เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 39 หุบเขากวงหมิง ส่วนที่ 1
เวลาล่วงเลยมาอีกกว่าเจ็ดวัน และแล้วกลุ่มจรจัดก็ได้มาถึงเขตแดนรอยต่อระหว่างเมืองเหว่ยกับเมืองกวงหมิง เมืองทั้งสองนี้ถูกขวางกั้นไว้ด้วยหุบเขาทิวทัศน์อันสวยงามพร้อมด้วยระบบนิเวศน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เหล่าพืชพันธุ์ไม้นาๆชนิดพร้อมด้วยผีเสื้อหลากสีในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนนั้นสถานที่นี้จะเต็มไปด้วยหิ่งห้อย จึงมีผู้คนมากมายนิยมใช้สถานที่นี้เป็นที่พักแรมระหว่างทาง นามของหุบเขานี้ก็คือหุบเขากวงหมิง
ครั้นเมื่อกลุ่มจรจัดได้มาถึงบริเวณแม่น้ำกลางหุบเขาก็เป็นเวลาค่ำมืดเสียแล้ว ในขณะเดียวกันบริเวณข้างลำธารนี้กลับถูกเติมเต็มไปด้วยกระโจมของนักเดินทางมากหน้าหลายตา หากจะคาดคะเนด้วยสายตาแล้ว ดูเหมือนจะมีกระโจมมากกว่าสามสิบหลังตั้งเรียงรายล้อมกองไฟขนาดใหญ่อยู่
“เราจะไปร่วมวงพวกเขาหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงถามพลางชี้ไปยังคงกลุ่มนักเดินทางที่กำลังเฮฮาสังสรร หากจะพินิจให้ดีแล้ว ดูเหมือนว่ากลางวงล้อมจะมีการประชันกวีเกิดขึ้น
“ในเมื่อมาแล้วก็ต้องเข้าไปทักทาย งานรื่นเริงเช่นนี้ใช่ว่าจะพบได้บ่อยครั้ง” กังหยงกล่าว บัดนี้ชายพเนจรกำลังให้ความสนใจการประชันกวีอยู่ มันจึงรีบสาวเท้าเข้าไปชมทันที
กลุ่มจรจัดได้แบ่งหน้าที่ออกเป็นสองอย่างด้วยกัน เซียวเฉิงเฟยและหยุนเสวี่ยเฟิงนั้นรับหน้าที่ตั้งกระโจม ส่วนหวังซิ่วอิงกับเฝิ่นเฟิงได้แยกออกไปสำรวจพื้นที่บริเวณรอบๆ และไม่ลืมที่จะนัดแนะให้มาร่วมรับประทานอาหารค่ำในอีกครึ่งชั่วยาม
“เจ้าหน้าแก่.. ครอบครัวของเจ้าเป็นอย่างไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงเอ่ยถามขณะตอกลิ่มยึดกระโจม คำถามง่ายๆนี้เป็นเพียงการสนทนาเพื่อไม่ให้เงียบเหงาเท่านั้น เซียวเฉิงเฟยก็มิได้คิดปิดบังอันใด “ท่านพ่อกับท่านแม่ข้ายังอยู่ดี ข้าไม่มีเรื่องอันใดให้ต้องหนักใจ ฮึบ!”
เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วก็สะบัดกางผืนผ้าคลุมกระโจมขึ้น อย่างสบายอารมณ์ ชายหนุ่มผู้นี้มิได้มีเรื่องทุกข์ร้อนอันใดแม้แต่น้อย
“แล้วเมืองอวี้กวงบ้านเกิดของเจ้าอยู่ทิศใด.. จะว่าไปแล้ว ตั้งแต่รู้จักกันมา ดูเหมือนว่าเจ้าจะธรรมดายิ่ง” หยุนเสวี่ยเฟิงคิดเยี่ยงนั้นจริงๆ ตั้งแต่มันออกท่องโลก ดูเหมือนทุกผู้ทุกคนต่างมีเรื่องราวและปมของตนทั้งสิ้น แต่กับชายหนุ่มหน้าแก่กว่าวัย ดูเหมือนว่ามันจะจืดจางเสียเหลือเกิน
“สหาย.. ไม่แปลกที่เจ้าจะมองข้าเช่นนั้น” เซียวเฉงเฟยยืนขึ้นก่อนจะชี้นิ้วไปยังดวงจันทร์ “ธรรมดาเป็นจุดที่ดีในการเริ่มต้นสิ่งที่ยิ่งใหญ่!”
“หึหึ เจ้ากล่าวอันใดของเจ้า?” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้ง มันไม่เข้าใจชายหนุ่มคนนี้แม้แต่น้อย คล้ายว่าสภาพจิตของมันจะผิดแปลกจากผู้อื่นที่มันพบพานไปบ้าง
“นี่เจ้าไม่ได้... เอ่อ...”
หยุนเสวี่ยเฟิงเกิดความลังเล มันจะกล่าวถามว่าบ้าหรือไม่จากคนสติไม่ดีได้อย่างไร
“แน่นอนข้าไม่ได้กล่าวเกินตัว สักวันหนึ่งคนธรรมดาเช่นข้าจะได้เฉิดฉาย!” เซียวเฉิงเฟยกล่าว ทว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกลับยิ้มหน้าแห้ง ‘ตามใจเจ้าว่าเถอะ’
ตั้งแต่หยุนเสวี่ยเฟิงได้รู้จักเซียวเฉิงเฟย มันก็ได้สังเกตุพฤติกรรมของเจ้าหน้าแก่อยู่หลายครั้ง ท่าทางและความคิดอ่านของมัน ดูจะแตกต่างคนทั่วไปมากนัก ทว่าจะกล่าวหาว่ามันไม่สมประกอบ ก็ดูเหมือนจะใจร้ายเกินไป ครั้นจะว่ามันปกติ ก็ไม่สามารถยอมรับได้ คัมภีร์กวีขั้นที่สิบอีกเล่ม หยุนเสวี่ยเฟิงจึงยังไม่ได้มอบให้มัน
ทั้งสองใช้เวลาไม่นานนักในการก่อตั้งที่พักแรม จากนั้นจึงทำอาหารอย่างง่าย นั่นก็คือปลาเผาที่หวังซิ่วอิงและเฝิ่นเฟิงจับมาจากแม่น้ำ ส่วนกังหยงนั้นดูเหมือนว่าจะเพลิดเพลินกับการประชันกวีคู่แล้วคู่เล่า จึงมิได้สนใจเหล่าหนุ่มสาว
และในขณะที่กลุ่มจรจัดกำลังกินปลาเผานั้น ก็ได้มีผู้เดินทางแวะเข้ามาทักทาย บุคคลผู้นี้สวมใส่อาภรณ์สีเหลือง ไว้ผมสั้นเกรียน คาดคะเนจากหน้าตาแล้ว น่าจะอายุราวๆ สิบแปดปี
“สหาย.. พวกข้าเพิ่งจะมาถึงจึงแวะมาทักทาย ขอให้เพลิดเพลินกับการเดินทาง” ชายหนุ่มชุดเหลืองกล่าวพลางชี้ไปยังกลุ่มของมัน
ได้ยินเช่นนั้นกลุ่มจรจัดจึงกล่าวตามมารยาทว่า “ขอให้เพลิดเพลินกับการเดินทางเช่นกัน”
เมื่อทักทายตามมารยาทเสร็จแล้ว ชายหนุ่มหัวเกรียนจึงหันไปยิ้มให้กับเฝิ่นเฟิงคราหนึ่ง ก่อนหันกายเดินกลับไปยังกลุ่มของตน เจ้าหยางถัวขนสีชมพูเพียงส่งเสียงคราหนึ่งกล่าวว่า ‘ขอให้เพลิดเพลินกับการเดินทางนะเจ้ามนุษย์’
“เหตุใดพวกเขาจึงแต่งกายคล้ายกันหมด?” หยุนเสวี่ยเฟิงมองตามกลุ่มของชายหนุ่มที่มาทักทายเมื่อครู่
กลุ่มผู้เดินทางนี้ประกอบไปด้วยชายหนุ่มสองคน หญิงสาวสองคน เด็กสาวหนึ่ง และสตรีวัยกลางคน ทั้งหกต่างก็แต่งกายด้วยอาภรณ์สีเหลืองอ่อนเช่นเดียวกันหมด มีเพียงหญิงวัยกลางคนที่มาด้วยกันเท่านั้น ที่อาภรณ์ดูจะแตกต่างไปบ้างเล็กน้อย แต่ยังคงรูปแบบสีเหลืองไว้อยู่ คาดว่าน่าจะเป็นผู้ให้คำชี้แนะหนุ่มสาวทั้งห้านี้
“พวกเขาเป็นศิษย์สำนักคิมหันต์ ดูเหมือนว่าจะเดินทางไปเมืองหลวงเช่นกัน แน่นอนว่าพวกเขาจะร่วมงานประลอง” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็ฝึกใช้พลังวิญญาณควบคุมตะเกียบคีบเนื้อปลาขึ้นมา
“เราต้องต่อสู้กับพวกเขาหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงคิดไปเบื้องหน้า พลางมองอย่างพินิจ และดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้ตัวว่าหยุนเสวี่ยเฟิงมองอยู่เช่นกัน
“เจ้าหน้าสาว อย่าเข้าใจว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นศัตรู” เซียวเฉิงเฟยมีท่าทีลุกลี้ลุกลน เมื่อพบเห็นหยุนเสวี่ยเฟิงจ้องกลุ่มชุดเหลืองตาไม่กระพริบ มันจึงยิ้มโบกไม้โบกมือทักทายกลุ่มนั้นอีกครั้ง “แม้ว่าพวกเขาจะเข้าแข่งขัน เราจะมองพวกเขาเป็นคู่แข่งเฉพาะในลานประลองเท่านั้น ภายนอกแล้ว พวกเราต่างก็ย่อมเป็นมิตรสหายกัน”
หยุนเสวี่ยเฟิงที่ฟังดังนั้นก็ปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ มันยกยิ้มพร้อมกับโบกมือทักทายให้เด็กสาวที่คล้ายว่าจะสบตากันคราหนึ่ง ทว่าเด็กสาวชุดเหลืองแม้จะมองมาทางด้านนี้ แต่กลับมิได้มีปฏิกิริยาอันใดต่อมัน
ทางด้านกลุ่มสำนักคิมหันต์นั้น แม้จะเห็นว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจงใจมองอย่างพินิจ แต่พวกเขาก็มิได้ถือสาอันใด ครั้นเมื่อก่อตั้งที่พักแรมเสร็จแล้ว หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวได้แยกออกไปสำรวจพื้นที่โดยรอบ ส่วนคนที่เหลือจึงนั่งล้อมวงรับประทานอาหารร่วมกัน
“ศิษย์พี่หญิง แม่นางผู้นั้น..” เด็กสาวคนที่หยุนเสวี่ยเฟิงโบกมือทักทาย นางกล่าวถามศิษย์พี่หญิง พลางเหลือบมองไปยังหวังซิ่วอิงอีกครั้ง
“หนิงเอ๋อ..เป็นอย่างที่เจ้าคิด นางคือองค์หญิงหมอกเพลิงไม่ผิดแน่” ศิษย์พี่หญิงยิ้มกล่าวพร้อมกับลูบหัวเด็กสาว
“ครั้งก่อนนางก็อายุสิบสองเช่นเดียวกับข้าในตอนนี้ ศิษย์พี่หญิงคิดว่าข้าจะสามารถเป็นดังเช่นนางหรือไม่?” เด็กสาวนามหนิงเอ๋อดวงตาเหม่อลอยมองหวังซิ่วอิงคล้ายจะชื่นชม แม้จะมีหยุนเสวี่ยเฟิงติดมาด้วย แต่นางกลับมิได้สนใจแม้แต่น้อย
“หนิงเอ๋อตัวน้อยย่อมต้องเฉิดฉายเช่นกัน” ชายหนุ่มด้านข้างกล่าวแทรกขึ้นมา ก่อนจะยกมือลูบหัวเด็กสาว ทว่ายังมิทันที่ทั้งสามจะกล่าวอันใดอีก ศิษย์ร่วมสำนักอีกสองคนก็ได้กลับมาจากการสำรวจพื้นที่รอบๆแล้ว หนึ่งหญิงหนึ่งชายคล้ายจะมีท่าทีแตกตื่นเล็กน้อย ทั้งสองย่อกายลงนั่งคุกเข่าก่อนจะรายงานผู้เป็นอาจารย์ว่า
“อาจารย์ ทางทิศใต้ดูเหมือนผืนดินจะมีบางสิ่งผิดแปลกไป”
“มันเป็นอย่างไร?” สตรีวัยกลางคนผู้เป็นอาจารย์กล่าวถาม แต่ศิษย์ชายหญิงทั้งสองกลับตอบว่า “ศิษย์ไม่สามารถอธิบายได้ ขอให้อาจารย์ไปตรวจสอบด้วยตนเอง”
“จินฟ่าน หวงผิง เจ้าทั้งสองอยู่กับหนิงเอ๋อที่นี่ อาจารย์จะไปตรวจสอบเสียหน่อย” อาจารย์หญิงวัยกลางคนว่าแล้วก็ลุกขึ้น “เจ้าทั้งสองนำอาจารย์ไป”
จากนั้นทั้งสามจึงทะยานร่างออกไปยังทิศใต้ของหุบเขาทันที
“นี่ๆ เจ้าหน้าแก่” หยุนเสวี่ยเฟิงเอ่ยขึ้นพลางโยกหัวไปกระซิบเซียวเฉิงเฟย “ดูเหมือนแม่นางน้อยคนนั้นจะมองข้าไม่หยุด”
“สหาย.. ดูจากหน้าตารูปร่างแล้ว.. นางยังคงอายุสิบสองเองนะ” เซียวเฉิงเฟยกระซิบตอบ พร้อมกับที่มันเหลือบมองไปยังหวังซิ่วอิงคราหนึ่ง ทว่าหญิงสาวเรือนผมสีขาวกลับเอ่ยขึ้นมา “กล่าวเป็นปกติก็ได้”
หยุนเสวี่ยเฟิงและเซียวเฉิงเฟยพลันสะดุ้งแตกตื่น การกระซิบนี้หยุนเสวี่ยเฟิงค่อนข้างแน่ใจว่าหญิงสาวมิได้ยิน ทว่าโสทประสาทขององค์หญิงหมอกเพลิงผู้นี้กลับมิได้เป็นเหมือนผู้ใด หญิงสาวเรือนผมขาวยกปอยผมขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นใบหูที่มีปลายแหลม
(‘หูเอลฟ์’ ยังหาโอกาสบอกผู้อ่านไม่ได้ซักที เผ่านางไม้ในที่นี้ก็คือเอลฟ์นะ พอดียังหาข้อมูลชื่อเรียกเผ่าเอลฟ์ไม่ได้เลยใช้คำว่านางไม้ไปก่อน)
“ข้าลืมไปว่าเจ้ามีสายเลือดนางไม้” เซียวเฉิงเฟยยิ้มแห้ง
เป็นครั้งแรกที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้เห็นใบหูที่แปลกไม่เหมือนมนุษย์ผู้ใด มันโน้มใบหน้าเข้าหาหญิงสาวพร้อมกับยกมือขึ้นมาคล้ายจะขอลองจับ แต่หวังซิ่วอิงกลับปัดมือของมันออก ก่อนจะกล่าวเปลี่ยนเรื่อง
“เด็กสาวผู้นั้นนางมองข้า ทั้งยังรู้ว่าข้าคือ เอ่อ..องค์หญิงหมอกเพลิง” หวังซิ่วอิงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย การที่ผู้คนตั้งฉายาให้นางเช่นนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกประหม่าอยู่เหมือนกัน
“เจ้าได้ยินที่พวกเขาพูดคุยกัน?” หยุนเสวี่ยเฟิงมองสลับไปมาระหว่างกลุ่มศิษย์สำนักธรณีกัมปนาทกับหวังซิ่วอิง ซึ่งคาดคะแนแล้วจากจุดที่ทั้งสองอยู่นั้น สมควรห่างกันราวห้าสิบเมตร
“ข้าได้ยินแต่ไม่ชัดเจนนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าได้ยินแว่วมา” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็โน้มใบหน้าเข้ามาหาทั้งสอง พร้อมทั้งกล่าวเบาๆว่า “คล้ายว่าจะมีเรื่องผิดแปลกเกิดขึ้น พวกเจ้าเห็นอาจารย์หญิงคนนั้นตามศิษย์ทั้งสองไปหรือไม่?”
หยุนเสวี่ยเฟิงและเซียวเฉิงเฟยต่างพยักหน้า หวังซิ่วอิงจึงเหลือบมองไปยังทิศใต้ของหุบเขาคราหนึ่ง “ทั้งสามนั้นไปยังทิศใต้ ก่อนหน้านี้ข้าได้สำรวจพื้นที่โดยรอบรัศมีหนึ่งลี้แต่ไม่พบสิ่งใด”
ได้ยินเช่นนั้นชายหนุ่มทั้งสองพลันเกิดความงุนงง ในเมื่อหวังซิ่วอิงได้สำรวจแล้ว เหตุใดทั้งสามจึงบอกว่าพบบางอย่างอันแปลกประหลาด
“สิ่งแปลกประหลาดนั้น อยู่ไกลออกไป?” หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วขมวด ความเป็นไปได้อย่างเดียวที่มันคิดได้ ณ ตอนนี้ก็คือสองคนที่ออกไปสำรวจนั้น ขยายวงตรวจตราให้ไกลออกไปอีก
“เราจะตามพวกเขาไปดูหรือไม่?” ชายหนุ่มหน้าแก่กว่าวัยถาม หยุนเสวี่ยเฟิงกลับหันไปกล่าวกับเซียวเฉิงเฟย “เรื่องสอดรู้คงต้องยกให้เจ้าแล้ว”
แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะกล่าวเช่นนี้ แต่เซียวเฉิงเฟยกลับคล้ายว่ามิได้ใส่ใจอันใด
“ยอมได้!” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วก็ดีดตัวลุกขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าสหายของมันมิได้ลุกขึ้นตาม ซ้ำแล้วเฝิ่นเฟิงยังคงตั้งใจกินปลาเผาอยู่ มันจึงถอนหายใจ “ให้ข้าไปคนเดียวสินะ”
แน่นอนว่าพ่อหนุ่มหน้าแก่กว่าวัยมิได้รั้งรอคำตอบ มันผนึกพลังปราณธาตุลมไว้ใต้เท้าก่อนจะทะยานร่างออกไปอย่างรวดเร็ว
“เจ้าหน้าแก่มัน..” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้งคล้ายจะถามไถ่บางอย่าง หวังซิ่วอิงจึงตอบว่า “เป็นดังที่เจ้าคิด ตั้งแต่ข้ารู้จักมันมา ข้าบอกได้เต็มปาก.. มันเป็นคนไม่สมประกอบ”
ได้ยินเช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงพลันขมวดคิ้ว นี่มันได้เข้ากลุ่มกับผู้ไม่สมประกอบทางความคิดหรือ?
“แมะห์..” เฝิ่นเฟิงกล่าวว่า ‘ข้าก็คิดเช่นนั้น’
เซียวเฉิงเฟยใช้เวลาไม่นานนักทะยานผ่านระยะหนึ่งลี้ที่หวังซิ่วอิงกล่าว จากการคาดคะเนของมันแล้ว ด้วยความเร็วที่มากกว่าการวิ่งทั่วไปนี้ สมควรจะตามศิษย์อาจารย์สำนักคิมหันต์อยู่ไม่ไกลแล้ว
‘อยู่นั่น!’ หนุ่มหน้าแก่กว่าวัยเมื่อเห็นร่างสีเหลืองทั้งสามอยู่ไกลออกไปก็ชะลอฝีเท้าลง มันหยิบกล้องส่องทางไกลประจำตัวขึ้นมาใช้งานทันที
ศิษย์สำนักคิมหันต์นั้นนำทางผู้เป็นอาจารย์มาหยุดอยู่บริเวณที่โล่งกว้างก่อนจะเริ่มสนทนากัน ตัวเซียวเฉิงเฟยนั้นอยู่ไกลออกไปมาก จึงไม่สามารถได้ยินทั้งสามคุยกัน แต่ถึงกระนั้นมันก็อาศัยการอ่านคำกล่าวจากรูปปากของทั้งสาม แม้จะจับเป็นประโยคไม่ได้ แต่มันก็สามารถจับคำๆหนึ่งได้
เซียวเฉิงเฟยเห็นว่าผู้เป็นอาจารย์กล่าวถามกับศิษย์ทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินนำออกไปยังแท่งหินที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ระหว่างนั้นนางก็ยกแขนกางนิ้วขึ้นมา ทันใดนั้นแขนของสตรีวัยกลางคนก็พลันหายไปกลางธาตุอากาศ
‘อะไรกัน?!’ เซียวเฉิงเฟยคิ้วขมวด แต่มันก็ยังคงรั้งรอชมต่อไป
สตรีวัยกลางคนหันไปกล่าวกับศิษย์ทั้งสองคราหนึ่ง หลังจากนั้นจึงค่อยๆก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ในขณะเดียวกันร่างกายของนางก็ค่อยๆหายเข้าไปในธาตุอากาศเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หลงเหลือเพียงศิษย์ทั้งสองที่ยืนรั้งรออยู่
‘อาจารย์ท่านนั้นกล่าวว่ามิติผกผัน?’ เซียวเฉิงเฟยทบทวนการอ่านภาษาปากของสตรีวัยกลางคน แม้ว่ามันอยากจะเข้าไปดูให้ใกล้กว่านี้ แต่จุดที่มันอยู่คือระยะที่ศิษย์ทั้งสองยังตรวจไม่พบตัวมัน ชายหนุ่มหน้าแก่กว่าวัยจึงจำใจต้องรั้งรออยู่เพียงเท่านี้
*** ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ สตรีวัยกลางคนก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับออกมา หนึ่งเค่อก็แล้ว สองเค่อก็ผ่านไป จวบจนครึ่งชั่วยามมาแล้ว ศิษย์ทั้งสองที่รั้งรอด้านนอกกลับคล้ายจะเริ่มร้อนใจ บรรยากาศโดยรอบเริ่มหนาวเย็นขึ้น และขณะนี้ก็ผันผ่านจากยามซวีเข้ายามห้ายแล้ว
*** ครั้นเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ สตรีวัยกลางคนก็ยังไม่มีวี่แววจะกลับออกมา สิบห้านาทีก็แล้ว ครึ่งชั่วโมงก็ผ่านไปจวบจนครึ่งชั่วยาม(หนึ่งชั่วโมง)มาแล้ว ศิษย์ทั้งสองที่รั้งรอด้านนอกกลับคล้ายจะเริ่มร้อนใจ บรรยากาศโดยรอบเริ่มหนาวเย็นขึ้น และขณะนี้ก็ผันผ่านจากสองทุ่มเข้าสามทุ่มแล้ว
(ลองบอกเวลาแนวจีนแล้ว รู้สึกว่ามันขัดๆแฮะ ต่อจากนี้จะใช้แค่คำว่าชั่วยามนะครับ 1ชั่วยาม=2ชั่วโมง ส่วนเวลาหน่วยย่อยจะใช้นาทีกับวินาที)
‘ท่าจะไม่ดีแล้ว!’ เซียวเฉิงเฟยยิ่งรั้งรอกลับยิ่งร้อนใจอีกคน มันจึงตัดสินใจรีบทะยานกลับไปบอกกล่าวกับสหายทันทีกลางค่ำกลางคืนเช่นนี้ ตัวมันได้พบพานเรื่องยุ่งยากหลายครั้งคราวมาแล้ว ในใจได้แต่ขอให้อย่าได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอีกเลย!
ทางด้านหยุนเสวี่ยเฟิงในขณะนี้ เมื่อเห็นว่าเซียวเฉิงเฟยออกไปเนิ่นนานแล้วยังไม่กลับมา ตัวมันจึงเกิดความคิดเช่นเดียวกันกับเจ้าหนุ่มหน้าแก่
“กลางคืนเช่นนี้ กลุ่มเราคล้ายจะพบเจอเรื่องบ่อยครั้ง” หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มกังวล แสงจากหิ่งห้อยนับร้อยพันทั่วบริเวณควรจะขับกล่อมให้หนุ่มสาวเคลิบเคลิ้ม แต่บัดนี้กลับมีเรื่องให้ว้าวุ่นใจแทน
หวังซิ่วอิงนั้นแม้ว่าจะมิได้ตอบกลับอันใด แต่นางก็มีความคิดเห็นดังเช่นชายหนุ่ม หญิงสาวจ้องมองไปยังศิษย์สำนักคิมหันต์ทั้งสามที่ตอนนี้นั่งไม่ติดพื้นกันแล้ว
“หนุ่มสาวอยู่ลำพังท่ามกลางแสงหิ่งห้อย.. อ้อ! ยังมีหยางถัวขนฟูนอนอยู่ พ่อหนุ่มเฉิงเฟยเล่า ไปอยู่ที่ใด?” กังหยงที่กลับมาจากการชมประชันกวีทักทาย หยุนเสวี่ยเฟิงจึงตอบว่า “ดูเหมือนจะมีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้น”
“เฮ่อ.. ทำไมต้องเป็นกลางคืนทุกที!” กังหยงถอดถอนหายใจ กลุ่มจรจัดนี้ นอกจากมีเรื่องกับเยวเสวียนซาในตอนเช้าเพียงครั้งเดียว ที่เหลือกลับเป็นกลางคืนทั้งหมด หวังซิ่วอิงที่ได้ยินเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าก็คิดเช่นนั้น”
ไม่นานเกินที่จะรั้งรอต่อไป เซียวเฉิงเฟยก็ได้ทะยานมาถึงจุดที่กลุ่มจรจัดพักแรมอยู่ สีหน้าของมันมิคล้ายจะตื่นตูมอันใด แต่กลับเป็นสีหน้าของผู้สงสัยเสียมากกว่า
“เป็นอย่างไรบ้าง” แม้ว่าหยุนเสวี่ยเฟิงจะดีใจที่เซียวเฉิงเฟยไม่เป็นอันใด แต่เวลานี้ควรจะถามไถ่เรื่องราวเสียก่อนจากนั้นเจ้าหน้าแก่จึงเล่าเรื่องราวที่มันพบพานให้กับทั้งสามได้ฟังโดยละเอียด
“มิติผกผันหรือ? ข้าเคยได้ยินเพียงในตำนานเท่านั้น” กังหยงครุ่นคิด เป็นจริงอย่างที่มันกล่าว ไม่มีผู้ใดได้พบพานมิติผกผันมายาวนานจนเป็นตำนานไปแล้ว
“มิใช่ว่าเป็นสิ่งใดลวงตาหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงสงสัย มันนึกย้อนไปยังตอนที่มันใช้ศิลาภาพลวงตาเพื่ออำพรางบ้านน้อยกลางป่าไผ่ ทว่าเซียวเฉิงเฟยกลับแย้งว่า “มันมิได้คล้ายผลจากศิลาลวงตาแม้แต่น้อย นอกจากบริเวณหนึ่งเมตรรอบโขดหินนั้น ทุกอย่างสามารถจับต้องได้หมด”
“เราควรจะไปบอกพวกเขา” หวังซิ่วกล่าวก่อนจะลุกขึ้น แต่ในขณะนั้นเอง ศิษย์สำนักคิมหันต์ที่เหลือก็เดินเข้ามาหาเป็นชายหนุ่มผมสั้นเกรียนผู้เดิมที่เอ่ยขึ้น
“เจ้ากระทำอันใดกับอาจารย์และศิษย์พี่ของข้า?” ชายหนุ่มเผยแววตาเหี้ยม มันจ้องมองเซียวเฉิงเฟยปานจะกินเลือดเนื้อ แต่กังหยงผู้มีวุฒิภาวะมากกว่าได้กล่าวขัดเสียก่อน “ใจเย็นก่อนพ่อหนุ่ม”
จากนั้นกังหยงจึงได้ให้เซียวเฉิงเฟยเล่าเหตุการณ์อีกครั้ง
“ข้าขออภัยที่เสียมารยาท” ชายหัวเกรียนว่าแล้วก็ค้อมคำนับให้กับเซียวเฉิงเฟย แต่เจ้าหน้าแก่ก็มิได้เย่อหยิ่ง มันรีบห้ามปราบการกระทำของผู้กล่าวขอโทษทันที “ข้าก็กระทำผิดที่แอบติดตามอาจารย์ท่านไป แต่ในตอนนี้พวกเราควรเร่งรีบตามพวกเขาไปเสียก่อน”
‘เจ้าหน้าแก่เวลานี้คล้ายจะเป็นคนรู้ความ?’ หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้ว หากว่าเป็นเซียวเฉิงเฟยในยามปกติ ย่อมต้องมิได้มีท่าทีเช่นนี้ แค่ความสงสัยก็ส่วนความสงสัย บัดนี้มีเรื่องสำคัญยิ่งกว่า
“เฝิ่นเฟิงช่วยอยู่กับท่านกังหยงที่นี่” หยุนเสวี่ยเฟิงปลุกเจ้าหยาวถัวที่นอนอยู่ มันขานรับคราหนึ่งก่อนจะหลับตานอนต่อกังหยงที่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าจะเฝ้ามันเอง”
ชายพเนจรรู้ตัวเองดี มันมิใช่ผู้มีพลังวิญญาณอันใด หากมันติดตามไปด้วย มีแต่จะทำให้หนุ่มสาวลำบาก ทางด้านหนุ่มสาวจากสำนักคิมหันต์นั้น เมื่อเห็นว่ามีผู้รั้งรออยู่ที่นี่จึงได้กล่าวว่า
“เราขอฝากหนิงเอ๋อไว้ที่นี่ก่อนได้ไหม?” หญิงสาวชุดเหลืองว่าแล้วก็ลูบหัวศิษย์น้องของนาง
“เราจะดูแลให้เอง” กังหยงรับปาก ส่วนเด็กสาวนามหนิงเอ๋อก็รู้เหตุผลดี จึงมิได้กล่าวทักท้วงอันใด นางสบตากับหวังซิ่วอิงคล้ายจะขออนุญาตบางอย่าง หญิงสาวจึงกล่าวว่า “เฝิ่นเฟิงใจดี เจ้าลองจับมันได้”
เด็กสาวหนิงเอ๋อคล้ายจะกลัวเกรงเจ้าหยางถัวขนขมพูอยู่บ้าง จึงได้แต่นั่งลงด้านข้างพร้อมกับค่อยๆยื่นมือไปสัมผัสขนนุ่มของมัน
เมื่อจัดแจงทางด้านนี้ให้หายห่วงแล้ว ก็ถึงเวลาเร่งรีบไปยังสถานที่เกิดเหตุแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิง หวังซิ่วอิง เซียวเฉิงเฟยและศิษย์สำนักคิมหันต์อีกสามได้เริ่มทะยานตัวออกไปแล้ว!
จบตอน.
เริ่มอีเว้นท์แล้วจ้า มิติผกผัน กวงหมิงวัลเล่ย์!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??