เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )
ตอนที่ 59 อาบโลหิต [ตอนต้น]
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  
“เคทิฟ!! รีบเร่งหน้าจัญไรของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!!” เสียงคำรามชายหนุ่มดังกู่ก้องไปทั่วเมืองแคปปิตอล เสียงของมันดังครอบคลุมไปทั่วทั้งเมือง ผู้คนที่อยู่ภายในเมืองที่มีพลังต่ำกว่าจิตโลกาต้องยกมือขึ้นมาปิดป้องหูของตนเอง เพื่อปิดบังให้รอดพ้นจากแรงกดดันในน้ำเสียงที่แฝงลมปราณเอาไว้ แต่แรงกดดันและพลังที่มันใส่เสริมมานั้นต่อให้ยกมือขึ้นมาป้องหูของตนเอง มันก็ไม่อาจปิดกั้นแรงกดดันของซีว่างไว้ได้ เหล่าชาวบ้านที่อยู่ภายในเมือง ต่างร้องโอดโอยจากประโยคสั้น ๆ ที่ชายหนุ่มกล่าวออกมา

เสียงนี้เป็นการยืนยันได้ประการหนึ่ง มันผู้นี้คือสุดยอดฝีมือ!!

ผ่านไปเนิ่นนานกลับไม่มีเสียงตอบรับหรือใบหน้าของผู้ที่ชายหนุ่มตามล่าโผล่ออกมาเลยแม้แต่น้อย เป็นการยืนยันว่าพวกมันไม่คิดจะทำตาม

ซีว่างเค้นเสียงอยู่ในคออย่างไม่สบอารมณ์ “แรมที 2 จันทร์เสี้ยวผ่าดารา!!” ซีว่างหน่วงพลังไว้ที่ตัวดาบก่อนจะวาดออกไปสี่ครั้ง จนเกิดคลื่นพลังสี่สายพุ่งเข้าชนกำแพงของตัวปราการที่ล้อมรอบเมือง

ตูม!! ตูม!! ตูม!! ตูม!!
คลื่นพลังทั้งสี่สายพุ่งเข้าใส่จุดเดียวกัน จนปราการหนาได้ถล่มลงมาในคราเดียว เสียงและการสั่นสะเทือนของการถล่มจากปราการหนา ทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ขายต่างทิ้งข้าวของของตนเองวิ่งหลบหนี..เข้าจุดกำบังที่ปลอดภัย ก้มตัวลงต่ำยกมือลงมาปิดป้องหัวของตนเอง จนเสียงและการสั่นสะเทือนนั้นจบลง พวกมันก็ยังไม่กล้ารีบเร่งออกจากที่กำบังของพวกมัน
“ข้าให้เวลา 1 ชั่วยาม.. , หากเจ้าเคทิฟยังไม่โผล่หน้าออกมา..ข้าจะบุกเข้าไป , แล้วหากใครคิดหนีในหนึ่งชั่วยามนี้..ข้าจะไม่ขัดขวาง , แต่ถ้าหลังจากหนึ่งชั่วยามแล้ว..ข้าไม่รับประกันต่อชีวิตของผู้ใดทั้งสิ้น!!”

ซีว่างกล่าวออกมาพร้อมกับใช้สองมือจับดาบหลวม ๆ พร้อมกับยืนนิ่งไม่ไหวติง สายตาจับจ้องไปยังหน้าประตูเมืองเฝ้ามองเหตุการณ์เบื้องหน้า...

ซีว่างตอนนี้ดั่งกับเทพอสูร มีความสง่าผ่าเผยแต่แฝงด้วยจิตสังหารที่แผ่ออกมาโดยมิได้ปกปิด ใบหน้าของมันนิ่งเฉยราวกับไม่สนใจต่อสิ่งใด ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่สายตาคู่นั้นของมันช่างแข็งกร้าวยิ่งนัก เมื่อมันจับจ้องไปที่ผู้ใด ผู้โชคร้ายผู้นั้นถึงกับไม่กล้าหายใจเสียงดังกลัวว่าจะเป็นการรบกวนให้มันระคายหู

เวลาล่วงเลยผ่านไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลาชาวบ้านตาดำ ๆ ต่างทยอยกันหลีกหนีจากภัยพิบัติที่กำลังกล้ำกรายเข้ามาภายในเมือง บางคนถึงขั้นออกมาตัวเปล่าโดยมิได้มีข้าวของติดตัวมาเลยแม้แต่น้อย ต่างรีบเร่งจากไปไม่กล้าหันไปสบตาเด็กหนุ่มที่ทำหน้าตาถมึงทึงยืนหยัดอยู่หน้าเมือง

นอกจากชาวบ้านบางผู้บางคนที่รีบเร่งอพยพหนี แต่ก็ไม่วายต่างมีทหารทยอยปิดล้อมทางเข้าออกเอาไว้ พวกมันแต่ละผู้ต่างเป็นยอดฝีมือระดับเหยียบนภาขึ้นไปทั้งหมด สายตาของพวกมันที่จ้องมองมาที่ชายหนุ่ม ต่างแสดงถึงความกระห้ำกระหายต่อศึกสงครามทั้งสิ้น พวกมันมิได้เกรงกลัวต่อชายหนุ่มที่มีพลังเพียงผสานโลกาขั้นที่ 4 เลยแม้แต่น้อย ทหารบางนายยังมึนงงต่อคำสั่งขององค์ราชา..ว่าเหตุใดถึงต้องให้มันออกมาประจำการเช่นนี้ เพื่อเฝ้ารอรับมือกับเด็กหนุ่มที่เป็นดั่งกับขยะในสายตามัน

ยิ่งนานเข้าเหล่าชาวบ้านก็ยิ่งทยอยออกมาเรื่อย ๆ เหล่าทหารก็เช่นกัน ยิ่งนานจำนวนของมันยิ่งเพิ่มพูน และแล้วเวลาหนึ่งชั่วยามก็ผ่านพ้นไป....

ฟู!! ฟู่!! ฟู!! ฟู่!!

ซีว่างหายใจเข้าออกแรง ๆ สองจังหวะพร้อมกับจับดาบในมือของตนเองแนบแน่น จับจ้องไปที่กลุ่มทหารร่วมแสนนายที่ประจำการอยู่ เบื้องหน้าของมัน

“ในเมื่อมันไม่ออกหน้ามา..แล้วยังส่งพวกเจ้ามาเป็นกำแพงหน้าที่ออกหน้าปกป้องมัน , เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจ..ขอทำลายกำแพงให้พังพินาศ!!” ซีว่างเหินร่างของตนเอง มุ่งหน้าเข้าหาทหารนับแสนเพียงผู้เดียว “แรมที่ 4 ทลายจันทรา!!”

การกระทำของซีว่างไม่อาจเรียกว่าเป็นผู้ที่กล้าหาญองอาจ ทหารทั้งแสนนาย..ต่างมองชายหนุ่มเป็นเพียงคนบ้าที่เสียสติเท่านั้น ที่กล้าคิดต่อกรกับอาณาจักรที่ทรงอำนาจอย่างอาณาจักรเอ็นเซลล์ แล้วยังเป็นฝ่ายบุกเข้ามาหาพวกมันที่เป็นทหารฝีมือดีกว่าแสนนาย เด็กผู้นี้ช่างรนหาที่ตายจริงแท้

แต่เพียงไม่นานความคิดเหล่านั้นต่างแปลเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อชายหนุ่มผู้ถูกคิดว่าเป็นเพียงคนบ้า กลับกวัดแกว่งดาบราวกับยมทูตไร้ความเมตตา เหล่าทหาร..ที่ชายหนุ่มกล้ำกรายก้าวผ่าน ศีรษะต่างกระเด็นหลุดออกมาอย่างไม่อาจขัดขวางได้ พวกมันเหล่านั้นไม่ได้มีแม้แต่โอกาสร้องขอชีวิตของมันเองเลยด้วยซ้ำ

พวกทหารที่อยู่ด้านหลัง..เมื่อได้เห็นเหล่าสหายที่ต้องตายจากไปอย่างสยดสยอง ต่างตัวเกร็งกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า นี่ไม่ใช่การต่อสู้..มันคือการห้ำหั่นอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งด้วยหน้าที่..ที่ถูกมอบหมายมาไม่อาจหลีกหนีจากไปได้ พวกมันได้แต่กลืนน้ำลายที่ติดอยู่ตรงคอ พร้อมกับขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองพวกมัน แต่เหมือนพระผู้เป็นเจ้าจะไม่เข้าข้างมันในครั้งนี้

ทุกย่างก้าวของชายหนุ่ม ต่างมีโลหิตเจิ่งนองไปทั่วพื้นที่แห่งนั้น ดาบที่มันถืออยู่ในมือแปดเปื้อนไปด้วยโลหิตสีแดงฉานของผู้ที่ถูกมันสังหาร ทหารร่วมแสนนายต่างตกตายภายใต้คมดาบของซีว่าง มันมิได้แสดงความเมตตาออกมาเลยแม้แต่น้อย

จะเรียกว่าไม่มีความเมตตาคงมิได้ เพราะพวกมันเหล่านั้นไม่ได้มีโอกาสได้ร้องขอชีวิตเลยแม้แต่ครึ่งคำ ทุกหนึ่งการลงดาบของชายหนุ่ม จะมีทหารตายอย่างน้อยห้านาย ในสภาพที่ไร้หัว

ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาง ทหารนายสุดท้ายก็ล้มตัวลงพร้อมกับร่างที่ไร้หัว เนื้อตัวของซีว่างต่างอาบย้อมไปด้วยโลหิตแดงก่ำ สายตาของซีว่างตอนนี้แข็งกร้าวและดุดันเป็นอย่างมาก กลิ่นเลือดคละคลุ้งทั่วบริเวณลานกว้างแห่งนั้น

เหล่าชาวบ้านที่แอบเฝ้ามองเหตุการณ์นี้ ต่างไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น ว่าจะมีบุรุษหนุ่มผู้ใดเก่งกาจและโหดเหี้ยมเท่ามันผู้นี้อีกหรือไม่ พวกมันได้แต่คิดเสียใจต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดของพวกมัน ที่ไม่ยอมเร่งหนีออกจากแคปปิตอลตามคำกล่าวเตือนที่ชายหนุ่มหยิบยื่นให้

ซีว่างใช้พลังปราณขับไล่สิ่งสกปรกออกจากร่างกาย จนมันกลับมาสะอาดสะอ้านหล่อเหลาเช่นเดิม ก่อนที่มันจะเหินร่างลอยขึ้นสูง กวาดสายตามองหาตัวราชวังของอาณาจักรนี้ จนไปสะดุดตากับปราสาทแห่งหนึ่งที่ดูสวยงามแล้วเย่อหยิ่ง ไม่ต้องเดาให้ปวดสมอง ปราสาทแห่งนี้คือที่พำนักของราชวงศ์แน่นอน พร้อมกับมันที่เร่งเหินร่างจากไป ทิ้งซากศพของทหารกว่าแสนนายนอนกอง รอวันเน่าเหม็นอยู่เบื้องล่าง

เมื่อชายหนุ่มเหินร่างจากไป เหล่าชาวบ้านที่หลบซ่อนต่างออกมาดูสภาพที่เกิดขึ้น ศพของทหารร่วมแสนนายต่างไร้ศีรษะกันทุกผู้ ภาพเหตุการณ์เหล่านี้จะถูกจดถูกจำเล่าขานไปเนิ่นนานเรื่องวีรกรรมของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ถือเพียงดาบเล่มเดียวไล่ต้อนสังหารทหารกว่าแสนนายเพียงลำพัง

ซีว่างเหาะเหินมาไม่นานก็มาถึงปราสาทที่ดูน่าเกรงขาม ภายในและภายนอกต่างตกแต่งและถูกสร้างขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งและคงทน บนยอดหลังคาชั้นสูงสุดต่างประดับด้วยธงรูปมงกุฎสีทอง เป็นเครื่องหมายยืนยันว่านี้คือพระราชวังขององค์ราชา

ภายในและภายนอกตัวปราสาทต่างมีทหารร่วมสองแสนนายตั้งขบวนรบเต็มอัตรา แต่งกายเต็มยศตามพร้อมออกศึก จากการคาดเดาด้วยสายตา พวกมันมีหมื่นกว่ากองพัน แต่ละกองพันต่างมีนายกองคอยควบคุมกระบวนแถวทุกกองพัน แบ่งกองพันเป็นระเบียบตามหมวดหมู่ พลธนู พลทหารราบ พลอาวุธหนัก พลสนับสนุน

หากผู้ใดไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง คงจะคิดว่าพวกมันต้องระดมพลเพื่อออกรบกับอาณาจักรใดสักอาณาจักรหนึ่งแน่นอน แต่ถ้าพวกมันทราบว่ากองกำลังทั้งหมดนี้ เตรียมไว้เพื่อจัดการกับเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี ที่มีพลังเพียงผสานโลกาขั้นที่ 4 คงจะมีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะเชื่อเรื่องเพ้อพกเหล่านั้น

ซีว่างเมื่อได้เห็นกองทัพกว่าสองแสนนาย อาวุธและชุดเกราะพร้อมรบเช่นนี้ มันเพียงแค่ฉีกยิ้มออกมา จ้องมองไปเบื้องล่างของตนเอง กล่าวถ้อยคำประชดประชันออกไปเพียงเท่านั้น

“ออกมาต้อนรับมากมายเช่นนี้..พวกเจ้าคงไม่คิดจะเชิญข้าเข้าไปดื่มชาหรอกใช่หรือไม่..”

หากเป็นตอนที่ซีว่างถือตัดดารา แล้วพบกับทหารจำนวนมากมายเช่นนี้ มันคงจะเหงื่อตกแล้วรีบเร่งหนีจากไปอย่างว่องไวเป็นแน่ แต่ในเมื่อมันถือปฐมศาสตรา ดาบในตำนานที่เป็นถึงระดับอาวุธธาตุวิญญาณ ไหนเลยมันจะกังวลกับทหารกระจอกพวกนี้ได้

“หากเจ้าอยากจะดื่มชา..ข้าสามารถมอบให้เจ้าได้ , แต่เจ้าต้องตายเสียก่อน..ข้าถึงจะเส้นไหว้ไปให้เจ้าได้สะดวก”

เสียงที่กล่าวออกมาแสดงถึงความอาวุโสอย่างมาก ผู้ที่กล่าวออกมา สวมมงกุฎสีทองอยู่บนหัว มิต้องเดาก็รู้ว่า เทออนและเคทิฟเอาใบหน้าที่หยิ่งยโสจองหองมาจากผู้ใด บิดาของพวกมันองค์ราชาดารินหน้าตาของมันดูหยิ่งยโสกว่าหลายเท่านัก แต่ก็สมควรให้มันหยิ่งยโสเพราะระดับพลังมันอยู่ที่ ระดับ 7 เหยียบนภา นับว่าเป็นระดับพลังที่สูงที่สุดที่ซีว่างพบตั้งแต่มายื่นทวีปแห่งนี้

“ข้าก็คิดว่าคนเรามันสืบสันดานผ่านหน้าตาเพียงเท่านั้น..ข้าไม่คิดว่ามันจะเรียนแบบความจัญไรมาจากเจ้าเช่นกัน..ไอ้ราชาชาติชั่ว!! , เพียงบุตรชายเพียงคนเดียว..กลับส่งทหารมาตายแล้วกว่าแสนนาย , ตอนนี้ยังจะส่งมาเพิ่มอีกสองแสนนาย..ช่างชั่วช้าเสียจริง” ก่อนที่ซีว่างจะกรีดรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย พร้อมกับเอ่ยปากออกมาด้วยท่าทีปลื้มปีติ “อ้อ..ข้ามีบางอย่างให้เจ้าดู..เจ้าสนใจหรือไม่?”

ซีว่างล้วงมือเข้าไปในถุง เมื่อมันดึงมือกลับออกมา ปรากฏศิลาก้อนหนึ่งคล้าย ๆ กับศิลาที่ซูจินยี่มอบให้มัน ‘ศิลาบันทึกจิตร’ ก่อนที่มันจะชูขึ้นในอากาศพร้อมกับเอ่ยปากออกมาอย่างย่ามใจ “ข้างในนี้มีอะไรกันน้าาาาา”

“หยุดมัน..สังหารมันเลย!! , ท่านพ่อออกคำสั่งสังหารมัน!!” เสียงร่ำร้องนี้..เป็นเสียงที่คุ้นเคยยิ่งนัก ผู้ที่กู่ร้องออกมาคือเคทิฟ กริยาของมันตอนนี้ดูร้อนรนเป็นอย่างมาก ท่าทางที่เคยดูสง่าผ่าเผยกับเสียอาการจากศิลาเพียงก้อนเดียว

ซีว่างจ้องไปที่เคทิฟพร้อมแย้มรอยยิ้มที่เย็นเหยียบออกมา มันค่อย ๆ ส่งพลังปราณเข้าไปภายในศิลาบันทึกจิตร

เกิดเป็นภาพเหตุการณ์ตอนที่เคทิฟ..มันกำลังฉีกกระชากเสื้อผ้าของหญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้หนึ่ง พร้อมกับข่มขืนนางจนยับเยิน ทั้งทุบทั้งตี จนในท้ายที่สุด ‘อ้อ..ข้ามิได้มานำนางกลับไป , ข้าเพียงแต่มานำของ..ของข้ากลับไปเพียงเท่านั้น’ ‘ท่ า น แ ม่!!!’

ภาพเหล่านี้ปรากฏต่อหน้าทหารทั้งสองแสนนาย พวกมันถึงกับลืมระเบียบของทหารไป ต่างพูดคุยออกมาไม่สนใจต่อขบวนทัพใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่เหล่านายกองเมื่อได้รับชมเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า กับลืมความสุขุมของพวกมันทิ้งไปจนหมดสิ้น

“ขอแสดงความยินดีต่อตระกูลของเจ้าด้วย , พ่อลูกได้เมียคนเดียวกันไม่พอ..ลูกยังได้กับแม่ , ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า แม่เจ้านี้หยั่งกับพระนางเทครัวชัด ๆ [1] ” ซีว่างหัวเราะออกมาอย่างครื้นเครง เสียงหัวเราะของมันแฝงความชั่วร้ายอยู่ในนั้นอย่างไม่ปกปิด

เคทิฟเมื่อซีว่างถ่ายทอดภาพเหล่านี้ให้คนทั้งอาณาจักรได้รับชม มันรีบเร่งหนีในทันที มันมิได้เกรงกลัวต่อผู้ใด แต่มีเพียงคนเดียวที่ทำให้มันแสดงอาการหวาดผวาออกมาได้

“เ ค ทิ ฟ!!” ราชาดารินตวาดออกมาสุดเสียง ขนาดซีว่างอยู่ไกลลิบยังสามารถมองเห็นเส้นเลือดที่ปูดนูนออกมาได้อย่างชัดเจน ก่อนที่ราชาดารินจะพุ่งตัวไปดักหน้าลูกชายของมัน ง้างมือตบบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตนเอง จนร่างของมันพุ่งถลาไปชนเข้ากับกำแพงของปราสาทจนเจ้าเคทิฟถึงกับกระอักเลือดออกมาก้อนใหญ่ ก่อนที่ราชาดารินจะหันกลับมาจับจ้องซีว่างด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม

ตอนนี้สายตาที่จับจ้องมาเต็มไปด้วยความแค้นชิงชัง ดวงตาของมันหรี่ลงเล็กน้อย พยายามเพ่งเพื่อสังเกตชายหนุ่มที่กำลังลอยอยู่บนท้องนภา ก่อนที่ชายชราจะยกมือขึ้นเหนือหัวเป็นเส้นตรง “เตรียมพร้อม!!”

เสียงที่คำรามออกมาดังกู่ก้องไปทั่วพื้นที่แห่งนั้น จนทหารที่แตกระเบียบแตกแถวต่างสงบอาการของพวกมัน ก่อนกลับมาเข้ารูปตามระเบียบเช่นครั้งก่อนหน้า

ราชาดารินเมื่อเห็นเหล่าทหารกลับมาเตรียมพร้อมได้เช่นเดิมมันจึงตบมือที่ชูอยู่เมื่อครู่ลงมา 90 องศาพร้อมกับตะโกนลั่น “หากผู้ใดนำหัวมันมาได้..ข้าจะปูนบำเหน็จให้อย่างงาม , ฆ่ามัน!!”

เหล่าทหารทั้งสองแสนนายตะโกนลั่นออกมาพร้อมกัน “ทราบ!!” เสียงของทหารทั้งสองแสนนายที่ตอบรับคำสั่งพร้อมกันนั้น ดั่งราวกับมีเมฆฝนที่มีเสียงของอัสนีคำรามออกมาดังกระหึ่ม

หากเป็นผู้อื่น..คงจะเกรงกลัวต่อสิ่งที่มันได้ยินและกำลังเผชิญจนฉี่แตกก็เป็นไปได้ แต่สำหรับซีว่างแล้ว..มันมิได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย มันบิดขี้เกียจเล็กน้อยเฝ้ารอให้ทหารชุดแรกบินเข้าเฉียดใกล้ตัวมัน ก่อนที่จะยกมือซ้ายขึ้นมาแบมือออกเล็กน้อยพร้อมกับกระทืบเท้าของมันกลางอากาศ “แรมที่ 7 เขตแดนภพจันทรา!!”

เกิดเป็นเขตแดนวงกลมขนาดใหญ่ล้อมรอบปราสาทแห่งนั้น พร้อมกับมีรูปจันทร์เสี้ยวส่องสว่างอยู่บนหน้าผากของมัน แล้วแสงสีเหลืองนวลสว่างออกมาจากนัยน์ตาของชายหนุ่ม “ย๊ากกกกกกกกกกกกกกก” ซีว่างรีดพลังของตนเองโดยมิได้กักไว้แม้แต่น้อย

เหล่าทหารที่กำลังเหาะเหินร่างขึ้นมาเข้าหาชายหนุ่ม พวกมันทนแรงกดดันของซีว่างกันไม่ไหว ต่างร่วงหล่นลงไปดั่งกับยุงตัวน้อย ๆ ที่ถูกมือตบลงไปจนบี้แบนอยู่บนพื้น ยิ่งผู้ที่อยู่สูงมาก ยิ่งโดนผลกระทบมาก ทหารราวสองแสนคนต่างร้องโอดโอยทรมานต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ราชาดาริน ที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้มิใช่น้อย จนมันแทบจะคุกเข่าลงไปหมอบคลาน แต่ด้วยความที่มันเป็นถึงองค์ราชาของอาณาจักรแห่งนี้ มันจะเสียท่าทีแล้วร่ำร้องออกมามิได้ มิเช่นนั้นทหารในปกครองของมันจะขวัญกระเจิงกันเสียก่อน

องค์ราชามองดูชายหนุ่มเล็กน้อย พร้อมกับหยิบดาบเล่มหนึ่งออกมา ดาบเล่มนี้มีรูปร่างคล้ายปฐมศาสตรายิ่งนัก แต่ระดับพลังสามารถสังเกตได้ชัดเจน ว่ามันเป็นเพียงของที่ทำเรียนแบบขึ้นมา แต่ผู้ที่ถือเป็นถึงองค์ราชา ใครจะเชื่อว่าของที่องค์ราชามันถือเป็นของปลอม
“เจ้าเล่นสนุกมามากพอแล้ว..ถึงคราที่ข้าต้องแสดงความสามารถให้เจ้าได้ประจักษ์!!” ราชากล่าวจบพร้อมกับพุ่งตัวเข้าหาซีว่างในทันที

-----------------------

[1] พระนางเทครัว ผมบิดคำมาจาก พระยาเทครัว หมายถึง ผู้ชายที่ได้เป็นสามีทั้งแม่และลูก หรือ ได้ทั้งพี่ได้ทั้งน้อง พระนางเทครัวก็เปลี่ยนจากชายเป็นหญิง

ความคิดเห็น

COMMENT

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK