอบอกเอาไว้ , พรุ่งนี้ศิษย์อีกคนของเจ้า..คงจะได้หายใจเป็นวันสุดท้าย” ก่อนที่มันจะแสยะยิ้มออกมา แล้วเร่งฝีเท้าวิ่งจากไป

เยว่ชิงมองดูมันสักพัก ก่อนที่จะหันหลังมองมาที่ซีว่าง

“กระบี่เจ้า..หวงหลง” ชายชราเดินเอากระบี่มามอบให้ชายหนุ่ม ถึงในน้ำเสียงจะมีความขุ่นมัว แต่ไม่ได้เกิดเพราะชายหนุ่ม

“ตามข้ามา” เยว่เทียนกล่าวกับซีว่าง ก่อนจะหันมองไปที่สหายของชายหนุ่ม “พวกเจ้าอยู่ที่นี่..อย่าคิดตามพวกข้ามา”

เหล่าสหายของซีว่างพยักหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายชราจึงเดินนำไป

ซีว่างพยักหน้าให้สหายเล็กน้อย และเดินตามชายแก่ที่เดินนำหน้าไปติด ๆ

ชายชราพาซีว่างไปที่ห้องพักของตัวชายหนุ่มเอง ก่อนที่ชายแก่จะเดินนำเข้าไปในห้อง ซีว่างเดินตามเข้าไปไม่ห่าง ก่อนที่เยว่ชิงจะหยุดเดินแต่มิได้หันมามองชายหนุ่ม ได้แต่ก้มหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่าง

ซีว่างเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวถามในทันที

“ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาคุยเป็นการส่วนตัว , ท่านมีเรื่องอันใดกับข้า ?”

ชายชรามิได้ตอบทันที มองหน้าของซีว่างเล็กน้อย ตอนนี้เยว่ชิงนั้นรู้สึกเสียดายและอึดอัดอย่างมาก มันแสดงออกมาทางสีหน้า

“ท่านมีเรื่องใดหนักอกหนักใจ.. , โปรดบอกต่อข้าเถิด..ข้ามิสบายใจ” ซีว่างกล่าวต่อชายชรา

ก่อนที่ชายชราจะถอนใจออกมา สูดลมหายใจเล็กน้อย แล้วสบตาของชายหนุ่ม

“พรุ่งนี้เจ้ายอมแพ้เถิด..” ชายชรากล่าว

“ยอมแพ้? .... ท่านคิดอันใด , ข้ามิมีทางยอมแพ้” ซีว่างรู้สึกมึนงงกับชายชราอย่างมาก ทั้ง ๆ ที่เยว่ซิงควรจะดีใจ และต้องการที่จะให้มันชนะเป็นที่สุด

“ข้าเองก็มิอยากกล่าวเช่นนี้ต่อเจ้า , เพียงแต่...” ชายชราหันหลบหน้าชายหนุ่ม ก่อนจะกล่าวต่อว่า “หากเจ้าสามารถชนะมันได้โดยมิมีการสูญเสีย.. คงจะเป็นเรื่องที่ดีนัก , หรือหากเจ้าพ่ายแพ้โดยมิเสียอะไร..ข้าก็คงมิพูดเช่นนี้ , แต่ข้าคิดว่ามันคงมิง่ายดายเช่นนั้น”

“เรื่องนี้ท่านมิเข้าใจ.. , ต่อให้ข้ายอมแพ้..อย่างไรในวันต่อ ๆ ไป , ข้าและมันก็ต้องมีเรื่องที่ต้องสะสางกันเป็นการส่วนตัวอยู่ดี..สู้ทำให้มันจบภายในพรุ่งนี้ , เป็นการดีที่สุด” ซีว่างกล่าวออกไปด้วยท่าทีที่มุงมั่น สายตาของมันกระจ่างใสยิ่งนัก

“เจ้าต่างหากที่ไม่เข้าใจเรื่องอันใด , ตัวของฮั๋วฉิน... , มิใช่แค่ฮั่วฉิน..แต่เป็นตระกูลมันที่ข้าเป็นห่วง..” ชายชราส่ายหัวเล็กน้อย

“เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น..มันพิเศษอย่างไร ?”

“เพราะตอนนี้ตระกูลเพลิงสวรรค์..มีอำนาจมากมายมหาศาลนัก , ฮั่ว ซิง ผู้นำตระกูลหลักของพวกมัน..เป็นหนึ่งในสองของขุนพล..ยั้งรั้งตำแหน่งราชครูแห่งวังหลวง..และฮั่วเสี่ยวอวิ๋นนั้น..ก็เป็นบุตรคนโปรดของมัน..มันจึงได้มาเป็นผู้นำตระกูลที่เมืองใหญ่แห่งนี้” ชายชรากล่าวออกมาด้วยความอึดอัด

ซีว่างได้ยินดังนั้นก็มิได้แปลกใจ เพราะในอดีตคนของตระกูลหลักทั้ง 6 นั้น ผลัดกันมีตำแหน่งสูง ๆ ในราชสำนักอยู่ตลอด

แต่ที่มันแปลกใจคือ เหตุใด..ผู้ที่องค์ราชาไว้วางใจให้เป็นราชครู ถึงมิดูแลตระกูลมันให้ดีแล้วยังปล่อยให้มีเนื้อร้ายเช่นนี้ ทำให้ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียงได้

“เพราะเหตุนี้..ในเมืองรากนาคานั้น..ต่อให้มีท่านเจ้าเมืองที่ตงฉินเพียงใด , แต่ก็มิอาจทานอำนาจของตระกูลเพลิงสวรรค์ได้” ( ตงฉิน = ซื่อสัตย์ , ซื่อตรง )

ก่อนที่ชายชราจะหันกลับมามองซีว่าง แล้วมองไปในตาของมันเป็นการขอร้อง

“เจ้าคือรุ่นหลังแห่งสำนักภพจันทรา..อนาคตเจ้ามิอาจคาดเดาได้ , ข้าขอร้องโปรดยอมแพ้เพื่อรักษาอนาคตของเจ้าเองและเพื่อสำนักของเรา” แววตาของชายชราเศร้าสร้อยเป็นอย่างมาก มันคาดหวังให้ชายหนุ่มนั้นชนะการแข็งขันในครั้งนี้เป็นอย่างมาก แต่เพื่อตัวชายหนุ่มและความก้าวหน้าของสำนักในอนาคต มันจำเป็นต้องกล่าวขอร้องเช่นนี้ออกมา

ซีว่างมองไปยังตาชายแก่ มันก็รับรู้ถึงความเป็นห่วงใยจากใจจริง มิได้เสแสร้ง ก่อนที่มันจะกล่าววาจาด้วยอารมณ์ที่อ่อนลงและเต็มไปด้วยเหตุผล

“ข้าคงต้องขออภัยท่านในความดื้อรั้นในครั้งนี้ , ข้าสัญญาต่อมู่หวังว่าจะแก้แค้นให้แก่มัน..แล้วข้าสัญญาด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของข้าแก่มัน , หากข้าผิดคำสัญญา..ท่านยังจะคาดหวังการใดในภายภาคหน้ากับข้าได้อยู่หรือไม่ ?”

“แล้วข้าก็ได้ให้สัญญาไว้กับหญิงสาวผู้หนึ่ง..ว่าจะช่วยเหลือนาง..เพราะนางมีพระคุณต่อข้า..ข้าจึงยังไม่สามารถตายหรือพิการได้ในตอนนี้ , โปรดท่านวางใจ , ชีวิตของข้า..ข้ายังมิว่างที่จะนำมันไปทิ้งในตอนนี้ได้”

หลังจากพูดจบ มันก็ทำเสียงเบา ๆ แต่หนักแน่นก่อนจะกล่าวประโยคต่อไปกับชายชรา

“ข้าสัญญาต่อท่าน..ข้าจะมิตายในการประลองวันพรุ่งนี้ , ถึงข้ารับปากท่านมิได้ว่าข้าจะชนะ..แต่ข้ามั่นใจว่ามันมิอาจสังหารข้าได้” ซีว่างทุบอกตัวเอง ด้วยความมั่นใจ กล่าวออกไปด้วยเสียงที่แจ่มใส่ชัดเจน

ชายแก่ถอนใจเล็กน้อย จ้องไปที่ชายหนุ่มด้วยสายตาเศร้าหมอง

“ข้าคงห้ามเจ้ามิได้จริง ๆ , เอาเป็นว่า..พรุ่งนี้หากมีบางอย่างผิดพลาด..ขอให้เจ้าจำไว้ , ข้าอยู่ข้างเจ้าและจะคอยปกป้องเจ้าสุดฝีมือ” ชายชรายกมือมาตบไหล่ของซีว่างเบา ๆ จ้องมองด้วยความเป็นห่วงปรานบิดาเป็นห่วงบุตรของตน

“ข้าได้แต่หวังว่า..จะมิเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น..หวงหลงของข้า”

“โปรดท่านวางใจ..ต่อให้มันสามารถตัดแขนของผู้ใดมามากมายเกินจะนับได้ , แต่แขนของข้า...ข้าไม่อนุญาต..มันก็มิสามารถเอาไปจากข้าได้” ซีว่างกล่าวสัญญาพร้อมกลับทุบไปที่กลางอกของมัน

เมื่อเห็นชายหนุ่มมั่นใจเช่นนั้น ชายชราก็เบาใจลงไปเล็กน้อย

“เจ้าพักผ่อนเถิด..เจ้าต้องเก็บแรงวันรุ่ง , ข้าขอตัว” ก่อนที่ชายชราจะบีบไหลชายหนุ่มเล็กน้อย และเดินออกมา

เมื่อชายแก่เดินออกห้องไป เหล่าสหายของชายหนุ่มก็เข้ามาในทันใด

ตอนนี้ภายในห้อง นอกจากซีว่าง มีอยู่ 5 ผู้ พี่น้องเยว่ เฟิงอวิ๋น จิ้นเฟิง และ จูจิน

“พวกเจ้าคงอยากทราบว่า..เจ้าสำนักพูดการใดแก่ข้า” ซีว่างกล่าวทันที ที่สหายของมันรีบเข้าห้องมาหลังจากเจ้าสำนักออกไป

“หากเป็นเรื่องสำคัญ..เจ้าก็มิต้องเล่า , แต่หากไม่..เจ้าโปรดไขความข้องใจแก่ข้าเถิด” เฟิงอวิ๋นกล่าวต่อซีว่างด้วยท่าทางสุภาพ

ซีว่างจึงเล่าทั้งหมดให้พวกมันได้รับรู้ ยกเว้นเรื่องหญิงสาวที่มันบอกกล่าวต่อ เยว่ชิง

“เห๊อะ...คนตระกูลฮั่ว , อำนาจล้นฟ้าปรานใด..ถึงทำการหยาบช้าไม่อายฟ้าอายดินหรืออายต่อบรรพบุรุษของมัน” เยว่รู่กล่าวออกมาด้วยความโกรธยิ่งนัก

“ข้าคิดว่าพวกมันน่าจะแอบอ้างเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมาเอง , โดยที่ท่านราชครูมิทราบ” เย่วเทียนกล่าวค้านตอนน้องสาวตน

สองพี่น้องตระกูลเยว่ได้แต่จ้องหน้ากัน ทำตาขวางใส่กันเหมือนจะคุยกันทางสายตา ซีว่างได้แต่ส่ายหน้ากับเหตุการณ์นี้

“แล้วท่านพี่จะทำเช่นใดต่อ ? ท่านมั่นใจมากน้อยเพียงใด..ในวันพรุ่งนี้” จิ้นเฟิงกล่าวถามด้วยความเป็นห่วง

“เจ้ามิต้องห่วงแทนมันหรอก..ถ้ามันมิมั่นใจ..เหตุใดมันจึงกล้ารับปากท่านเจ้าสำนัก” เฟิงอวิ๋นกล่าวปลอบสหายของมัน

“ตอนนี้ข้าสามารถปะฝีมือกับ..ผสานโลการะดับ 4 ได้อย่างเท่าเทียม , แลข้ายังมีอาวุธวิญญาณที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับได้อีกด้วย” ซีว่างกล่าวต่อสหายตนเอง

เมื่อได้ยิน..เหล่าสหายมันต่างตกใจมาก ที่มันสามารถชนะเหล่าผสานโลกา 2 หรือ 3 ก็น่าตกใจแล้ว นี่มันสามารถต่อกรกับผู้ที่มีพลังเหนือกว่านั้น ได้อีกขั้นถึงสองขั้น อัจฉริยะ..นี่มันอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแล้ว..

“หากท่านกล่าวเช่นนนั้น..ข้าก็วางใจ” จิ้นเฟิงกล่าว ก่อนจะพูดติดตลกว่า “แปลว่าพรุ่งนี้ข้าเล่นพนันข้างท่านได้..มิมีปัญหาใช่หรือไม่”

เมื่อมันพูดจบมันก็ทำหน้าชั่วร้ายเล็กน้อย กำลังจินตนาการเรื่องเงินก้อนโตอยู่กับของที่มันสามารถซื้อได้

“หากเจ้าจะเล่น..ข้าก็มิห้าม , แต่อย่าเล่นมากมายนัก , คราก่อนข้าให้เจ้าเล่นเพียงเล็กน้อย..เจ้ากลับเล่นเพิ่มอีกเท่าตัว , จนนำปัญหามาสู่ข้า..เจ้าจำได้หรือไม่” ซีว่างกล่าวตำนิน้องชายตนเอง

“มิต้องเป็นห่วง..ข้าจะเล่นพอหอมปากหอมคอ , จะมิทำให้ท่านต้องเดือดร้อน” แต่มันก็ยังทำสีหน้าชั่วร้ายเช่นเดิมพร้อมกับทำท่าถูกมือไปมา

ซีว่างได้แต่ส่ายหน้าก่อนจะหันไปถามจูจิน

“พี่จิน..มันผู้ที่แขนขาดเป็นเช่นไรบ้าง”

เมื่อได้ยินที่สหายตนถาม ชายอ้วนถึงกับจุดพูดไม่ถูก ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักใจและเศร้าสลดว่า

“มันผู้นั้นหลังจากแขนของมัน..โดนฮั่วฉินตัดขาด , พอมันฟื้นขึ้นมาพบกับความจริง , มันทนรับสภาพเช่นนั้นไม่ไหว..จึงระเบิดพลังในร่างตนเพื่อข้าตัวตาย” ก่อนที่มันจะส่ายหน้าพร้อมกลับถอนใจเล็กน้อย " บิดามารดาของมันร้องห้มร้องไห้จะเป็นจะตาย , พวกมันร้องเรียนไปยังท่านเจ้าเมือง , ท่านเจ้าเมืองก็ได้แต่ส่ายหน้า..และกล่าวคำขอโทษเท่านั้น "

“ช่างน่าเสียดายที่ต้องเสียต้นกล้าดี ๆ..ผู้มีพรสวรรค์กลับโดนมันผู้เดียวทำร้ายให้หมดสิ้นอนาคต , ช่างน่าเวทนายิ่งนัก” เยว่เทียนกล่าวพร้อมทำสีหน้าเศร้าสลด

“เห๊อะ... , ผิดจากที่ข้าบอกหรือไม่..คนตระกูลฮั่วมันก็ชั่วช้าเช่นนี้..มาแต่ไหนแต่ไร , เหตุใดท่านยังมิชินชากับเรื่องพันธุ์นี้” น้องสาวมันกล่าวเมื่อได้ที พร้อมกลับจ้องหน้าไปหาพี่ชายตนเอง

“เอาล่ะ ๆ , พวกเจ้ากลับไปก่อนเถิด..นี่ก็เย็นมากแล้ว..ข้าจะได้พักผ่อน” ซีว่างกล่าวขัด ก่อนที่สองพี่น้องจะถลึงตาใส่กันอีกหน

“เช่นนั้นพวกข้าไม่รบกวน..เชิญเจ้าพักเอาแรงเถิด” เฟิงอวิ๋นกล่าวก่อนจะกวักมือเรียกสหายตนตามมาและ ล็อกคอจิ้นเฟิงและลากมันตามไป

เมื่อชายเหล่าสหายออกจากห้องไป ซีว่างรีบนั่งขัดสมาธิ แล้วส่งจิตของตนเองเข้าไปในโลกวิญญาณ เมื่อมาถึงภายในโลกวิญญาณของมัน ก็ยังเห็นหญิงสาวนอนอยู่เช่นเดิม มันรีบเดินเข้าไปหานาง

ตอนนี้หน้าตานางดีขึ้นเล็กน้อย ซีว่างลองตรวจชีพจรที่แขนนางดู ตอนนี้ชีพจรเต้นผิดปกติเล็กน้อย แต่มิได้เป็นอันตราย

“ข้าเจ็บใจตนเองยิ่งนัก..ที่ทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้” มันใช้มือของตนเองลูปหัวหญิงสาว จ้องมองด้วยความเป็นห่วง

“พรุ่งนี้ข้าต้องประลองแลกชีวิต..ข้าปรารถนาคาดหวังให้เจ้าฟื้นขึ้นมา..คอยให้คำชี้แนะต่อข้ายิ่งนัก” มันได้แต่จ้องหน้าไร้สติของหญิงสาว

ชายหนุ่มทำเพียงนั่งมองหน้านาง พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากพูดกลับนาง ถึงแม้นางจะหลับมิได้สติ มันทำเพียงเท่านั้นตลอด 1 ชั่วยามก่อน จะลุกขึ้นมา มองไปที่เจ้าอสูรน้อย

“ดูแลนายหญิงเจ้าให้ดี , มีเหตุอันใด..รีบร้องเรียกข้า”

“ฮูม ฮูม” มันขานรับพร้อมกลับยกงวงอันยาวของมัน ชกไปที่ส่วนอกของมันเอง พฤติกรรมช่างละไม้คล้ายเจ้าของมันยิ่งนัก

ซีว่างเห็นเช่นนั้น จึงลูบหัวเจ้าอสูรน้อยเล็กน้อย ก่อนจะออกมาภายนอก มันรีบทานอาหารและเข้านอนในทันที

วันรุ่งขึ้นมาถึง ซีว่างตื่นแต่เช้า รีบทานอาหารและเข้าไปในโลกวิญญาณของมัน หญิงสาวก็ยังหลับมิได้สติ

ซีว่างเดินเข้าไปใกล้ ๆ ตรวจชีพจรของนาง ตอนนี้ชีพจรของนางกลับมาเป็นปกติเรียบร้อย แต่นางก็ยังมิฟื้น มันได้แต่หวังว่า นางจะฟื้นขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ก่อนออกมาจากโลกวิญญาณของมัน และมุ่งตรงสู่สนามประลองในรอบชิงชนะเลิศ

วันนี้สนามประลองที่มันประลองมิใช่สนามธรรมดา เป็นสนามใหญ่ที่สามารถจุคนได้ราว 2 แสนคน แล้วยังมีข่ายพลังป้องกันเพื่อขวางกั้นมิให้ผู้ชมได้รับบาดเจ็บจากการปล่อยพลังที่เล็ดลอดออกมา ทำให้ผู้แข่งขันมิต้องกังวลกับคนรอบข้าง

มันตรงไปที่ข้างสนาม เมื่อโฆษกเห็นซีว่าง มันจึงรีบประกาศว่า ตอนนี้ชายหนุ่มอยู่ที่สนามเรียบร้อย

ที่ข้าสนามต่างมีสหายคนสนิทของมันรออยู่ มันจึงรีบเดินเข้าไปหา

พอซีว่าง..มันเจอหน้าของจิ้นเฟิงน้องชายของมัน มันจึงกล่าวถามเจ้าน้องชายตัวแสบของตนทันที

“ว่าอย่างไร..เจ้าเล่นข้างข้าไปเท่าใด” ซีว่างกล่าวถามในทันที

“ฮิฮิฮิ..มิเยอะเท่าใด” ก่อนที่มันจะโชว์ตั๋วที่มันไปแทงข้างพี่ชายตนไว้ 10 ใบ จากโต๊ะพนัน 10 เจ้า

มันดูจากสายตา ยอดรวมที่แทงไปเพียง 10 ศิลาธาตุทอง ทำให้มันแปลกใจเล็กน้อย ที่น้องชายมันจะเล่นเพียงเท่านั้น

“ข้าแปลกใจยิ่งนัก..ที่เจ้าเล่นเพียงเท่านี้ , ราคาต่อรองข้าเท่าใดกัน?”

“ฮิฮิฮิ , เนื่องจากทุกรอบ..เจ้าฮั่วฉินตัดแขนของคู่แข่งมันได้ทุกรอบแล้วยังชนะด้วยเวลาที่ว่องไว..กอบด้วยท่านมีพลังเพียง จิตโลกาขั้นที่ 4 จึงทำให้ราคาต่อรองอยู่ที่ แทง 1 จ่าย 100” พอมันกล่าวจบก็เก็บใบสัญญาเข้าไปในเสื้อของตนเอง

ซีว่างรู้สึกโกรธเล็กน้อย ที่ราคาต่อรองของมันเป็นรองฮั่วฉินมากเกินไป

ในขณะนั้นโฆษกก็ประกาศเรียกให้ผู้แข่งขันขึ้นมาบนเวทีประลอง

“ทางด้านซ้าย..ศิษย์สำนักภพจันทราคนแรกในรอบ 100 ปี , ที่สามารถเข้ามาถึงรอบชิงผู้ที่เป็นปรากฏการณ์ของงานประลอง.. ผู้ที่มีพลังเพียงจิตโลกาขั้นที่ 4 แต่สามารถเข้ามาถึงรอบนี้ได้ , จิ้นว่างงงงงงงงงงง”

ผู้ชมร้องเฮออกมาลั่นสนาม ในสนามมีแต่เสียงเฮและเสียงชื่นชมต่อตัวมัน ถึงแม้นามที่ถูกเรียกขานจะมิใช่นามที่แท้งจริงของมัน แต่ซีว่างก็รู้สึกมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาหลายเท่านัก

“ฝังขวามือ..ผู้ที่น่ากลัวและน่าเกรงขาม , ระดับฝีมือมิเป็นรองผู้เยาว์ผู้ใดในเมือง..ผู้ที่สามารถจบการต่อสู้ในเสี้ยวลมหายใจ ศิษย์สำนักเพลิงสวรรค์..บุตรชายแห่งเจ้าสำนัก ฮั่วเจี้ยวอวิ๋น , ฮั่ว ฉินนนนนนนนนนนน”

เสียงร้องเชียร์ของมันดังเหมือนเสียฟ้าผ่า ดังกว่าเสียงเชียร์ต่อซีว่างมากมายนัก

เมื่อเดินขึ้นมาบนเวที ซีว่างและ ฮั๋วฉินก็จ้องหน้ากันปราน เป็นคู่แค้นกันมาหลายร้อยปี พร้อมที่จะกินเลือดกินเนื้อกันทุกเมื่อ

“กฎกติกาในรอบนี้..มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย , หากผู้ใดหล่นออกนอกเวทีและเท้าแตะพื้น..จะถือว่าพ่ายแพ้ในทันที , และหากผู้ใดล้มลง..มิอาจลุกขึ้นได้ใน 10 ลมหายใจ , ก็จะถูกปรับแพ้ในทันทีเช่นเดียวกัน” โฆษกประกาศให้ทั้ง ผู้ชมและผู้แข่งขันให้ทราบโดยทั่วกัน

“วันนี้เจ้าอยากให้ข้า..เหลือส่วนใดของเจ้าไว้ , รีบกล่าวมา..ก่อนที่เจ้าจะมิเหลืออันใดเลย” ฮั่วฉินกล่าวต่อซีว่างด้วยท่าทียโส สายตามองเหยียดมาที่ซีว่าง

“การพูดจาของเจ้า..ก็ยังเป็นเช่นเดิม , หรือบิดาเจ้ามัวแต่ดื่มเหล้าเคล้านารี..จนมิมีเวลาอบรมสั่งสอนเจ้าจริง ๆ ” ซีว่างกล่าวก่อนจะแสยะยิ้ม

“เริ่มการประลองได้!!” เมื่อโฆษกประกาศ มันทั้งสองรีบหยิบอาวุธแล้วพุ่งเข้าหากันในทันที

ความคิดเห็น

COMMENT

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK