เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
นที่ 25 เฝิ่นเฟิงและชื่อกลุ่ม
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อซัดคมเสี้ยวเพลิงสีดำออกไป สติของมันก็เริ่มถดถอย แข้งขาอ่อนแรงล้มไปนอนกับพื้นทันที พร้อมกันกับที่คมเสี้ยวเพลิงกระทบเข้ากับลำตัวของยักษ์หิน
ฟิ้ว... ควับ!
ไร้ซึ่งปรากฏการณ์ตระการตาใดๆ คมเสี้ยวเพลิงสีดำพุ่งพาดผ่านลำตัวอสูรยักษ์หินอย่างง่ายดาย ราวกับว่ามันมิได้กระทบกับสิ่งใดแล้วจึงหายลับไปในอากาศธาตุ
ครื่น...
แก่นดวงวิญญาณของอสูรยักษ์เมื่อถูกคมเสี้ยวเพลิงสีดำตัดผ่านก็ค่อยๆอับแสงลง พร้อมกันนั้นที่ร่างหินขนาดใหญ่ก็เริ่มพังทลายลงไปกองบนพื้น
“จบแล้ว?” เซียวเฉิงเฟยเป็นผู้ที่ชิงกล่าวก่อนจะล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้นดิน
“มันตายแล้ว” หวังซิ่วอิงถอดถอนหายใจ นางทรุดตัวลงนั่งก่อนจะค่อยๆเอนกายลงนอนแผ่ราบ
หนุ่มสาวทั้งสามบัดนี้เหนื่อยหอบพักหายใจอยู่เนิ่นนาน ไม่มีผู้ใดเอ่ยกล่าวสิ่งใดอีก เจ้าอัลปาก้าสีชมพูก็เดินมานั่งด้านข้างหยุนเสวี่ยเฟิง
ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนปากฟ้า หนุ่มสาวนอนทอดกายมองชมในความมืดกลางป่าเขาเสียเนิ่นนาน
“หึหึหึ..” เป็นหยุนเสวี่ยเฟิงที่คล้ายจะหัวเราะในลำคอ
“ฮ่า ฮ่าๆ” แต่เซียวเฉิงเฟยกลับระเบิดหัวเราะออกมาเสียดังลั่น ต่อมาก็เป็นหญิงสาวที่ยกยิ้มขึ้น
เจ้าหยางถัวเอียงหัวมองอย่างฉงน ชายหนุ่มทั้งสามเริ่มหัวเราะคล้ายคนบ้า มันจึงร้องเรียกคล้ายจะถามไถ่
“แมะห์!!”
“พวกเราเพิ่งจะรอดตายมา ไม่หัวเราะแล้วจะให้เศร้าโศกหรือไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงเป็นผู้บเจ้าตัวขนสีชมพู
“โอย.. ข้าขยับตัวไม่ได้แล้ว ขอนอนพักตรงนี้เลยก็แล้วกัน”
เซียวเฉิงเฟยในนนี้มันมิได้สนสิ่งใดแล้ว สิ้นคำกล่าวของมัน ชายหญิงทั้งสามก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก ห้วงนิทราอันสงบสุขได้ย่างกรายเข้ามาปกคลุมอย่างรวดเร็ว ค่ำคืนอันน่าตื่นตระหนกนั้นได้ถึงคราวสิ้นสุดแล้ว
เจ้าอัลปาก้าหรือหยางถัวสีชมพูมันมิได้ร้องเรียกทั้งสามแต่อย่างใด ขนฟูของมันเริ่มแผ่ขยายออกไปครอบคลุมรอบบริเวณที่ชายหญิงนอนหลับอยู่ พร้อมกันนั้นก็หอบอุ้มร่างทั้งสามเข้ามาโดยมีจุดศูนย์กลางคือเจ้าของขนสีชมพูนี้
หยางถัวขาสั้นบัดนี้บนหลังของมันคล้ายจะมีก้อนกลมขนาดใหญ่สีชมพูแบกอยู่ มันค่อยๆก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปยังจุดที่ร่างของอสูรยักษ์หินได้พังทลายลง มันก้มคอยาวลงมาก่อนจะอ้าปากงับบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา จากนั้นจึงพาร่างทั้งสามในก้อนกลมหายลับเข้าป่าไป..
ทางด้านทิศเหนือของอาณาจักรเทียนฉินอันเป็นที่ตั้งของเมืองถังหมิง แสงของจันทร์เต็มดวงส่องสว่างพาดผ่านเมืองสะท้อนให้เห็นบ้านช่องที่ต่างปิดประตูหน้าต่างมิดชิด แม้ว่าอากาศจะหนาวเย็นหิมะตก แต่ทุกบ้านหลังคาเรือนก็มีปล่องไฟไว้สร้างความอบอุ่นในยามค่ำคืนนี้ ไม่เว้นกระทั่งสำนักอาทิตย์เหมันต์เองที่ยังคงมีกลุ่มควันลอยออกมาจากด้านบนหลังคาเรือน
แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไปกว่าครึ่งคืนแล้ว ผู้ที่อยู่ในเรือนพักหลังหนึ่งยังคงมิได้นอนหลับ ตะเกียงไฟส่องสว่างสะท้อนเข้ากับดวงตาของหญิงสาวผู้อยู่ในเรือนพักนี้ บนโต๊ะสีขาวใจกลางห้องมีคัมภีร์สาส์นกางวางไว้อยู่สองฉบับ
“เสวี่ยน้อย.. เจ้าจะมาหาพี่สาวใช่หรือไม่..” หญิงสาวผู้ที่ยังไม่หลับไม่นอนเอื้อนเอ่ย ดวงตาของนางเหม่อมองไปยังม้วนสาส์นที่หยุนเสวี่ยเฟิงเคยส่งให้ ส่วนม้วนสาส์นอีกฉบับนั้นนางมิได้คลี่เปิดออกหมด ส่วนที่ยังคงเปิดอยู่นั้นคล้ายจะจั่วหัวว่า ‘รายชื่อผู้เข้าร่วมประลองยุทธ สำนักอาทิตย์เหมันต์’
“หากเจ้ายังไม่มาในเร็ววัน... ข้าคงต้องยอมรับนางเข้ากลุ่มเสียแล้ว” หญิงสาวถอดถอนหายใจคล้ายกับว่านางกำลังกลุ้มใจเรื่องบางอย่างอยู่
ค่ำคืนนี้คล้ายจะยาวนานสำหรับผู้คนที่ยังไม่พักผ่อน กลับกันสำหรับคนที่ต้องการนอนหลับแล้ว คล้ายว่าช่วงเวลาจะหดสั้นลง ดังเช่นในรุ่งเช้านี้ที่หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายกำลังหลับละเมอไม่รู้ความ
“ฮิฮิ..พี่ซานซาน...”
เจ้าหนุ่มน้อยในชุดน้ำเงินดำหลับตาพริ้ม มันละเมอหัวเราะออกมาในบางครั้ง สองแขนยังกระชับสิ่งที่อยู่ด้านข้างเข้ามากอดไว้แน่นไม่คลาย
“จะ..เจ้าจะปล่อยข้าได้หรือยัง?”
คล้ายว่ามีซุ่มเสียงใสดังใกล้ตัวหยุนเสวี่ยเฟิง แต่มันยังคงไม่รู้สึกตัว ในอ้อมกอดของมันนั้นกลับกลายเป็นหญิงสาวเรือนผมสีขาว บัดนี้นางนอนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน ดวงตาของนางฉายแววคล้ายจะเอียงอายเมื่อพบว่ามีสายตาคู่หนึ่งมองนางอยู่
“ฟูวว!”
เป็นเจ้าหยางถัวสีขมพู มันทำหน้าตาคล้ายว่าจะผิวปากก่อนที่มันจะยิ้มยักคิ้ว?
“ชะ..ช่วยข้าด้วย” ไม่รู้ว่าเหตุใด หญิงสาวในอ้อมกอดหยุนเสวี่ยเฟิงถึงกล่าวเช่นนี้ ใช่ว่านางจะไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะแกะอ้อมแขนของชายหนุ่มออก
“โอ้โห..! เจ้าหน้าสาวจิตใจชายหนุ่ม!” เป็นเซียวเฉิงเฟยที่ลุกขึ้นมากล่าวเสริม รุ่งเช้านี้มีเรื่องให้มันตกใจไม่น้อย เมื่อพบเห็นว่าหยุนเสวี่ยเฟิงที่นอนคั่นกลางตัวมันกับหวังซิ่วอิงกำลังกระทำบางอย่างอันน่าอาย
“ช่วยข้าด้วย!” หญิงสาวตะโกนออกมา เสียงใสดังก้องกัลวาลในถ้ำน้อย แต่ยังไม่ทันที่เซียวเฉิงเฟยจะยื่นมือไปเขย่าตัวหยุนเสวี่ยเฟิง หนุ่มน้อยก็กระชับแขนโอบกอดหญิงสาวให้แน่นขึ้น
“อืม... ข้าจะช่วยเดี๋ยวนี้” เป็นหยุนเสวี่ยเฟิงที่บกลับ มันยังคงหลับตาละเมอต่อ
เซียวเฉิงเฟยถอดถอนหายใจ มันเอื้อมมือไปเขย่าปลุกหยุนเสวี่ยเฟิง
“เฮ้.. เจ้าหน้าสาว!” เซียวเฉิงเฟยเขย่าตัวขายหนุ่ม แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับยังไม่ได้สติ มันจึงเขย่าให้แรงขึ้นจนหนุ่มน้อยหน้าหยกคล้ายจะเริ่มรู้สึกตัว
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อถูกปลุกมันก็ค่อยลืมตาขึ้นเชื่องช้า แต่แล้วดวงตาของมันก็เบิกกว้างทันที เมื่อพบว่าตรงหน้าของมันมีใบหน้าหญิงสาวปรากฏขึ้นมา ปอยผมสีขาวอาบไล้แก้มนวลแดงระเรื่อ ดวงตาสุกใสสีชมพูกำลังจ้องมองมันอยู่คล้ายจะโกรธเคือง
“ปล่อย ข้า ได้ แล้ว!” หญิงสาวกล่าวเน้นย้ำ แม้ว่านางจะกล่าวคล้ายมีโทสะ แต่ก็มิได้ลดทอนความงดงามของนางลงแม้แต่น้อย กลับกันหากมีผู้ใดได้จ้องมองอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ คงต้องหลงอยู่ในภวังค์เป็นแน่แท้
“หืม..?” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะงงงัน ก่อนที่มันจะรู้ตัวว่ากระทำเช่นใดอยู่ ครั้นเมื่อนึกขึ้นได้มันก็รีบลุกขึ้นทันที
โป๊ก!
หยุนเสวี่ยเฟิงหัวโขกเข้ากับลิ่มแหลมบนเพดานถ้ำ แต่กระนั้นมันก็ยังไม่รู้สึกเจ็บใดๆ มันรีบกล่าวพร้อมกับคุกเข่าก้มหัวลง
“ขะ.. ข้าขออภัย!”
“หึ!” เมื่อลุกขึ้นแล้ว หญิงสาวก็แค่นเสียงคราหนึ่ง นางมิได้กล่าวอันใดอีกก่อนจะเดินออกจากถ้ำน้อยไป หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็ลุกขึ้นหันไปสบสายตากับเจ้าหยางถัวและเซียวเฉิงเฟยคล้ายจะขอความช่วยเหลือ
“เจ้ากระทำเอง.. เห็นอย่างนี้.. ร้ายไม่เบานะเรา” เซียวเฉิงเฟยยิ้ม มันตบบ่าหยุนเสวี่ยเฟิงแล้วออกจากถ้ำไป
“แหม๊ะห์”
หยางถัวขนสีชมพูคล้ายจะยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะเดินตามเซียวเฉิงเฟยออกไป ทิ้งไว้เพียงเจ้าหนุ่มน้อยหน้าแห้งที่เริ่มรู้สึกว่ามีของเหลวไหลผ่านดวงตาลงมา มันยกมือขึ้นปาดออกแล้วมองดูสิ่งที่ติดมา หยดเลือดสีแดงฉานบนหลังมือนี้มาจากที่ใด? พลันนั้นความรู้สึกเจ็บพลันก่อเกิดขึ้นบนกระบาลของมัน
‘ข้าหัวแตก!’ หยุนเสวี่ยเฟิงตาเบิกกว้าง มันเริ่มกระวนกระวายไม่รู้จะทำสิ่งใด พลันเมื่อนึกบางอย่างได้มันก็เริ่มโคจรพลังปราณวารีเข้ารักษาตนเองทันที
แม้นว่ามันจะใช้พลังปราณวารีอยู่ หากแต่ว่าจิตใจของมันกลับร้อนลุ่มเนื่องด้วยการกระทำของมันต่อหญิงสาวเมื่อครู่..
‘ข้าจะทำอย่างไรดี’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งคิดยิ่งโคจรพลังปราณให้รวดเร็วขึ้น บัดนี้มันร้อนใจที่จะออกตามหญิงสาวไป
เวลาช่วงเช้าได้ผันผ่านเข้าสู่ยามสาย หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อรักษาบาดแผลบนหัวของมันเสร็จก็รีบออกมาด้านนอกถ้ำ มันพบว่าสถานที่ที่มันอยู่กลับเป็นเบื้องหน้าถ้ำน้อยของเจ้าหยางถัว หลุมที่ใช้เผาหัวมันในวันก่อนยังคงอยู่ แต่ในนนี้ขายหนุ่มไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างนัก สายตาของมันสอดส่องไปรอบด้าน กลับพบว่ามีเพียงเซียวเฉิงเฟยและหยางถัวที่สบตากับมัน
“นางอยู่ที่ใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้ง
หนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรครั้นเมื่อถูกถาม เซียวเฉิงเฟยเป็นผู้แรกที่ชี้ไปยังอีกด้านหนึ่งของป่า เจ้าหยางถัวขนหูเห็นดังนั้นมันก็ยกขาสั้นแล้วชี้ตามไป
“ขอบคุณ!” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็รีบวิ่งไปยังทิศทางที่ทั้งสองชี้
“ข้าจะบอกมันดีหรือไม่?” เซียวเฉิงเฟยหันไปกล่าวถามกับเจ้าหยางถัว
“แม๊ะห์” อัลปาก้าสีชมพูร้องขึ้น ในความหมายของมันจะบอกว่า ‘รีบไปตามมันก่อนจะสายไป’
“ข้าก็คิดอย่างนั้น เราไม่ควรขัดขวาง เราควรส่งเสริม” เซียวเฉิงเฟยยิ้ม มันมิได้เข้าใจสิ่งที่หยางถัวจะสื่อแม้แต่น้อย
“ฟู่” ได้ยินดังนั้นเจ้าหยางถัวก็พ่นลมถอนหายใจ มันลุกขึ้นก่อนจะออกวิ่งตามหยุนเสวี่ยเฟิงไป
หยุนเสวี่ยเฟิงวิ่งลัดเลาะตามแนวชายป่าไปได้ไม่ไกลนัก เสียงน้ำไหลในลำธารก็แว่วเข้ามาในโสทประสาท แต่มันก็มิได้สนอกสนใจเสียงธรรมชาติเหล่านี้
ครั้นเมื่อเข้าใกล้เสียงน้ำไหลเอื่อยๆ ภาพของลำธารสายเล็กก็ปรากฏต่อสายตา หนุ่มน้อยเมื่อวิ่งมาถึงก็หยุดยืนบนโขดหิน สายตาสอดสองไปยังสามทิศเบื้องหน้า จากที่มันได้ลองแผ่พลังวิญญาณสำรวจ หญิงสาวที่มันตามหาน่าจะอยู่แถวนี้
“กรี๊ด..!”
พลันนั้นเสียงแหลมก็ดังขึ้นกระทบแก้วหูของมัน หยุนเสวี่ยเฟิงตกใจหันขวับไปทางต้นเสียงด้านข้าง หญิงสาวร่างเปลือยเปล่ามีเพียงผ้าบางคั่นไว้ปรากฏแก่สายตามัน
หนุ่มน้อยดวงตาชะงักค้างครู่หนึ่ง พลันนั้นมันคล้ายจะรู้สึกตัวว่าสายไปเสียแล้ว
“กรี๊ด... เจ้าโจรราคะ ออกไป!” หญิงสาวเมื่อพบว่าหยุนเสวี่ยเฟิงตกตะลึงจ้องมองอยู่ก็โบกซัดฝ่ามือ เกิดเป็นคลื่นพลังปราณอันหนาแน่นเข้าปะทะชายหนุ่ม
ตู๊ม!
“อ๊าก..!” หยุนเสวี่ยเฟิงร้องลั่น มันถูกคลื่นพลังซัดปลิวออกไปไกลลิ่ว ร่างของมันร่วงลงลำธารในท่าปักหัวสองเท้าชี้ขึ้นฟ้า
บุ๋ม.. บุ๋ม บุ๋ม
“ข้าขอโทษ” สามพยางค์ลอยขึ้นมาตามฟองอากาศ แต่หญิงสาวนั้นกลับมิได้อยู่ตรงนี้แล้ว มีเพียงเจ้าหยางถัวเท่านั้นที่ถอนหายอยู่ข้างแม่น้ำ มันวิ่งมาเตือนไม่ทันแล้ว..
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามสายใกล้เที่ยง หนุ่มสาวเมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยก็ได้ฤกษ์มานั่งใต้ต้นไม้หลบแดดพูดคุยหวังซิ่วอิงยังคงสีหน้าบูดบึ้ง ส่วนหยุนเสวี่ยเฟิงก็ได้แต่เพียงคุกเข่าก้มหน้าอยู่ด้านข้างของนาง
“มันมิได้ตั้งใจ เจ้าก็ให้อภัยมันเถิด.. ” เซียวเฉิงเฟยกล่าวไปพลางเคี้ยวหัวมันไปพลาง
“หึ! เจ้ายังมีหน้าช่วยเกลี้ยกล่อม? ครั้งแรกข้ายังพอจะให้อภัย แต่ครั้งที่สอง.... หึ” หญิงสาวแค่นเสียง ตั้งแต่นางลืมตาดูโลกมา ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นเรือนร่างของนางจากบิดามารดา
ส่วนเจ้าหยางถัวสีชมพูนั้นกำลังใช้พลังวิญญาณควบคุมตะเกียบให้คีบเส้นบะหมี่แห้งเข้าปาก การกระทำของเจ้าหยางถัวนี้ได้สะกิดต่อมความสงสัยให้กับพ่อหนุ่มหน้าแก่กว่าวัย
“เจ้าทำได้อย่างไร?” ดวงตาเซียวเฉิงเฟยเคลื่อนตามตะเกียบที่ลอยขึ้นลง คลายว่ามันมิได้สนใจชายหญิงที่ยังคงแง่งอน
“แหมะห์” เจ้าหยางถัวร้องขึ้น พร้อมกันนั้นตะเกียบเบื้องหน้าของมันก็ชี้ไปยังหยุนเสวี่ยเฟิงที่กำลังก้มหัวอยู่
เซียวเฉิงเฟยมองตามปลายตะเกียบไปสบตาหยุนเสวี่ยเฟิงคราหนึ่ง มันก็ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
“เฮ่อ.. เอาอย่างนี้ ถ้ามันเห็นเจ้าอาบน้ำอยู่ เจ้าก็มองมันคืนสิ จะได้หายกัน”
แต่หญิงสาวก็ได้ยิงสายตาคมกริบเข้าหามัน เซียวเฉิงเฟยคล้ายจะรู้สึกขนแขนลุกทั่วร่าง มันยิ้มแห้งพร้อมกับกล่าวว่า
“ข้าคิดว่าเราควรพักเรื่องนี้ไว้ก่อน เอาอย่างนี้ พวกเรามาแนะนำชื่อแซ่กันเถิด” เซียวเฉิงเฟยมันคล้ายจะรู้สึกอึดอัดขึ้นทุกที แตกต่างจากเจ้าอัลปาก้าที่ตั้งหน้าตั้งตากินไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“เจ้าหน้าสาว.. แม่นางผู้นี้มีนามว่าหวังซิ่วอิง , หวังซิ่วอิง.. เจ้าหน้าสาวมันชื่อ หยุนเสวี่ยเฟิง”
“.....”
วงสนทนากลับยังคงเงียบงันไปอีกครู่ใหญ่ เซียวเฉิงเฟยนนี้เหงื่อผุดเต็มตัว หากเป็นแบบนี้ต่อไป มันคงอกแตกตายก่อนเป็นแน่แท้ ในใจคิดเพียงว่าก่อนหน้านี้มันควรจะกล่าวเตือนหยุนเสวี่ยเฟิงให้รอหวังซิ่วอิงอาบน้ำเสร็จเสียก่อน แต่ครั้นเมื่อความเงียบงันได้มาถึงขีดสุด หวังซิ่วอิงก็กล่าวขึ้นว่า
“หึ! ข้าไม่ยินดีที่ได้รู้จัก” หญิงสาวเอ่ยกล่าว
“ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ” หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงกล่าวคำเดิม ไม่รู้ว่าหญิงสาวนั้นหายโกรธเคืองบ้างแล้วหรือเริ่มจะเบื่อหน่าย นางจึงได้กล่าวว่า
“แล้วกันไปเถิด ต่อไปนี้อย่าให้มีครั้งที่สาม แล้วห้ามพวกเจ้าเอาไปเล่าให้ผู้ใดฟัง!” หวังซิ่วอิงว่าแล้วนางก็ถอดถอนหายใจ อย่างไรเสียเหตุการณ์มันก็ได้เกิดขึ้นไปแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ยินดังนั้นมันก็โล่งอก
“ขอบคุณแม่นางที่ให้อภัย!” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็ลุกขึ้นนั่ง ครั้นเมื่อสบสายตากับหญิงสาว คล้ายว่านางจะเบือนสายตาหนีมัน
“เอาล่ะ ในเมื่อจบเรื่องเล็กน้อยแล้ว เราควรเข้าเรื่องจริงจังเสียที” เซียวเฉิงเฟยเป็นผู้เปิดประเด็นทันที หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็ทำสีหน้าเคร่งเครียดแล้วกล่าวว่า
“เจ้าวางแผนนำพาภัยมาสู่ข้า”
“ช้าก่อนสหาย ข้าได้กล่าวไปแล้วว่าข้านั้นอยากทดสอบเจ้า” เซียวเฉิงเฟยรีบแก้ตัว
“แล้วข้ายอมรับการทดสอบ?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวสวยกลับทันที หวังซิ่วอิงที่ฟังอยู่ก็กล่าวว่า
“มันได้ยิมเงินข้าไปว่าจ้างท่านตาท่าหนึ่งให้ไปหลอกเจ้า”
“เฮ้.. ท่านองค์หญิงหมอกเพลิง.. เป็นเจ้าเองที่อยากเห็นเจ้าหน้าสาวอัญเชิญห้วงกวี ฉไนนเจ้าคล้ายว่าจะป้ายความผิดให้ข้าผู้เดียว?” เซียวเฉิงเฟยบัดนี้มันคล้ายจะตกเป็นเป้าหมายเสียแล้ว จริงอยู่ที่มันเป็นผู้คิดแผนการนี้ขึ้น แต่หากว่าหญิงสาวมิได้สนใจแล้ว มีหรือที่มันจะกระทำ
“เจ้าก็แค่ชักชวนนางมาถามข้าตรงๆก็ได้?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวแย้ง
“ใช่!” หวังซิ่วอิงกล่าวเสริมทันที
“เฮ่อ..ทีอย่างนี้ล่ะเข้ากันจริง” เซียวเฉิงเฟยยิ้มแห้งสายหัว มันอับจนปัญญาที่จะแก้ตัวเสียแล้ว คำโต้แย้งของชายหนุ่มเพียงแค่คำเดียวนี้ได้กลบคำให้การของมันไปเสียหมด
“ข้าขอโทษ ข้ารู้เท่าไม่ถึงการณ์” เซียวเฉิงเฟยก้มหน้า น้ำเสียงคล้ายจะขอความเมตตา แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกับหวังซิ่วอิงยังคงเงียบงัน
จั๊บ จั๊บ!
เสียงเคี้ยวบะหมี่ของเจ้าอัลปาก้าสีชมพูดังต่อเนื่องท่ามกลางความเงียบงัน หวังซิ่วอิงที่เห็นดังนั้นจึงหันไปกล่าวกับหยุนเสวี่ยเฟิงว่า
“มันชื่ออะไร?”
“ข้าไม่ทราบ ข้าเพิ่งพบเจอมันเมื่อวันก่อนหน้า” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวตามจริง มันมิได้รู้จักเจ้าตัวขนสีชมพูนี้แม้แต่น้อยผู้คนในโลกนี้ต่างต้องรู้จักกันในระดับหนึ่งเสียก่อน จึงจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ในการช่วยเหลือกัน แต่กับเจ้าอัลปาก้านี้การช่วยเหลือของมันเมื่อคืน มิได้มีมูลเหตุอันใดเลยแม้แต่น้อย
“แต่มันมาช่วยพวกเรา?” หวังซิ่วอิงเกิดความสงสัยเช่นเดียวกัน หากว่าหยุนเสวี่ยเฟิงเพิ่งได้พบพานแล้ว เจ้าตัวขนสีชมพูนี้มันไม่มีเหตุผลใดที่จะตามมาช่วยมัน
“แหม๊ะห์..” เจ้าอัลปาก้าร้องขึ้น
“อย่างนั้นหรือ? เจ้าแน่ใจนะ”
“แม๊ะห์...”
“งั้นข้าตกลง” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม
หยุนเสวี่ยเฟิงสนทนากับหยางถัวตัวนี้ หวังซิ่วอิงและเซียวเฉิงเฟยสบตากันคล้ายว่าทั้งสองได้เจอเรื่องแปลกประหลาดชายหนุ่มสนทนาโต้บคนละภาษาอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงหันมากล่าวกับชายหญิงว่า
“พวกเจ้าว่าอย่างไร?” หยุนเสวี่ยหันไปกล่าวกับชายหญิงทั้งสอง ยิ่งสร้างความฉงนใจให้แก่ทั้งคู่
“อะไรว่าอย่างไร? แล้วเจ้าฟังมันรู้เรื่อง?” เซียวเฉิงเฟยคิ้วขมวด ดูเหมือนว่ามันได้พบพานเรื่องแปลกประหลาดเข้าให้แล้ว
“เจ้าทั้งสองไม่รู้?”
หยุนเสวี่ยเฟิงเกิดอาการฉงนใจเช่นกัน ที่ผ่านมามันเข้าใจว่าผู้คนในโลกนี้ต่างก็สื่อสารกับสัตว์อสูรได้ ดังเช่นครั้งเมื่อได้ต่อสู้กับอสูรหินเมื่อคืนก่อน การคำรามแต่ละครั้งของเจ้ายักษ์ใหญ่นั้น สื่อได้ว่ามันต้องการจะฆ่าเท่านั้น
“เจ้าช่างแปลกประปลาดโดยแท้จริง เจ้าถูกชุบเลี้ยงโดยสัตว์อสูรตั้งแต่เกิดใช่หรือไม่?”
เมื่อได้ยินหวังซิ่วอิงกล่าวถามเช่นนี้ หยุนเสวี่ยเฟิงก็พลันนึกย้อนกลับไป ไม่มีครั้งไหนที่เหว่ยซานได้สอนมันสื่อสารกับสัตว์อสูรเลยแม้แต่น้อย แต่แล้วภายในห้วงความทรงจำ มันก็พลันนึกถึงเหตุการณ์ที่มันได้พบเจอนางพญางูคราแรก ที่คล้ายกับว่ามันได้ยินเสียงแหบพร่าของนางพญางู
‘บทกวีขั้นที่สิบ.. ให้ข้า...’
“ใช่.. ข้านั้นถูกชุบเลี้ยงโดยสัตว์อสูร” หยุนเสวี่ยเฟิงตัดสินใจบอกกล่าวเช่นนี้ แต่ภายในใจของมันกลับมีความสงสัยบางอย่างเข้ามา ‘ข้ารับรู้สิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร?’
“เช่นนั้นแล้วเจ้าหยางถัวตัวนี้มันชื่อว่าอะไร?” หวังซิ่วอิงว่าแล้วนางก็เอื้อมมือไปลูบหัวของเจ้าตัวขนสีชมพู ซึ่งมันก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี พร้อมก็ร้องขึ้น
“แม๊ะห์..”
“มันชื่อเฝิ่นเฟิง มันเพิ่งจะตั้งชื่อให้ตนเองเมื่อครู่” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วก็ลูบหัวมันด้วยอีกคน เซียวเฉิงเฟยที่เห็นดังนั้นมันก็อยากกระทำบ้าง จีงได้เอื้อมมือออกมาแต่ในขณะที่เอื้อมไปไม่ถึงครึ่งทางนั้น
เพี๊ยะ!
เสียงตะเกียบไม้ชุบด้วยพลังปราณตีเข้าหลังมือหยาบกร้านดังคราหนึ่ง เซียวเฉิงเฟยใบหน้าบิดเบี้ยวรั้งมือกลับแทบไม่ทัน
“อูย.. ทำไมข้าจึงทำไม่ได้?!” เซียวเฉิงเฟยคล้ายปวดแสบปวดร้อน มันลูบหลังมือที่กำลังห้อเลือดเบาๆ
“แม๊ะห์..”
“มันบอกว่ายินดีเป็นสหายกับข้าและซิ่วอิง ยกเว้นเจ้า” หยุนเสวี่ยเฟิงอดกลั้นขำแทบไม่อยู่ อันที่จริงแล้วมันควรจะห้ามปรามเสียก่อน แต่เพียงเมื่อคิดว่าในนเช้าเจ้าหน้าแก่กว่าวัยมิได้ห้ามเตือนมัน จึงได้ตัดสินใจเอาคืนเสียบ้าง
“คิกๆ” หวังซิ่วอิงเพียงขำเบาๆ เป็นครั้งแรกที่ใบหน้านางหายจากอาการแง่งอน
“เอาเถอะ! มาเข้าเรื่องกันได้แล้ว!” เซียวเฉิงเฟยกล่าวตัดบท มันต้องการสนทนาเรื่องสำคัญของมันมาตั้งแต่เข้าแล้ว
เมื่อถึงเวลาแก่การสรุปผลเรื่องราวทั้งหมดได้เสียที ทั้งสามคน.. มิใช่.. ทั้งสี่ชีวิตก็เข้าสู่ห้วงเวลาที่จริงจังขึ้น
“กลุ่มประลอง.. เจ้าทั้งสองตกลงหรือไม่?” เซียวเฉิงเฟยกล่าวสีหน้าจริงจัง
“เจ้าว่าอย่างไร?” หวังซิ่วอิงหันไปสบตาหยุนเสวี่ยเฟิง
“ข้ายังไม่รู้รายละเอียดแล้วข้าจะให้คำบได้อย่างไร”
เป็นอย่างที่หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว ผู้ใดกันเล่าจะตัดสินใจทำสิ่งใดโดยที่ไม่รู้รายละเอียดแม้แต่น้อย เซียวเฉิงเฟยได้ยินเช่นนั้นมันก็หักลั่นนิ้วมือก่อนจะเริ่มกล่าวอธิบายทันที
“คือมันเป็นอย่างนี้นะ.. งานประลองยุทธอาณาจักรเทียนฉิน ผู้เข้าร่วมประลองจะต้องลงชื่อเป็นกลุ่มห้าคน สัตว์อสูรก็นับเป็นหนึ่งคนเช่นกัน ผู้ประลองทั้งห้าคนในกลุ่มนั้น ต้องเป็นผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบเก้าปีบริบูรณ์ งานประลองจะถูกจัดขึ้นในอีกครึ่งปีนับจากนี้.. เจ้าไม่ต้องห่วง หากว่าเจ้าตายในการประลอง เจ้าจะไม่ได้ตายจริง”
“ไม่ได้ตายจริง?” หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วขมวด เซียวเฉิงเฟยก็ผายมือไปยังหวังซิ่วอิงเป็นเชิงว่าให้นางอธิบาย
“หากว่าพวกเราลงชื่อเข้าประลองแล้ว จะได้รับการทำพิธีร่างจำแลง หากว่าร่างจำแลงถูกฆ่าตายแล้ว วิญญาณก็จะกลับสู่ร่างหลัก”
“แล้วร่างหลักจะไปอยู่ที่ใดในขณะที่ข้าใช้ร่างจำแลง?”
“ถึงคราวนั้นเจ้าก็จะรู้เอง รายละเอียดที่ลึกลงไปนั้น ข้าคิดว่ามันไม่ใช่ส่วนที่จะเอามาตัดสินใจ.. ถึงนนี้เจ้าจะเจ้าร่วมกลุ่มของข้าหรือไม่?” เซียวเฉิงเฟยถามย้ำ มันต้องการคำบในบัดดล
“ข้า..” หยุนเสวี่ยเฟิงลากเสียง มันนึกย้อนกลับว่าที่มันออกท่องโลกนี้ มันมีจุดมุ่งหมายใดบ้างและเป้าหมายเดียวที่มันมีนนี้คล้ายว่าหลังจากเสร็จสิ้น มันก็ไม่มีอะไรจะทำต่อ
‘หากว่าพี่ลู่หลิน..’
“สำนักอาทิตย์เหมันต์ เข้าร่วมการประลองหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะนึกบางอย่างได้ มันจึงถามให้คลายสงสัย
“สำนักอาทิตย์เหมันต์ย่อมต้องส่งศิษย์แนวหน้าเข้าประลองทุกปี” หวังซิ่วอิงเป็นผู้ที่บ ดวงตาของนางสั่นไหวคราหนึ่งโดยที่สองหนุ่มไม่ทันสังเกต
“เช่นนั้นข้าตกลง แต่มีข้อแม้” หยุนเสวี่ยเฟิงชูนิ้วขึ้น
“ว่ามา” เซียวเฉิงเฟยเผยยิ้มออกมา หากว่าหยุนเสวี่ยเฟิงขอสิ่งใด มันต้องกระทำให้อย่างแน่นอน
“พาเฝิ่นเฟิงไปด้วย” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วลูบหัวเจ้าหยางถัวสีชมพู มันร้องขึ้นคราหนึ่งบอกกล่าวว่า ‘ขอบคุณ’
“เจ้าได้ตามคำขอ เดิมทีข้าคิดจะชวนเจ้าอีกเช่นกัน!” เซียวเฉิงเฟยดีใจลิงโลด ข้อตกลงนี้ตัวมันมีแต่ได้กับได้
“เฮ่อ.. อย่างนั้นข้าก็ถอนตัวไม่ได้แล้วสิ” หวังซิ่วอิงยิ้มสายหัว แต่ในใจของนางนั้นอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ การต่อสู้เมื่อคืนก่อนนั้น ทำให้นางได้เห็นศักยภาพในตัวหยุนเสวี่ยเฟิงแล้ว คงมีแต่คนโง่งมเท่านั้นที่จะปล่อยโอกาสอันดีหลุดลอยไป
และดูเหมือนว่าบัดนี้คล้ายว่านางจะประสบพบพานกับสิ่งที่นางรอคอย จนถึงขั้นปฏิเสธการเชื้อเชิญเข้ากลุ่มมังกรฟ้าแล้ว
“เป้าหมายของเจ้าในงานประลองคืออะไร?” อยู่ๆหยุนเสวี่ยเฟิงก็กล่าวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันยังกล่าวต่ออีกว่า
“การจะชนะเลิศในงานประลองของอาณาจักร ข้าคิดว่ามิใช่จะทำกันได้โดยง่าย จากที่เจ้าให้รายละเอียดมานั้นข้าได้วิเคราะห์แล้ว... สำนักแต่ละสำนักยังส่งศิษย์แนวหน้าเข้าร่วมประลอง แต่เจ้ากลับเลือกเชื้อเชิญผู้คนจากข้างถนนแทนที่จะเข้าร่วมกับสำนักอื่น”
คำว่า’ผู้คนจากข้างถนน’ทำให้หวังซิ่วอิงมีสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่ครั้นเมื่อนึกได้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงยังไม่รู้ฐานะของนาง หญิงสาวก็ไม่ได้ใส่ใจอีก
“หึ! ไม่ทันไรก็ถูกเจ้ามองออกแล้ว..” เซียวเฉิงเฟยในหน้ามุ่งมั่น มันลุกขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปยังดวงตะวันยามเที่ยงแล้วกล่าวว่า
“เหยียบมังกร หักปีกหงส์ ตัดเขี้ยวพยัคฆ์ ด้วยพลังแห่งหัวสุนัข!”
“ฮ่า ฮ่าๆ” หวังซิ่วอิงได้ยินเช่นนั้นนางก็กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ ชายตรงหน้าผู้นี้ช่างนึกคิดทำการเกินตัวไปแล้ว
“มีสิ่งใดน่าขำขัน?” แววตาจริงจังเซียวเฉิงเฟยยังคงทอประกาย หญิงสาวที่เห็นดังนั้นก็กลั้นหายใจเพื่อสงบสติแล้วกล่าวว่า
“มันน่าขำขันก็เพราะคำกล่าวนี้ออกจากเจ้า คิก คิก” แต่แล้วนางก็ยังหัวเราะออกมา หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้เห็นดังนั้นมันเหมือนจะครุ่นคิดบางสิ่งก่อนจะเอ่ยกล่าวบางอย่างออกมา
“...”
ท่ามกลางเสียงจั๊กจั่นกลางป่าเขา เสียงลำธารไหลเอื่อยเฉื่อย เสียงใบไม้ที่ลู่ไปตามสายลม เซียวเฉงเฟย หวังซิ่งอิงและเฝิ่นเฟิงได้สดับรับฟังสิ่งที่หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว ดวงแสงสีแดงจำนวนหกดวงปรากฏขึ้นมาลอยวนเวียน
“นี่จะเป็น.. ห้วงกวีของกลุ่มเรา!” เซียวเฉิงเฟยกล่าวขึ้นทันทีเมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงอัญเชิญห้วงกวีออกมา มันยังกล่าวต่ออีกว่า “เจ้า..หยุนเสวี่ยเฟิง ในฐานะผู้อัญเชิญกวีของกลุ่ม เจ้าควรจะเป็นคนตั้งชื่อกลุ่ม”
“ตั้งชื่อกลุ่มหรือ?..” หยุนเสวี่ยเฟิงมีท่าทีลังเล มันหันไปสบตากับหวังซิ่วอิงที่พยักหน้าให้แก่มันเป็นเชิงบอกว่า ‘เชิญตั้งชื่อกลุ่ม’
หยุนเสวี่ยเฟิงใช้เวลาขบคิดอยู่นาน ดวงแสงห้วงกวีสีแดงลอยรอบตัวผ่านตาไปเรื่อยเปื่อย มันนึกย้อนทบทวนตั้งแต่มันได้พบพานเซียวเฉิงเฟย ต่อมาก็เป็นหวังซิ่วอิง และเจ้าอัลปาก้าเฝิ่นเฟิง จวบจนมาถึงคำกล่าวอันน่าขำขันของหนุ่มหน้าแก่กว่าวัย
หยุนเสวี่ยเฟิงหลับตาสูดลมหายใจลึกคราหนึ่งแล้วจึงลืมตามองทั้งสามเบื้องหน้ามัน
“ชื่อกลุ่มของเรา.. ”หยุนเสวี่ยเฟิงเว้นระยะชั่วขณะแล้วจึงกล่าวเสียงเรียบว่า
“กลุ่มจรจัด!”
จบน.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??