เรื่อง เล่ห์กล ราคะ ยุทธภพ
ล้อรถม้าและเสียงฝีเท้าสัตว์พาหนะดังกึกก้องไปทั่วบริเวณหน้าประตูเมืองขนาดมหึมา กำแพงหินสูงตระหง่านที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของ 'นครฉางอัน' เมืองหลวงแห่งราชวงศ์ถังอันเกรียงไกร ท่ามกลางลมเหมันต์ที่พัดเอาเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวและเหลือง เมืองหลวงในยามนี้แม้ฉากหน้าจะดูสงบร่มเย็นและรุ่งเรืองอย่างถึงที่สุด ทว่าในเบื้องลึกกลับคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งความวุ่นวาย ราวกับเมฆดำที่กำลังตั้งเค้าก่อนพายุใหญ่จะมาเยือน
สาเหตุของความคึกคักที่ผิดแผกไปจากฤดูหนาวในปีก่อนๆ ก็คือ... ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จู่ๆ ก็มีเหล่าชาวยุทธและยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศ ทยอยเดินทางหลั่งไหลเข้ามาในเมืองหลวงอย่างไม่ขาดสาย บ้างก็มาเป็นกลุ่มสำนัก บ้างก็มาเป็นจอมยุทธพเนจรไร้สังกัด ข่าวลือเรื่อง 'จี้หยก' และสุดยอดวิชาในตำนาน ดึงดูดให้เหล่าผู้กระหายอำนาจมารวมตัวกันจนเมืองหลวงแทบจะลุกเป็นไฟ
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้โรงเี๊ยมและที่พักทุกแห่งในนครฉางอัน ไม่ว่าจะหรูหราระดับภัตตาคารใหญ่ หรือซอมซ่อระดับโรงเี๊ยมปลายแถว ล้วนถูกชาวยุทธจับจองจนเ็มแน่นขนัดไปหมด ชาวยุทธพเนจรหลายคนที่มีเงินทองแต่ไร้เส้นสาย ถึงกับต้องไปอาศัยนอนเบียดเสียดกันตามวัดวาอาราม ศาลเจ้าร้าง หรือแม้กระทั่งต้องกางเ็นท์นอนตากหิมะอยู่ในป่านอกกำแพงเมืองอย่างน่าเวทนา
ทว่า นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งของมังกรหนุ่ม ไป๋หย่งเจิ้ง... ก่อนที่เขาจะควบม้าออกจากสำนักคุ้มกันภัยเจิ้นเหว่ย กัวฉงเฟิงผู้เป็นประมุข (และเป็นผู้ทรยศที่กำลังหลอกใช้เขา) ได้มอบจดหมายแนะนำตัวฉบับหึ่ให้ติดตัวมาด้วย พร้อมกับกำชับว่าให้ไปหา 'สหายเก่า' ของตนที่เปิดโรงเี๊ยมอยู่ในเมืองหลวง
ไป๋หย่งเจิ้งขี่ม้าเหงื่อโลหิต โดยมีเสี่ยวฮวานั่งซ้อนท้ายเกาะเอวเขาไว้แน่น ร่างกายบอบบางของเด็กสาวซุกอยู่ใต้เสื้อคลุมหนังสัตว์ผืนใหญ่เพื่อหลบเลี่ยงลมหนาว ทั้งสองเดินทางฝ่าฝูงชนและเกวียนสินค้าเข้ามาในย่านการค้าที่จอแจ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าอาคารไม้สองชั้นขนาดย่อม ป้ายไม้เก่าๆ สลักชื่อโรงเี๊ยมเอาไว้ แขวนแกว่งไกวส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดตามแรงลม ที่นี่คือโรงเี๊ยมระดับกลางที่กัวฉงเฟิงแนะนำมา
เจ้าของโรงเี๊ยมแห่งนี้มีฉายาในวงการว่า 'หลิวหน้าเลือด'แค่ชื่อก็บ่งบอกถึงนิสัยที่เห็นแก่เงินและขูดรีดแขกอย่างหน้าด้านๆ เถ้าแก่หลิวเป็นชายวัยกลางคนที่มีหน้าตาอัปลักษณ์ผิดมนุษย์มนา ใบหน้าซีกซ้ายของเขามีรอยแผลเป็นจากไฟลวกจนเนื้อยับย่น ตาข้างหึ่เหล่ และฟันหน้าหลอไปสองซี่ ท่าทางของมันมักจะยืนลูบมือคำนวณกำไรอยู่หน้าเคาน์เอร์ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์เสมอ
ทันทีที่ไป๋หย่งเจิ้ง้าเท้าเข้ามาในโรงเี๊ยมพร้อมกับเสี่ยวฮวา เถ้าแก่หลิวที่กำลังไล่ตะเพิดจอมยุทธพเนจรกลุ่มหึ่ที่มาขอเช่าห้อง ก็หันมามองชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาและเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นด้วยสายตาประเมินค่า
"ที่พักเ็มหมดแล้วไอ้หนุ่ม! ถ้าไม่มีเงินก้อนโตมาวางกองตรงหน้า ก็ไสหัวไปนอนวัดซะ!" หลิวหน้าเลือดตวาดเสียงแข็ง
ไป๋หย่งเจิ้งไม่ได้ถือสาคำพูดหยาบคายนั้น เขา้าเดินอย่างสง่าผ่าเผยเข้าไปที่หน้าเคาน์เอร์ ล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อแล้วหยิบซองจดหมายประทับตราครั่งสีแดงของสำนักเจิ้นเหว่ย วางลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเถ้าแก่หน้าอัปลักษณ์
"ข้ามีจดหมายแนะนำจากท่านประมุขกัวฉงเฟิงแห่งกวางโจว" หย่งเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบกระด้างแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจ "ท่านลุงกัวบอกว่าท่านจะช่วยหาที่พักให้ข้าได้"
หลิวหน้าเลือดชะงักไปทันทีเมื่อได้ยินชื่อ 'กัวฉงเฟิง' มันรีบคว้าจดหมายฉบับนั้นมาฉีกออกอ่านอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาที่เหล่ของมันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ท่าทีหยาบกระด้างเย่อหยิ่งเมื่อครู่ จะแปรเปลี่ยนเป็นความนอบน้อมประจบประแจงราวกับเปลี่ยนหน้ากาก!
"โอ้! ที่แท้ก็เป็นหลานชายของประมุขกัวนี่เอง! แหมๆๆ ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ขออภัยที่คุณชายต้องมาเห็นกิริยาหยาบคายเมื่อครู่!" เถ้าแก่หลิวฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ รีบถูมือเข้าหากันอย่างพินอบพิเทา "ในเมื่อเป็นแขกวีไอพีของสหายรักข้า มีหรือที่ข้าจะปล่อยให้คุณชายต้องไปตากหิมะข้างนอก!"
มันหันไปตะโกนสั่งลูกจ้างเสียงดังก้อง "เสี่ยวเอ้อ! รีบไปเอาน้ำร้อนและหญ้าแห้งชั้นดี ไปปรนนิบัติม้าเหงื่อโลหิตของคุณชายที่หน้าร้านเดี๋ยวนี้! และเรียมอาหารเลิศรสขึ้นไปส่งที่ห้องด้วย!"
เถ้าแก่หลิวหันกลับมาฉีกยิ้มให้หย่งเจิ้ง "สวรรค์มีตากำหนดมาให้คุณชายโดยแท้! โรงเี๊ยมของข้าเพิ่งจะมีแขกคืนห้องไปเมื่อเช้านี้เอง... ตอนนี้เหลือห้องพักระดับกลางอยู่ 'เพียงห้องเดียว'เท่านั้นขอรับ! เชิญคุณชายและ... เอ่อ... แม่นางน้อยท่านนี้ ขึ้นไปพักผ่อนให้สบายใจเลยขอรับ"
ไป๋หย่งเจิ้งพยักหน้ารับ เขาวางก้อนเงินตำลึงลงบนโต๊ะเพื่อเป็นค่ามัดจำ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เสี่ยวฮวาเดินตามขึ้นบันไดไม้แคบๆ ไปยังชั้นสอง
ตลอดระยะเวลาหลายวันที่เดินทางรอนแรมฝ่าความหนาวเหน็บมาจากหุบเขากุยซาน จนมาถึงนครฉางอัน ความสัมพันธ์ระหว่างไป๋หย่งเจิ้งและเสี่ยวฮวาก็ได้รับการถักทอจนสนิทสนมกันมากขึ้นอย่าง้ากระโดด สำหรับเสี่ยวฮวาผู้มีชะตากรรมอาภัพและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง นางเคยวาดภาพว่าการตกเป็นสาวใช้ของบุรุษผู้ฝึกยุทธที่เ็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด คงหนีไม่พ้นการถูกกดขี่ข่มเหง ตบตี หรือแม้กระทั่งถูกบังคับให้เป็นเครื่องระบายความใคร่ยามค่ำคืน
ทว่า... สิ่งที่นางได้รับจากมังกรหนุ่มผู้นี้ กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง!
ไป๋หย่งเจิ้งแสดงความเป็น 'สุภาพบุรุษ' และวิญญูชนอย่างแท้จริงมาโดยตลอดการเดินทาง เขาไม่เคยใช้วาจาข่มขู่ ไม่เคยมองนางด้วยสายตาหยาบโลน และไม่เคยแตะเนื้อต้องตัวนางในเชิงชู้สาวเลยแม้แต่ปลายเล็บ ตรงกันข้าม เขากลับคอยดูแลเอาใจใส่นาง มอบเสื้อคลุมให้เมื่ออากาศหนาว แบ่งปันอาหารส่วนของเขาให้นางกินจนอิ่ม และให้เกียรตินางราวกับว่านางเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ หาใช่สาวใช้ก้นครัวที่ต้อยต่ำไม่ ความจริงใจและเกียรติยศที่เขาหยิบยื่นให้ ทำให้น้ำแข็งในใจของเด็กสาวขี้กลัวละลายลง และถูกแทนที่ด้วยความเทิดทูนบูชาอย่างสุดหัวใจ
เมื่อเสี่ยวเอ้อเปิดประตูห้องพักห้องเดียวที่เหลืออยู่ให้ ทั้งสองก็้าเข้าไปาใ ห้องพักมีขนาดไม่ใหญ่นัก พื้นปูด้วยไม้กระดานขัดมัน มีโต๊ะน้ำชาเล็กๆ ตั้งอยู่กลางห้อง เาผิงถ่านไม้ถูกจุดไว้จนอุ่นสบาย และมุมด้านในสุด มี 'เียงนอนไม้เนื้อแข็ง' ที่ปูด้วยฟูกผ้าฝ้ายหนานุ่ม ตั้งเด่นตระหง่านอยู่เพียงเียงเดียว!
ทันทีที่ประตูปิดลง เสี่ยวฮวาก็รีบวางห่อผ้าสัมภาระลงบนโต๊ะ นางไม่ยอมปล่อยให้ความเหนื่อยล้ามาครอบงำ สัญชาตญาณของการเป็นบ่าวรับใช้ผลักดันให้นางรีบกุลีกุจอเข้าไปจัดการปัดกวาดที่นอนและเรียมปรนนิบัตินายทันที
"นายท่านเดินทางมาทั้งวัน คงจะเหนื่อยล้าและปวดเมื่อยไปทั้งตัว... นายท่านนั่งพักที่เก้าอี้ก่อนนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวบ่าวจะลงไปยกน้ำอุ่นขึ้นมาให้ท่านเช็ดตัวและแช่เท้า จากนั้นนายท่านก็ขึ้นไปนอนพักผ่อนบนเียงให้สบายเถิดเจ้าค่ะ ส่วนบ่าว... บ่าวจะปูผ้าห่มนอนเฝ้าอยู่ที่พื้นหน้าประตูเองเจ้าค่ะ"
เสี่ยวฮวาเอ่ยด้วยรอยยิ้มซื่อๆ พลางทำท่าจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไปสั่งการเสี่ยวเอ้อ
ทว่า ไป๋หย่งเจิ้งกลับ้ามาขวางหน้าประตูเอาไว้ ชายหนุ่มส่ายหน้าเบาๆ แววตาของเขาจ้องมองเด็กสาวร่างเล็กที่ใบหน้าซีดเซียวจากการกรำศึกการเดินทางด้วยความเวทนา
"ไม่ต้องไป" หย่งเจิ้งเอ่ยเสียงเรียบแต่เด็ดขาด "เรื่องเรียมน้ำอาบและอาหาร ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเสี่ยวเอ้อในโรงเี๊ยมจัดการไป พวกเขาได้รับเงินค่าจ้างแล้ว เจ้าไม่ต้องเหนื่อยไปทำแทนพวกเขาหรอก"
เขาเดินไปที่เียงนอน ใช้มือตบลงบนฟูกผ้าฝ้ายนุ่มๆ สองสามครั้ง ก่อนจะหันมามองเสี่ยวฮวา "คืนนี้... เจ้าจงขึ้นไปนอนพักผ่อนบนเียงนี้ซะ ส่วนข้า จะเป็นคนปูผ้าห่มนอนที่พื้นเอง"
คำสั่งนั้นราวกับอสนีบาตฟาดลงมากลางวงสนทนา! เสี่ยวฮวาเบิกตากว้างแทบถลน ดวงตากลมโตสั่นระริกด้วยความตกใจและลนลาน นางรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน โบกไม้โบกมือวุ่นวาย
"มะ... ไม่ได้นะเจ้าคะ! จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร! บ่าวเป็นแค่สาวใช้ต่ำต้อย เป็นขี้ข้าขัดดอก จะให้บ่าวขึ้นไปนอนชูคอบนเียงนุ่มๆ แล้วปล่อยให้นายท่านผู้สูงส่งต้องไปนอนหนาวเหน็บอยู่บนพื้นกระดานแข็งๆ ได้อย่างไรกัน! หากผู้ใดล่วงรู้เข้า บ่าวคงถูกฟ้าผ่าตายเพราะเนรคุณเป็นแน่เจ้าค่ะ!"
ในยุคสมัยราชวงศ์ถัง การแบ่งแยกชนชั้นวรรณะนั้นรุนแรงและชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด บ่าวไพร่เปรียบเสมือนทรัพย์สินที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง การที่บ่าวจะไปนอนในที่ที่สูงกว่าเจ้านาย ถือเป็นการลบหลู่เกียรติและทำลายจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง ซึ่งเสี่ยวฮวาที่ถูกปลูกฝังเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่เด็ก ย่อมไม่อาจยอมรับได้
"เรื่องจารีตประเพณีบ้าบอพวกนั้น มันไม่สำคัญสำหรับข้าหรอก" หย่งเจิ้งถอนหายใจยาว พยายามอธิบายด้วยเหตุผล "เจ้าเป็นสตรี ร่างกายบอบบางและอ่อนแอ หนำซ้ำยังต้องมาทนความหนาวเย็นนั่งซ้อนท้ายม้าข้ามาตลอดหลายวัน หากเจ้าไปนอนบนพื้นไม้แข็งๆ ในคืนนี้ พรุ่งนี้เช้าเจ้าต้องล้มหมอนนอนเสื่อจับไข้หัวโกร๋นแน่ๆ... ส่วนข้า ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ มีกำลังาใและ 'ลมปราณ' คอยปกป้องร่างกาย ความหนาวเย็นหรือพื้นกระดานแข็งๆ ไม่อาจทำอันตรายข้าได้แม้แต่น้อย... ดังนั้น เจ้านั่นแหละที่สมควรนอนบนเียง"
"แต่... แต่นั่นมันก็ยังไม่ถูกต้องอยู่ดีเจ้าค่ะ!" เสี่ยวฮวายังคงดื้อดึง ขอบตาของนางเริ่มแดงเรื่อด้วยความกังวล "ไม่สำคัญว่านายท่านจะเป็นผู้ฝึกยุทธหรือไม่... แต่ความจริงก็คือ ข้าเป็นบ่าว ท่านเป็นนาย! หากนายท่านยืนกรานจะให้ข้านอนบนเียง ข้าก็ยอมคุกเข่าอยู่หน้าประตูทั้งคืนเสียดีกว่าเจ้าค่ะ!"
ไป๋หย่งเจิ้งเห็นท่าทีหัวรั้นและยึดติดกับธรรมเนียมของสตรีตรงหน้า ก็รู้ได้ทันทีว่าการใช้วาจาอธิบายด้วยเหตุผลคงไม่อาจสยบความดื้อดึงของนางได้ หากปล่อยให้นางเถียงต่อไป คืนนี้คงไม่ได้พักผ่อนกันทั้งคู่
มังกรหนุ่มจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผน เขาหรี่ตาลง นัยน์ตาสีเข้มฉายแววอันตรายและดุดันขึ้นมาในชั่วพริบตา แผ่กลิ่นอายคุกคามกดดันออกมาอย่างจงใจ!
"เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าเชียวรึ นังบ่าว?" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและเย็นเยียบจนน่าขนลุก
เสี่ยวฮวาสะดุ้งเฮือก ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารจำแลงที่แผ่ออกมาจากตัวนายหนุ่ม ความทรงจำอันน่ากลัวตอนที่เขาตัดหัวโจรป่าขาดกระเด็นผุดขึ้นมาในหัว นาง้าเท้าถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
"นะ... นายท่าน... ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ..." นางละล่ำละลักถามเสียงสั่น พยายามเดินถอยหนี
หย่งเจิ้งไม่ตอบ เขาสืบเท้า้าเดินต้อนนางเข้ามุมห้องอย่างช้าๆ ท่วงท่าของเขาสง่างามทว่าคุกคามประดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังต้อนลูกกวางน้อย เสี่ยวฮวาถอยร่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแผ่นหลังบางของนางชนเข้ากับกำแพงไม้ นางหมดทางหนี ได้แต่นืนตัวสั่นหลับตาปี๋ รอรับการลงทัณฑ์จากเจ้านาย
ทว่า แทนที่จะเป็นการตบตีหรือด่าทอ...
"ฟุ่บ! ฟุ่บ!"
นิ้วชี้และนิ้วกลางของหย่งเจิ้งที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณ พุ่งเข้าสกัดจุดที่บริเวณหัวไหล่และสีข้างของเด็กสาวอย่างรวดเร็วและแผ่วเบาปานสายลม!
เสี่ยวฮวาลืมตาโพล่งด้วยความตกใจ นางพบว่าร่างกายของตนเองแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ แขนและขาไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่นิ้วเดียว นางได้แต่นืนพิงกำแพงตาปริบๆ หายใจติดขัดด้วยความตื่นตระหนก
"นายท่าน! ทะ... ท่านทำอะไรบ่าว!" นางถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ เพราะแม้แต่เสียงก็เปล่งออกมาได้ยากลำบาก
"ในเมื่อเจ้าดื้อดึงไม่ยอมฟังคำสั่งดีๆ ข้าก็ต้องใช้วิธีบังคับ" หย่งเจิ้งคลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก แววตาดุดันเมื่อครู่มลายหายไป สวมทับด้วยความอ่อนโยนดังเดิม
เขา้าเข้าไปประชิดตัวนาง ช้อนสอดท่อนแขนแข็งแกร่งเข้าไปใต้ข้อพับเข่าและแผ่นหลังของเด็กสาว ก่อนจะอุ้มร่างที่ถูกสกัดจุดของนางขึ้นมาอย่างง่ายดายราวกับอุ้มปุยนุ่น
ใบหน้าของเสี่ยวฮวาซุกเข้ากับแผงอกกว้างที่เ็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ กลิ่นอายบุรุษเพศที่ผสมผสานกับกลิ่นเหงื่อจางๆ ลอยเข้าเะจมูกนางอย่างจัง ความใกล้ชิดสนิทสนมในระยะประชิดที่นางไม่เคยได้รับจากบุรุษใดมาก่อน ทำให้อุณหภูมิในร่างกายของนางพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เคยซีดเซียว บัดนี้แดงซ่านลามไปถึงใบหูและลำคอ!
ไป๋หย่งเจิ้งอุ้มร่างของสาวใช้มาวางลงบนฟูกนุ่มๆ บนเียงอย่างทะนุถนอม เขาจัดแจงดึงผ้าห่มผืนหนามาห่มคลุมให้ร่างของนางจนมิดชิดถึงปลายคาง
"หลับพักผ่อนซะ เด็กโง่... เจ้าเหนื่อยมามากพอแล้ว" เขากระซิบเสียงนุ่มนวลที่ข้างหูของนาง "อีกหึ่ชั่วยาม จุดสกัดก็จะคลายไปเอง ถึงตอนนั้นอย่าได้คิดลงมานอนที่พื้นอีกล่ะ มิเช่นนั้นข้าจะสกัดจุดเจ้าให้เป็นหุ่นไม้ไปจนถึงเช้าเลยทีเดียว"
พูดจบ หย่งเจิ้งก็เอื้อมมือไปดึงม่านผ้าแพรที่เสาเียงให้ปิดลง บดบังภาพสตรีที่นอนหน้าแดงซ่านอยู่บนเียงจนมิดชิด จากนั้นเขาก็หันไปหอบเอาผ้าห่มสำรองไปปูนอนที่พื้นไม้กระดานข้างๆ เียง ล้มตัวลงนอนอย่างเรียบง่ายและไม่เรื่องมาก
าใม่านเียงที่มืดสลัว... เสี่ยวฮวานอนเบิกตากว้างอยู่ภายใต้ผ้าห่มที่อบอุ่น ร่างกายของนางขยับไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้นางทรมาน... สิ่งที่ทำให้นางทรมานคือ 'หัวใจ'ของนางต่างหาก!
ดวงใจดวงน้อยๆ ของสาวใช้ก้นครัว บัดนี้กำลังเ้นกระหน่ำรัวเร็วประดุจกลองศึก! มันเ้นตึกตักๆ ไม่เป็นจังหวะจนนางแทบจะหายใจไม่ออก ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ผสมผสานระหว่างความซาบซึ้งใจ ความเอียงอาย และความหวั่นไหวอย่างรุนแรง กำลังตีรวนอยู่ในอกจนนางรู้สึกเหมือนตัวจะระเบิด นางไม่เคยถูกบุรุษใดปฏิบัติด้วยความอ่อนโยนและให้เกียรติอย่างแน่วแน่เช่นนี้มาก่อนในชีวิต...
ใบหน้าของนางร้อนผ่าวราวกับจับไข้ ริมฝีปากที่ถูกสกัดจุดเม้มเข้าหากันแน่น นางได้แต่นอนฟังเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของบุรุษที่นอนอยู่บนพื้นกระดานเบื้องล่าง ด้วยความรู้สึกที่ว่า... คืนนี้นางคงไม่อาจข่มตาหลับลงได้อย่างแน่นอน!
ทว่าความเหนื่อยล้าจากการเดินทางรอนแรมมาหลายวัน ประกอบกับความนุ่มสบายของฟูกผ้าฝ้ายชั้นดี ในที่สุดเสี่ยวฮวาก็เผลอหลับไปอย่างไม่รู้ตัว
แสงอรุณเบิกฟ้าสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกระดาษเข้ามาาให้องพักของโรงเี๊ยมหลิวหน้าเลือด เสียงจอแจของผู้คนในนครฉางอันเริ่มดังแว่วมาตามสายลมหนาวบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวันใหม่ ไป๋หย่งเจิ้งลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ร่างกายของมังกรหนุ่มที่ได้รับการโคจร 'ลมปราณบ่มตะวัน' ตลอดทั้งคืน ฟื้นฟูพละกำลังกลับมาจนเ็มเปี่ยม เขายันกายลุกขึ้นจากพื้นกระดาน บิดขี้เกียจเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองที่เียงนอน
ม่านเียงถูกเลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นร่างบอบบางของเสี่ยวฮวาที่กำลังงัวเงียตื่นขึ้นมา จุดสกัดที่หัวไหล่และสีข้างของนางคลายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ทันทีที่เด็กสาวชาวบ้านได้สติและตระหนักว่าตนเองนอนหลับสบายอยู่บนเียงของเจ้านายตลอดทั้งคืน ในขณะที่ผู้เป็นนายนอนอยู่บนพื้นไม้กระดานแข็งๆ ใบหน้าจิ้มลิ้มของนางก็พลันแดงซ่านขึ้นมาประดุจลูกตำลึงสุก นางรีบกระเด้งตัวลุกขึ้นจากเียงราวกับถูกน้ำร้อนลวก ลุกลี้ลุกลนจัดแจงเสื้อผ้าและผมเผ้าให้เข้าที่
"นะ... นายท่าน! บ่าวสมควรตายนัก! บ่าวเผลอหลับไปได้อย่างไรกัน!" เสี่ยวฮวารีบคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้างุดด้วยความรู้สึกผิดและเอียงอายอย่างถึงที่สุด "เมื่อคืนนายท่านอย่าได้ทำเช่นนั้นอีกนะเจ้าคะ... ท่านเป็นนาย บ่าวเป็นเพียงข้ารับใช้ต่ำต้อย การที่นายท่านลดตัวลงไปนอนพื้นแล้วให้บ่าวขึ้นไปนอนบนเียง มันผิดธรรมเนียมและผิดจารีตประเพณีอย่างร้ายแรง หากมีใครรู้เข้า บ่าวคงถูกประณามจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่เป็นแน่เจ้าค่ะ"
ไป๋หย่งเจิ้งมองดูท่าทีตื่นตระหนกของสาวใช้แล้วก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ ออกมา เขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับคำตักเือนเรื่องจารีตประเพณีของนาง ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้แล้วเอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของนางให้ลุกขึ้น
"ธรรมเนียมอะไรกัน ข้าไม่เห็นจะใส่ใจ เจ้าพักผ่อนเ็มอิ่มก็ดีแล้ว ร่างกายจะได้มีแรงเดินทางต่อ" หย่งเจิ้งตัดบทอย่างหน้าตาเฉย "รีบไปล้างหน้าล้างตาเถิด ข้าได้ยินเสียงท้องเจ้าร้องประท้วงแล้ว เราลงไปหาอะไรกินที่ชั้นล่างกันดีกว่า"
เสี่ยวฮวาอ้าปากค้างตั้งใจจะเถียงต่อเรื่องความไม่เหมาะสม แต่นายหนุ่มก็เดินนำหน้าออกจากห้องไปเสียแล้ว นางได้แต่ถอนหายใจยาวด้วยความจนใจ ปนเปไปกับความรู้สึกอบอุ่นในอกที่ถูกเขาเอาใจใส่ นางรีบล้างหน้าสางผมแล้วเดินตามแผ่นหลังกว้างของเขาลงบันไดไป
เมื่อลงมาถึงชั้นล่างของโรงเี๊ยม ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือความแออัดยัดเยียดของผู้คน โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมทุกตัวถูกจับจองโดยบรรดาชาวยุทธในชุดหลากหลายรูปแบบ เสียงพูดคุยโหวกเหวกโวยวายดังระงมไปทั่ว กลิ่นเนื้อย่าง กลิ่นสุรา และกลิ่นควันไฟตลบอบอวล โชคยังดีที่มุมหึ่ของโรงเี๊ยมติดกับริมหน้าต่าง มีโต๊ะว่างอยู่เพียงตัวเดียวที่เพิ่งมีแขกเช็คบิลลุกออกไป
ไป๋หย่งเจิ้งไม่รอช้า เขา้าเท้ายาวๆ ตรงไปที่โต๊ะตัวนั้นและทรุดตัวลงนั่งทันที เสี่ยวฮวาเดินตามมาติดๆ แต่นางไม่ได้นั่งลง นางกลับไปยืนสงบเสงี่ยมประสานมืออยู่ด้านหลังเก้าอี้ของหย่งเจิ้ง ตามธรรมเนียมของบ่าวรับใช้ที่ดีซึ่งจะต้องคอยยืนปรนนิบัติเจ้านายยามทานอาหาร
หย่งเจิ้งเหลือบมองสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลัง เขาดึงเก้าอี้ไม้ตัวข้างๆ ออกมาแล้วพยักหน้า "นั่งลงสิเสี่ยวฮวา ยืนอยู่ทำไม"
เสี่ยวฮวาส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน "ไม่ได้เจ้าค่ะนายท่าน บ่าวเป็นข้ารับใช้ จะให้นั่งร่วมโต๊ะอาหารเดียวกับเจ้านายได้อย่างไร บ่าวขอยืนรอปรนนิบัตินายท่านอยู่ตรงนี้แหละเจ้าค่ะ ถ้านายท่านทานเสร็จแล้ว บ่าวค่อยไปหาเศษอาหารในครัวกินทีหลังก็ย่อมได้"
"ข้าบอกให้นั่งลง" หย่งเจิ้งย้ำเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาจ้องมองนางอย่างจริงจัง
"บ่าวทำไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ!" เสี่ยวฮวายืนกรานเสียงแข็ง แม้จะกลัวเขาแต่นางก็ยึดมั่นในหน้าที่ "นี่คือธรรมเนียมที่บ่าวถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก นายท่านอย่าบังคับบ่าวเลยนะเจ้าคะ"
ในจังหวะนั้นเอง เสี่ยวเอ้อของโรงเี๊ยมที่วิ่งวุ่นหัวปั่น ก็รีบ้าเข้ามาที่โต๊ะพร้อมกับผ้าขี้ริ้วพาดบ่า มันเช็ดโต๊ะอย่างลวกๆ ก่อนจะฉีกยิ้มถาม "คุณชายท่านนี้รับอะไรดีขอรับ? เช้านี้โรงเี๊ยมเรามีซาลาเปาไส้เนื้อแกะ หมูหันย่างเาถ่าน และสุรานารีแดงรสเลิศเพิ่งเปิดไหใหม่ๆ เลยขอรับ!"
ไป๋หย่งเจิ้งละสายตาจากเสี่ยวเอ้อ หันไปมองเสี่ยวฮวาที่ยังคงยืนก้มหน้าประสานมือแน่น ชายหนุ่มยกแขนขึ้นกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบายๆ ทว่าคำพูดที่เปล่งออกมากลับสร้างความอึดอัดให้แก่คนฟังทั้งสอง
"ข้ายังไม่สั่ง" หย่งเจิ้งเอ่ยเสียงเรียบ "ตราบใดที่สาวใช้ของข้ายังไม่ยอมนั่งลงที่เก้าอี้ตัวนี้ ข้าก็จะไม่สั่งอาหารใดๆ ทั้งสิ้น"
เสี่ยวเอ้อชะงักไปทันที รอยยิ้มค้างเิ่งอยู่บนใบหน้า มันหันไปมองเสี่ยวฮวาที่ยืนหน้าซีดสลับกับมองชายหนุ่มผู้ดื้อรั้นด้วยความลำบากใจ ในยุคสมัยนี้การให้บ่าวร่วมโต๊ะเป็นเรื่องแปลกประหลาด แต่การที่แขกไม่ยอมสั่งอาหารก็ทำให้มันเสียเวลารับแขกโต๊ะอื่น
"เอ่อ... คุณชายขอรับ คือว่า..." เสี่ยวเอ้อพยายามจะพูดเกลี้ยกล่อม
แต่คนที่รู้สึกลำบากใจและอับอายที่สุดในเวลานี้คือ 'เสี่ยวฮวา' นางสัมผัสได้ถึงสายตาของชาวยุทธโต๊ะข้างๆ ที่เริ่มหันมามองดูความผิดปกติที่โต๊ะของพวกนาง บางคนก็ซุบซิบนินทา บางคนก็มองมาด้วยสายตาขบขัน ใบหน้าของเด็กสาวแดงก่ำไปถึงใบหู นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคุณชายรูปงามผู้สูงส่งท่านนี้ ถึงได้มีพฤติกรรมดื้อรั้นและแปลกประหลาดเช่นนี้ เขาไม่สนใจจารีตประเพณี และเอาแต่ใจตนเองเป็นที่ตั้ง
เสี่ยวฮวามองซ้ายมองขวาด้วยความเอียงอาย เมื่อเห็นว่าเสี่ยวเอ้อยืนเก้ๆ กังๆ และนายหนุ่มของนางก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมถอย นางรู้ดีว่าหากนางยังดื้อดึงต่อไป เขาคงจะนั่งกอดอกหิวตายอยู่ตรงนี้จริงๆ นางจึงได้แต่ถอนหายใจด้วยความพ่ายแพ้ ยอมขยับตัวเข้าไปนั่งลงบนขอบเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างเกร็งๆ ก้นของนางแทบจะไม่สัมผัสเ็มที่นั่งด้วยซ้ำ
"กะ... ก็ได้เจ้าค่ะ บ่าวยอมนั่งแล้ว นายท่านสั่งอาหารเถิดเจ้าค่ะ" นางก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาใคร
หย่งเจิ้งคลี่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เมื่อเห็นสาวใช้ยอมทำตาม เขาหันไปหาเสี่ยวเอ้อแล้วสั่งการ "เอาหมูหันย่างเาถ่านมาหึ่จานใหญ่ เนื้อแกะตุ๋นน้ำแดง ซาลาเปาสามเข่ง และสุรานารีแดงหึ่ไห... อ้อ แล้วก็เจ้า..." เขาพยักพเยิดไปทางเสี่ยวฮวา "อยากกินอะไรก็สั่งเสี่ยวเอ้อไปเสีย สั่งมาให้เ็มที่ ไม่ต้องเกรงใจเงินข้า"
เสี่ยวฮวาสะดุ้ง นางรีบส่ายหน้า "บะ... บ่าวขอแค่หมั่นโถวเปล่าๆ สองลูกกับน้ำชาอุ่นๆ ก็พอแล้วเจ้าค่ะนายท่าน" นางสั่งอาหารที่เรียบง่ายและราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้
เสี่ยวเอ้อจดจำรายการอาหารก่อนจะรีบวิ่งหายเข้าไปในครัว ทิ้งให้เจ้านายหนุ่มและสาวใช้นั่งร่วมโต๊ะกันตามลำพัง เสี่ยวฮวาเอาแต่นั่งบีบมือตัวเองด้วยความประหม่า นางทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องมานั่งอยู่ในระดับสายตาเดียวกับผู้เป็นนาย
ขณะที่พวกเขากำลังรออาหารอยู่นั้นเอง ท้องถนนเบื้องหน้าเหลาสุราก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมา ผู้คนมากมายต่างพากันแหวกทางและส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่ บรรดาชาวยุทธในโรงเี๊ยมหลายคนถึงกับลุกขึ้นชะเง้อคอมองออกไปนอกประตูหน้าต่าง
"นั่นไง! พวกนางมากันแล้ว!"
"สวรรค์! ช่างงดงามอะไรเช่นนี้ ดุจเทพธิดาจำแลงลงมาโดยแท้!"
"สมแล้วที่เป็นศิษย์สำนักกระบี่ทักษิณ! ไม่เพียงแต่วิชากระบี่ล้ำเลิศ แต่รูปโฉมยังหมดจดไร้ที่ติ!"
เสียงชื่นชมเซ็งแซ่ดังระงม ทว่าไป๋หย่งเจิ้งกลับไม่ได้ให้ความสนใจแม้แต่น้อย เขายังคงนั่งรินน้ำชาดื่มอย่างสงบเยือกเย็น ในขณะที่เสี่ยวฮวาก็เอาแต่ก้มหน้าด้วยความเอียงอาย ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองสิ่งใดรอบตัว
จนกระทั่ง... เสียงฝีเท้าที่เบาหวิวทว่าพร้อมเพรียงของคนกลุ่มหึ่ ได้้าข้ามีปะูเข้ามาาใโรงเี๊ยม บรรยากาศที่เคยเสียงดังโหวกเหวกก็พลันเงียบกริบลงไปถนัดตา ราวกับทุกคนถูกมนต์สะกด
ไป๋หย่งเจิ้งเผลอละสายตาจากถ้วยชา หันไปมองตามทิศทางที่ผู้คนจับจ้อง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือกลุ่มสตรีราวสิบกว่านาง พวกนางทั้งหมดแต่งกายด้วยชุดชาวยุทธสีขาวบริสุทธิ์ ชายกระโปรงยาวพลิ้วไหวตามจังหวะการ้าเดิน ที่เอวคอดกิ่วของแต่ละนางล้วนคาดสายรัดสีฟ้าอ่อน และมี 'กระบี่เรียวยาว' ฝักสีเงินประดับพู่ห้อยอยู่ บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของสำนักที่ชัดเจน
ในบรรดาสตรีชุดขาวเหล่านั้น มีสตรีนางหึ่ที่เดินนำหน้าสุดและดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หยุดชะงัก นางอยู่ในวัยสะพรั่งราวสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปโฉมของนางงดงามหมดจดประดุจภาพวาด ผิวพรรณขาวผ่องดั่งหิมะแรก คิ้วเรียวโก่งดั่งคันศร นัยน์ตากลมโตสุกใสทว่าแฝงไปด้วยความดื้อรั้นและแก่นแก้วอย่างปิดไม่มิด ริมฝีปากอวบอิ่มสีชาดเชิดขึ้นเล็กน้อยบ่งบอกถึงนิสัยที่ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก ความงามของนางโดดเด่นทะลุเหนือผู้คนทั้งหมดในที่แห่งนั้น
ไป๋หย่งเจิ้งหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อเห็นเครื่องแบบกระบี่สีขาวและสายรัดเอวสีฟ้า เขาก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จากตำราและคำบอกเล่าในยุทธภพที่เคยศึกษามา
กลุ่มสตรีชุดขาวกวาดสายตามองไปทั่วโรงเี๊ยมที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน คิ้วเรียวของพวกนางขมวดเข้าหากันด้วยความไม่พอใจเมื่อพบว่าไม่มีโต๊ะว่างเหลืออยู่เลยแม้แต่โต๊ะเดียว ทันใดนั้น สายตาของศิษย์สตรีสองนางก็ปะทะเข้ากับ 'โต๊ะริมหน้าต่าง' ซึ่งมีเพียงเด็กหนุ่มและสาวใช้นั่งอยู่แค่สองคน ในขณะที่โต๊ะนั้นสามารถนั่งได้ถึงสี่คน
สตรีทั้งสองนางกระซิบกระซาบกันเล็กน้อย ก่อนจะ้าเดินอาดๆ ตรงดิ่งมาที่โต๊ะของไป๋หย่งเจิ้ง ท่าทีของพวกนางเ็มไปด้วยความหยิ่งผยองและวางอำนาจ ราวกับมองผู้คนรอบข้างเป็นเพียงมดปลวก
"นี่! เจ้าพวกชาวบ้าน!" ศิษย์สตรีนางหึ่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง แววตาจ้องมองหย่งเจิ้งและเสี่ยวฮวาอย่างเหยียดหยาม "รีบลุกขึ้น แล้วยกโต๊ะตัวนี้ให้พวกเราเดี๋ยวนี้! ศิษย์พี่หญิงของข้าต้องการนั่งพักผ่อน พวกเจ้าไปหาที่นั่งมุมอื่น หรือไม่ก็ไสหัวออกไปซะ!"
เสี่ยวฮวาที่ได้ยินคำตวาดนั้น ร่างกายก็สะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในหุบเขากุยซาน ภาพของพวกโจรป่าที่ตะคอกสั่ง และภาพของความป่าเถื่อนตอนที่คุณหนูของนางถูกรุมทึ้งจับถ่างขาและถูกท่อนเนื้ออันน่ารังเกียจกระแทก เ-็ดเข้าใส่อย่างไร้ความปราณี พลันแล่นเข้ามาในหัวจนนางหน้าซีดเผือด ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว นางรีบขยับตัวลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณของการเป็นเบี้ยล่าง หวังจะสละที่นั่งให้พ้นๆ จากเรื่องราวขัดแย้ง
ทว่า ไป๋หย่งเจิ้งกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าอันหล่อเหลาของมังกรหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด เขาไม่ได้ขยับเขยื้อนลุกจากเก้าอี้เลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังหยิบป้านชาขึ้นมารินน้ำร้อนใส่ถ้วยอย่างเชื่องช้า ทำราวกับว่าสตรีชุดขาวที่ยืนข่มขู่กระบี่อยู่เบื้องหน้านั้น เป็นเพียงธาตุอากาศที่ไม่มีตัวตน!
"นี่เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร! ข้าสั่งให้พวกลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!" สตรีชุดขาวนางนั้นเริ่มมีโทสะเมื่อถูกเมินเฉย นางตวาดเสียงดังลั่นโรงเี๊ยม มือขวาขยับไปจับที่ด้ามกระบี่เรียมจะสั่งสอนไอ้หนุ่มชาวบ้านที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงตรงหน้า! สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นในพริบตา!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??