เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 19 หน้าชา
หยุนเสวี่ยเฟิงวิ่งลัดเลาะป่าข้างทางมาเรื่อยๆ เบื้องหน้าของมันปรากฏกลุ่มแสงไฟจากคบเพลิงมากกว่าสิบอยู่เลือนลาง
แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงะเคียดแค้นชิงชังมาเพียงใด แต่มันก็ยังไม่ได้หน้ามืดวิ่งเข้าฟาดฟันโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง พัดสีดำในมือของมันคล้ายะตอบรับความคิดของหยุนเสวี่ยเฟิง กระแสพลังสีแดงค่อยๆหรี่ลงจนจางหายไป เพื่อปกปิดตัวมันให้ซ่อนอยู่ในเงามืดบนต้นไม้
“ลากมันมารวมกันตรงนี้” หนึ่งในโจรป่าตะโกนออกมา สมุนของมันที่จับตัวหญิงสาวที่หนีออกไปขอความช่วยเหลือก็ฉุดลากเรือนผมหญิงสาวออกมาจากป่าข้างทางมารวมกลุ่ม
หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็กำหมัดแน่น ภาพที่มันได้เห็นสร้างความสะเทือนใจให้กับมัน กลุ่มผู้เดินทางที่นั่งรอบกองไฟบรรยากาศครื้นเครงเมื่อครู่ กลับกลายมาเป็นกลุ่มคนผู้ถูกขังอยู่ภายในกรงเหล็ก
“อย่าทำอะไรพวกเราเลย ข้าวของมีค่าพวกท่านก็เอาไปหมดแล้ว ได้โปรดเถิด..” ชายชราร่ำร้อง ในอ้อมอกของมันมีเด็กชายท่าทางหวาดกลัวซบอยู่ แต่หัวหน้าโจรหาได้ใส่ใจ สายตาของมันจับจ้องไปยังหญิงสาวที่ถูกฉุดลากมา
“ท่านตา!” หญิงสาวร้องเรียกชายชราครั้นเมื่อถูกลากมาเบื้องหน้ากรงขังบนเกวียน หัวหน้าโจรมันมิได้สนอกสนใจผู้อยู่ในกรงขัง มันเดินเข้ามาหาหญิงสาวก่อนะดึงรวบเรือนผมอันยุ่งเหยิงของหญิงสาวขึ้นมา
“โอ้.. หลานสาวเจ้ายังเยาว์วัย ใบหน้าขาวผ่อง รูปร่างได้สัดส่วน เป็นสินค้าชั้นเยี่ยมสำหรับหอนางโลม” หัวหน้าโจรยิ้มเยาะ แล้วจึงเหวี่ยงสะบัดหญิงสาวให้เข้าไปในกรงขัง
“ฮือ.. ท่านตา เสี่ยวหยุนไม่บาดเจ็บอะไรใช่ไหม..” หญิงสาวร่ำไห้ นางลืมความเจ็บปวดบนหนังศีรษะ โผเข้าหาชายชราและเด็กชาย
“เสี่ยวหยุนยังปลอดภัยดี..” ชายชราตอบ
ครั้นเมื่อต้อนคนเข้ากรงหมดแล้ว กลุ่มโจรก็จัดกลุ่มแยกหัวท้ายแถวเพื่อเริ่มออกเดินทาง หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้น มันก็จำใจได้แต่รอโอกาสเท่านั้น แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นมาทันด่วน!
วูบ..
ยังมิทันที่ขบวนกลุ่มโจระออกเดินทาง พัดสีดำในมือของหยุนเสวี่ยเฟิงก็ทอแสงเรืองรองออกมา หนุ่มน้อยเห็นดังนั้นมันก็ตกใจ แต่ยังไม่ทันที่มันะเก็บเจ้าพัดตัวปัญหาได้ หนึ่งในสมุนโจรป่าก็พบเห็นมันเข้าแล้ว
“มีคนอยู่ตรงนั้น!” สมุนโจรร้องเรียกพวกพร้อมกับชี้ไปยังตำแหน่งยอดไม้ที่หยุนเสวี่ยเฟิงอยู่
‘ไม่ได้การแล้ว ตายเป็นตาย!’
หยุนเสวี่ยเฟิงไม่ต้องคิดอันใดอีกแล้ว มันปลดปล่อยพลังวิญญาณระดับสามสิบออกมาพร้อมกับเคลื่อนร่างพุ่งตรงเข้าหากลุ่มโจรป่าห้าคนที่อยู่ใกล้ที่สุดทันที พัดเมฆาโลหิตในมือทอแสงสีแดงอีกครั้งก่อนที่หยุนเสวี่ยเฟิงะแทงปลายทู่เข้าหาทรวงอกของโจรป่าในพริบตา
“อ๊าก!..”
หนึ่งในโจรป่าร้องลั่น มันไม่คาดคิดมาก่อน วัตถุสีดำไร้คมในมือหนุ่มน้อย กลับชำแรกเข้าไปในทรวงอกของมันอย่างง่ายดาย
หยุนเสวี่ยเฟิงไม่คิดะรั้งรอให้ศัตรูมีโอกาสใดๆ พัดเมฆาโลหิตถูกดึงออกมา เลือดของผู้ชะตาขาดสาดกระเซ็นตามปลายพัดดำที่วาดออกมา ตามมาด้วยการโจมตีต่อเนื่องที่ทั้งรวดเร็วและหมดจด
กระบวนท่าวิชาเพลงกระบี่ดับตะวันถูกบรรเลงแล้ว! หนุ่มน้อยตวัดปลายพัดดำเข้าเฉือนคอหอยของโจรที่อยู่ด้านข้างพร้อมกันนั้นมันก็วาดส้นเท้ากวาดเข้าหาผู้ที่อยู่ด้านหลังมัน
“อ๊าก!..”
ผู้ถูกส้นเท้าเตะเข้าที่ข้างใบหน้าร้องลั่น มันปลิวกระเด็ดออกไปยังต้นไม้ข้างทางโดยมีส่วนหัวนำทาง ส่วนผู้ที่ถูกเขือดคอหอยนั้นไม่ต้องคาดเดาว่ามันะมีชีวิตต่ออีกหรือไม่
หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รั้งรอดูผลงาน มันวาดปลายพัดเข้าเชือดเฉือนโจรอีกสองคนด้วยกระบวนท่าของกระบี่ หากว่าะพินิจดูให้ดี ะพบว่าด้านปลายของพัดเมฆาโลหิตนั้นะมีกระแสพลังวิญญาณอันแหลมคมปกคลุมอยู่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาะมาพิจารณาสิ่งใดๆ
สมุนโจรอีกสองคนที่เหลือถูกหยุนเสวี่ยเฟิงเชือดคอหอยอย่างรวดเร็ว ประจวบเหมาะกับที่มีเสียงดังโครมตามมาจากข้างทาง หยุนเสวี่ยเฟิงปรายตามองไปยังสมุนโจรที่ถูกเตะออกไปแวบหนึ่ง บัดนี้มันได้จบชีวิตลงจากการที่หัวกระแทกต้นไม้เสียแล้ว
“มันเป็นผู้ใช้พลังวิญญาณ!” หัวหน้ากลุ่มโจรตะโกนเสร็จมันก็จ้วงเท้าเผ่นหนี ทิ้งลูกน้องอีก7คนไว้ข้างหลัง
‘ต้องฆ่าให้หมด!’ หยุนเสวี่ยเฟิงแววตาเหี้ยมทอแสงสีแดงท่ามกลางความมืด คบเพลิงที่ตกอยู่ส่องแสงสะท้อนเลือดที่เปรอะเปื้อนบนตัวของมัน
พลังวิญญาณถูกเร่งเร้าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พลังปราณธาตุลมถูกเสริมเข้ามา หยุนเสวี่ยเฟิงพุ่งทะยานราวกับภูติพรายเข้าหาโจรอีก7คนเบื้องหน้าที่กำลังวิ่งหนี
“ตาย!” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเข้าถึงผู้อยู่รั้งท้าย มันก็ฟาดฟันปลายพัดทมิฬเข้าเฉือนท้ายทอยเป้าหมาย ก่อนะดีดตัวออกไปอีกหนึ่งช่วงตัวเข้าหาอีกคนและอีกคน
พัดเมฆาโลหิตถูกวาดออกปลิดชีพดื่มเลือดมาแล้วสิบเอ็ดชีวิน มันก็ทอแสงสีแดงเจิดจ้าออกมา
‘ขานรับผู้เป็นนาย’ หยุนเสวี่ยเฟิงมองพัดดำในมือวาบหนึ่งแล้วชายตามองไปยังทิศทางที่หัวหน้าโจรหนีไป
“ฆ่ามัน!” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็ซัดเจ้าพัดดำในมือพุ่งออกไปทันที หนึ่งลมหายใจต่อมาก็พลันได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากทิศทางที่หัวหน้าโจรหนีไป
“ฟู่..”
หยุนเสวี่ยเฟิงเป่าปากถอนหายใจ ดูเหมือนว่ามันะรู้สึกตื่นตกใจกับการกระทำของตัวเองอยู่บ้าง ภายในทรวงอกก็รับรู้ได้ถึงหัวใจที่เต้นถี่รัว เหตุการณ์เมื่อครู่เกิดขึ้นรวมแล้วเพียงสิบห้าลมหายใจเท่านั้น แต่การนิ่งสงบใจกลับต้องใช้เวลาร่วมนาที
(ต่อไปนี้ะบอกเป็นหน่วยนาทีกับวินาทีบ้างนะครับ ะได้ไม่จำเจ)
“กลับมา” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเบาๆพร้อมกับกางมือออกไปเบื้องหน้า วินาทีต่อมา เจ้าพัดดำก็พุ่งตรงกลับมายังมือของมัน
“สำเร็จแล้ว..” หยุนเสวี่ยเฟิงรู้สึกคล้ายเบาหวิวเล็กน้อย มันรีบควบคุมสติและลมหายใจให้เป็นปกติโดยเร็ว ก่อนะหันกายเดินกลับไปยังกรงขังบนเกวียนใหญ่
ผู้ที่อยู่ด้านในกรงขังนี้นับแล้วรวมได้แปดคน พวกมันยังคงอกสั่นขวัญแขวนไม่หาย เหตุการณ์เมื่อครู่นั้นรวดเร็วเกินไปเสียจนไม่อาจะปรับสำนึกได้ทัน เมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงมาถึงกรงใหญ่นี้แล้วมันก็เร่งเร้าพลังวิญญาณขึ้นมา พัดดำในมือถูกวาดตัดออกไปยังแม่กุญแจลูกกรงใหญ่
เช้ง!
แม่กุญแจลูกกรงเกิดประกายแลบคราหนึ่ง เมื่อถูกคมพลังวิญญาณตัดออก
“พวกท่านปลอดภัยแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มกล่าว ทำให้ผู้อยู่ในกรงต่างมีสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับเป็นยินดี ชายชราผู้โอบกอดหลานทั้งสองของมันก็รีบโผเข้ามาเกาะขาของหยุนเสวี่ยเฟิง าั้ก็ัโขกกับต้นขามัน
“ขอบคุณ ขอบคุณคุณชาย” เหล่าผู้ที่อยู่ในกรงต่างก็ก้มตัวลงคำนับหนุ่มน้อยที่บัดนี้ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวเขินอายตัวแข็งทื่อ
“ท่านทั้งหลาย พวกเราไปตั้งที่พักแรมบริเวณอื่นกันเถิด” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รู้เอ่ยกล่าวอย่างไร ความคิดเดียวของมันก็คือไปให้ห่างจากบริเวณนี้เสียก่อน
ผู้ใหญ่ที่ถูกคร่ากุมได้เริ่มแยกย้ายกันเก็บข้าวของรวมทั้งลากเกวียนที่บรรทุกทรัพย์สินของกลุ่มโจรไปยัง ที่พักแรมใหม่ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากบริเวณที่เกิดเหตุราวหนึ่งลี้
ตลอดการย้ายที่พักแรมใหม่นั้น หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายว่าะเป็นคนเงียบงัน มันรู้ะเอ่ยกล่าวทักทายอย่างไรต่อผู้คนเหล่านี้ ครั้นเมื่อจัดแจงข้าวของเสร็จแล้ว ทุกคนก็มานั่งรอบกองไฟกันอีกครั้ง โดยครั้งนี้ะผิดแปลกออกไปก็ตรงที่มีหยุนเสวี่นเฟิงนั่งร่วมวงอยู่ด้วย บรรยากาศในวงรอบกองไฟตอนนี้เงียบงันเสียจนได้ยินเสียงใบไม้ลู่ลมจากป่าข้างทาง
“ข้าชื่อเสี่ยวซี คุณชายไม่ทราบว่าท่าน..” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน ผู้คนรอบกองไฟต่างจับจ้องมายังหยุนเสวี่ยเฟิง
‘ทำความรู้จักทำอย่างไร เข้าสังคมทำอย่างไร โถ่ ทำไมไม่มีข้อมูลจากเครื่องบ้านั่น’ หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงเหม่อลอยมองกองไฟ
“คุณชาย” เสี่ยวซีร้องเรียกอีกครั้ง ปลุกมันขึ้นมาจากภวังค์ความคิด
“เอ่อ.. ข้าขออภัย” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้งออกมา เมื่อครู่มันมัวแต่นึกคิดเสียจนลืมสิ่งรอบข้าง มันยกมือเกาหัวก่อนะกล่าวอ้ำอึ้งว่า
“ข้า.. คือข้า.. ใช่แล้ว! ข้าชื่อหยุนเสวี่ยเฟิง” หนุ่มน้อยยิ้มพร้อมกับมองไปยังผู้คนรอบๆ
“โอ.. นายน้อยผู้แซ่หยุน ข้าเค่อหมิน ขอขอบพระคุณอีกครั้งที่ท่านช่วยพวกเราเอาไว้” ผู้อยู่รอบกองไฟก็ค้อมคำนับตาม ยกเว้นแต่เด็กชายที่ตอนนี้ได้ผลอยหลับแล้ว
“คือว่า.. พวกท่านตามสบายเถอะ บอกตามตรงข้าเพียงไม่ได้พบเจอผู้ใดมานานเท่านั้น จึงไม่สามารถะ..” หยุนเสวี่ยเฟิงอ้ำอึ้งชะงักชะงัน หญิงสาวที่เห็นดังนั้นก็กล่าวขัดออกมา
“ดูจากท่าทางคุณชาย คงะห่างหายจากผู้คนมานานกระมัง ไม่ทราบว่าท่านมาจากที่ใด?”
หยุนเสวี่ยเฟิงสบตากับหญิงสาว คล้ายว่าะโล่งใจที่มันไม่ต้องเป็นฝ่ายเริ่มสนทนาเสียเอง
“ข้าอยู่กับพี่สาวของข้ากลางป่าตั้งแต่เกิด ตอนนี้นางจากข้าไปสำธุระสำคัญ แล้วบอกให้ข้าออกไปท่องโลกกว้าง.. พวกท่านเป็นคนกลุ่มแรกที่ข้าพบเจอในรอบสามปีมานี้” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว
“เป็นเช่นนั้น.. มิคาดว่านอกจากสำนักยุทธแล้ว ะมีผู้คนข้างนอกที่สามารถฝึกวิญญาณจนรับมือกลุ่มคนนับสิบได้ ขอขอบคุณคุณชายอีกครั้ง” เค่อหมินกล่าวแล้วยกสองมือค้อมคำนับ แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับเอื้อมมือไปคองพร้อมกับกล่าวว่า
“ไม่ต้องแล้วท่านตา ที่ข้าจัดการพวกมันไป มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”
“ท่านตาก็พอเถิด ก้มๆเงยๆมาก ประเดี๋ยวะไม่ได้เห็นเสี่ยวหยุนโตขึ้นหรอก” หญิงสาวกล่าว รอบวงกองไฟต่างก็พากันหัวเราะ ไม่เว้นแม้แต่หยุนเสวี่ยเฟิงเอง ะต่างกันก็ตรงที่มันหัวเราะตามคนอื่นเขาเท่านั้น
“ค่ำคืนนี้พวกเราก็ผ่านเรื่องร้ายมาแล้ว ก็คงต้องแยกย้ายกันพักผ่อนเสียก่อน วันพรุ่งนี้ยังรอพวกเราอีก ข้าขอตัวก่อน” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น าั้เหล่าผู้ที่นั่งรอบกองไฟก็ทยอยแยกย้ายกันไปนอนพักจนจนหลงเหลือเพียงแต่หยุนเสวี่ยเฟิงและเสี่ยวซี
หนึ่งชายหนึ่งหญิงยังคงนั่งมองกองไฟเบื้องหน้าอย่างเงียบๆ หากว่ามองหญิงสาวอย่างพินิจแล้ว ะพบว่าแม่นางคนนี้รูปโฉมะงดงามกว่าหญิงสาวทั่วไปอยู่บ้าง อายุอานามก็น่าะอยู่ในช่วงวัยเดียวกันหนุ่มน้อย หยุนเสวี่ยเฟิงชำเรืองมองหญิงสาวด้านข้างเล็กน้อย แต่หญิงสาวก็หันมาสบตาเจ้าพอดี มันจึงเบือนหน้าหนีอย่างเขินอาย
“ท่านก็ไปพักผ่อนเถิด ข้ายังไม่ง่วงนัก คงต้องฝึกวิชาอีกสักเล็กน้อย” หยุนเสวี่ยเฟิงหน้าแดง ดวงตาของมันจับจ้องกองไฟ ในใจของมันคล้ายะเริ่มสับสนกับความรู้สึกบางอย่าง
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่รบกวนท่านแล้ว ขอขอบคุณคุณชายอีกครั้ง” เสี่ยวซียิ้มก่อนะลุกขึ้นเดินไปยังกระโจมที่พักของ
‘เฮ่อ..’
หยุนเสวี่ยเฟิงถอนหายใจยาว ความรู้สึกเมื่อครู่คล้ายะอึดอัดเสียจนต้อฃกลั้นหายใจ กลิ่นหอมจากเครื่องหอมหญิงสาวนั้นสร้างความกระอักกระอ่วนให้แก่มันเป็นอย่างมาก
‘เหมือนตอนเจอพี่ซานซานครั้งแรก’ หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มหลับตานึกย้อนกลับไปในอดีตอีกครั้ง แต่ยังมิทันะได้จมดิ่งลงสู้ห้วงภวังค์ มันก็ได้ยินเสียงเรียกจากหญิงสาว
“ข้าไม่เห็นท่านมีที่หลับนอน หากไม่รังเกียจ..” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับยื่นม้วนผ้าห่มผืนหนามาให้
“ขะ..ขอบคุณ” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวตะกุกตะกัก หญิงสาวเห็นดังนั้นนางก็ยิ้มแล้วหันหลังเดินกลับไป
หนุ่มน้อยผู้อ่อนต่อโลกได้นำผ้าห่มมาคลุมตัวเอาไว้ อากาศในคืนนี้แม้ะหนาวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับต้องอยู่หน้ากองไฟตลอดเวลา หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ผ่านเหตุการณ์อันน่าลุ้นระทึกมาจึงไม่ได้เกิดอาการง่วงนอนเลยแม้แต่น้อย มันจึงหยิบพัดเมฆาโลหิตออกมาจากมิติเก็บของเพื่อตรวจสอบ
หยุนเสวี่ยเฟิงพลิกด้านพัดสีดำในมือไปมา รูปร่างของมันคล้ายะเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งขนาดที่สั้นลงจากฟุตครึ่งกลับหลงเหลือเพียงหนึ่งฟุต ลวดลายสีเทาอันวิจิตรกลับปรากฏบนตัวด้ามจับที่เคยราบเรียบ ครั้นเมื่อกางออกมา ตัวอักษร ‘เมฆาโลหิต’ กลับจางหายไป หลงเหลือเพียงลวดลายก้อนเมฆสีแดงเท่านั้น
‘ผู้เป็นนายสามารถตั้งชื่อใหม่ให้กับยุทธภัณฑ์ได้’ อยู่ๆข้อมูลบางอย่างก็ปรากฏขึ้นมาในห้วงความคิด หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ข้อมูลในห้วงความคิดยังได้กล่าวไว้อีกว่า ตัวยุทธภัณฑ์นั้นะปรับเปลี่ยนไปเมื่อมันได้ปลดผนึกจากผู้เป็นนาย แต่ยังะคงรูปลักษณ์เบื้องต้นของมันไว้
“ตั้งชื่อใหม่หรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงหน้านิ่ว มันหวนย้อนกลับไปครั้นเมื่อมันได้รับนามจากถังลู่หลิน
“ชื่อของเจ้า.. หยุนเฟิง” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม พลันนั้นพัดสีดำในมือก็ทอแสงสีแดงออกมาคล้ายว่าะขานรับนามใหม่ของมัน
“ลองตรวจสอบดูเสียหน่อย” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็เร่งเร้าพลังวิญญาณเข้าไปตรวจสอบ พร้อมกันนั้นข้อมูลชุดต่อไปก็แล่นเข้ามาในหัวของหนุ่มน้อย
- ยุทธภัณฑ์ชั้นสูง : พัดกระบี่หยุนเฟิง
- คุณสมบัติ : ไร้ธาตุ
- ความสามารถ : สร้างปราณกระบี่ไร้ธาตุ
- ความสามารถตามผู้เป็นนาย : ความคุมกระบี่ด้วยพลังวิญญาณ
- ความสามารถใหม่ะปลดผนึกเมื่อผู้เป็นนายมีระดับ50
“เหมือนที่พี่ซานซานเคยสอนไว้ไม่มีผิด” หยุนเสวี่ยเฟิงพยักหน้าขึ้นลง ก่อนหน้านี้เหว่ยซานได้สอนมันให้ใช้พลังวิญญาณเพื่อตรวจสอบสถานะของยุทธภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งผู้ที่ตรวจสอบะได้รับข้อมูลเข้ามาในหัว ไม่ต่างจากการซึมซับเคล็ดวิชาจากตำรา
“ปราณกระบี่!” หยุนเสวี่ยเฟิงทดลองใช้ความสามารถของเจ้าพัดหยุนเฟิงทันที แทบะในทันทีทันใด ด้านปลายพัดดำก็ปรากฏกระแสพลังวิญญาณสีแดงเข้าปกคลุม ก่อรูปขึ้นเป็นคมกระบี่สีแดงทอแสงเรืองรอง ขนาดและความยาวปรับเปลี่ยนได้ดังใจนึก เพียงแต่ะยาวสูงสุดได้ไม่เกินสองเท่านับจากปลายพัด
“ถึงว่าทำไมมันจึงได้มีคำว่ากระบี่เข้ามาแทรกในชื่อ” หนุ่มน้อยยิ้มมองคมปราณกระบี่ที่ยืดและหดตามใจนึก
“ส่วนความสามารถตามผู้เป็นนายก็พอะเดาได้แล้วว่าใช้ยังไง” เมื่อได้เล่นสมใจแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็เก็บพัดกระบี่หยุนเฟิงแล้วมิติเก็บของ
“พรุ่งนี้ะเป็นยังไงต่อนะ..” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็เอนกายทอดลงนอนกับพื้น ในวันนี้คล้ายว่ามันะมีคาดหวังในวันพรุ่งนี้มากกว่าหลายวันที่ผ่านมา
ซุ่มเสียงเปลวไฟและฟืนแตกเพราะแรงอัดจากความร้อนเป็นระยะ เสียงลมกระทบยอดไม้จากป่าข้างทางพัดพาให้หยุนเสวี่ยเฟิงเข้าสู่นิทรา ค่ำคืนนี้มันคล้ายะหลับสนิทอย่างสงบ ร่างกายก็เหมือนได้พักผ่อนอย่างจริงแท้ หลังจากสองเดือนที่มันอยู่กินไม่สุขใจเสียทุกลมหายใจ
รุ่งเช้าเวียนหมุนเข้ามาอีกครั้ง เปลวไฟด้านข้างหยุนเสวี่ยเฟิง บัดนี้ได้มอดดับลงไปแล้ว หลงเหลือเพียงเถ้าตอไม้ที่ยังคงมีความร้อนอยู่เล็กน้อย เพียงพอยืดเยื้อให้ความอบอุ่นจนแสงตะวันสาดกระทบลงมา
“หาว...”
หยุนเสวี่ยเฟิงครั้นเมื่อตื่นขึ้นมามันก็ลุกขึ้นบิดขี้เกียจ พร้อมกับอ้าปากกว้างหาวยาวนาน แต่เมื่อได้สบตากับดวงตาสุกใสของหญิงสาวคราหนึ่ง มันก็รีบหุบปากเสียจนปวดกราม
“อรุณสวัสดิ์คุณชายหยุน” หญิงสาวยิ้มกล่าวทักทาย ดูเหมือนว่านางะมาอยู่ด้านข้างกองไฟก่อนที่หยุนเสวี่ยเฟิงะตื่นเสียอีก
“อรุณสวัสดิ์.. แม่นางเสี่ยวซี” หยุนเสวี่ยเฟิงท่าทีเขินอาย มันรีบลุกขึ้นแล้วสะบัดผ้าห่ม พร้อมทั้งทำความสะอาดด้วยพลังวิญญาณ
“ขอบคุณที่ท่านให้ยืมผ้าห่มผืนนี้” หนุ่มน้อยกล่าวพร้อมกับยื่นม้วนผ้าห่มที่พับไว้อย่างลวกๆ
“ท่านไม่ต้องเกรงใจ.. ประเดี๋ยวข้าะไปปลุกเสี่ยวหยุนกับท่านตาเสียก่อน ส่วนอาหารเช้า รบกวนคุณชายตักมารับประทานเอง” เสี่ยวซีผายมือไปย่งหม้อข้าวต้มด้านข้างกองไฟ แล้วจึงรับผ้าห่มแล้วเดินไปยังกระโจมของนาง
หยุนเสวี่ยเฟิงรีบล้างหน้าล้างตาจากถุงน้ำที่เอาออกมาจากมิติเก็บของ แล้วจึงเดินมายังหม้อข้าวต้มที่เพิ่งะปรุงสุกใหม่ๆ แล้วจึงนำถ้วยและตะเกียบออกมา
“น่ากินจริงๆ” หยุนเสวี่ยเฟิงก้มลงสูดกลิ่นข้ามต้มอุ่นๆในถ้วยบนมือก่อนะเริ่มบรรจงรับประทาน
ข้าวต้มถ้วยนี้คล้ายะเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ ตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา มันไม่รับรู้ถึงรสชาติเลยแม้แต่น้อย แต่เช้านี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ ไม่ว่าทิวทัศน์หรือบรรยากาศ หรือแม้แต่อาหาร ล้วนแล้วแต่คล้ายะเชื้อเชิญให้มันได้ตื่นขึ้นจากความมัวหมองก่อนหน้าอย่างแท้จริง
หยุนเสวี่ยเฟิงอารมณ์ดีนั่งกินข้าวต้มอยู่นานสองนาน เฝ้ามองผู้คนรอบๆพากันเก็บข้าวของเตรียมตัวออกเดินทาง บ้างก็เข้ามาหาเพื่อร่ำลาพร้อมด้วยเป็นของกินแทนคุณเล็กน้อย ดูเหมือนว่าผู้คนที่มันได้ช่วยไว้ะเห็นมันเป็นเพียงหนุ่มน้อยขี้อายคนหนึ่งเท่านั้น
‘เราก็ควระออกเดินทางบ้างเสียที’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิดได้ดังนั้นก็เดินไปยังกระโจมของเสี่ยวซีที่บัดนี้ยังไม่ได้เก็บ แต่ยังมิทันได้เดินไปถึง เสี่ยวซีก็เปิดกระโจมออกมาด้วยสีหน้าไม่สบายนัก
“มีอะไรหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงถามหญิงสาว
“เสี่ยวหยุนไม่สบาย คงเพราะตกใจเหตุเมื่อคืน ข้ากับท่านตาไม่มียารักษา หากว่าะเร่งเดินทางเข้าเมืองเลย เกรงว่าะไม่เป็นผลดีนัก”
หยุนเสวี่ยเฟิงได้ยินดังนั้นมันก็หยิบขวดยาในมิติเก็บของออกมา มันเคาะขวดยาบนฝ่ามือหนึ่งที ยาจำนวนหนึ่งเม็ดก็หล่นลงมา
“ท่านเอาสิ่งนี้ให้น้องท่านกินเถิด รอสักครึ่งชั่วยาม อาการะหายเป็นปกติ”
“ขอบคุณคุณชาย สิ่งที่คุณชายให้มามีค่าต่อข้าเป็นอย่างมาก หากว่ามีสิ่งใดะให้ข้าตอบแทน ข้าะทำด้วยความเต็มใจ” เสี่ยวซีกล่าวน้ำตาซึม นางรับยาจากหยุนเสวี่ยเฟิงแล้วเข้าไปยังกระโจมอีกครั้ง
‘หวังว่าพี่ซานซานะไม่ว่าอะไรที่ข้าใช้มันช่วยคน’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม ตลอดเวลาที่มันอยู่กลางป่าเขา ร่างกายของมันมิเคยะเจ็บไข้เลยสักครั้ง ยารักษาไข้นี้จึงไม่มีประโยชน์สำหรับมัน เพียงแต่ว่าเหว่ยซานกำชับให้มันพกติดตัวเอาไว้หนึ่งขวด สามสิบเม็ด
ยารักษาไข้นี้ใช้ได้ผลทันทีเมื่อกินเข้าไป ต่อให้ผู้เป็นไข้ะอ่อนแอเพียงใด หากว่าได้รับยานี้เข้าไปแล้ว ไม่เกินครึ่งชั่วยาม ไข้ะหายไปทันที รังแต่เพียงร่างกายะต้องใช้เวลาฟื้นฟูสักระยะ
เวลาได้ล่วงเลยไปจนถึงยามบ่าย หยุนเสวี่ยเฟิงได้แบกเด็กน้อยขึ้นบนหลัง พร้อมกับออกเดินทางไปพร้อมกับเค่อหมินและเสี่ยวซี จวบจนพลบค่ำมาเยือนอีกครั้ง แสงไฟจากตัวเมืองเหว่ยก็มีให้เห็นเลือนรางมบ่งบอกว่าบัดนี้ทั้งสี่ได้เดินทางมาถึงตัวเมืองแล้ว
ตลอดการเดินทางนั้น หยุนเสวี่ยเฟิงได้สนทนากับเค่อหมินและเสี่ยวซีอย่างเป็นกันเอง ทำให้มันได้รับรู้เรื่องราวของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปในโลกแห่งนี้ โดยปกติแล้วผู้ใช้พลังวิญญาณะมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับบุคคลธรรมดา และแต่ละสำนักะทำหน้าที่ปกป้องเมืองที่ตนประจำอยู่
ทั้งสี่เดินต่ออีกสักระยะก็มาถึงประตูเมืองขนาดใหญ่ ผู้คนสัญจรไปมาขวักไขว่ หยุนเสวี่ยเฟิงเกิดอาการประหม่ามากขึ้น การออกมาสู่โลกกว้างของมันเช่นนี้ คล้ายะไม่ทันะได้ตั้งสติให้ดีนัก
“คุณชายเป็นอะไร” เสี่ยวซีถามเมื่อเห็นอาการของหนุ่มน้อย
“ข้าเพียงไม่คุ้นเคยกับการพบปะผู้คนมากเท่านั้น” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็สูดหายใจลึก
“ท่านอา.. ข้าเดินเองไหวแล้ว” ขณะนั้นเอง เด็กน้อยบนหลังก็กล่าวขึ้น
‘ท่านอาหรือ?’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วกระตุก
“ตื่นแล้วหรือเสี่ยวหยุน.. รีบขอบคุณท่านอาผู้นี้เร็ว เขาช่วยพวกเราและยังให้ยารักษาแก่เจ้าไว้ด้วย” เสี่ยวซีบอกกล่าว
‘ท่านอาอีกแล้ว?’ หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มปั้นใบหน้าไม่ถูก
“ขอบคุณท่านอา ต่อไปข้าะใช้ชีวิตให้ดี ให้สมกับที่ท่านช่วยเอาไว้” เด็กน้อยเสี่ยวหยุนว่าแล้วก็ค้อมคำนับมัน
“ไม่เป็นไรๆ การช่วยมนุษย์ด้วยกัน เป็นสิ่งที่ถูกต้อง” หยุนเสวี่ยเฟิงปัดมือไปมา ในใจของมันยังระแคะระคายกับคำว่า’ท่านอา’
“ถ้าหากว่าคุณชายยังไม่มีที่พักพิง สามารถมาเยือนพวกเราได้ที่บ้านสกุลเสี่ยว ตอนนี้พวกเราต้องขอตัวจากกันตรงนี้เสียก่อน” ชายชราเค่อหมินว่าแล้วมันก็ค้อมคำนับขอบคุณหยุนเสวี่ยเฟิงอีกครั้งแล้วจูงมือเสี่ยวหยุนเดินออกไป
‘อยากให้อยู่ต่อ’ ความคิดแวบเข้ามาในหัวหยุนเสวี่ยเฟิง การเดินทางตลอดทั้งวันนี้มันได้มีความรู้สึกอันดีกับหญิงสาวผู้นี้เป็นพิเศษ มันยืนหงอยเหงามองทั้งสามเดินจากไปได้ระยะ ในใจคิดแต่เพียงคำว่า ‘ะทำอย่างไรดี ะเชิญชวนอะไร’
“ประเดี๋ยวก่อน!”
ในที่สุดหยุนเสวี่ยเฟิงก็กลั้นใจตะโกนร้องเรียก คนทั้งสามจึงหยุดและหันมามองมัน
“ข้าไม่คุ้นชินกับการเข้าเมือง หากว่าท่าน..” หยุนเสวี่ยเฟิงอ้ำอึ้ง หญิงสาวจึงยิ้มก่อนะบอกกล่าวบางอย่างกับชายชราแล้วเดินมาหามัน
“คุณชาย.. ท่านตาะพาเสี่ยวหยุนกลับบ้านเสียก่อน ข้าะพาท่านไปเที่ยวชมเมืองเสียหน่อย”เสี่ยวซีว่าแล้วก็ออกเดินนำมันเข้าเมืองไป
“ขอบคุณ” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มออกมา มันหันไปสบตากับชายชราคราหนึ่งแล้วจึงเดินตามหญิงสาวไป
ตลอดการเดินเที่ยวชมในตัวเมือง แม้ว่าเสี่ยวซีะแนะนำสถานที่ต่างๆให้แก่หยุนเสวี่ยเฟิง แต่ในหัวของมันกลับมีความคิดอันยุ่งเหยิงเข้าปกคลุม
‘ประเดี๋ยวก็ต้องจากกันอีกแล้ว’หยุนเสวี่ยเฟิงมองไปยังหญิงสาวที่ยังคงกล่าวสัพเพเหระเรื่อยเปื่อย
เวลาก็ได้ล่วงเลยอีกครั้ง จนทั้งสองได้มายืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมสำหรับเช่าพัก หยุนเสวี่ยเฟิงจนแล้วจนรอด มันก็ไม่อาจะหยุดยั้งเวลาให้อยู่กับที่
“คุณชาย ที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมที่สะอาดที่สุดในเมืองนี้ ค่าเข้าพักอาจะสูงกว่าที่อื่นๆไปเล็กน้อย แต่มันย่อมดีกว่าการเข้าพักสถานที่อื่นๆ” เสี่ยวซีกล่าวแนะนำ หยุนเสวี่ยัรับรู้ หญิงสาวเห็นท่าทางของมันดูแปลกไปอยู่บ้าง แต่นางก็ยังมีบ้านช่องให้กลับไป จึงกล่าวอำลาหนุ่มน้อย
“คุณชาย.. ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
“ประเดี๋ยว”
หยุนเสวี่ยเฟิงที่มัวแต่คิดอยู่พลันเอื้อมมือไปจับแขนเสี่ยวซี แต่ชั่วขณะนั้นเอง หญิงสาวก็ปลดมือของมันออกแล้วกล่าวว่า
“คุณชาย.. ข้านั้นมิได้เป็นหญิงสาวอย่างที่ท่านกำลังเข้าใจผิด”
“ข้าขออภัย.. ข้าไม่ได้ตั้งใจ เพียงแต่..” หยุนเสวี่ยเฟิงอ้ำอึ้ง แววตาสับสนมิรู้ะกล่าวสิ่งใด หญิงสาวเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา
“ข้าเข้าใจคุณชายอยู่บ้าง การไม่ได้พบปะผู้คนทำให้ท่านสับสนกับความสัมพันธ์และความรู้สึก และที่ท่านต้องการรั้งข้าไว้ ก็มิใช่ด้วยความคิดร้ายสิ่งใด”
“ของคุณแม่นางที่เข้าใจ” หยุนเสวี่ยเฟิงถอนหายใจโล่งอก ชั่วครู่ที่ผ่านมา มันหลงคิดว่าหญิงสาวะเข้าใจมันผิดไปเสียแล้ว แต่คำกล่าวต่อไปของหญิงสาวกลับทำให้มันปั้นหน้าไม่เป็นทันที
“การช่วยเหลือของท่าน ข้านั้นมิอาจะลืมพระคุณ เพียงแต่สำหรับข้ามันมิได้มีความสเน่หา ข้านั้นมีลูกและสามีอยู่แล้วและยังคงซื่อตรงกับความรัก จึงรับไมตรีจากท่านไม่ได้”
คำกล่าวของหญิงสาวพลันทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้าชาขึ้นมาทันที
“มีลูกและสามีแล้ว..” หยุนเสวี่ยเฟิงหนาชาตาเลื่อนลอย มันยิ้มแห้งๆให้หญิงสาว
“ใช่แล้ว เสี่ยวหยุนคือบุตรชายของข้า” หญิงสาวยิ้ม
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านอย่าได้กังวล เพียงแค่ข้าล้อท่านเล่นเท่านั้น” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้งกล่าวโบกปัดมือ เสี่ยวซีที่เห็นดังนั้นนางก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ปีนี้ข้าอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว สมควรเรียกท่านว่าน้องชายเสวี่ยเฟิง ดังนั้นเสวี่ยเฟิง.. พี่สาวขอตัวกลับเรือนก่อน ราตรีสวัสดิ์” เสี่ยวซีว่าแล้วก็หันกายเดินจากไป
“ลาก่อน พี่เสี่ยวซี” หยุนเสวี่ยเฟิงโบกมือลา มันคล้ายว่าะทำท่าทางไม่เป็นเช่นเคย ในใจสับสนกับเหตุการ์ณเมื่อครู่เสียยิ่งกว่าการเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรเสียอีก
‘พี่สาวหรือ..’ หนุ่มน้อยเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ มันยิ้มเย้ยให้กับตัวเองที่หลงสำนึกบางอย่างผิดไป
“เฮ่อ... อกหักหน้าโรงเตี๊ยม หนุ่มน้อยหลงรักแม่ลูกอ่อน.. ฮ่า ฮ่า..”
เสียงหัวเราะคล้ายเย้ยหยันดังขึ้นด้านหลังหยนเสวี่ยเฟิง มันพลันหันไปมองผู้เอ่ยกล่าวทันที
“ท่านเป็นใคร? เหตุใดจึงมาสอดรู้?” หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วกระตุก ดวงตาฉายแววเหี้ยมอย่างไม่รู้ตัว มันจ้องมองชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา อาภรณ์ก็ยังคล้ายชาวบ้านธรรมดาทั่วไป
“ใจร่มๆก่อนน้องชาย.. หากว่าเจ้าอาภัพในรักเช่นนี้ บิดาเจ้าะพาไปปลดปล่อยความเสียใจนี้เอง” ชายหนุ่ปากก็กล่าวไป มันยกแขนคว้ารวบบนไหล่ของหยุนเสวี่ยเฟิงราวกับเป็นสหาย
จบตอน.
ช่วงสองอาทิตย์นี้ผมงานเยอะครับ ะทยอยเีนะ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??