เรื่อง ล่าผ่าแดนทมิฬ
สายฝนโปลงมาจากท้องฟ้าสีหม่น ทว่าเวลานี้ไม่ใช่ฝนใสไร้สีอีกต่อไป กลับกลายเป็นหยาดสีแดงเข้มที่ย้อมผืนป่าจนดูราวกับถูกชโลมโลหิตของอสูรยักษ์ กลิ่นคาวจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศดิบชื้นชวนให้หัวใจเต้นสะดุด
ใบไม้ ก้อนหิน กระทั่งลำต้นไม้ใหญ่ต่างถูกย้อมให้กลายเป็นเฉดเดียวกัน ทุกการก้าวย่างบนพื้นดินส่งเสียงราวกับเหยียบลงบนกองเลือดสดๆ
-่าฝนสีชาดตกลงในพื้นที่วงกว้าง กินอาณาบริเวณราวสามกิโลเมตรโดยมีเรวิชเป็นจุดศูนย์กลาง เป็นเขตแดนที่มองเห็นได้จากระยะไกล คล้ายผืนฟ้าและป่าในบริเวณนี้แยกตัวโดดเดี่ยวจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
และทันทีที่ฝนโลหิตสาดลงมา สายตาหลายร้อยคู่ที่อยู่ห่างออกไปก็พากันมองมา มองเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นด้วยแววตาที่แม้จะแตกต่างแต่ก็คล้ายคลึงกัน…
สงสัย ตกตะลึง และหวาดหวั่น
เพราะเหล่านักล่าที่ผ่านโลกมามากเหล่านี้ ต่างเข้าใจได้ในเสี้ยวลมหายใจ ฝนสีนี้ไม่ได้เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างแน่นอน แต่คงมาจากฝีมือหรือของขลังของใครบางคน!
และที่ชวนสะท้านใจต่อเหล่านักล่า ที่ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงก้องสะท้านและลังเลที่จะมุ่งตรงไปยังต้นกำเนิดเสียงหรือไม่นั้นก็คือ สายฝนปริศนาดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นในจุดหรือบริเวณน่าจะใกล้เคียงกับต้นกำเนิดเสียงดังกล่าว!
พวกเขาต่างตระหนักได้ในทันทีว่า เหตุการณ์อันรุนแรงบางอย่างกำลังเกิดขึ้นที่นั่น!!
เรวิช • วชิระ ลดมือที่ผสานตรงหน้าอกลงช้าๆ ละอองโลหิตจากสายฝนเกาะพราวบนขนตา ไหลเป็นทางตามแก้มและปลายคางคมสัน แต่เจ้าตัวกลับเหมือนไม่รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อย กลับกัน แววตาและรอยยิ้มมุมปากที่ปรากฏ คล้ายจะพึงพอใจเสียด้วยซ้ำ
กลิ่นอายวิญญาณธาตุน้ำค่อยๆ ซึมแผ่จากเท้าไหลผ่านผืนดินชุ่มเลือด ราวกับพื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาเอง…
เรวิชกวาดสายตาไปรอบๆ
“ถ้าไม่นับพวกแมลงที่เป็นกลุ่มพลังชีวิตขนาดเล็ก…”
มันพึมพำเบาๆ แต่เสียงนั้นกลับชัดเจนเกินกว่าจะถูกเสียงฝนกลบ
“ฝนสีชาดประทับตราไว้ทั้งหมดหกสิบสี่ชีวิต”
วินาทีนั้น ราวกับอากาศโดยรอบแน่นหนาขึ้น บรรยากาศหนาวยะเยือกลงไป…
“แต่ถ้าดูจากขนาดพลัง…มนุษย์ห้าสิบหก ที่เหลือน่าจะเป็นพวกอสูร”
เสียงหัวเราะแผ่วๆ เล็ดลอดจากลำคอ น้ำเสียงไม่ใช่การเย้ยหยัน แต่คล้ายเป็นความพึงใจของผู้ล่าที่ในที่สุดก็ได้เหยื่อในปริมาณที่สมปรารถนา…
“ห้าสิบหก…ดี…ต้องจำนวนเท่านี้สิถึงจะค่อยน่าลงมือ”
เรวิชเลื่อนสายตาไปยังร่างยักษ์ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กลางสายฝน
“แกพักได้แล้วศิระ จากนี้ฉันจะลงมือเอง…”
เรวิชเอ่ยเรียบๆ แต่คมชัด
“แต่ก็อย่างที่แกรู้ แกเองก็โดน ‘ฝนสีชาด’ ไปแล้ว การฟื้นฟูจะถูกลดทอนลงไปจากพลังของอาณาเขตนี้ เพราะงั้นประคองอาการบาดเจ็บเอาไว้ก่อน หลังจากฉันปลดอาณาเขตแล้วค่อยกินโอสถฟื้นฟู จะได้ไม่เสียของ”
ศิระหันมาค้อมศีรษะรับคำเงียบๆ ตามนิสัย ก่อนจะหมุนตัว ก้าวไปยังต้นไม้ใหญ่ที่ยังเหลือรอดไม่ถูกโค่น ทรุดตัวลงนั่ง หลับตาหายใจลึก ลมหายใจหนักแน่นผสานกับเสียงสายฝนโดยรอบ
ชายหนุ่มจากตระกูลอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรสเตรีย ค่อยๆ ยกใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สิ่งที่เห็นนอกจากเมฆดำมืดครึ้มและสายฝนสีชาดที่เทกระหน่ำ คือโลหะสีเข้มที่ใช้ปราณไร้ลักษณ์ พยายามหลีกหนีห่างจากจุดที่อยู่ เมื่อรับรู้ได้ว่าไม่สามารถใช้เวทเคลื่อนย้ายจากไปได้อย่างปริศนา
“แกดูจะน่าสนใจที่สุดในหมู่คนพวกนี้ เพราะงั้นฉันจะปล่อยไปก่อนก็ได้ เอาไว้ค่อยจัดการหลังสุด”
เรวิชลดสายตาจากผืนฟ้า หันกลับลงมามองผืนป่าที่ทอดยาวเบื้องหน้า แม้มีม่านต้นไม้โบราณบดบังแน่นทึบ แต่นั่นก็ไม่สามารถปกปิด ‘การรับรู้ตำแหน่งตราประทับสีชาด’ ไปจากมันได้
“เอาล่ะ…”
เสียงทุ้มเอ่ยแผ่วเบา แต่เหมือนมีแรงสะท้อนกึกก้องอยู่ในบรรยากาศ…
“งั้นเริ่มกันเลยดีกว่า ถ้าล่าช้าเกินไป อาณาเขตนี่ก็เล่นฉันแรงอยู่เหมือนกัน”
สิ้นเสียง มือขวาของมันก็แบตรงไปยังผืนป่าเบื้องหน้า ท่วงท่าดูเรียบง่ายจนชวนให้สงสัยว่าคิดจะทำสิ่งใด
แต่ในเสี้ยวอึดใจนั้นเอง กลิ่นอายวิญญาณธาตุกลับสั่นพร่าขึ้นรอบตัวของมัน!
วิญญาณธาตุลม • เมธีกระชากนภาลัย! (บัณฑิตกระชากสวรรค์)
สายลมหอบหมุนอย่างไร้เสียง ก่อนเปลี่ยนเป็นแรงดึงดูดดุจมือมหายักษ์ล่องหน!
และห่างไกลออกไปร่วมสามร้อยเมตร ทิศทางเดียวกับที่มือของเรวิชแบตรงไป…
นักล่าคนหนึ่งถลึงตาโพลงในพริบตานั้น เพราะร่างทั้งร่างของเขาอยู่ๆ ก็ถูกกระชากขึ้นจากพื้นอย่างรุนแรงชนิดฝืนกฎของโลก!
“อะ! เฮ้ย!? อะไรวะ!”
เสียงตะโกนแตกพร่าขาดห้วง ร่างของเขาถูกแรงดึงดูดมหาศาลไร้ที่มากระชากพุ่งทะลุแมกไม้โบราณ!
ทุกความพยายามจะต่อต้าน ใช้ปราณไร้ลักษณ์กระแทกพลังปริศนา มือคว้าต้นไม้ ใช้เท้าลากไปกับพื้น ทุกอย่างล้วนแต่ไร้ประโยชน์ แรงดึงดูดไร้รูปดึงเขามาด้วยพลังรุนแรงเกินจะขัดขืน!
สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักล่าคนนั้น ตกอยู่ในการรับรู้จับจ้องของเหล่านักล่าโดยรอบที่ยังคงตกตะลึงงุนงงต่อสายฝนสีเลือด!
“ปราณไร้ลักษณ์เรอะ!? มะ…ไม่ใช่!? ใช้ปราณไร้ลักษณ์กระแทกใส่แล้วไม่สะเทือนเลย นี่มันมีอะไรมากกว่าปราณไร้ลักษณ์!?”
นักล่าผู้ถูกกระชากด้วยแรงดูดดึงมหาศาลแยกเขี้ยวต่อสถานการณ์ของตน!
และเพียงไม่ถึงสามหายใจ ร่างนักล่าผู้นั้นก็ถูกลากผ่านผืนป่าร่วมสามร้อยเมตร ตรงไปหาเรวิชที่ยืนแบมือรอคอยด้วยท่าทีสง่างามอยู่ที่นั่น!
นักล่าคนนั้น รวมถึงเหล่าผู้ที่จับจ้องมา เมื่อได้เห็นปลายทางของการดึงดูด พวกเขาก็ตระหนกในทันทีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คืออะไร และเป็นฝีมือของใคร!
นักล่าผู้ถูกกระชากด้วยพลังปริศนา สัญชาตญาณของผู้ผ่านความตายมาก่อนเกิดปฏิกิริยาทันทีนั้น ไม่จำเป็นต้องถามถึงเหตุผลหรือเกิดอะไรขึ้นในวินาทีนี้ เพียงแค่เห็นสถานการณ์ทั้งหมด เขาก็รู้แล้วว่าต้องสู้!
เขาเรียกดาบออกมา ปราณของขั้นผนึกวิญญาณพุ่งทะยานจนห้วงอากาศโดยรอบสั่นสะเทือน!
เสียงคำรามดังก้องฝ่าสายฝน พร้อมกับดาบเล่มนั้นที่ถูกยกง้าง เตรียมฟันเข้าใส่ชายผู้ดึงดูดตนเข้าหาด้วยพลังปริศนา!
แต่อย่างไรก็ดี…
เรวิชช้อนสายตาขึ้นด้วยความรู้สึกนิ่งเฉย ราวกับกำลังมองแมลงที่ไร้ซึ่งพิษภัยต่อตน…
“หนวกหูจริง ตายเงียบๆ ไม่ได้หรือไง?”
สิ้นคำพูดนั้นจากมือที่แบตรงไป ก็กลายเป็นสะบัดออกไปแทน
และนั่น…
วิญญาณธาตุลม • เมธีผลักนภาลัย (บัณฑิตผลักสวรรค์)
คลื่นพลังไร้รูปแสนหนักอึ้ง พุ่งออกไปสวนกระแทกเข้ากับร่างชายผู้โชคร้ายกลางอากาศ!
ไม่มีเสียงดังกึกก้องสะเทือนขวัญ มีเพียงเสียงดัง “พรึ่บ!” หนึ่งครั้ง…
และเมื่อเรามองไป สิ่งที่เห็นก็คือ…
ร่างของนักล่าคนนั้นที่ระเบิดแหลกกระจุยกลางห้วงอากาศประหนึ่งพลุโลหิต!!
หยาดเลือดสีแดงสดกระเซ็นปะปนไปกับสายฝนสีชาด!
สิ่งเดียวที่เหลือมีเพียงเศษซากของดาบ หล่นกระทบพื้นดินดัง “กริ๊ก!” ท่ามกลางความเงียบงันอันเย็นเยียบ
เรวิชไม่ได้มองเลือดที่กระเซ็นมากระทบรองเท้าตัวเองด้วยซ้ำ ราวกับมันเป็นเพียงสีน้ำที่เปื้อนผืนผ้า ไม่ใช่ชีวิตคนหนึ่งคนที่เพิ่งสิ้นสูญ
ผืนป่าทั้งผืนเงียบงัน ไม่แตกต่างจากเหล่านักล่าที่กำลังจับจ้องมาด้วยสายตาแข็งค้าง!
“นั่นมัน…บ้าอะไรวะน่ะ!? หมอนั่นมันเป็นใครกันแน่!? ฉันต้องรู้จักมันแน่ๆ! ต้องเคยเห็นจากที่ไหนก่อน! แต่มันติดอยู่ที่คอเนี่ย! นึกไม่ออก! อึดอัดโว้ย!!”
ณิญญู • เหมรินทร์ ที่กำลังใช้กล้องส่องทางไกล มองไปยังสถานการณ์ภายในลานกว้างที่อยู่ห่างออกไปถึงกับหลุดโพล่ง!
“ไหนจะฝนสีเลือดนี่อีก…นี่มัน…”
ณิญญูที่ถอนสายตาออกจากกล้องส่องทางไกล ยกมือขึ้นรองรับสายฝนสีแดงฉาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงนตึงเครียดอย่างไม่อาจปกปิด
ส่วนด้านข้าง…
ราเชน • เมฆพิทักษ์ ยิ่งเวลาผ่านไป ใบหน้าที่หยาบกร้านจากความบากบั่นนั้นก็ยิ่งมากด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะในเวลานี้ที่เมื่อเขาลองใช้ [แหวนนักท่องเที่ยว] แล้วผลปรากฏออกมาว่า…
เขาไม่อาจเข้าสู่สภาวะ ‘ท่องเที่ยว’ ได้ คล้ายจะถูกพลังบางอย่างขัดขวางอยู่ตลอดเวลา!?
เชนเงยขึ้นมองฝนโลหิตที่เทกระหน่ำไร้ทีท่าว่าจะหยุด…
‘ฝนพวกนี้มีพลังบางอย่างแฝงอยู่บางเบา การที่เราเข้าสู่สภาวะท่องเที่ยวไม่ได้ ไม่ใช่เพราะพลังในฝนพวกนี้ทรงพลังจนขัดขวาง [แหวนนักท่องเที่ยว] ได้โดยตรง แต่เป็นเพราะฝนพวกนี้เหมือนเป็นสัญญาณรบกวน ทำให้การเข้าสู่สภาวะท่องเที่ยวถูกก่อกวนตลอดเวลาจนล้มเหลวก่อนจะเริ่ม
‘แถมจะหลบฝนพวกนี้เอาตอนนี้ก็คงช้าไปแล้ว เรารู้สึกได้ว่าพลังรบกวนพวกนั้นซึมอยู่ในร่าง ต่อให้ไม่โดนฝนโดยตรงอีก แต่พลังขัดขวางยังไงก็ยังอยู่ แถมเหมือนจะประทับอะไรบางอย่างเอาไว้ด้วย…น่าสนใจ…นอกจากการใช้ ‘วิถี’ แล้ว ยังมีวิธีรับมือ [แหวนนักท่องเที่ยว] แบบนี้ด้วยสินะ…ถ้าเป็นแบบนี้ [จี้มายาเปลี่ยน] เองก็คงหมดสิทธิ์’
เชนครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
“ที่นี่ไม่ปลอดภัย เราต้องถอย อย่างน้อยก็ต้องออกจากเขตฝนสีเลือดนี่ให้ได้”
เชนหันไปพูดกับณิญญู
“ถูกของนาย…ฉันสังหรณ์ใจไม่ดีเลย…รีบไปกันเถอะ”
ณิญญูพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนที่คนทั้งสองจะรีบพากันลงจากเนินหิน มุ่งตรงไปยังทิศทางตรงข้ามกับจุดปะทะหลัก เพื่อหลบหนีออกจากอาณาเขตสีเลือดแห่งนี้
หลังจากสังหารศพแรกจนแหลกแทบไม่เหลือซาก เรวิช • วชิระ ใบหน้ารวมถึงแววตายังคงเรียบนิ่ง มีเพียงมุมปากที่ยกขึ้นบางเบา…
และไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่ แต่ทันทีที่นักล่าคนนั้นถูกสับสังหาร เลือดเนื้อตกกระทบพื้น ปะปนผสมไปกับหยาดฝนโลหิตจนผนวกเป็นเนื้อเดียวยากแยกแยะ…
กลิ่นอายบนร่างของชายผู้นี้ก็เหมือนจะหนักแน่นเข้มข้นขึ้นเล็กน้อย
“จัดการทีละคนถึงจะน่าสนุก เพราะได้ค่อยๆ ละเมียดลิ้มรสชาติความสิ้นหวังของพวกแกอย่างช้าๆ…แต่น่าเสียดาย…ข้อเสียเดียวของอาณาเขตนี่คือ ไม่ยอมให้ฉันได้มีเวลาดื่มด่ำจมลงสู่ห้วงแห่งสุนทรียศาสตร์ไปกับการฆ่าสักเท่าไหร่…”
เรวิชกวาดสายตาไปรอบๆ ‘ตราประทับสีชาด’ บอกชัดเจนว่าในระยะหนึ่งกิโลเมตในเวลานี้ มีมนุษย์ร่วมสามสิบชีวิตกำลังยืนกระจัดกระจายในจุดที่แตกต่างกันออกไป…
เมื่อรับรู้ตำแหน่งทุกชีวิตที่โดนสายฝนสีชาดประทับตราอย่างชัดเจน มันก็ยกยิ้มกว้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นแยกเขี้ยว!
“เอาเป็นว่า…พวกแกที่อยู่ในละแวกนี้มารวมตัวกันใกล้ๆ ฉันก่อนก็แล้วกัน ส่วนพวกที่อยู่ไกลออกไป…ไว้ฉันค่อยไปล่าเอา หลังจากฆ่าพวกแกและได้เวลาเพิ่มแล้ว!”
สิ้นเสียง เรวิชก็ทำการกางแขนทั้งสองออกกว้าง ก่อนที่กลิ่นอายของวิญญาณธาตุจะถูกกระตุ้น และครานี้สัมผัสได้ว่ารุนแรงกว่าทุกครา!!
วิญญาณธาตุลม • มหาเมธีกระชากนภาลัย (มหาบัณฑิตกระชากสวรรค์)
ทันทีนั้น! คลื่นไร้รูปก็ก่อตัวขึ้นรอบร่างของเหล่านักล่าร่วมสามสิบชีวิตอย่างแม่นยำ ก่อนที่จะ…
กระชากพวกเขาเหล่านั้นด้วยแรงดึงดูดมหาศาลอย่างพร้อมเพรียงกัน!!!
เสียงตะโกนของความโกลาหลอุบัติขึ้น!!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??