เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )
ตอนที่ 68 ตระกูลเยว่สายนอก
  •   ปรับสีและขนาดตัวอักษร  
  •    
  •    
  •    
  •  
“หมู่บ้านพิทักษ์จันทร์?” จิ้นเฟิงพูดทวนคำพูดของพี่ชายของมัน หลังจากที่พี่ชายของมันกลับมาจากการสำรวจ

“ใช่แล้ว..หมู่บ้านพิทักษ์จันทร์ , เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ใหญ่มาก..มีบ้านเพียงไม่กี่สิบหลัง..” ซีว่างพูดเสริมประโยคก่อนหน้าของมัน พร้อมกับใช้มือประกอบท่าทางของมัน..ขณะอธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย

สรุปได้ว่า..ตัวหมู่บ้านมีบ้านทั้งหมด 32 หลัง จากพลังปราณที่ซีว่างแผ่ออกไปเพื่อตรวจสอบ..สามารถระบุจำนวนคนในหมู่บ้าน ซึ่งมีไม่ถึง 100 คน ระดับพลังสูงสุดอยู่ที่ เหยียบนภาขั้นที่ 3 ซึ่งซีว่างมิต้องถือตัดดารา ก็สามารถจัดการได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

พื้นที่โดยรอบหมู่บ้าน..ถือว่ากว้างเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่จะใช้ในการเพราะปลูกพืชพรรณต่าง ๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่ใช้ทำยารักษา ตัวปากทางเข้าของสุสานอยู่ตรงกลางหมู่บ้าน มีการป้องกันที่แน่นหนา

“มิใช่ว่าสุสานถูกค้นจนทั่วแล้วหรอกหรือ? , ถึงได้มีหมู่บ้านปลูกขึ้นโดยรอบเช่นนี้” ซีชินกล่าวถามออกมาอย่างร้อนรน มันกังวลว่าความเหนื่อยยากของพวกมันจะสูญเปล่ากัน

“คงไม่หรอก , หากสุสานถูกค้นจนราบแล้ว..เหตุใดเจ้าต้องก่อตั้งหมู่บ้านขึ้น..หลังจากสุสานถูกเก็บเกี่ยวจนเกลี้ยง , เร่งหนีไปไม่ดีกว่ารึ? , อยู่รั้งรอมีแต่จะทำให้มีศัตรูมาคอยรังควาน” ซีว่างกล่าวข้อเท็จจริงออกมา มันเชื่อว่าสุสานของท่านเยว่ชิง..ยังมิถูกค้นจนราบเช่นนั้นเป็นแน่นอน

“แล้วเราจะทำเช่นไรกันต่อไป , ลอบเข้าไปกันหรอกหรือ?” เฟิงอวิ๋นถามถึงแผนการของซีว่าง ว่ามันจะทำเช่นไรต่อ

“เราคงต้องเดินเข้าทางหน้าหมู่บ้าน..เกรงว่าลอบเข้าไปคงมิเหมาะ , มันต้องมีเหตุผลบางอย่าง..ถึงได้มีหมู่บ้านปลูกขึ้น ณ พื้นที่ตรงนี้” ซีว่างกล่าวบอกต่อสิ่งที่มันคิดออกมา

“เข้าทางหน้าหมู่บ้าน?? , ท่านบ้าไปแล้ว..พวกเรายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งนี้ , ท่านยังจะกล้าเข้าไปตรง ๆ ..บ้าไปแล้ว..ฆ่าตัวตายชัด ๆ ” ซีเหรินกล่าวท้วงออกมาทันที นางไม่เห็นด้วย..ต่อสิ่งที่ซีว่างกล่าวออกมา

“ปอดแหกก็กลับวังของเจ้าไป..ไม่มีใครขอให้มาด้วยเสียหน่อย” จิ้นเฟิงกล่าวออกมาพร้อมเบะปากขณะมองไปทางองค์หญิง

“เจ้าอยากมีเรื่องกับข้ารึ!!” สาวน้อยถลึงตามองไปที่จิ้นเฟิงแบบเอาเรื่อง นางรู้สึกเต็มทนกับเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้

“เห้ออออ..พอเถอะ ๆ ” ซีว่างรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก ตลอดสามอาทิตย์ที่ผ่านมา..มันต้องทนฟังเด็กชายหญิงกล่าววาจาจิกกัดกันตลอดทาง มันรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก

ชายหนุ่มพยายามไกล่เกลี่ยเพื่อบรรเทาความบาดหมางต่อพวกมันทั้งสองดูแล้ว แต่เหมือนครานี้ไม่มีใครยอมใคร ซีเหรินตัดไปได้เลย..นางมิมีทางยอมต่อจิ้นเฟิงแน่นอน ด้วยศักดิ์ศรีด้านเชื่อสายชนชั้นของนาง..ผนวกกับนิสัยเอาแต่ใจ จึงยากที่จะให้นางยอมอ่อนข้อ ส่วนจิ้นเฟิง..ครานี้มันโมโหเป็นอย่างมาก ยากจะทำให้มันหายโกรธเคืองลงได้

“ที่ข้าบอกให้เข้าไปทางประตูหน้า..เผื่อเราโชคดี..อาจรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ , เป็นการรับประกันอีกชั้นหนึ่ง..ดีกว่าบุ่มบ่ามเข้าไปโดยมิรู้อะไร” ซีว่างอธิบายเหตุผลต่อน้องสาวต่างมารดาของมัน

“ที่ท่านว่ามาก็มีเหตุผล” ซีชินกล่าวเสริมออกมา พร้อมกับจ้องไปที่น้องสาวของมันในเชิงตำนิ ก่อนกล่าววาจาเสริมเหตุผลของซีว่างเพิ่มเติม “หากเรารีบร้อน..และบุกเข้าไปอย่างพลการ..อาจเป็นอันตรายได้”

“ในเมื่อตกลงกันได้แล้ว , เร่งลงมือเถิด..ข้าชักเบื่อคนแถวนี้เต็มทน , เร่งทำให้สำเร็จ..จะได้แยกย้ายต่างคนต่างไป” จิ้นเฟิง..กล่าวออกมาพร้อมมองตาขวางไปที่องค์หญิง

ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องตากันเขม็ง เหมือนกำลังทะเลาะกันผ่านทางสายตา ต่างฝ่ายต่างไม่มีผู้ใดยอมอ่อนข้อ..ดั่งกับผู้ใดหลบตาก่อน ผู้นั้นเป็นฝ่ายแพ้

เพี๊ยะ!! ซีว่างตบกบาลจิ้นเฟิงเต็มแรง เสียงดังฟังชัด จิ้นเฟิงถึงกับหน้าทิ่มลงไป

“พวกเจ้าพอได้แล้ว..ทำตัวเป็นเด็ก ๆ ” ก่อนที่จะมองไปที่ซีเหรินในเชิงตักเตือน หญิงสาวมองค้อนตอบมาอย่างไม่ชอบใจ แต่ก็มิได้พูดอันใดออกมา

“บอกข้าดี ๆ ก็ได้..ไม่เห็นต้องใช้กำลังกันเลย!!” จิ้นเฟิงกล่าวพร้อมเอามือถูหัวของตนเอง มันรู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมาก..จากการโดนทุบตีสั่งสอนโดยพี่ชายของมัน แล้วยิ่งหันไปมองที่ซีเหริน..หญิงสาวกับแสดงสีหน้าเยาะเย้ยออกมาอย่างเด่นชัด แค่มันดูก็รู้ว่าหญิงสาวรู้สึกสะใจต่อสิ่งที่มันโดนเป็นอย่างมาก

มันได้แต่กัดฟันแล้วเมินหน้าหนี..จากสายตาคู่นั้นที่จับจ้องมาที่มัน

ซีว่างที่ได้เห็นอากัปกิริยาของน้องของมันทั้งสอง ได้แต่ทอดถอนใจออกมา ' ข้าล่ะเหนื่อยเหลือเกิน.. '

คิดแล้วรู้สึกท้อใจ การทำตัวเป็นพี่ที่แสนดี..ช่างไม่เหมาะกับตัวมันเสียจริง

“ตามข้ามา” ก่อนที่ซีว่างจะเดินนำกลุ่มไป พร้อมกับล็อกคอของจิ้นเฟิง ลากมันเดินนำหน้าไปพร้อมกับตนเอง
.
.
.
พอเข้ามามองใกล้ ๆ หมู่บ้านแห่งนี้ มันช่างดูร่มรื่นเป็นอย่างมาก ต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่มอย่างถึงที่สุด ลมเย็นพัดผ่าน..ทำให้รู้สึกสบายตัวเป็นอย่างมาก สถานที่เช่นนี้..ช่างเหมาะต่อการพักผ่อนหย่อนใจยิ่งนัก

เมื่อเดินใกล้ถึงทางเข้าหมู่บ้าน ก็มีชายวัยกลางคนสองคน..เดินมาขวางหน้าไว้ พร้อมกล่าวถามต่อพวกมันด้วยหน้าตาบึ้งตึง

“พวกเจ้ามีธุระอันใดต่อหมู่บ้านแห่งนี้? , หากมิใช่..เชิญกลับไปเถิด” คนทางขวากล่าวออกมาอย่างไม่เป็นมิตรสักเท่าใด

ซีว่างปั้นหน้ายิ้ม แสร้งพูดออกไปด้วยเสียงที่นอบน้อม “เรียนพี่ ๆ ทั้งสอง , ข้าและสหายของข้าบังเอิญผ่านมาแถวนี้..พวกข้าทั้งหิวและเหนื่อยล้า , ท่านพอจะมีที่ให้พวกข้าได้นอนพักผ่อนบ้างหรือไม่?”

“ไม่มี!! เชิญพวกเจ้ากลับไป..พวกเราเป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ใช่โรงเตี๊ยม” ชายคนเดิมกล่าวออกมาเสียงดัง พร้อมกับสะบัดมือของมันในเชิงปัดรังควานต่อกลุ่มของซีว่าง ดั่งกับไล่หนอนแมลงอย่างไรอย่างนั้น

ฟุ๊บ!! มีชายผู้ที่สามพุ่งตัวมายืนข้างสหายของมัน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรนตื่นกลัว “เยว่ว่าน..ลูกชายเจ้าโดนพิษของบุปผาฝันนิรันดร์ , ตอนนี้มันสลบไม่รู้สึกตัว..เจ้าเร่งกลับไปดูอาการมันโดยด่วน!!”

เมื่อได้ยิน..ในสิ่งที่สหายมันกล่าวออกมา มันรีบใช้แรงขาทั้งหมดของมัน วิ่งไปอย่างรวดเร็ว..วิ่งไปตามทางด้วยสีหน้าตื่นผวา เร่งกลับไปที่บ้านของตนเอง

' เยว่ว่าน..สกุลเยว่? ' เป็นที่รู้กันทั่ว..เรื่องความยิ่งใหญ่ของท่านเยว่ชิงหลง พระราชสำนักถึงขั้นออกกฎหมาย ห้ามผู้ใดนอกเหนือจากลูกหลานของท่านเยว่ชิงหลง..ใช้แซ่เยว่เป็นอันขาด แม้แต่คนของอาณาจักรอื่นยังมิกล้าเปลี่ยนแซ่ของตนเอง มาใช่แซ่เยว่เลยแม้แต่ผู้เดียว มันเหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติต่อจักรพรรดิสงครามผู้ยิ่งใหญ่

' นี่หมายความว่า..พวกมันเป็นคนของตระกูลเยว่? ' ซีว่างรู้สึกงงและสงสัยเป็นอย่างมาก ความรู้ของมันทั้งสองภพมิเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน ว่าจะมีคนตระกูลเยว่ผู้ใดออกมาเพราะปลูกสมุนไพรแบบสันโดษเช่นนี้

“เอ่อ..พี่ชาย , บังเอิญข้าได้ยินว่า..บุตรชายของพี่ชายท่านนั้นอาการไม่ดี , จากพิษของบุปผาฝันนิรันดร์” ซีว่างกล่าวต่อชายกลางคนที่ตอนนี้ยืนอยู่เพียงลำพัง

“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า!! , รีบจากไปให้ไกล” มันเอ่ยปากไล่ออกมาโดยไม่สนใจกล่าวถามอะไรต่อชายหนุ่มแม้แต่น้อย

“เอ่อ..บังเอิญข้าพอรู้เกี่ยวกับวิชาแพทย์อยู่บ้าง , ข้าสามารถช่วยบุตรชายของสหายท่านได้” ซีว่างรีบใช้โอกาสที่สวรรค์ประทานให้ มันไม่ปล่อยให้ผ่านเลยไปอย่างเด็ดขาด “ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้..คงไม่มีแพทย์ประจำอยู่กระมัง”

ชายผู้นั้นกวาดสายตา..ไล่ดูซีว่างตั้งแต่หัวจรดเท้า มันจ้องดูอย่างไร..ชายหนุ่มตรงหน้า..ก็เป็นเพียงแค่ผู้เยาว์ผู้หนึ่ง จะสามารถช่วยพวกมันได้อย่างไร “เหอะ..เจ้าน่ะหรอรู้วิชาแพทย์” มันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงดูถูก

ซีว่างพยายามอดกลั้นอารมณ์ของตนเอง พยายามฝืนทำตัวให้ดูเป็นมิตร ก่อนจะกล่าวท่องอะไรบางอย่างออกมา “บุปผานิรันดร์..หากนำไปผึ่งแดดจนแห้งกรอบแล้วนำไปบดเป็นผง..แล้วนำไปผสมน้ำดื่ม , หากใช้ในปริมาณน้อย..จะเป็นยานอนหลับที่ได้ผลดีนัก , แต่หากโดนเข้าไปในปริมาณที่มากเกินพอดี..จะทำให้หลับไม่มีตื่น , และถ้าไม่รีบรักษาภายใน 2 ชั่วยาม..พิษจะแทรกซึมเข้าไปตามอวัยวะต่าง ๆ ..ทำให้กลายเป็นเจ้าชายนิทรา..ไม่อาจลืมตาตื่นได้ตลอดชีวิต”

“หนทางขับพิษมีสองวิธี , วิธีแรก..นำว่านนิมิตจันทร์ไปต้มในน้ำเดือดเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม..แล้วนำน้ำที่ได้จากมันเช็ดตามเนื้อตามตัว..มันจะฟื้นภายในครึ่งชั่วยาม , วิธีที่สอง..นำเข็มเจาะที่นิ้วมือทั้งสิบนิ้วของผู้ป่วย..ให้ผู้มีปราณธาตุไฟใช้ลมปราณขับไล่พิษที่อยู่ในร่างออกมา , เป็นผู้ใหญ่ใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม..หากเป็นเด็กใช้เวลาครึ่งชั่วยาม”

ซีว่างอธิบายสรรพคุณของตัวพิษและอธิบายวิธีการรักษาอย่างละเอียด “ท่านจะลองทำตามข้าดูก็ไม่เสียหาย , ถึงอย่างไร..ท่านก็ไม่มีทางส่งเด็กผู้นั้นถึงมือหมอได้ในเร็วไว , ระยะทางจากหมูบ้านแห่งนี้กับเมืองที่ใกล้ที่สุด..เดินเท้าคงใช้เวลาสามวัน..เจ้าหนูคงจะได้หลับฝันไปตลอดกาล” วาจาที่กล่าวออกไปเต็มไปด้วยความหนักแน่น “ข้าจะยืนรอตรงนี้..หากท่านทำตามข้า , รับรองว่าเจ้าหนูนั้นจะฟื้นได้ในเร็วไว”

บุรุษวัยกลางคนนิ่งงันไป เมื่อซีว่างกล่าวออกมา มันอธิบายสรรพคุณของบุปผาฝันนิรันดร์ได้ทะลุปรุโปร่ง แต่เรื่องการรักษานั้น..มันไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย และไม่เคยได้ยินมาก่อน ตอนนี้มันได้แต่ยืนจ้องหน้าซีว่างโดยไม่ละสายตา

“ไม่เร่งทำตาม..ท่านก็ไม่ต่างกับผู้ที่ฆ่าหนุ่มน้อยผู้นั้นทางอ้อมหลอกหนา” ซีว่างกล่าวกดดันต่อบุรุษเบื้องหน้า..ให้มันเร่งทำตามอย่างเร็วไว

< เจ้ารู้วิธีรักษาพิษกับเขาด้วย? > หยางน่ากล่าวถามออกมา

< ข้าเก่งใช่หรือไม่ , บุรุษหน้าตาดี..แถมมีความรอบรู้รอบตัว , พอจะทำให้หัวใจเจ้าหวั่นไหวบ้างหรือไม่..แม่สาวน้อย > ซีว่างกล่าวบอกต่อนางด้วยน้ำเสียงกวนบาทาเป็นอย่างมาก

จากจะทำให้ประทับใจ..กับดูน่าหมั่นไส้เหลือคณนา

< ข้าถึงไม่แปลกใจ , ว่าเหตุใด..เจ้าถึงได้มิมีคู่ครองเช่นใครเขา , ดีไม่ดี..เจ้าเฟิงอวิ๋นจะมีเมียแซงเจ้าไปก่อน > วาจาเหน็บแนมที่กล่าวออกมา สร้างความปวดร้าวไปทั่วกระดองใจของซีว่างยิ่งนัก

ชายฉกรรจ์ได้แต่มองจ้องหน้าซีว่างมิได้ขยับตัว ความคิดสองขั้วกำลังตีขับเคี่ยวกันอยู่ในหัวของชายวัยกลางคนผู้นี้ ก่อนที่มันจะลองเสี่ยงดู หยิบศิลาสื่อสารออกมา..ก่อนอธิบายวิธีการรักษาให้แก่ปลายทางได้ลองทำดู

ถึงปลายทางของผู้ที่ติดต่อผ่านศิลาสื่อสารจะกังขาอยู่บ้าง แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลา มันจึงโยนทิ้งความสงสัยทิ้งไป เร่งทำตามสิ่งที่สหายบอกต่อมัน

ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ศิลาสื่อสารในมือของชายวัยกลางคนก็สั่นระริก ก่อนที่มันจะยกขึ้นมาและพยายามใช้ดวงจิตของตนเองรับฟังสิ่งที่ปลายทางสื่อสารออกมา

เมื่อรับฟังที่ปลายสายกล่าวจบ มันก็จ้องมองซีว่างด้วยสายตาลึกซึ้ง..ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีต่อซีว่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ “เชิญสหายน้อยตามข้ามา” มันผายมือเชิญซีว่างเข้าไปในหมู่บ้านอย่างว่าง่าย

“เชิญท่านก่อน” ซีว่างผายมือตอบกลับไป ก่อนที่ชายวัยกลางคนผู้นั้นจะเดินนำหน้าไป

ในระหว่างเดินไปตามทาง ชายผู้นั้นก็แนะนำตัวเองต่อซีว่าง มันมีนามว่า เยว่หลิง อธิบายเกี่ยวกับหมู่บ้านของมันไปตามทาง ได้ข้อสรุปว่า หมูบ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่เพราะปลูกสมุนไพรขาย เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งตัวออกมาอย่างสันโดษ

มันเดินนำทางมาถึงบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านที่ดูใหญ่กว่าบ้านหลังอื่นนัก ชัดเจนว่าน่าจะเป็นบ้านของผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้

“เชิญสหายน้อยเข้าไป..ท่านผู้ใหญ่บ้านอยากพบพวกเจ้า” เยว่หลิงผายมือเชิญให้กลุ่มของซีว่างเข้าไปภายใน ก่อนที่มันจะเร่งเดินจากไป

เมื่อชายผู้นั้นเดินจากไป กลุ่มของซีว่างจึงมองหน้ากันเล็กน้อย

“ข้ารู้สึกแปลก ๆ ” ซีเหรินกล่าวออกมาด้วยท่าทางที่ตื่นตัวเล็กน้อย นางรู้สึกไม่ชอบต่อสถานที่แห่งนี้

“แค๊ก..แค๊ก” จิ้นเฟิงไอออกมา..แต่เสียงไอของมันดังออกมาเป็นคำว่า ' ใจเสาะ ' ชัดเจนว่ามันตั้งใจไอออกมาในขณะกล่าวคำเช่นนั้นออกมาด้วย

ซีเหรินมองตาเขียวไปที่จิ้นเฟิง แต่อีกฝ่ายดันทำเมินไม่รู้ไม่ชี้..กวาดสายตามองบ้านหลังใหญ่ที่อยู่ข้างหน้าโดยไม่ใส่ใจต่อสายตาดุดัน ที่จับจ้องมาที่ตัวมันเลย

“เชิญสหายน้อยทั้ง 5 เข้ามาภายในเถิด” เสียงที่กล่าวออกมาช่างดูเก่าและโบราณนัก มันเป็นเสียงทุ้มใหญ่ที่แฝงความแหบแห้งในน้ำเสียง ผู้ที่กล่าวออกมาช่างฟังดูเหมือนชายชราป่วย ๆ ผู้หนึ่ง ถึงได้มีเสียงเช่นนั้น

ก่อนที่ซีว่างเดินตามเสียงเชิญเข้าไป ตามหลังมาด้วยสหายของมันทั้ง 4 พอเปิดประตูเข้าไปก็สามารถรับรู้ได้จริง ๆ ว่าผู้ที่อยู่ในห้องนี้ต้องป่วยมาก ๆ ถึงได้มีกลิ่นสมุนไพรฉุนขนาดนี้

ภายในห้องมีชายแก่ผู้หนึ่ง..ใบหน้าขาวซีดแสดงชัดเจนว่ามันป่วยจริง ๆ อย่างที่คาดเดาเอาไว้ ผมของมันมิได้จัดเป็นทรง..เพียงปล่อยลงมาให้ยาวประบ่า รูปร่างอ้วนพีแต่ตามมือตามไม้กลับผอมแห้ง

“สวัสดีท่านผู้อาวุโส..ข้ามีนามว่าจิ้นว่าง , นี่สหายของข้า จิ้นเฟิง , เฟิงอวิ๋น , เยว่เทียน และ เยว่รู่” ซีว่างกล่าวแนะนำตัวพร้อมกับแนะนำสหายด้วยชื่อปลอม เพราะหากบอกออกไปว่าเป็นองค์ชายองค์หญิง , เกรงว่าจะไม่ปลอดภัยต่อตัวของพี่น้องต่างมารดาของมัน

“เจ้าชื่อจิ้นว่าง? ไม่เลว ๆ , อายุเพียงเท่านี้กลับไปได้ถึงระดับผสานโลกา 5 ไม่ธรรมดา..” ชายแก่กล่าวชื่นชมต่อซีว่าง ด้วยเสียงที่แหบแห้ง ทำให้ต้องตั้งใจฟังเป็นอย่างมากถึงจะสามารถฟังสิ่งที่ชายแก่กล่าวออกมาได้เข้าใจ

“ข้ามีนามว่า เยว่ เชินเย่า..เป็นผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้ , ข้าต้องขอบใจเจ้ามาก..ที่ออกหน้าช่วยเหลือต่อหลานชายของข้า” ชายชรากล่าวออกมาด้วยเสียงเช่นเดิม ก่อนจะมองไปที่ซีชินและซีเหริน “พวกเจ้าสองคนก็เป็นคนสกุลเยว่เช่นกันหรือ”

สองพี่น้องเพียงแต่พยักหน้าตอบต่อคำถามของชายชรา ก่อนมองไปที่ซีว่าง..มันทั้งสองคนรู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ กับกลิ่นโอสถที่อบอวลอยู่ภายในห้องแห่งนี้

“ข้าเพิ่งทราบ..ว่ามีคนสกุลเยว่แยกตัวออกมาอยู่สันโดษเช่นนี้ , ข้าคิดว่า..คนสกุลจะอยู่แต่ภายในเมืองเสียอีก” ซีว่างกล่าวถามออกไป

“ฮ่า..ฮ่า..ฮ่า , มิได้มีคนตระกูลเยว่ทุกคนหลอก..ที่จะชอบอยู่โดยมีผู้คนจับจ้อง” ชายชรากล่าวหัวเราะออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “พวกข้าเป็นคนตระกูลเยว่สายนอก , มิใช่สายหลักอย่างเจ้าสำนักภพจันทราหรอกหนา”

ซีว่างเพียงยิ้มต่อคำตอบของชายชรา ก่อนจะจับจ้องไปด้วยสายตาเย็นเหยียบ กล่าวออกด้วยเสียงที่เย็นชา “มิใช่ว่าพวกเจ้าเป็นโจรป่า..ที่คอยเฝ้า..คอยค้นสุสานด้านหลังหรอกหรือ?”

ความคิดเห็น

COMMENT

แนะนำหนังสือโดย KAWEBOOK