เรื่อง ปราบพยศคุณหนูจวนแม่ทัพ
ขบวนเิาของ้ามู่เิเคลื่อน่าทิวทัศน์ชนบท อันห่างไกลจากเมืองหลวงมากขึ้นทุกขณะ สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนจากทุ่งนา และหมู่บ้านเป็นเนินเขาสลับซับซ้อน และป่าโปร่งแสงแดดยามบ่ายแก่ๆ ทอสายลงมาอย่างอ่อนแรง แต่ไอร้อนจากพื้นดินยังคงระอุอยู่ ล้อรถม้าบดทับฝุ่นดินสีแดงละเอียด คลุ้งขึ้นเป็นม่านบางๆ ในอากาศ มีเพียงเสียงล้อรถ เสียงฝีเท้าม้า และเสียงลมพัด่าใบไม้เท่านั้นที่ดังอยู่เป็นระยะ สร้างบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเงียบสงบ หากแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
หากแต่ในความเงียบสงบนั้น มีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องขบวนรถม้าอยู่เงียบๆ จากระยะไกล พวกเขาคือกลุ่มคนในอาภรณ์สีเข้ม กลมกลืนไปกับเงาไม้และสันเนิน เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและเป็นระบบ พวกเขาคือ องครักษ์ฝีมือดีขององค์ชายใหญ่หลี่ซวน ซึ่งได้รับภารกิจลับให้สะกดรอยตาม ขบวนนี้มาตั้งแต่วันแรกที่ออกเิาจากฉางอัน เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของ้ามู่เิ เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าข่าวลือเรื่องความจำเสื่อมนั้นเป็นความจริงหรือไม่
ตลอดระยะเวลาหลายวันที่่ามา พวกเขาผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะยามเิา ยามหยุดพัก หรือยามค้างแรม พวกเขาได้เห็นคุณชาย้าผู้เคยปราดเปรื่อง มีไหวพริบ และสุขุมเยือกเย็น บัดนี้กลับแสดงท่าทีสับสน ถามคำถามไร้เดียงสา ตื่นเต้นกับเรื่องราวธรรมดารอบตัว เรียกขานผู้คนราวกับตนเองเป็นเด็กน้อย ทั้งยังหมกมุ่นอยู่กับการท่องจำตำราสำหรับเด็ก และพูดถึงความฝันในวัยเยาว์อยู่เสมอ
แม้กิริยาภายนอกส่วนใหญ่จะยังคงดูเรียบร้อยสมฐานะ แต่แววตา และความคิดที่แสดงออกมานั้น บ่งชัดถึงสภาวะจิตใจที่ไม่ปกติอย่างแน่นอน
บนเนินเขาที่มองเห็นขบวนรถม้าได้ชัดเจน หัวหน้าองครักษ์ในชุดสีเทาเข้ม หันไปกล่าวกับรองหัวหน้าที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยเสียงที่เบาแต่เด็ดขาด
“ครบกำหนดตามที่องค์ชายรับสั่ง จากที่เฝ้าดูมาหลายวัน... ไม่ผิดแน่ คุณชาย้าความจำเสื่อมไปแล้วจริงๆ มีสภาพไม่ต่างจากเด็กห้าขวบ”
รองหัวหน้าพยักหน้ารับ “ขอรับหัวหน้า ทุกพฤติกรรมล้วนยืนยันตรงกัน ไม่มีวี่แววว่าจะเป็นการเสแสร้งแม้แต่น้อย บัดนี้เขาไม่เป็นภัยต่อองค์ชายอีกต่อไปแล้ว”
“ดี!” หัวหน้าองครักษ์กล่าว
“เป้าหมายของเราสำเร็จลุล่วงแล้ว”
“ส่งสัญญาณให้ทุกคนถอนตัว กลับฉางอันเพื่อรายงานองค์ชายใหญ่โดยเร็วที่สุด!”
สัญญาณลับถูกส่งต่อกันไปอย่างเงียบเชียบ ร่างในชุดสีเข้มที่ซุ่มซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ พลันเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงราวกับภูตพราย พวกเขาถอนตัวออกจากตำแหน่ง ลบเลือนร่องรอยทุกอย่าง และ เลือนหายไปกับทิวทัศน์รอบด้านราวกับไม่เคยมีตัวตน ทิ้งไว้เพียงความเงียบ และความรู้สึกว่างเปล่าที่ผิดปกติในอากาศ
บนที่นั่งคนขับรถม้า เหล่าหยวน ยังคงกุมบังเหียนไว้อย่างมั่นคง สายตาจับจ้องไปเบื้องหน้า แต่ประสาทสัมผัสทั้งหมดกลับตื่นตัวเต็มที่ เขาสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของ ‘เงา’ เหล่านั้นมาตั้งแต่วันแรกที่ออกเิาแล้ว
แม้พวกมันจะระมัดระวังและรักษาระยะห่างเป็นอย่างดี แต่สัญชาตญาณของอดีตนายกองทหารม้าผู้กรำศึกมานาน ย่อมไม่อาจหลอกลวงได้ เขารู้สึกถึงสายตาที่คอยจับจ้อง สัมผัสถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในระยะไกล แต่เขาก็เลือกที่จะไม่แสดงท่าทีใดๆ ออกไป เพียงแต่เพิ่มความระมัดระวังในการเิา และการคุ้มกันคุณชายให้มากขึ้นเท่านั้น
และในบัดนี้... ความรู้สึกว่าถูกจับจ้องนั้นได้ หายไปแล้ว มันหายไปอย่างฉับพลันและหมดจดสิ้นเชิง ความเงียบสงบที่แท้จริง กลับคืนสู่เส้นทางเบื้องหน้า เหล่าหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยภายใต้หมวกสานที่ใช้บดบังใบหน้า
‘พวกมันไปแล้ว...’ เขาคิดในใจ ‘ตามติดอยู่หลายวันเพื่อเฝ้าดูอาการของคุณชายอย่างละเอียด แล้วก็ถอนตัวไปอย่างเงียบเชียบ...’
สมองอันเฉียบคมของเขาเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ‘จุดประสงค์คงเป็นการพิสูจน์ว่าคุณชายความจำเสื่อมจริงหรือไม่ตามข่าวลือ’
‘แต่เป็นคนของฝ่ายใดกัน? ฝ่ายที่ต้องการให้แน่ใจว่าคุณชายไม่เป็นภัยแล้ว หรือฝ่ายที่ต้องการยืนยันอาการ... เพื่อวางแผนขั้นต่อไป?’
ความคิดของเขาวกกลับไปถึงเหตุการณ์ในสนามตีคลี และรอยยิ้มอันเย็นชาขององค์ชายใหญ่ แม้จะไม่มีหลักฐาน แต่สัญชาตญาณของเขากู่ร้องว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา และการถอนตัวของเงามืดเหล่านี้ อาจไม่ใช่สัญญาณที่ดีเสมอไป มันอาจหมายถึงการยืนยันเป้าหมาย... และการเตรียมการสำหรับ ‘อุบัติเหตุ’ ที่แท้จริงที่อาจรออยู่เบื้องหน้า
เหล่าหยวนถอนหายใจเบาๆ มือที่กุมบังเหียนกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย เขาเหลือบมองไปยังรถม้าด้านหลังแวบหนึ่ง แววตาฉายประกายกร้าวขึ้นมาชั่วขณะ ก่อนจะกลับไปสงบนิ่งดังเดิม เขาหันไปส่งสัญญาณบางอย่างให้อาไค่ที่อยู่บนเกวียนสัมภาระอย่างแนบเนียน อาไค่พยักหน้ารับ แม้จะยังดูงงๆ เล็กน้อยก็ตาม
เส้นทางเบื้องหน้ายังคงทอดยาวต่อไป ท่ามกลางทิวทัศน์ที่ดูเหมือนจะงดงามและสงบสุข แต่สำหรับเหล่าหยวนแล้ว ทุกย่างก้าวต่อจากนี้ คือการเดินอยู่บนคมดาบที่ต้องอาศัยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อปกป้องคุณชายผู้ไม่รู้เดียงสา ที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ในโลกอันสงบสุขของตนเอง ให้รอดพ้นจากภยันตรายที่มองไม่เห็น...
…..
การเิาของ้ามู่เิยังคงดำเนินต่อไป บนเส้นทางหลวงที่ทอดยาว มุ่งหน้าสู่ทิศใต้ แม้จะ่าช่วงเวลาที่ถูกสะกดรอยตามมา แต่หลายวันที่่ามาก็ดูเหมือนจะปลอดภัยดี บรรยากาศภายในขบวนเิาค่อนข้างผ่อนคลาย ้ามู่เิยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านตำรา หรือซักถามสิ่งรอบตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถิงถิงคอยดูแลปรนนิบัติ อาไค่คอยระวังหลังอยู่บนเกวียนสัมภาระ ส่วนเหล่าหยวนยังคงทำหน้าที่สารถีด้วยท่าทีสบายๆ เช่นเคย
ทว่า ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ขบวนเิากำลังเคลื่อน่าหุบเขาที่เริ่มมีป่าทึบขึ้น สภาพอากาศก็พลันแปรปรวน ท้องฟ้าที่เคยสว่างกลับมืดครึ้มลงอย่างรวดเร็ว ลมกระโชกแรงพัดกรูเกรา่าช่องเขาเสียงดังหวีดหวิว เมฆฝนสีดำทะมึนตั้งเค้าทะมื่นน่ากลัว
“พี่ถิงถิง! ท้องฟ้าเปลี่ยนสี! ลมแรงจังเลยขอรับ!” ้ามู่เิในรถม้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวลเล็กน้อย มองออกไปนอกหน้าต่างที่เริ่มมีหยดน้ำเกาะพราว
“พายุฝนกำลังจะมาเจ้าค่ะ คุณชาย” ถิงถิงตอบ พลางเลื่อนปิดหน้าต่างลงเล็กน้อย “อยู่ในรถม้าปลอดภัยดีเจ้าค่ะ”
ไม่ทันขาดคำ -่าฝนขนาดใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมา ราวกับฟ้ารั่ว! เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคารถม้าดังสาดซ่า! ทัศนวิสัยด้านนอกพร่าเลือนไปในม่านฝนอันหนาทึบ ถนนดินเริ่มแฉะ และลื่นขึ้นทันที
ทันใดนั้นเอง! ท่ามกลางเสียงพายุฝนที่ดังกลบทุกสิ่ง! กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสีเข้มเกือบสิบคนก็กระโจนพรวดออกมาจากแนวป่าข้างทาง! พวกมันมีผ้าคลุมหน้าปิดบังใบหน้าเกือบมิดชิด ในมือถือดาบยาวเป็นประกายวาววับ ตั้งท่าคุมเชิงอยู่เบื้องหน้าขบวนรถม้า!
“หยุด! ส่งทรัพย์สิน และคนในรถม้ามา!” เสียงตะโกนห้าวหาญดังฝ่าสายฝน คำพูดนั้นผิดวิสัยโจรป่าทั่วไปที่มักมุ่งเน้นแต่ทรัพย์สิน!
ม้าเทียมรถทั้งสองตัวตื่นตกใจกับเสียงตะโกน และกลุ่มคนที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน มันส่งเสียงร้องฮี้ และเริ่มพยศไม่ยอมหยุดนิ่ง!
เหล่าหยวน ซึ่งกุมบังเหียนอยู่ ตระหนักถึงอันตรายในเสี้ยววินาที! แววตาที่เคยดู “เบิ่นๆ” บัดนี้แข็งกร้าว และคมปลาบ! สัญชาตญาณองครักษ์ตื่นตัวเต็มที่! นี่ไม่ใช่โจรป่าธรรมดา แต่คือมือสังหาร!
“อาไค่! ป้องกันด้านหลัง!” เหล่าหยวนตะโกนสั่งเสียงดัง พร้อมกับพยายามควบคุมม้าที่กำลังตื่นตระหนกสุดกำลัง
แต่กลุ่มมือสังหารไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว พวกมันสองสามคนพุ่งเข้าใส่เหล่าหยวนที่อยู่บนที่นั่งคนขับทันที! เหล่าหยวนชักแส้คู่ใจออกมาตวัดป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว เสียงแส้แหวกอากาศดังเฟี้ยวฟ้าว! แม้จะเสียเปรียบด้านอาวุธ แต่ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดของอดีตนายกองทหารม้าก็มิใช่ธรรมดา เขาสามารถต้านทานการโจมตีช่วงแรกไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
การต่อสู้เปิดฉากขึ้นอย่างรวดเร็วและชุลมุน ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำและเสียงฟ้าร้องคำรามเป็นระยะ อาไค่กระโดดลงจากเกวียน ใช้ท่อนไม้ใหญ่ที่คว้ามาได้ฟาดปะทะกับมือสังหารอีกกลุ่มที่พยายามจะเข้าถึงตัวรถม้า ด้วยพละกำลังมหาศาลของเขา ทำให้ฝ่ายตรงข้ามยังไม่อาจเข้าใกล้ได้ง่ายๆ
ภายในรถม้า ้ามู่เิ และถิงถิงถูกเหวี่ยงไปมาตามแรงกระตุกของรถม้าและเสียงต่อสู้ภายนอก
“กรี๊ดด! คุณชาย! จับแน่นๆ เจ้าค่ะ!” ถิงถิงร้องเสียงหลง พยายามกอดประคองร่างคุณชายไว้
“พี่ถิงถิง! ข้ากลัว! เสียงอะไรน่ะ! ใครทำอะไรท่านลุงหยวน!” ้ามู่เิร้องถามด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ตัวสั่นงันงก น้ำตาไหลอาบแก้ม
เหล่าหยวนต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่ด้วยจำนวนที่น้อยกว่า และต้องคอยระวังไม่ให้รถม้าเสียหายหนัก เขาก็เริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ มือสังหารคนหนึ่งอาศัยจังหวะที่เขาปัดป้องคมดาบ ฟันเข้าที่บังเหียนเส้นหนึ่งจนขาดสะบั้น!
“แย่แล้ว!” เหล่าหยวนอุทานในใจ
พอบังเหียนขาด การควบคุมม้าก็ยิ่งทำได้ยากขึ้น ประกอบกับความตื่นกลัวจากเสียงต่อสู้และพายุฝน ม้าทั้งสองตัวก็ตื่นตกใจอย่างรุนแรง มันสะบัดหัวอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะออกวิ่งเตลิดไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต!
“หยุดนะ! หยุด!” เหล่าหยวนพยายามดึงรั้งบังเหียนที่เหลืออยู่สุดกำลัง แต่ไม่อาจต้านทานแรงม้าที่ตื่นตกใจได้ รถม้าพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และแทนที่จะวิ่งตรงไปตามทางหลวง มันกลับหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน เตลิดเข้าไปในทางแยกสายเล็กๆ ที่เป็นทางลัดอันตรายข้างทาง!
“ไม่ได้! ทางนั้นมัน...” เหล่าหยวนร้องเสียงหลงเมื่อเห็นเส้นทางเบื้องหน้าคือทางดินแคบๆ เลียบหน้าผาสูงชัน!
รถม้ากระเด้งกระดอนไปบนเส้นทางขรุขระอย่างน่าหวาดเสียว ล้อข้างหนึ่งเริ่มลื่นไถลบนพื้นดินที่ชุ่มน้ำฝน เหล่าหยวนพยายามหักเลี้ยวสุดชีวิต แต่ทุกอย่างสายเกินไป!
ด้วยความเร็วสูง และการควบคุมที่เสียไป รถม้าทั้งคันพลันเสียหลัก พุ่งทะยานออกนอกเส้นทาง ตกจากขอบหน้าผาลงไปสู่หุบเหวด้านล่าง! เกวียนสัมภาระที่อาไค่พยายามเกาะเกี่ยวไว้ก็ถูกแรงดึงรั้งจนพลัดตกตามลงไปด้วย!
“ม่ายยยย!!!” เสียงร้องสุดท้ายของเหล่าหยวน และเสียงกรีดร้องของถิงถิงดังแว่วหายไปในสายฝน และอากาศธาตุ!
กลุ่มมือสังหารที่วิ่งตามมาถึงขอบหน้าผา มองลงไปยังเบื้องล่างที่มืดมิดและเต็มไปด้วยม่านฝน พวกเขาได้ยินเสียงกระแทกดังโครมครามอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะเงียบหายไป
“ตกหน้าผาไปแล้ว! สูงขนาดนี้ ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ไม่รอด!” หัวหน้ามือสังหารกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ฝนตกหนักขนาดนี้ พรุ่งนี้เช้าก็หาร่องรอยไม่เจอแล้ว” ลูกน้องคนหนึ่งเสริม
“ดี! งานสำเร็จลุล่วง! กลับไปรายงานนายน้อย้าได้!” หัวหน้าสั่ง ก่อนจะพาลูกน้องทั้งหมดล่าถอยหายไปในความมืดและสายฝนอย่างรวดเร็ว
ทว่า... เบื้องล่างในหุบเหวอันมืดมิดนั้น ชะตากรรมของ้ามู่เิ และผู้ติดตามกลับไม่ได้เลวร้ายถึงที่สุดอย่างที่มือสังหารคาดคิด!
รถม้าที่ร่วงหล่นลงมาด้วยความเร็วสูง ไม่ได้กระแทกพื้นหินโดยตรง แต่กลับตกลงไปบนดงเถาวัลย์ และไม้เลื้อยขนาดใหญ่ ที่ขึ้นปกคลุมหน้าผา และหุบเหวนั้นอย่างหนาแน่น เถาวัลย์เหล่านั้นซึ่งเหนียวแน่น และซ้อนทับกันเป็นร่างแหธรรมชาติ ได้ช่วยชะลอและรับแรงกระแทก ของรถม้าไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์!
แม้รถม้าจะแตกหักเสียหายอย่างหนัก และทุกคนภายในต่างได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกและตกจากที่สูง บ้างก็หมดสติ บ้างก็สะบักสะบอม แต่ก็นับว่าปาฏิหาริย์ ที่พวกเขาทั้งสี่คนยังคงรอดชีวิตมาได้!
ร่างของพวกเขาติดค้างอยู่กลางม่านเถาวัลย์อันรกทึบ ปลอดภัยจากสายตาของมือสังหาร และรอดพ้นจากความตายไปได้อย่างหวุดหวิด... รอคอยการฟื้นคืนสติ และการเผชิญหน้ากับชะตากรรมครั้งใหม่ในหุบเหวอันลึกลับแห่งนี้.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??