เรื่อง Stuck in Love (ติดรัก)
“นิเทศสู้สู้ นิเทศสู้ตาย นิเทศไว้ลาย สู้ตาย สู้สู้!”
เสียงเพลงเชียร์ดึกดำบรรพ์ดังมาจากอัฒจันทร์ฝั่งกองเชียร์คณะนิเทศศาสตร์ ทั้งที่เวลานี้เป็นเวลาเกือบหกโมงเย็นแล้ว แต่เหล่านักศึกษาหลากหลายคณะยังอยู่กันเต็มสนามฟุตบอล เพราะช่วงนี้เป็นการแข่งชิงถ้วยบอลระหว่างคณะ ซึ่งวันนี้ก็ถึงคิวของคณะนิเทศศาสตร์กับคณะทันตแพทยศาสตร์ ส่วนคนคูล ๆ อย่างผมก็เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันครั้งนี้โดยการนั่งเป็นตัวสำรองของทีมนิเทศ แม้เมื่อก่อนจะเป็นตัวจริงแต่พักหลังผมวุ่นวายกับเรื่องเรียนเยอะไปหน่อย ก็เลยขอเป็นแค่ตัวเสริมทัพให้น้อง ๆ รุ่นใหม่ก็พอ
“ไอ้เตี๋ยวเตรียมตัวลงแทนไอ้กัสหน่อยนะ มันเจ็บขา สงสัยจะไม่ไหวแล้วว่ะ” รุ่นพี่ปีสี่หัวหน้าทีมฟุตบอลคณะผมตะโกนบอกให้เตรียมตัวลงสนาม
ทั้งที่ผมคิดว่าวันนี้คงได้นั่งหล่อ ๆ เรียกเสียงกรี๊ดเฉย ๆ แต่ก็ดีครับ...เสียเหงื่อบ้างก็ดี ช่วงนี้มีเรื่องให้คิดเยอะเกินไปแล้ว
“ครับพี่” ผมลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายและมีเสียงเพลงดังมาเป็นกำลังใจ
“กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ ฮ่าไฮ่ ฮ่าไฮ่!”
ถุย! ไอ้เชี่ยคิวเลือกเพลงห่าอะไรวะ ไม่ได้เข้ากับความคูลของกูเลย!
ปี๊ดดดด!
โชคดีที่กรรมการเป่าเปลี่ยนตัวซะก่อน ทำให้ผมไม่ต้องทนอายเพลงเชียร์พิเศษที่ไอ้เพื่อนรักมันเลือกสรรมาให้ พอป้ายสัญญาณข้างสนามขอเปลี่ยนตัวชูขึ้น ผมก็รีบวิ่งเข้าไปแท็กมือกับไอ้น้องกัสที่อาการบาดเจ็บดูรุนแรงกว่าครึ่งแรกมาก
“กรี๊ดดดด! ก๋วยเตี๋ยวสู้สู้!” เสียงเชียร์ของสาว ๆ ดังก้องอัฒจันทร์ด้านหลังทำให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาเป็นกอง…แสดงว่าเรตติ้งยังไม่ตก
“ไอ้เตี๋ยวยิงแม่งแปดประตูเลยนะเว้ย!”
แหม...มีเวลาเหลือไม่ถึงยี่สิบนาทีจะให้กูยิงแปดลูก ต่อให้เอาเมสซี่กับโรนัลโด้มารวมกันยังยิงได้ไม่ถึงที่มึงขอเลย กลับไปร้องฮ่าไฮ่ฮ่าไฮ่ต่อเลยไอ้คิว!
ผมส่ายหัวกับความฟายของไอ้คิวแล้ววิ่งลงไปอยู่ตำแหน่งไอ้น้องกัส รู้สึกกดดันขึ้นมาเล็กน้อยเพราะตอนนี้เป็นช่วงท้ายเกมการแข่ง ซึ่งมีประตูเท่ากันคือหนึ่งต่อหนึ่งแต่คณะทันตะมันมีคะแนนสะสมนำพวกผมอยู่ ฉะนั้นถ้าพวกผมอยากเข้ารอบคงต้องชนะอย่างน้อยหนึ่งลูกถึงจะมีหลุดเข้ารอบต่อไปได้ ตอนนี้ทีมผมเลยรุกหนักมากครับ แต่อีกฝั่งก็เล่นแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตามบรรยากาศของเกมฟุตบอลนั่นแหละ
ผมวิ่งไปมาอยู่สักพักเพราะลูกบอลถูกส่งไปทั่วสนาม จนโอกาสมาถึงผมก็เลยใช้ความเร็วแย่งลูกมาได้ ผมกับเพื่อนช่วยกันเลี้ยงลูกกลม ๆ จนไปถึงเขตยิงแล้วแต่เสือกโดนตัดหน้าไปอย่างน่าเสียดาย
ตอนนี้คงเหลือเวลาไม่ถึงสิบห้านาทีแล้ว พวกผมก็เลยต้องวิ่งกันแบบเอาเป็นเอาตายเพราะเวลายังไม่หมดอย่าเพิ่งนับศพทหาร ผมตื่นตัวอยู่ตลอดเพื่อรอรับบอลอีกครั้ง จนเห็นไอ้วิทย์เพื่อนในทีมเข้าแย่งบอลกับฝั่งตรงข้ามจนบอลหลุดออกมาได้ ผมรีบวิ่งตามไปเก็บและเลี้ยงสุดชีวิตเตรียมส่งให้น้องตั้มดาวยิงของทีม
ฟึ่บ!
ตุ้บ!
“โอ๊ย!”
แม่ง! โดนเสียบเข้าเต็ม ๆ แข้งจนผมลงมานอนกลิ้งแดกหญ้าไปสองกำ
ปี๊ดดดด!
“เฮ้ยพี่! ผมไม่ได้ตั้งใจ...เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ”
พอเงยหน้ามองคนที่ยื่นมือมาช่วยดึงผมขึ้นจากพื้น ก็ปรากฏว่าเป็นไอ้เด็กปีหนึ่งเจ้าของตำแหน่งเดือนมหาวิทยาลัยปีนี้นั่นเอง
“มึง...เล่นแรงไปรึเปล่าวะ!” แม้ผมจะอารมณ์เสียนิดหน่อยที่มันเสียบเข้ามาแย่งบอลด้านหลังแบบนั้น แต่พอดูหน้าตาที่วิตกกังวลไม่น้อยของไอ้เด็กนี่ ผมก็เลยยื่นมือไปจับมือมันแล้วลุกขึ้นยืน
“ขอโทษพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ”
“เออ ๆ ต่อเหอะ”
ผมปล่อยให้กรรมการเข้ามาคุยจนในที่สุดผมก็ได้ลูกฟรีคิกทำให้เสียงกองเชียร์เฮดังลั่น เหมือนเพื่อนร่วมทีมของผมที่เดินมาตบบ่าตบไหล่ผมกันใหญ่ ผมตั้งท่าตั้งสมาธิพลางหายใจเข้าแบบกดดันสุดชีวิตเพราะถือเป็นลูกตัดสินชี้ชะตาของทีมก็ว่าได้
ปี๊ด!
เมื่อเสียงสัญญาณดัง ผมกะระยะและน้ำหนักเท้าก่อนออกแรงเตะ เฝ้ามองดูลูกบอลลอยเหินข้ามกำแพงของทีมฝั่งตรงข้ามแบบฉิวเฉียด เสียบเข้าฝั่งซ้ายของประตูแบบเต็ม ๆ
“เยส!” ผมวิ่งแหกปากดีใจยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าตัวเองสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกครับ กระโดดโลดเต้นกับเพื่อนไปทั่วสนามแต่เวลายังคงต้องเดินต่อ พวกผมก็ยังต้องวิ่งแย่งบอลกันอีกไม่กี่นาทีก่อนที่กรรมการจะให้สัญญาณหยุดเกมเสียที
ปิ๊ด ปิ๊ด ปี๊ดดดด~
“สุดยอดเลยพี่เตี๋ยว!”
“มึงก็เจ๋ง!” ผมตบเบา ๆ ที่หัวไอ้ดาวยิงของทีมไปที ด้วยความเอ็นดูในการเป็นทีมเวิร์กของพวกเรา
หลังจากดีอกดีใจกับเพื่อนในสนามแล้ว ผมก็เดินออกมารับความสำเร็จนอกสนามที่เกมจบลงด้วยสกอร์ 2-1 และทีมผมได้เข้ารอบถัดไปด้วยแน่นอน
“ไอ้เตี๋ยว!” ไอ้คิวแหกปากวิ่งเข้ามาหาก่อนใครเพื่อนและกอดผมซะแนบแน่น
“ลูกไซ้กำแพงของมึงเมื่อกี้สุดยอดมาก” ไอ้ยูฟ่าเดินมาพร้อมพี่บิวและตบไหล่ผมเป็นการชมเชย
“ฮ่า ๆ พอ ๆ กูรู้สึกเหมือนเป็นพี่โด้แล้วไอ้สัด”
“เอาน่า เรียกเรตติ้งหน่อยเว้ยไอ้เตี๋ยว ช่วงนี้ยิ่งโสดอยู่ด้วย มึงต้องสร้างมูลค่าให้ตัวเองหน่อยสิวะ” พี่บิวกอดคอผมพาเดินไปแถวหน้าอัฒจันทร์ ซึ่งกองเชียร์ยังคงกรีดร้องเรียกชื่อผมกับไอ้น้องตั้มกันอยู่
“พี่เตี๋ยว”
ผมหันไปตามเสียงเรียกและไม่คาดคิดว่าจะเป็นไอ้น้องเดือนที่ทำฟาวล์ในสนาม
“ไง...รู้จักพี่ด้วยเหรอ”
ส่วนตัวผมเองรู้จักแต่หน้ามันครับว่าเป็นใคร เพราะผมไปดูประกวดดาวเดือนเหมือนกันแต่จำชื่อมันไม่ได้แล้ว
“รู้ดิครับพี่ แก๊งพี่ดังจะตาย”
“ใครวะ” พี่บิวถามและจ้องไอ้เดือนมหาวิทยาลัยคนปัจจุบันที่เข้ามาทักผม
“หวัดดีครับ ผมแนะนำตัวเลยแล้วกัน ผมชื่อพิชญะครับ ทันตะปีหนึ่ง เรียกพิชญ์เฉย ๆ ก็ได้”
“เออ ๆ หวัดดี...มึงคือคนที่ทำฟาวล์นี่หว่า” พี่บิวรับคำทักทายแต่ดูไม่ค่อยเป็นมิตรนัก
“ก็ตามเกมน่ะพี่ ผมไม่ได้ตั้งใจ”
“เออ มันไม่ได้ตั้งใจหรอกพี่บิว ช่างเหอะ”
“โอ้โฮ! น้ำใจนักกีฬาซะด้วยเว้ย” เสียงกวนเบื้องล่างดังขัดบรรยากาศขึ้นมา และผมก็ไม่รู้ด้วยว่าไอ้-่าพวกนี้ที่เดินมากอดคอไอ้พิชญ์คือใคร
“ผมแค่จะมาขอโทษพี่เตี๋ยวเรื่องฟาวล์เมื่อกี้น่ะพี่ต่อ”
“กูบอกมึงแล้วไงไอ้พิชญ์ว่าไม่ต้องมาขอโทษก็ได้ นักกีฬาเขาไม่ถือสากันหรอก ยิ่งแมน ๆ เตะบอลครับอย่างก๋วยเตี๋ยวเนี่ยไม่ถือสาอยู่แล้ว...ใช่ไหมวะ” ไอ้พี่ต่อเอ่ยถามอีกครั้งแบบที่น้ำเสียงมันดูสื่อความหมายไม่ค่อยดีนัก
“ถ้าหมายความอย่างที่พูด ก็ใช่...ผมแมนพอที่จะแยกแยะได้”
“อู้หูวววว”
“พี่เตี๋ยวคะ ขอถ่ายรูปหน่อยได้ไหมคะ”
ผมหันเหความสนใจไปจากไอ้พวกกวนประสาทแก๊งไอ้พิชญ์ แล้วหันไปส่งยิ้มให้รุ่นน้องผู้หญิงสองสามคนที่มาขอถ่ายรูป
“ได้ครับ”
“เตี๋ยว!”
แหม...กูนี่ฮอตจริง ๆ เชียว ถูกเรียกไม่ขาดปาก...
แม่งงงง...มาได้ไงวะ!
ผมหุบยิ้มลงทันทีที่เห็นว่าสาวคนใหม่ไม่ใช่แฟนคลับ แต่เป็นแฟนเก่าของตัวเอง
“ขอคุยด้วยหน่อยสิ...ว่างหรือยัง”
คำถามดูมีมารยาทอยู่หรอกนะ แต่สายตาเกือบจะแดกหัวแฟนคลับผู้น่ารักของผมแล้วเนี่ย
“น้อง ๆ มาถ่ายกับพี่ก็ได้นะครับ เจ้าของพี่เตี๋ยวมาแล้วเดี๋ยวหมี่เหลืองนะครับ” ไอ้โป้งรุ่นน้องร่วมทีมของผมที่อยู่ใกล้ ๆ เอ่ยแซวขึ้นมาเพราะรู้ว่ามินเป็นแฟนผม
“ไม่เป็นไรครับ ถ่ายได้...พอดีเลิกกันแล้ว” ผมพูดแบบไม่เกรงใจมินเป็นครั้งแรกเพราะไม่ชอบใจที่เธอยังตามราวีไม่เลิก ถึงขนาดตามมาถึงที่แบบนี้ ผมว่าคงมีเรื่องอะไรอีกแน่แต่ผมไม่อยากรับรู้หรอก
“เตี๋ยว!”
“ใจเย็น ๆ นะครับคนสวย ถ้าโดนเกย์เทเซมาหาพวกพี่ก็ได้นะ” ไอ้โย่งหน้าปรุหนึ่งในแก๊งของไอ้พิชญ์โผงออกมา
“พวกพี่หมายความว่าไงวะ!” กูไม่ได้อารมณ์ดีเหมือนหน้าตาคูล ๆ ของกูตลอดหรอกนะไอ้ห่าน!
หงุดหงิดจริง ๆ เจอมินทีไรทำไมผมต้องโดนด่าว่าเป็นเกย์อยู่เรื่อยเลยวะ
“กูก็พูดตามที่เห็นว่ะ” พวกมันหกตัวหัวเราะกันใหญ่ ยกเว้นไอ้พิชญ์ที่มีสีหน้าลำบากใจไม่น้อย
“ไปเหอะเตี๋ยว ไปคุยกันข้างนอก” มินเข้ามาจับมือผม แต่ผมสะบัดออกอย่างแรงเพราะไม่อยากรักษามารยาทอีกแล้ว
“เราไม่มีอะไรจะคุยแล้วมิน”
“ดูเหมือนแฟนเกย์ เอ๊ย! แฟนเก่าจะไม่อยากคุยด้วยนะครับ แต่พวกผมว่างอยู่นะ คุยได้ยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะคนสวย”
“พวกมึงเห่าพอหรือยัง” เสียงเฉียบขาดของพี่บิวดังขึ้นก่อนที่ผมจะของขึ้นอีกรอบ
“ทำไมวะ...เพื่อนกูก็พูดเรื่องจริงนี่หว่า เมื่อก่อนแก๊งมึงเนี่ยใคร ๆ ก็พูดว่ามหาเทพรวมเดือนใช่เปล่าวะ แต่กูว่าตอนนี้ดู ๆ ไปกูว่าเหมือน...รวมเกย์มากกว่าว่ะบิวตี้” ไอ้พี่ต่อหน้าแก่ที่ดูก็รู้ว่าคงเป็นพี่ปีสี่พูดกับพี่บิวที่เตรียมพุ่งใส่พวกมันจนพวกผมต้องดึงแกไว้
“ไอ้สัด! เอาเลือดออกมาล้างตีนเกย์หน่อยเป็นไง เผื่อพวกมึงจะได้แมนขึ้นจริง ๆ กับเขาสักที!”
“กูก็แมนกว่าน้องในกลุ่มมึงละวะ!”
“ไอ้เหี้ยนี่!”
“เฮ้ย! พี่บิวอย่ามีเรื่องเลยพี่ นี่มันมหา’ลัยนะเว้ย” ไอ้คิวเอ่ยเตือนพี่บิวทั้งที่ยังช่วยผมกับไอ้ฟ่าจับพี่บิวที่แรงช้างเหลือเกิน
“ปล่อยมันมาเลย คิดว่ากูกลัวเหรอวะ!”
“พอแล้วพี่! ผมไม่ได้จะมามีเรื่องนะ ผมแค่จะมาขอโทษพี่เตี๋ยวเขาเท่านั้นเอง” ไอ้พิชญ์ช่วยห้ามพวกพี่แก๊งมันอีกแรงก่อนที่พี่บิวจะของขึ้นมากกว่านี้
“มึงแน่ใจเหรอวะว่ามึงอยากมาขอโทษ! ไม่ใช่ตั้งใจพาพวกมากวนตีนน้องกูหรอกนะ ถ้ามึงคบกับไอ้พวกนี้ได้กูก็ไม่ค่อยอยากเชื่อเลยว่ามึงจะเป็นคนดีขนาดนั้น!”
เอาแล้วววว ไอ้พิชญ์โดนหางเลขจากพี่บิวไปด้วยอีกคน
“ผมก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนดีนะครับพี่ แต่ผมก็ไม่ได้เป็นพวกแล้งน้ำใจขนาดไม่รู้แพ้รู้ชนะหรอกนะครับ อีกอย่างผมก็ไม่ได้อยากให้เรื่องบานปลายเพราะผม”
“งั้นมึงก็ไม่ควรเล่นเหี้ย ๆ แบบนั้นในสนามตั้งแต่แรกสิวะ!”
“เฮ้ย...พี่บิวน้องมันไม่ได้ตั้งใจหรอกพี่” ผมรีบออกตัวให้ไอ้พิชญ์เพราะมันขอโทษผมตั้งแต่ในสนามแล้ว
“ผมก็เล่นตามเกมและมันก็เป็นอุบัติเหตุนะครับ พี่จะเอาเรื่องในสนามมาหาเรื่องผมแบบนี้มันไม่เด็กไปหน่อยเหรอครับ”
“มึง!”
“พี่บิว ๆ น้องมันไม่ได้จะหาเรื่องหรอกพี่” ผมแก้ตัวให้ไอ้พิชญ์อีกครั้งก่อนที่มันจะกลายเป็นวุ้นคาตีนพี่บิว ถึงแม้ว่าไอ้พิชญ์จะดูร้ายไม่ใช่ย่อยเหมือนกันก็เถอะ
“ไอ้บิวที่ว่าเก่งนักหนาลองวัดกับไอ้พิชญ์น้องกูหน่อยเป็นไง หรือพวกมึง...ไม่กล้า?” ไอ้โย่งแทรกขึ้นมา
“หึ กูกลัวว่ามันจะอ่อนเหมือนพี่มันน่ะสิ”
“ไอ้บิว!” คราวนี้ไอ้พี่ต่อที่ดูเหมือนจะเคยมีประวัติกับพี่บิวมาก่อนถึงกับฉุนขาดพุ่งเข้าหาพี่บิวก่อนเพื่อน
“ว้าย!”
สาว ๆ ที่จ้องมองเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ รวมทั้งมินต่างส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจที่ไอ้ต่อถลาเข้ามาหาพี่ผม แต่พี่บิวที่ว่องไวกว่าหลบหมัดของมันได้ทันและถีบขาฝ่ายรุกรานจนเซถลาลงไปจูบพื้น
พลั่ก!
“มึง!!” พวกมันที่เหลือเตรียมพุ่งเข้าใส่พวกผม มีเพียงไอ้พิชญ์ที่รีบเข้ามาขวางไว้
“เฮ้ย! อย่าพี่!”
“มีเรื่องอะไรกัน!”
“อาจารย์หมอ!” คนที่กำลังห้ามศึกสองกลุ่มดูจะตกใจไม่น้อยกับการปรากฏตัวของอาจารย์หมอสุดหล่อคนใหม่แห่งคณะทันตแพทย์
“พี่หมอธิว...ไอ้พวกนี้มาหาเรื่องไอ้เตี๋ยวครับพี่” ไอ้ฟ่าที่ดูมีสติกว่าใครเพื่อนรีบบอกเรื่องราวที่เกิดขึ้น
“เฮ้ย! มึงนี่ขี้ฟ้องสมกับเป็นตุ๊ดจริง ๆ ว่ะ!” ไอ้พี่ต่อด่าไอ้ฟ่า
“ไอ้เวรนี่!” พี่บิวเตรียมเข้าไปซ้ำไอ้ปากดีซึ่งยังคลุกฝุ่นอยู่บนพื้น จนพวกผมต้องเข้าไปกอดแกไว้ให้แน่นขึ้นกว่าเดิม
“ผมไม่ได้ฟ้องแต่พูดความจริง ใคร ๆ ก็เห็นว่าพวกพี่จงใจมาหาเรื่องก่อน และถึงผมจะเป็นเกย์เป็นตุ๊ดแต่ผมว่า...ผมแมนกว่าพวกพี่เยอะว่ะ”
“มึง!”
“หยุด!” ไอ้พี่ธิวเอ็ดเสียงดังใส่พวกผมจนการทะเลาะวิวาทเล็ก ๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้นต้องชะงักลง
ไม่เคยเห็นพี่มันในมาดครูบาอาจารย์แบบนี้มาก่อนเลย รู้สึกศรัทธาขึ้นมาตงิด ๆ
“ถ้าอยากมีเรื่องกันนักอาจารย์จะไปบอกอธิการบดีให้เปลี่ยนจากเตะบอลเป็นต่อยมวยให้พวกคุณ หลายคนที่นี่ก็คงอยากเห็นไอ้พวกอวดเก่งแบบนี้มาฟัดกันเพราะคงสนุกกว่าหมาฟัดกันอีก”
อื้อฮือ...เจ็บเชี่ย ๆ
“ผมไม่ได้อยากมีเรื่องนะพี่หมอ แต่พวกมันมาดูถูกน้องผมก่อน” พี่บิวบอกพี่ธิวที่วางมาดนิ่งจนน่ากลัว
“ผมไม่รู้หรอกว่าใครเริ่มก่อน แต่ในฐานะอาจารย์ผมจะไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น ใครที่พยายามเอากำลังเข้าตัดสินก็ผิดเท่า ๆ กัน ที่นี่เป็นสถานศึกษาและพวกคุณก็ยังอยู่ในเครื่องแบบนักศึกษา ที่สำคัญ...พวกคุณเป็นเพื่อนร่วมสถาบันกันอีกด้วย แต่ยังมาหาเรื่องกันเองแบบนี้ถ้าไม่เห็นแก่สติปัญญาของตัวเอง ก็คิดถึงพ่อแม่ที่เสียเงินให้พวกคุณได้มีโอกาสเข้ามาเป็นชั้นปัญญาชนบ้าง หรือถ้าอยากเป็นแค่กุ๊ย...ผมแนะนำให้ถอดเครื่องแบบนักศึกษาออกแล้วไปมีเรื่องกันข้างถนนนั่น”
แดกอากาศกันเป็นแถว...
ผมยอมรับเลยว่าจากที่กวนตีนมันบ่อย ๆ จนเคยชิน พอมาเห็นมาดอาจารย์หมอแบบนี้ผมก็ไม่กล้าสบตามันเลยเหมือนกัน บรรยากาศรอบตัวก็นิ่งเงียบ จากที่เคยปากเก่งก็ถึงกับใบ้แดกกันเป็นแถบแม้แต่พี่บิวก็ยังหยุดโวยวายได้
“ขอโทษครับอาจารย์...ผมใจร้อนไปหน่อย”
ผมอยากหยิบไอโฟนขึ้นมาถ่ายคลิปให้ชัดแจ๋วเลยเนี่ย...นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เห็นพี่บิวเอ่ยขอโทษและเกรงใจใครแบบมีสติขนาดนี้
“ก็ดีที่รู้จักขอโทษ แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าลูกผู้ชาย แล้วพวกคุณล่ะ...เป็นลูกผู้ชายอย่างที่พูดหรือเปล่า ถึงได้พูดเหยียดศักดิ์ศรีคนอื่นแบบนี้ ผมไม่เห็นว่าสิ่งที่พวกคุณทำจะดูเป็นลูกผู้ชายตรงไหนเลยนะ”
คำพูดที่ไม่ได้ใส่อารมณ์ใด ๆ มีเพียงน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่คำพูดโคตรเชือดเฉือน จนแก๊งปากดีของไอ้พิชญ์ดูท่าจะไม่พอใจอยู่มาก กับคำติเตียนของอาจารย์หมอคนใหม่
“พวกผมก็แค่พูดเรื่องที่ได้ยินมาเท่านั้นแหละครับอาจารย์...ก็แค่ขำ ๆ” ไอ้โย่งซี้ไอ้ต่อบอก
“ถ้างั้นลองโดนเรียกเตือนกันหน่อยไหม จะได้รู้ว่าเรื่องนี้มันยังน่าขำอยู่หรือเปล่า”
“เอ่อ...ไม่ครับอาจารย์”
“ผมผิดเองแหละครับอาจารย์หมอ คงเป็นเพราะเรื่องในเกมเมื่อกี้ก็เลยทำให้กระทบกระทั่งกันนิดหน่อย”
“พวกนี้เป็นเพื่อนคุณงั้นเหรอพิชญะ”
“ครับ...เป็นรุ่นพี่ต่างคณะครับ”
“พวกคุณไม่ได้อยู่คณะทันตแพทย์สินะ”
“เปล่าครับ”
“ถ้าอย่างนั้นอยากให้อาจารย์บอกพฤติกรรมของพวกคุณกับอาจารย์ที่ปรึกษาคณะคุณหรือเปล่า”
“ไม่ครับอาจารย์!”
แหม...ทีอย่างนี้ตอบพร้อมเพรียงกันเลยนะ ความปากดีเมื่อกี้หดหายไปหมดเหมือนคนละคนเลย
“ต่อไปก็หัดคิดก่อนพูดด้วย พวกคุณไม่ใช่เด็ก ๆ กันแล้ว ผมคงไม่ต้องมานั่งสอนมารยาทให้กับนักศึกษาระดับนี้หรอกนะครับ”
“ครับ”
“งั้นก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว กีฬาจบคนก็ควรจบด้วย ควรมีน้ำใจเหมือนนักกีฬากันหน่อย ผมจะเตือนแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้ายังเห็นทั้งสองกลุ่มมีเรื่องกันอีก ผมจะทำตามกฎมหาวิทยาลัยแน่นอน”
พวกมันรับคำและยกมือไหว้อาจารย์ธิวรากันใหญ่แล้วเดินแยกออกไปก่อน แม้จะยังส่งสายตาไม่พอใจมาให้พวกผมอยู่ก็ตาม
“เดี๋ยวพิชญะ”
“ครับ?”
“คุณไม่มีปัญหาอะไรกับกฤติภาสใช่ไหม”
“ใครนะครับ”
“อาจารย์หมายถึงก๋วยเตี๋ยวน่ะ”
“อ๋อ...ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพี่เตี๋ยวเลยนะครับอาจารย์หมอ ผมแค่จะมาขอโทษเรื่องในสนามเท่านั้นเองครับ”
“แต่เสือกพาไอ้พวกตัวแสบของที่นี่มาด้วย เลือกคบคนจริง ๆ นะมึง”
พี่ผมเริ่มแล้วครับ สงสัยจะเกลียดขี้หน้าไอ้เด็กพิชญ์ไปด้วยแล้ว
“แต่ผมได้ยินมาว่า...พี่ก็เป็นหนึ่งในเด็กแสบของที่นี่เหมือนกันนะครับพี่บิว”
“ไอ้!”
แม่ง! มึงชอบท้าทายอำนาจมืดหรือไงวะไอ้พิชญ์ เดี๋ยวก็ฟันร่วงก่อนที่มึงจะรักษาฟันได้หรอก
“พอ ๆ เพิ่งเตือนไปเมื่อกี้ ไม่ได้ฟังที่พี่บอกเลยหรือไงบิว” ไอ้พี่ธิวหันมาดุพี่บิวที่ทำท่าฮึดฮัดใส่ไอ้พิชญ์
“ขอโทษครับ แต่ไอ้เด็กนี่มันปากดีนี่พี่หมอ ผมว่าพี่ธิวเตือนลูกศิษย์พี่บ้างก็ดีนะครับ ว่าให้มันหัดเลือกคบเพื่อนบ้าง ไม่งั้นจะซวยไม่รู้ตัว...ถ้ากูไม่เกรงใจพี่หมอธิวนะกูซัดมึงไปแล้ว...กวนตีนจริง ๆ”
“ผมก็เลือกกวนเฉพาะคนแหละครับพี่”
เอาแล้ว ๆ...ผมเพิ่งเห็นรุ่นน้องคนแรกในประวัติศาสตร์ที่กล้าท้าทายอำนาจมืดของพี่บิว ทั้งที่ใครก็รู้ว่าแกเป็นเหมือนกับมาเฟียของที่นี่เลยนะ
ไม่ใช่ว่าแกชอบหาเรื่องคนอื่นหรอกครับ แต่เพราะพี่บิวไม่ชอบหาเรื่องใครก่อนต่างหาก แต่มีความเป็นสุภาพบุรุษลูกผู้ชายแบบขั้นสุด ชอบปกป้องคนที่อ่อนแอกว่าเสมอ ดังนั้นใคร ๆ ก็ไม่ค่อยอยากเป็นศัตรูกับแกหรอก
แม้แต่พวกคณะวิศวะที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าเป็นพวกเลือดเดือดและศักดิ์ศรีค้ำคอขนาดไหน ยังเคารพนับถือพี่แกเป็นเพื่อนทั้งนั้น แต่เด็กใหม่อย่างไอ้พิชญ์กลับกล้าต่อปากต่อคำกับพี่บิวแบบนี้ ผมนับถือมันจริง ๆ
“เฮ้อ...พอกันทั้งคู่นั่นแหละ พิชญะคุณเป็นนักศึกษาแพทย์นะ การมีเรื่องมีราวไม่ส่งผลดีต่อประวัติการเรียนหรอก คุณรู้ดีใช่ไหม”
“ครับอาจารย์หมอ...ผมก็ไม่ได้อยากมีเรื่องกับพี่บิวนะครับ ผมก็แค่อยากทำความรู้จักกับพวกพี่เขาเท่านั้นเอง”
“นี่คือวิธีทำความรู้จักของมึงเหรอฮะ! ถ้างั้นมึงก็ทำสำเร็จแล้วเพราะกูจะจำชื่อมึงไว้ให้ขึ้นใจเลย...ไอ้กวน ๆ อย่างมึงเนี่ย กูไม่เคยลืมหรอก”
ถ้าผมเป็นไอ้พิชญ์คงไม่ยืนส่งยิ้มเริงร่าจนเห็นเหล็กดัดฟันแบบนั้นให้พี่บิวหรอก เพราะมันเหมือนการท้าทายแบบสุด ๆ ผมประหลาดใจจริง ๆ ที่มันเรียนแพทย์ แต่บุคลิกช่างแตกต่างจากไอ้อาจารย์หมอที่ดูมาดเนี้ยบสุขุมนุ่มลึก ซึ่งดูก็รู้ว่าต้องเป็นพวกหมอแน่นอน
แม้ว่าไอ้พิชญ์มันจะหล่อ สูง เพรียวเหมือนนายแบบ ทั้งผิวก็ขาวแถมดัดฟันแต่หน้าตามันกลับไม่ได้ดูหล่อติ๋มเหมือนนักศึกษาแพทย์ปกติเลยสักนิด หน้ามันออกจะดูแบดบอยเหมือนพวกวิศวะมากกว่า ยิ่งบวกกับจิวสองสามอันที่หูของมันด้วยแล้ว ผมคิดว่ามันแอดเข้าผิดคณะแน่ ๆ
“เฮ้อ...ไปได้แล้วพิชญะ วันนี้เล่นบอลได้ดีมาก”
“ขอบคุณครับอาจารย์ แต่พี่เตี๋ยวได้เตะลูกไซ้โค้งเพราะผมเลยนะครับ ถ้าปีนี้คณะพี่ไปชนะคณะผมในรอบลึกขึ้นมาพี่ต้องเลี้ยงข้าวผมนะครับเนี่ย”
“เอ้า...กลายเป็นว่าพี่ติดหนี้พิชญ์เหรอเนี่ย”
“ฮ่า ๆ ประมาณนั้นแหละพี่ แต่วันนี้พี่ยิงได้สุดยอดจริง ๆ แล้วก็ยินดีด้วยที่เข้ารอบเหมือนกันนะครับ ไว้ว่าง ๆ มาเตะบอลด้วยกันบ้างนะพี่”
เออ...ไอ้เด็กนี่มันดูเข้ากับคนง่ายเหมือนไอ้คิวเลยว่ะ แต่ว่าไอ้คิวมันดูหล่อใสไร้พิษภัยต่างจากไอ้พิชญ์เท่านั้นเอง
“เออ ๆ จะเล่นก็มาชวนได้ พวกพี่ก็เล่นบอลกันทุกคนแหละ”
“อือ...เจอกันก็ทักทายได้นะ” ไอ้ฟ่าบอกกับไอ้น้องพิชญ์อย่างเป็นมิตร
“พวกมึงอย่าไปทำตัวสนิทกับมันมาก ไม่เห็นกลุ่มที่มันคบหรือไง” พี่บิวเตือนพวกผมแต่กลับจ้องหน้าไอ้น้องพิชญ์เขม็ง
“พวกพี่เตี๋ยวนิสัยดีเหมือนที่พวกเพื่อน ๆ ผมบอกเลยนะครับ หน้าดุแต่ใจดี ไม่เหมือนบางคน...หน้าตาใจดีแต่อคติเหลือเกิน”
“มึงหมายถึงใครวะไอ้อสรพิษ!”
ได้เปลี่ยนชื่อแล้วมึง สงสัยจะใช้โชคเกินโควต้าแล้วมั้งไอ้พิชญ์
“ผมชื่อพิชญ์ พิชญะ เชาว์ไพศาลครับพี่ ปีหนึ่งคณะทันตแพทยศาสตร์ เพิ่งได้ตำแหน่งเดือนปีนี้ด้วย แล้วก็ --”
“กูไม่ได้อยากรู้จักมึง! นี่มึงกวนตีนกูอยู่ใช่ไหมฮะ!”
“ถ้ายังไม่หยุด พี่จะแจ้งอาจารย์ที่ปรึกษาทั้งคู่เลยนะบิวพิชญ์” เสียงกล่าวเตือนของผู้ใหญ่ที่ดูการโต้เถียงของนักศึกษาทั้งสองคนขัดขึ้น จนพวกผมโล่งใจที่สงครามน้ำลายของพี่บิวกับไอ้เด็กพิชญ์หยุดลงเสียที
“ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้เด็กอสรพิษ...ลานะครับพี่หมอ”
พี่บิวยกมือไหว้พี่ธิวก่อนเดินแยกออกไปอย่างอารมณ์เสีย ส่วนไอ้เด็กพิชญ์ก็แค่ยักไหล่อย่างไม่แคร์และเอ่ยลาพวกผมกับอาจารย์หมอของมัน จากนั้นก็แยกไปหาเพื่อนในทีมที่อยู่อีกฝั่งของอัฒจันทร์
“แข่งเสร็จแล้วกลับบ้านกันเลยไหม”
ไอ้พี่ธิวหันมาถามเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง นักศึกษาที่สนใจเหตุการณ์ชุลมุนเล็ก ๆ เมื่อครู่ต่างก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว จะเหลือก็แต่พวกผมกับมินที่ยังยืนรออยู่ตรงทางออกข้างสนามฟุตบอล
“อือ...กลับดิ แต่ออกทางอื่นได้ไหม”
“ทำไมล่ะ รถพี่จอดอยู่ฝั่งนี้นะ ออกทางนี้ใกล้กว่า”
“ไอ้เตี๋ยวมันมีตัวเวรตัวกรรมตามอยู่น่ะครับพี่ธิว” ไอ้คิวบอกเหตุผลแทนผมพลางส่งสายตาให้พี่ธิวมองตามไปยังมิน ซึ่งยังยืนจ้องมองมาที่พวกเราไม่ละสายตา
“นั่น...”
“แฟนเก่าไอ้เตี๋ยวที่ทำให้มันเดือดร้อนนั่นแหละครับพี่หมอ” ไอ้ฟ่าอธิบาย
“อ๋อ...แล้วเราจะหลบหน้าเขาแบบนี้ไปตลอดเหรอ ถึงวันนี้หลบไปได้วันอื่นก็ต้องมาอีกอยู่ดี”
“กูเห็นด้วยกับพี่หมอ” ไอ้ฟ่าออกความเห็น
“เออ กูก็คิดงั้น...มึงควรหาวิธีที่มันเฉียบขาดจัดการกับมินสักทีนะไอ้เตี๋ยว”
“แล้ว...จะให้กูทำไงวะ”
“ก็ทำให้เขารู้ว่าไม่ควรมายุ่งกับเตี๋ยวอีกไง” พี่ธิวบอกเหมือนมันเป็นเรื่องที่เห็น ๆ กันอยู่แล้วและลากผมไปหามินที่ยืนรออยู่
“สวัสดีครับ”
“เอ่อ...สวัสดีค่ะ เอ่อ...อาจารย์” มินดูงุนงงเล็กน้อยแต่ก็ยกมือไหว้ไอ้พี่ธิวที่ลากผมมาหาเธอ
“ไม่ต้องเรียกอาจารย์ก็ได้ครับ นอกเวลางานแล้วเรียกพี่ธิวก็ได้”
“เอ่อ...ค่ะ”
“ทำอะไรของพี่เนี่ย” ผมกระซิบถามคนข้างกาย
“ก็แนะนำตัวไง”
“ฮะ?”
“พี่ชื่อพี่ธิวนะครับ เป็นพี่ชายของเตี๋ยว”
“พี่ชายเหรอคะ”
“ครับ แต่ไม่ใช่พี่แท้ ๆ หรอกนะ...เราสนิทกันน่ะ”
“อ๋อ ค่ะ...แล้ว?”
“คือพี่อยากคุยกับน้องมินเรื่องเมื่อวันเสาร์ที่สวนสาธารณะน่ะครับ”
“เอ่อ...เรื่องนั้น...มินไม่รู้เรื่องนะคะว่าพวกนั้นตามมินไปด้วย มินก็ตกใจมากที่เกิดเรื่องก็เลยหนีออกมาก่อน...แต่เราก็เป็นห่วงเตี๋ยวมากเลยนะ มินถึงได้มาวันนี้ไงเพราะเรื่องพี่โก้นั่นแหละ”
“ห่วงเหรอ…มินทิ้งเราไว้กับไอ้พวกนั้นนะ แถมยังบอกมันว่าเราไม่ยอมเลิกกับมิน ด้วย การที่ไม่ยอมอธิบายอะไรเลยก็ว่าแย่แล้วแต่ยังหนีไปดื้อ ๆ แบบนั้นอีก ถ้าเราไม่ได้พี่ธิวมาช่วยไว้ป่านนี้คงกลายเป็นผีไปแล้ว!”
“แล้วจะให้เราเข้าไปช่วยยังไงล่ะ เราก็กลัวเหมือนกันนะ เราปฏิเสธพี่เขาไปแล้ว แต่คืนนั้นเตี๋ยวก็ไม่ยอมช่วยเราเหมือนกัน เราก็ต้องอ้างไปแบบนั้นก่อน ไม่งั้นถ้าพี่โก้เขาแค้นฝังหุ่นเราขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ เราเป็นผู้หญิงนะเตี๋ยว!”
“เพิ่งตระหนักได้ว่ามันอันตรายงั้นเหรอมิน ถ้างั้นก็ไม่ควรให้ความหวังผู้ชายไปทั่วแบบนั้นสิ ก็น่าจะรู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่ามันอันตราย!”
ผู้หญิงอะไรวะ...เห็นแก่ตัวได้ขนาดนี้ ผมแม่งตาบอดจริง ๆ มองไม่เห็นได้ยังไงตั้งสามปี
“เราแค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองมันผิดตรงไหนล่ะ!”
“แล้วตอนนี้เลือกได้หรือยังล่ะ...ถ้ามินเลือกได้แล้วก็เลิกยุ่งกับเราสักทีเถอะ แค่นี้เราก็เกือบตายเพราะมินมาสองครั้งแล้วนะ จะต้องให้เราตายจริง ๆ ก่อนหรือไงถึงจะปล่อยเราไปได้”
“ก็บอกแล้วไงว่าเราไม่ได้ตั้งใจให้มันเกิดขึ้น เตี๋ยวก็ไม่เห็นจะเจ็บอะไรสักหน่อย!”
“เราไม่เจ็บแต่พี่ธิวเจ็บและนั่นมันก็เรื่องใหญ่กว่าเราเจ็บเองด้วย! เลิกเห็นแก่ตัวแบบนี้สักทีเหอะมิน!”
“เตี๋ยว!”
“พอเถอะครับ...พี่พูดตรง ๆ เลยนะครับน้องมิน วันนั้นมันเรื่องใหญ่มากนะ ไม่ใช่เพราะพี่เกือบถูกแทงตายหรอก แต่เพราะเตี๋ยวไม่ได้ผิดอะไรเลยและไม่ควรต้องมาเจอเรื่องแบบนั้นด้วย”
“แต่มินก็ไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องนะคะ ถ้าเตี๋ยวไม่สร้างเรื่องว่าตัวเองคบผู้ชายระหว่างที่คบกับมินแบบนั้น มินก็ไม่ต้องมาวุ่นวายแบบนี้หรอกค่ะ”
“แล้วน้องมินจะให้เตี๋ยวแก้ไขเรื่องนี้ยังไงล่ะครับ”
“แก้ไขยังไงก็ได้ค่ะ ที่ทำให้มินไม่เสียชื่อไปด้วยแบบนี้”
“แต่น้องเลิกกับเตี๋ยวแล้วนะ และน้องมินก็เป็นคนทิ้งเตี๋ยวไปด้วยไม่ใช่เหรอครับ”
“เลิกได้ก็กลับมาคบได้ค่ะ ถ้ามันทำให้มินพ้นคำครหาบ้า ๆ นั่นได้มินก็จะทำและเตี๋ยวก็ควรช่วยกันรับผิดชอบด้วย!”
“ไม่มีทาง!” ผมปฏิเสธแบบไม่ต้องคิด แม้ผมจะเคยรักมินมากแค่ไหนแต่มันก็แค่ ‘เคย’ เท่านั้นแหละ นับจากนี้ผมมั่นใจว่ามันจะไม่มีเหลืออีกแล้ว
“พี่ว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอกนะครับ เพราะน้องมินก็มีคนอื่นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
“มินไม่สนหรอกค่ะ ที่มินสนใจตอนนี้ก็คือมินกลายเป็นตัวตลก เพราะเตี๋ยวเอาไปประกาศไว้ว่าตัวเองคบผู้ชายซึ่งมันทำให้มินดูโง่มากด้วย!”
“แต่พี่สนครับ...เพราะไม่ใช่แค่น้องมินมีคนอื่น แต่ตอนนี้เตี๋ยวก็มีใหม่แล้วเหมือนกัน และคนคนนั้นก็คือ...พี่เอง”
!!!!!!!!
“อะ...อะไรนะคะ!”
“พี่เป็นคนที่ทุกคนเอาไปพูดถึงนั่นแหละ...พี่คบกับเตี๋ยวอยู่และพี่ก็ไม่ชอบให้น้องมินมายุ่งวุ่นวายกับแฟนพี่แบบนี้ รวมทั้งผู้ชายของน้องที่ทำให้เตี๋ยวต้องเดือดร้อนด้วย”
“หมะ...หมายความว่าไงคะ...แต่...ไม่จริง...มินไม่เชื่อหรอก!”
กูก็ไม่เชื่ออออ มึงจะเสียสละมากไปแล้วไอ้พี่ธิว!
“พี่พูดขนาดนี้แล้วถ้าน้องมินไม่เชื่อ...พี่ก็ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ แต่พี่ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ อย่าให้คนของน้องมายุ่งกับเตี๋ยวอีก ครั้งที่แล้วที่พี่ไม่แจ้งความเพราะพี่ไม่อยากให้ครอบครัวเตี๋ยวไม่สบายใจ แต่ถ้าน้องยังเอาเรื่องวุ่นวายอะไรมาให้เตี๋ยวอีก พี่จะไม่ปล่อยไว้เฉย ๆ เหมือนครั้งก่อนแน่ เพราะพี่ก็ต้องดูแลคนของตัวเองเหมือนกัน...เข้าใจที่พี่พูดหรือเปล่าครับ”
มินเข้าใจหรือเปล่าผมไม่รู้หรอก แต่ผมเข้าใจแม่งทุกคำเลย...
เข้าใจว่าตอนนี้ผมกลายเป็นแฟนไอ้พี่ธิวไปแล้ว นี่ผมต้องลงทุนขนาดนี้เพื่อสลัดแฟนเก่าเลยเหรอเนี่ย...ชีวิตผมมาถึงจุดนี้ได้ไงวะ
“พี่จะบอกว่า...พี่คือผู้ชายที่คลับคืนนั้นเหรอ พี่คือผู้ชายที่เคยมีอะไรกับเตี๋ยวตอนมอต้นอย่างที่มีข่าวลืองั้นเหรอคะ!”
“พี่เป็นผู้ชายที่คลับคืนนั้น แต่พี่ว่าเตี๋ยวไม่ได้มีอะไรกับใครง่าย ๆ ขนาดนั้นหรอกนะไม่ว่าจะหญิงหรือชาย น้องมินก็น่าจะรู้เรื่องนี้ดี แต่พี่ก็ไม่ปฏิเสธหรอก...ว่าพี่คือผู้ชายคนแรกของเตี๋ยว”
ผู้ชายคนแรกเชี่ยอะไรวะ! ทำไมมึงต้องพูดอะไรกำกวมแบบนั้นด้วยเนี่ย!
“กรี๊ดดดด!”
แม่ง! หูอื้อเลยกู!
“เฮ้ย ๆ ตั้งสติหน่อยเหอะมิน พี่หมอเขาพูดขนาดนี้แล้วก็เลิกมายุ่งวุ่นวายกับไอ้เตี๋ยวมันสักทีเถอะ” ไอ้เชี่ยคิวก็รู้คิวสมชื่อ เข้ามาห้ามมินที่แหกปากกรีดร้องไม่อายสายตาคนรอบสนามที่เริ่มหันมามองอย่างอยากรู้อยากเห็น
“พี่เขาเป็นผู้ชายนะ! เตี๋ยวจะคบกับพี่คนนี้จริง ๆ เหรอ จะบ้าไปแล้วหรือไง!”
“ก็...ไม่เห็นมีอะไรเสียหายนี่ พี่ธิวก็ออกจะเพอร์เฟกต์ขนาดนี้” พูดออกไปแล้วก็อยากกัดลิ้นตัวเองให้ดิ้นตาย เพราะไอ้คนตัวสูงข้าง ๆ มันกระตุกยิ้มมุมปากกับสิ่งที่ผมเพิ่งพูดออกไป
“พวกนายมันทุเรศ! ทุเรศที่สุดเลย!”
“คนที่นอกใจต่างหากที่ทุเรศ...ไอ้เตี๋ยวกับพี่หมอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย” ไอ้ฟ่าเดินเข้ามาช่วยอีกคนเพราะมันเกลียดพวกเหยียดเพศเป็นที่สุด
“ก็เพราะว่าเพื่อนพวกนายมันไม่ได้แมนจริงไงล่ะ! ที่แท้ก็แอ๊บแมนจริง ๆ น่ารังเกียจที่สุด!” มินตะโกนด่าผมดังลั่นจนผมแน่ใจว่าต้องมีคนแถวนั้นได้ยินบ้างแหละ แต่มาถึงขั้นนี้แล้วผมก็เลยต้องทำเป็นนิ่งเฉย เพื่อที่แฟนเก่าแสนร้ายกาจคนนี้จะได้ออกไปจากชีวิตผมเสียที
“สิ่งที่น้องทำก็ไม่ได้ดูดีนักหรอกนะ พี่ว่าสงบสติอารมณ์แล้วกลับไปเถอะ อย่ามายุ่งกับคนของพี่อีก เพราะคงไม่มีแฟนใหม่คนไหนอยากให้แฟนเก่าของคนรักมายุ่งวุ่นวายแบบนี้หรอกนะครับ พี่เตือนด้วยความหวังดี...เป็นครั้งสุดท้าย”
คำเตือนแสนจริงจังด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบน่าเชื่อถือของไอ้พี่ธิวช่วยให้มินหยุดกรีดร้องได้ เพราะดูก็รู้ว่ามันคงทำจริงอย่างที่พูดแน่
“กลับบ้านกันเถอะเตี๋ยว” คนที่รู้ว่าชนะเกมนี้แล้วหันมาจับมือผมและดึงให้เดินตามไป ทิ้งให้มินยืนมองพวกผมด้วยสายตารังเกียจและโกรธเคือง
ผมเดินตามพี่ธิวไปที่รถโดยไม่ได้เอ่ยถามอะไรเหมือนที่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก มีเพียงมือหนาที่ยังจับมือผมไว้จนเดินมาถึงรถนั่นแหละ พี่มันถึงหันมามองผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ
“พี่...ขอโทษนะ”
“ฮะ?”
อะไรวะ...จู่ ๆ ก็เข้าโหมดสุภาพ
“เรื่องที่พี่พูดกับมินไปเมื่อกี้...ต่อจากนี้เตี๋ยวอาจจะถูกครหามากกว่าเดิมก็ได้”
“มันก็ไม่ได้ต่างจากเดิมนักหรอก แต่พี่นั่นแหละ...ไม่กลัวเสียชื่อหรือไงที่ไปพูดแบบนั้นน่ะ ตอนนี้พี่เป็นอาจารย์นะเว้ย ครอบครัวพี่ก็มีหน้ามีตาทางสังคมด้วย”
“พี่ไม่ได้สนเรื่องชื่อเสียงมานานแล้วแหละ...ไม่งั้นพี่คงไม่กลับมาที่นี่หรอก”
“หมายความว่าไง”
“ไม่มีอะไรหรอก...ว่าแต่เราไม่มีปัญหาแน่นะที่พี่พูดไปแบบนั้น”
“จะถามทำไมวะ...ก็พูดไปแล้วนี่”
“ต้องถามสิ พี่ไม่อยากให้เราเกลียดพี่ไปมากกว่านี้หรอกนะ”
“แล้วคิดว่าที่ช่วยมาทั้งหมดมันจะช่วยให้เกลียดน้อยลงได้หรือไง”
“แล้วได้หรือเปล่าล่ะ” ไอ้พี่ธิวยกยิ้มมุมปากพลางกระชับมือที่กุมมือผมไว้ ผมจึงดึงมือออกเพราะเบื่อความมั่นใจของมัน
“ฝันไปเหอะ ผมเป็นพวกแค้นฝังหุ่น ไม่ลืมอะไรง่าย ๆ หรอกบอกไว้เลย” ผมยักคิ้วกวนตีนไปอีกที “เปิดประตูดิ อยากกลับบ้านแล้ว...ร้อนจะตายชัก”
“เชิญครับคุณแฟน” เจ้าของรถยื่นหน้าเข้ามาใกล้และจัดการเปิดประตูให้ผม
“หุบปากไปเลย ขนลุก!”
“ฮ่า ๆ ทำไมล่ะ...พี่ก็ต้องแสดงให้มันสมจริงหน่อยสิ”
“อยู่กันแค่สองคนไม่ต้องก็ได้ไอ้พี่ธิว”
“อ้าวเหรอ...พอดีพี่อินไปหน่อย”
กวนประสาท...ขนาดเดินอ้อมไปเปิดประตูรถอีกฝั่งยังเสือกหันมาขยิบตาให้อีก
ปี๊น! ปี๊น!
“กูคิดว่ามึงกลับแล้วนะเนี่ย” ไอ้ฟ่าที่ขับรถผ่านมา ลดกระจกลงเพื่อเอ่ยทักทาย
“ก็กำลังจะกลับ แล้ว...มินกลับไปยังวะ”
“เออ กลับไปแล้ว กูกับไอ้คิวแสดงละครว่ามึงกับพี่ธิวคบกันจริง ๆ คงเชื่อสนิทใจเลยแหละ ต่อไปนี้เขาคงไม่มายุ่งกับมึงแล้ว”
“กูควรดีใจไหมเนี่ยฮะ ทีเรื่องนี้พวกมึงดูเหมือนจะรู้งานกันเหลือเกินนะไอ้ฟ่า”
“ฮ่า ๆ อะไรวะ กูก็แค่ทำตามความต้องการของมึงหรอก มึงเองนั่นแหละที่ประกาศต่อหน้าคนตั้งเยอะว่าเป็นแฟนพี่หมอเขา ด้วยวิธีการจูบบรรลือโลกของมึงไง”
“ไอ้เชี่ย...ไม่ต้องมาย้ำกูหรอก กูจำได้ ไป ๆ กลับไปเลยมึง” โบกมือไล่แม่งเลย ปากดีนัก
“แต่พี่เห็นด้วยกับฟ่านะ”
“เงียบไปเลย!” กูไม่ได้ถามความเห็นโว้ย “ส่วนมึงก็กลับบ้านไปได้แล้ว”
“ฮ่า ๆ เออ ๆ กลับแล้ว ๆ ไปนะครับพี่หมอ” มันเอ่ยลาไอ้พี่ธิวแล้วโบกมือให้ผมก่อนขับรถออกไป
“ยิ้มอะไร กลับบ้านดิ!” ผมแหวใส่ไอ้พี่ธิวที่ยืนส่งยิ้มชอบใจอะไรไม่รู้มาให้
“หึ ๆ แข่งบอลคงเหนื่อยเนอะ”
“ระดับก๋วยเตี๋ยวมือหนึ่งเรื่องยิงประตูตั้งแต่ปีหนึ่ง ลงไปแค่ไม่กี่นาทีไม่เหนื่อยอะไรมากหรอก” ขออวดมันหน่อยเหอะ นาน ๆ ทีจะมีอะไรโชว์พี่มันบ้าง
“เหรอ...แล้วทำไมหน้าแดง ๆ ล่ะ หรือว่าคิดถึงเรื่อง...”
จะเว้นช่องไฟให้เด็กมาแว้นเล่นหรือไงวะ แล้วไอ้การยกนิ้วขึ้นมาแตะปากมึงเนี่ย มันหมายความว่าไง!
“ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละโว้ย!” ผมตะโกนใส่ไอ้พี่ธิวและรีบยัดตัวเองเข้าไปในรถเพื่อหลบสายตารู้ทันของมัน
แม่งงงง...ให้กูอายในการกระทำของตัวเองแบบที่มึงไม่ต้องทักไม่ได้หรือไงวะ
ถึงตอนนั้นผมจะเมาแต่ก็ใช่ว่าจะจำรายละเอียดอะไรไม่ได้หรอกนะ...จูบคืนนั้นน่ะ...มันไม่ได้ลืมกันง่าย ๆ หรอก...แค่คิดผมก็หวิวแล้ว แม่ง...
.
.
หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแทนที่ผมจะได้หลับตานอนผ่อนคลายกล้ามเนื้อ แต่เพราะความเป็นห่วงไอ้คนข้างห้องที่กำลังทำอะไรบางอย่างอยู่จนได้ยินเสียงดังทะลุกำแพงห้องนอน ผมก็เลยต้องจำใจเปิดประตูเข้าไปเสนอหน้าถามมันว่าทำ-่าอะไรจนดึกดื่นป่านนี้
“พี่ทำ --”
โครม!
“เฮ้ย! ทำอะไรของพี่วะ!” การที่ผมเปิดประตูเข้ามาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง เจ้าของห้องก็เลยตกใจทำกล่องที่อยู่ในมือร่วงระเนระนาดเต็มพื้น พลางกุมแขนข้างขวาของตัวเองที่ยังคงเป็นแผลจากที่ถูกฟันคราวก่อน
“โทษที...พี่ทำเสียงดังรบกวนหรือเปล่า”
“จะขอโทษทำไม ผมต่างหากที่ควรขอโทษที่ทำให้ตกใจแบบนี้เนี่ย แล้วพี่ทำบ้าอะไรวะ ดึกดื่นป่านนี้ยังมาแบกของอะไรอยู่อีก”
“อ๋อ ของที่ต้องเอาไปไว้ที่คลินิกน่ะ พี่แยกของกับตำราที่ใช้บ่อย ๆ ไว้ก่อนจะได้ขนไปง่าย ๆ”
“แผลยังไม่ทันหายทำอะไรหนัก ๆ แบบนั้นได้ไง ถ้าแผลฉีกขึ้นมาจะทำยังไงฮะ” ผมบ่นมันและก้มลงไปเก็บของที่ร่วงอยู่บนพื้นกลับลงกล่อง
“เดี๋ยวพี่เก็บเองก็ได้” ไอ้พี่ธิวรีบนั่งลงข้าง ๆ ผมเพื่อช่วยเก็บของใส่ลัง
“จะเอาไปไว้ไหน” ผมอุ้มกล่องไว้ในอ้อมแขน ไม่ยอมให้มันหยิบจับอะไรอีก
“เดี๋ยวพี่ช่วย” ไอ้พี่ธิวทำท่าจะเข้ามาแย่งกล่องลังจากมือผม โดยที่ไม่ได้ดูสภาพของตัวเองเลย
“ไม่ต้องมายุ่งเลย อยู่เฉย ๆ เหอะ ถ้าเจ็บหนักกว่าเดิมจะทำยังไง”
“พี่ไม่เป็นอะไรมากหรอก แค่แผลมันตึง ๆ เท่านั้นแหละ พี่ไม่ทันระวังเอง”
“ที่มันตึงก็เพราะว่าแผลมันยังไม่หายไง แล้วมาออกแรงยกของหนัก ๆ แบบนี้ เดี๋ยวก็ได้แผลฉีกพอดี”
“ที่บ่นแบบนี้เพราะโกรธหรือว่าเป็นห่วง”
ใช่เวลามากวนตีนไหมวะเนี่ย เบื่อไอ้รอยยิ้มรู้ทันของมันจริง ๆ ทั้งที่ก็รู้ว่าผมห่วงมากกว่าโกรธอยู่แล้ว
“ห่วง...ห่วงว่าจะมีคนแขนเดี้ยงอยู่เป็นภาระอีกนานไหม ถ้าพี่แขนเจ็บไม่หายสักทีผมก็ต้องมาคอยดูแลอยู่อย่างนี้แหละ”
กูทำหน้าเบื่อหน่ายมึงอยู่นะ เลิกส่งยิ้มน่ารำคาญใจแบบนั้นมาให้สักทีสิวะ
“งั้นพี่ควรเจ็บนาน ๆ เนอะ จะได้รู้ว่ามีคนเป็นห่วงอยู่”
“ประชดอยู่ ฟังไม่ออกหรือไงวะ”
“อ้าวเหรอ ฮ่า ๆ”
“จะให้เอาไปไว้ตรงไหน บอกมาสิ” ผมถามย้ำอีกครั้งเพื่อจะได้จัดการกล่องมหาสมบัติของมันให้เสร็จสักที เพราะตอนนี้ผมอยากนอนพักจะแย่แล้ว
“บนหลังตู้เสื้อผ้าน่ะ แต่พี่ว่ามันสูงไปหน่อย...ให้พี่ทำดีกว่า”
ผมมองตามมือของไอ้พี่ธิวที่ชี้ขึ้นไปบนหลังตู้เสื้อผ้าสูงเหนือหัวพวกเรา แต่ถ้าเอื้อมสุดแขนผมก็วางของได้สบาย
“ไม่ต้องเลย ผมสูงร้อยแปดสิบสามนะ ไม่ได้เตี้ยสักหน่อย”
“พี่ก็ไม่ได้บอกว่าเราเตี้ย แต่พี่สูงกว่า กล่องมันก็หนักด้วย พี่น่าจะทำได้ง่ายกว่าเตี๋ยวนะ”
“ถ้าสภาพดี ๆ ก็คงใช่แต่แขนเดี้ยงแบบนี้อย่าได้หวังเลย ถอยไป เกะกะจริง ๆ” ผมบ่นไอ้คนดื้อรั้นพลางใช้ไหล่ดันมันให้พ้นทางเพื่อเอาของไปวางไว้บนหลังตู้
“มันหนักนะเตี๋ยว...ระวังหน่อย
“เออ...รู้แล้วน่า”
เออ...หนักใช่เล่นว่ะ แต่เขย่งแล้วดันตูดกล่องหน่อยก็วางได้สบาย
“ฮึบ...เฮ้ย!”
แหก ๆ หน้าแหกแน่กู!
“พี่จับไว้แล้ว...เป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงนุ่มดังมาจากด้านหลัง ผมจึงลืมตาขึ้นมองของในกล่องที่ไม่ได้ร่วงใส่หน้าใส่หัวอย่างที่คิด ผมปลอดภัยดีเพราะไอ้พี่ธิวซ้อนตัวอยู่ด้านหลังในระยะประชิด จนรู้สึกได้ถึงแผ่นอกร้อนทาบอยู่ที่แผ่นหลัง มือข้างหนึ่งช่วยดันกล่องให้ขึ้นไปอยู่บนหลังตู้ได้สำเร็จ ส่วนมืออีกข้างก็กอดประคองเอวผมไว้หลวม ๆ ท่าทางที่ทำให้ผมรู้สึกประหม่าขึ้นมาซะดื้อ ๆ
“อย่ามาเข้าใกล้ได้เปล่าวะ!”
ผมหันไปผลักไอ้พี่ธิวออกจากระยะประชิดจนพี่มันเซถอยหลังไปนิดหน่อย สวนทางกับสีหน้าที่ดูสลดลงมากมายอย่างเห็นได้ชัดเลย
“ขอโทษ...พี่ไม่ได้ตั้งใจจะถูกตัวหรืออะไร”
แม่ง...ทำไมผมต้องรู้สึกผิดด้วยวะเนี่ย
“ตัวเหม็น!”
“ฮะ?”
“พี่ยังไม่ได้อาบน้ำมันเหม็นโว้ย อย่ามาเข้าใกล้ดิ ผมอาบน้ำแล้วเดี๋ยวก็ได้เหม็นไปด้วยอีกคน”
สุดท้ายก็แถจนได้ ผมไม่อยากเห็นพี่มันทำหน้าสลดขนาดนั้นนี่ครับ รู้สึกเหมือนคนอกตัญญูทั้งที่มันอุตส่าห์ช่วยไว้ตั้งหลายเรื่อง
“เพราะพี่...ตัวเหม็นเหรอ”
“เออ”
“งั้น...พี่ไปอาบน้ำก่อนก็ได้ ขอบคุณที่มาช่วยนะ”
“อือ” ผมตั้งใจจะกลับไปนอนแล้วแต่ดันเป็นห่วงเรื่องแผลของมันขึ้นมาอีก “เออ...พี่ทำแผลบ้างหรือเปล่าเนี่ย”
“อืม...ทำสิ แต่มันยังไม่ค่อยแห้งเลย”
“เฮ้อ...แล้วเวลาอาบน้ำแต่งตัวทำยังไงเนี่ย ยังเจ็บอยู่ใช่ไหม”
“ก็...นิดหน่อย”
“ขอดูแผลหน่อย”
“จะดีเหรอ”
“อย่าลีลาได้ไหม ถอดเสื้อเลย...เร็วเข้า”
“แต่ --”
“หุบปากแล้วอยู่เฉย ๆ” ผมรำคาญความพิรี้พิไรของมัน เลยจัดการปลดกระดุมเสื้อมันเอง
“เตี๋ยว...พี่ว่าพี่ถอดเอง --”
“ผมถอดนี่แหละไวกว่า พี่ยกแขนแทบไม่ได้แล้วเนี่ย...เฮ้ย! มีเลือดซึมออกมาด้วยว่ะ” ผมไม่สนใจคำห้ามปรามของพี่ธิว จนจัดการถอดเสื้อเชิ้ตแขนยาวออกจากตัวมันได้สำเร็จและเพิ่งเห็นว่ามีเลือดซึมออกมาจากผ้าพันแผลด้วย
“ไม่เป็นไรหรอก พี่ไม่เจ็บอะไรมาก”
“พี่มันตายด้านน่ะสิถึงไม่รู้สึกเจ็บ พี่จะอาบน้ำไหวเหรอวะ”
“ไม่ไหวแล้วจะอาบให้หรือไง หรือจะเช็ดตัวให้พี่ล่ะ”
อื้อฮือ...อ้าแขนรอให้กูปรนนิบัติเลยนะมึง
“ฝันไปเหอะ ถอดเสื้อให้ก็บุญแล้ว”
“กางเกงพี่ก็ถอดไม่ค่อยถนัดนะ”
ผมส่ายหัวเป็นพัลวันพลางเดินหนีเพื่อให้พี่มันจัดการท่อนล่างเอง แต่ไอ้คนกวนประสาทก็ยังตามมาดักหน้าไว้ ทำเป็นถอดกางเกงขายาวให้ดูด้วยท่าทางแสนลำบากลำบน ผมก็เลยแกล้งผลักมันแต่ไม่รู้ว่าเพราะมันไม่ได้ระวังตัวหรืออะไร มันถึงหงายหลังลงไปจริง ๆ แถมยังตกใจคว้าแขนผมให้ล้มลงตามไปด้วยอีกคน
“เฮ้ย!!”
ตุ้บ!
โชคดีจริง ๆ ที่พี่มันขายาวเลยเซถอยหลังไปนอนลงบนเตียงพอดิบพอดี โดยมีผมนอนทับร่างมันอีกที แต่ที่ไม่ดี...ก็ตรงที่ผมแนบร่างอยู่กับกล้ามหน้าท้องแน่น ๆ ของพี่มันนั่นแหละ แถมใบหน้าก็ใกล้กันแค่คืบจนผมไม่กล้าละสายตาไปจากมันเลย
สายตาที่จ้องมองมานั้น ผมไม่รู้เลยว่ามันสื่อความหมายอะไรมากแค่ไหนแต่มันทำให้ผมคิดถึงรสจูบวันนั้น แม้ผมจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนแต่ผมก็ยังจำสัมผัสอุ่นร้อนที่ได้รับจากริมฝีปากตรงหน้าได้ดี
ความรู้สึกแปลกที่ทำให้ผมได้สติและเด้งตัวออกจากตัวพี่ธิว ผมไม่อยากให้เราต้องอยู่ในสถานการณ์อะไรแบบนี้บ่อย ๆ เพราะเอาเข้าจริงผมก็ยังไม่สนิทใจกับมันหรอก ผมไม่รู้ว่าพี่มันคิดกับผมแค่น้องอย่างที่พูดจริงหรือเปล่า แม้ว่าการบอกรักในอดีตจะดูไม่ชัดเจนเอาเสียเลยก็ตามที
“ผมว่า...พี่ไปอาบน้ำเหอะ เดี๋ยวของที่เหลือผมจะช่วยเก็บให้แล้วกัน” ผมเฉไฉไปเรื่องอื่นและทำเป็นเดินไปยังกองของที่วางอยู่มุมห้อง
“ก็ได้...งั้นฝากด้วยนะ”
“อืม”
.
.
อุ่นจัง...
“เหมือนตอนเด็ก ๆ เลยนะ...ไม่ว่าเตี๋ยวจะโตขึ้นขนาดไหนแต่พี่ก็ยังรู้สึกเหมือนว่าเตี๋ยวยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ เหมือนเดิม...เหมือนน้องชายคนเดิมไม่มีเปลี่ยน”
ความอบอุ่นที่ผมคิดอยู่ในใจมลายหายไปกับเสียงพูดแผ่วเบาของคนที่กำลังลูบหัวของผมอย่างเบามือ การกระทำที่ทำให้ผมรู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไประหว่างที่รอเจ้าของห้องอาบน้ำ
“แต่ว่าทุกอย่างคงเปลี่ยนไปแล้วสินะ...พี่คงทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว แม้ว่าพี่จะอยากให้เตี๋ยวลืมเรื่องคืนนั้นไปให้หมด...ลืมทุกอย่างที่พี่เคยพูด...แต่พี่รู้ว่ามันคงเป็นไปไม่ได้...ขอโทษนะเตี๋ยว พี่คงทำให้เตี๋ยวผิดหวังในตัวพี่มาก แม้ว่าพี่อยากจะเป็นพี่ชายที่ดีกว่านี้ให้เตี๋ยวแต่คงเป็นได้แค่นี้จริง ๆ”
เสียงผ่อนลมหายใจของพี่ธิวทำให้รู้ว่าพี่มันนอนอยู่ใกล้ผมมากเหลือเกิน แต่ผมกลับไม่กล้าลืมตาขึ้นมองเพราะน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าเขากำลังรู้สึกผิด และผมก็ไม่แน่ใจด้วยว่าถ้าจ้องมองเขาในตอนนี้ ผมจะเห็นใจหรือว่าโกรธที่เขาไม่ยอมพูดอะไรแบบนี้กับผมเลย แต่กลับมาพูดตอนที่ผมหลับไม่ได้สติแบบนี้
“เฮ้อ...ได้แค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้วไอ้ธิว...อย่าขออะไรให้มากกว่านี้เลย ขอแค่เตี๋ยวไม่เกลียดพี่มากกว่าที่เป็นอยู่ก็พอแล้ว ขอโทษนะเตี๋ยว...ขอโทษที่พี่โลภมากไปหน่อย ไม่ว่าเตี๋ยวจะเกลียดพี่แค่ไหน แต่พี่ก็จะเป็นพี่ธิวคนเดิมของเตี๋ยวเสมอนะ...น้องชาย”
ผมปล่อยให้คำพูดมากมายของพี่ธิวผ่านเข้ามาในสมอง และไตร่ตรองดูว่าผมรู้สึกยังไงกับคำพูดเหล่านี้...คำพูดที่เหมือนกับคำสารภาพบาปและการอ้อนวอนขอร้องที่ไม่เคยทำต่อหน้าผมเลยสักครั้ง แต่กลับมาพูดทุกอย่างในตอนนี้ และเขาก็คงไม่คิดจะพูดหลังจากนี้...หลังจากที่ผมลืมตาตื่นขึ้นมาด้วย
ผมควรจะเกลียดพี่ธิวต่อไปหรือควรจะรับฟังคำขอของเขาที่อยากให้ผมลืมเลือนทุกอย่างไปให้หมด แล้วเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเรากันใหม่...ความเกลียดที่มีมาหลายปีเพราะความไม่ชัดเจน ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเสียพี่ชายที่ผมรักและไว้ใจไป แต่ตอนนี้เขากลับมายืนอยู่ข้าง ๆ ผมและเอ่ยคำว่า ‘ขอโทษ’ พร้อมกับทุกอย่างที่พี่ธิวพยายามทำให้รู้ว่าเขายังเป็นพี่ธิวคนเดิม...พี่ชายที่มักจะช่วยเหลือและเสียสละอะไรมากมาย แต่ไม่เคยร้องขออะไรจากผมเลย...
พี่ธิวเป็นคนแบบนี้เสมอ...เป็นคนที่ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนสำคัญสำหรับเขา แต่หลังจากที่เกิดเรื่องคืนนั้น...เขาก็เปลี่ยนไปโดยที่ไม่มีคำอธิบายอะไรเลย มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกทรยศหักหลังและผมไม่สำคัญอะไรอีกแล้ว
แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด แม้ว่าสุดท้ายแล้วผมจะยังไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงของเรื่องราวในวันนั้น แต่มันยังสำคัญอยู่ไหม...เหตุผลที่พี่ธิวก็ไม่อยากเอ่ยถึงและผมก็อาจจะไม่จำเป็นต้องรู้อีกแล้วก็ได้ในเมื่อ...
...ผมก็รู้ดีอยู่แล้วในตอนนี้ว่ามีใครบางคน...ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย…
...พี่ชายของผม...
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??