เรื่อง วิถีศัสตราไร้ลักษณ์ : The Formless Immortal Blade

ติดตาม
ตอนที่ 41: ปฐพีแดนเซียนอมตะ และกฎเกณฑ์แห่งผู้ล่า
ตอนที่ 41: ปฐพีแดนเซียนอมตะ และกฎเกณฑ์แห่งผู้ล่า
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

การก้าวข้ามผ่านรอยแยกของ 'กำแพงปราณโกลาหล' ไม่ใช่เพียงการเดินทางจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง แต่มันคือการข้ามผ่านเส้นแบ่งแห่งสัจธรรม ทิ้งความเปราะบางของจักรวาลเบื้องล่างไว้เบื้องหลัง และก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง 'แดนเซียนอมตะที่แท้จริง' หรือที่ตัวตนระดับสูงเรียกขานกันในนาม 'ดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล'

ทันทีที่ร่างของหลินเฟยหลุดพ้นจากกระแสน้ำวนของปราณโกลาหลสีเทา แสงสว่างสีเงินและสีทองที่บริสุทธิ์ถึงขีดสุดก็สาดส่องเข้ามากระทบประสาทสัมผัส แสงเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากดวงอาทิตย์หรือดวงดาว ทว่ามันแผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูของอากาศ ผืนดิน และแผ่นฟ้า มันคือ 'ปราณเซียนแท้จริง' (True Immortal Qi) ที่มีความหนาแน่นและหนักอึ้งกว่าปราณเซียนในสวรรค์ชั้นที่หนึ่งถึงหนึ่งล้านเท่า!

ตึง! กร๊อบ!

วินาทีที่ฝ่าเท้าของหลินเฟยสัมผัสกับผืนดินของมิติใหม่ แรงโน้มถ่วงระดับมหาศาลที่ไม่อาจจินตนาการได้ก็กดทับลงมาบนร่างของเขาทันที! มันไม่ใช่แรงโน้มถ่วงที่เกิดจากมวลของดวงดาว แต่มันคือ 'น้ำหนักของสัจธรรม' ที่กดทับลงมาเพื่อทดสอบสิ่งมีชีวิตทุกรูปนามที่บังอาจเหยียบย่างเข้ามาในดินแดนแห่งนี้ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขาซึ่งเป็นดินสีม่วงเข้มที่ดูธรรมดา กลับมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กไหลสวรรค์ในโลกเบื้องล่างนับหมื่นเท่า ร่างกายของหลินเฟยที่เพิ่งวิวัฒนาการจนถึงขีดสุดและมีผิวพรรณดุจหยกโปร่งแสง ถึงกับทรุดลงคุกเข่าข้างหนึ่ง กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นประดุจจะปริแตก

"อึก...! แรงกดดัน... ระดับนี้..."

หลินเฟยกัดฟันกรอด เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมขึ้นมาบนหน้าผาก นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เขาทำลายตำหนักนิรันดร์กาลที่เขารู้สึกถึงความหนักอึ้งทางกายภาพเช่นนี้ หากเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตแสวงมรรคา (Dao Seeking) จากเก้าสวรรค์เบื้องล่างหลุดเข้ามาที่นี่ ร่างกายและวิญญาณของพวกมันคงถูกแรงกดดันนี้บดขยี้จนกลายเป็นหมอกเลือดและสลายไปในเสี้ยววินาที ทว่า หลินเฟยไม่ใช่ตัวตนระดับนั้นอีกต่อไป

ทารกปฐมกาลในจุดตันเถียนของเขาที่บัดนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกาย ลืมตาสีเทาขึ้น รังสีของ 'ปราณปฐมกาล' ที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง ระเบิดออกจากรูขุมขนของหลินเฟย มันไม่ได้พุ่งไปต่อต้านแรงกดดันของสวรรค์ แต่มันใช้วิธี 'กลืนกินและปรับตัว' ปราณสีเทาค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่กระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ บังคับให้เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายผลัดเปลี่ยนและยกระดับตนเองเพื่อรองรับกฎเกณฑ์ของแดนเซียนแท้จริง

กระบวนการนี้เจ็บปวดแสนสาหัสประดุจถูกนำไปหลอมในเตาไฟนรก ทว่าหลินเฟยกลับเหยียดยิ้ม นัยน์ตาสีเทาประกายเงินทอแสงเจิดจ้า เขายันตัวลุกขึ้นยืนช้าๆ ต้านทานน้ำหนักของสัจธรรมจนแผ่นดินสีม่วงใต้เท้าเกิดรอยร้าวเล็กๆ ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ ร่างกายของเขาก็ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความรู้สึกหนักอึ้งมลายหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกถึงพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นและขีดจำกัดที่ถูกทำลายลงอีกครั้ง

"นี่สินะ... โลกของผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง"

หลินเฟยสูดลมหายใจลึก กลิ่นอายของปราณเซียนแท้จริงไหลทะลักเข้าสู่ปอด มันบริสุทธิ์และทรงพลังจนทำให้เขาตระหนักได้ว่า ทรัพยากรทั้งหมดที่เขาเคยแย่งชิงมาในมิติเบื้องล่างนั้น เป็นเพียงแค่เศษฝุ่นเมื่อเทียบกับอากาศธรรมดาๆ ในดินแดนแห่งนี้ เขาทอดสายตามองออกไปรอบด้าน ทัศนียภาพของแดนเซียนอมตะนั้นยิ่งใหญ่ตระการตาจนแทบจะทำให้จิตวิญญาณสั่นสะท้าน

เบื้องหน้าของเขาคือป่าดงดิบขนาดยักษ์ ทว่าต้นไม้แต่ละต้นไม่ได้มีความสูงแค่หลักสิบจั้ง แต่มันสูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็นยอด ลำต้นของพวกมันใหญ่โตราวกับภูเขาขนาดย่อม เปลือกไม้สลักเสลาไปด้วยลวดลายค่ายกลตามธรรมชาติที่ส่องแสงสีรุ้ง ใบไม้แต่ละใบมีขนาดเท่ากับทะเลสาบและปลดปล่อยปราณวิญญาณออกมาตลอดเวลา หญ้าที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดินมีความคมกริบยิ่งกว่ากระบี่ระดับสวรรค์ แม้แต่ก้อนหินธรรมดาก็อัดแน่นไปด้วยพลังงานที่สามารถทำลายทวีปเบื้องล่างได้

ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ใช่สีคราม ทว่ามันเป็นสีรุ้งที่หมุนวนช้าๆ มีดวงอาทิตย์สีทองคำสิบสองดวงลอยเด่นอยู่ตามทิศทางต่างๆ สาดส่องแสงที่ไม่มีวันมอดดับ และที่เส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น หลินเฟยสามารถมองเห็น 'ทวีปลอยฟ้า' ขนาดยักษ์นับพันแห่ง ที่แต่ละแห่งมีขนาดใหญ่กว่าโลกมนุษย์หลายสิบใบ ลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางทะเลหมอกสีเงิน

'ดินแดนแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่าที่จิตวิญญาณของเจ้าจะประเมินได้...' เสียงของจิตวิญญาณศาสตราดังก้องขึ้น 'จากข้อมูลที่เจ้าเคยค้นวิญญาณมา ที่นี่แบ่งออกเป็น 'เก้าเขตแดนเทพศักดิ์สิทธิ์' (Nine Great Divine Domains) และสถานที่ที่เจ้าเพิ่งก้าวเข้ามานี้ น่าจะเป็นเพียงชายขอบที่รกร้างที่สุดของ 'เขตแดนฟ้าบรรพกาล' (Desolate Azure Domain) ซึ่งเป็นเขตแดนที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาเก้าเขตแดน'

"แค่ชายขอบที่รกร้างที่สุด ยังมีพลังปราณหนาแน่นและแรงกดดันมหาศาลถึงเพียงนี้..." หลินเฟยพึมพำ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน "ข้าชักจะอดใจรอไม่ไหวแล้วสิ ว่าพวกตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนนี้ จะมีเลือดสีอะไร!"

โฮกกกกกกกกกก!

ทันใดนั้น เสียงคำรามที่กึกก้องและเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันดุร้ายก็ดังแหวกอากาศมาจากทิศทางของป่าขนาดยักษ์ เสียงคำรามนั้นทรงพลังจนทำให้อากาศรอบด้านบิดเบี้ยวเป็นคลื่นกระแทก ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ความสูงหมื่นจั้งหลายต้นสั่นไหวอย่างรุนแรงก่อนจะหักโค่นลงมาเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

ตู้มมมมม!

ร่างของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์พุ่งกระเด็นทะลุแนวป่าออกมา กระแทกเข้ากับพื้นดินสีม่วงห่างจากหลินเฟยไปเพียงไม่กี่ลี้ แรงกระแทกทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ ฝุ่นควันฟุ้งกระจาย เมื่อฝุ่นจางลง หลินเฟยก็มองเห็นต้นตอของเสียงคำราม

มันคือสัตว์เทวะที่มีรูปลักษณ์คล้ายสิงโต ทว่ามันมีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าภูเขา มีหัวถึงสามหัว แต่ละหัวมีแผงคอที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟสีน้ำเงิน เขี้ยวของมันแหลมคมดุจหอกสวรรค์ และที่กลางหลังของมันมีปีกค้างคาวขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะ รังสีพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของสิงโตสามหัวตัวนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่ามหาเทพบรรพกาลแห่งเก้าสวรรค์เสียอีก! มันคือสัตว์อสูรระดับ 'เซียนปฐมกาลขั้นต้น' (Early Primordial Immortal) ซึ่งเป็นขอบเขตเดียวกับหลินเฟยในปัจจุบัน!

ทว่า สัตว์อสูรที่ทรงพลังระดับนี้ กลับอยู่ในสภาพที่น่าสมเพช เลือดสีน้ำเงินเข้มไหลทะลักออกจากบาดแผลทั่วร่าง มันตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธแค้น ดวงตาทั้งหกดวงจ้องมองกลับไปยังทิศทางที่มันกระเด็นออกมา

ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!

วินาทีต่อมา ลำแสงสีรุ้งนับสิบสายก็พุ่งทะยานตามออกมาจากแนวป่า ปรากฏเป็นกลุ่มผู้ฝึกยตนในชุดหรูหราที่ขี่พาหนะสัตว์เทวะรูปร่างคล้ายกิเลนเกล็ดเงิน พวกเขาทั้งหมดสวมชุดคลุมไหมสวรรค์ที่ทอประกายระยิบระยับ สลักลวดลาย 'เมฆาสีทอง' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลชั้นสูง รังสีพลังของแต่ละคนล้วนอยู่ในระดับเซียนปฐมกาลขั้นต้น และบางคนก้าวเข้าสู่ขั้นกลางแล้ว!

ตรงกลางกลุ่ม คือชายหนุ่มรูปงามที่มีใบหน้าเย่อหยิ่งและหยิ่งผยองจนถึงขีดสุด มันสวมมงกุฎหยกม่วง ในมือถือพัดที่ทำจากขนนกศักดิ์สิทธิ์ รังสีพลังของมันแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม คือระดับ 'เซียนปฐมกาลขั้นปลาย' (Late Primordial Immortal) มันมองลงมาที่สิงโตสามหัวด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความดูแคลน ราวกับมองมดปลวก

"ฮ่าๆๆ! สิงโตเพลิงครามสามเศียร... แกหนีการตามล่าของ 'นายน้อยอวิ๋น' ผู้นี้ไม่พ้นหรอก!" ชายหนุ่มเย่อหยิ่งหัวเราะร่วน "กระดูกของแกเหมาะที่จะนำมาทำเป็นคันธนูให้ข้า ส่วนเนตรวิญญาณของแก ข้าจะนำไปมอบเป็นของกำนัลแก่ศิษย์พี่หญิง จงยอมศิโรราบและตายเสียดีๆ!"

"นายน้อยอวิ๋นช่างเก่งกาจยิ่งนัก! สัตว์อสูรระดับนี้ยังไม่อาจทนรับการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียวของท่านได้!" เหล่าผู้ติดตามและองครักษ์ต่างพากันประจบสอพลออย่างออกนอกหน้า

สิงโตสามหัวแผดเสียงคำรามด้วยความโกรธ มันอ้าปากทั้งสาม พ่นเปลวไฟสีน้ำเงินที่สามารถหลอมละลายมิติได้ พุ่งเข้าใส่กลุ่มของนายน้อยอวิ๋น ทว่านายน้อยอวิ๋นเพียงแค่สะบัดพัดขนนกเบาๆ พายุหมอกสีทองก็ปรากฏขึ้น กวาดล้างเปลวไฟสีน้ำเงินจนสลายหายไปในพริบตา ก่อนที่พายุหมอกนั้นจะพุ่งเข้ากระแทกร่างของสิงโตสามหัวจนมันกระเด็นลอยไปตกอยู่ห่างจากจุดที่หลินเฟยยืนอยู่เพียงไม่กี่ก้าว!

ตึง!

สิงโตยักษ์กระอักเลือดสีน้ำเงินออกมาคำโต มันพยายามจะลุกขึ้นแต่ก็สิ้นเรี่ยวแรง ดวงตาของมันมองมาที่หลินเฟยด้วยความหวาดระแวง ทว่าเมื่อมันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แปลกประหลาดและไม่ใช่ผู้คนของดินแดนนี้ มันก็ทำเพียงส่งเสียงครางแผ่วเบา

ในขณะเดียวกัน กลุ่มของนายน้อยอวิ๋นที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เพื่อปลิดชีพสัตว์อสูร ก็สังเกตเห็นการมีอยู่ของหลินเฟยในที่สุด

สายตาของเซียนปฐมกาลนับสิบคนจับจ้องมาที่เด็กหนุ่มผมสีเงินในชุดเกราะสีดำที่ขาดวิ่น พวกมันกวาดสายตาสำรวจกลิ่นอายของหลินเฟย ก่อนที่ความประหลาดใจจะเปลี่ยนเป็นความเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด

"หือ? ขยะจากมิติเบื้องล่างงั้นรึ?" นายน้อยอวิ๋นหรี่ตาลง มองหลินเฟยราวกับมองสิ่งปฏิกูล "รอยแยกของกำแพงโกลาหลถูกเปิดออกเมื่อครู่ เป็นฝีมือของหนอนแมลงเช่นเจ้านี่เอง เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเซียนปฐมกาลได้ ก็ริอ่านปีนป่ายขึ้นมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย"

"นายน้อย กลิ่นอายของมันสกปรกและต่ำต้อยยิ่งนัก! การที่มีพวก 'ผู้ทะยานฟ้า' (Ascenders) หลุดเข้ามาในเขตแดนของตระกูลอวิ๋น ถือเป็นเรื่องอัปมงคลยิ่ง ให้ข้าน้อยจัดการบดขยี้มันเพื่อชำระล้างสายตาให้ท่านเถิด!" องครักษ์ร่างยักษ์ผู้หนึ่งที่มีระดับเซียนปฐมกาลขั้นกลาง เอ่ยอาสาพลางชักดาบเล่มเขื่องออกมา

"ช้าก่อน..." นายน้อยอวิ๋นยกมือขึ้นห้าม มุมปากเหยียดยิ้มชั่วร้าย "พวกผู้ทะยานฟ้าแม้จะต่ำต้อยดุจสุนัข แต่พวกมันก็มักจะพกพาทรัพยากรทั้งหมดที่รวบรวมได้จากมิติขยะของพวกมันติดตัวมาด้วยเสมอ แม้จะเป็นแค่ของชั้นต่ำ แต่ก็พอจะเอาไปหลอมเป็นศิลาเซียนระดับล่างได้..."

นายน้อยอวิ๋นชี้พัดขนนกมาที่หน้าของหลินเฟย เชิดคางขึ้นสูง "ไอ้หนู! ถือว่าวันนี้เจ้าดวงดีที่ข้าอารมณ์ดี จงปลดแหวนมิติของเจ้าออกมามอบให้ข้าซะ จากนั้นก็คุกเข่าโขกศีรษะสาบานตัวเป็นทาสขุดเหมืองศิลาเซียนให้กับตระกูลอวิ๋นของข้าไปตลอดชีวิต แล้วข้าจะเมตตาละเว้นชีวิตอันไร้ค่าของเจ้าให้!"

คำพูดที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสและดูถูกเหยียดหยาม ดังก้องอยู่ในหูของหลินเฟย ทว่าเขากลับไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยวหรือตื่นตระหนก เขายังคงยืนเอามือไพล่หลัง สายลมของมิติเซียนพัดผมสีเงินของเขาให้พลิ้วไสว นัยน์ตาสีเทาลึกล้ำจ้องมองกลุ่มตัวตนที่เรียกตัวเองว่าเซียนชั้นสูงด้วยสายตาที่ว่างเปล่า... ว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูซากศพ

"พวกแก... เกิดและเติบโตในดินแดนที่มีปราณเซียนหนาแน่นเช่นนี้ตั้งแต่กำเนิดสินะ?" หลินเฟยเอ่ยปากเป็นครั้งแรก น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งอารมณ์ "ครอบครองทรัพยากรที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตในมิติเบื้องล่างนับล้านเท่า... แต่กลับพัฒนาได้แค่นี้? น่าสมเพชจริงๆ"

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ เหล่าองครักษ์และนายน้อยอวิ๋นต่างเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อหูตัวเอง พวกมันคือตัวตนที่สูงส่ง ผู้ทะยานฟ้าจากมิติเบื้องล่างที่พวกมันเคยพบเจอ ล้วนแต่ต้องคุกเข่าสั่นเทาและยอมจำนนแต่โดยดีเมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันและพลังที่ต่างชั้น ทว่าไอ้หนอนแมลงตรงหน้านี้ กลับกล้ากล่าววาจาสามหาวดูหมิ่นพวกมัน!

"บังอาจ! ไอ้ขยะมิติล่าง! แกกล้าดูหมิ่นนายน้อยอวิ๋นงั้นรึ! ตายซะ!"

องครักษ์ร่างยักษ์โกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ มันไม่รอคำสั่ง พุ่งทะยานร่างลงจากหลังกิเลนเงินด้วยความเร็วแสง ดาบเล่มเขื่องในมือที่อาบไปด้วย 'กฎเกณฑ์แห่งลมเซียน' ฟาดฟันลงมาที่ศีรษะของหลินเฟยหมายจะผ่าให้แยกเป็นสองซีก พลังของการฟาดฟันนี้ รุนแรงพอที่จะแหวกผืนดินของมิติเซียนให้เป็นรอยแยกได้!

หลินเฟยไม่หลบ เขาเพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ มือขวาของเขายื่นออกไปเบื้องหน้า

ฟุ่บ!

ศัสตราไร้ลักษณ์ในรูปลักษณ์ใหม่... 'ใบดาบแสงสีเทาปฐมกาล' ปรากฏขึ้นในฝ่ามืออย่างเงียบกริบ มันไม่มีรูปร่างที่แน่นอน เป็นเพียงเจตจำนงแห่งการลบล้างที่เข้มข้นที่สุด หลินเฟยไม่ได้ง้างดาบรับ เขาเพียงแค่ตวัดข้อมือขึ้นเบาๆ ประดุจการปัดแมลงวัน

"อนิจจา... พวกมดปลวกในดินแดนใหม่ ก็ยังคงมีนิสัยชอบเห่าหอนเหมือนมดปลวกในมิติเก่าไม่มีผิด"

ฉับ!

เส้นแสงสีเทาบางเฉียบพุ่งสวนขึ้นไป ปะทะกับดาบเซียนที่อัดแน่นไปด้วยกฎเกณฑ์แห่งลมขององครักษ์ร่างยักษ์ ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีการปะทะที่สั่นสะเทือนฟ้าดิน ดาบเซียนระดับสูงที่ถูกหล่อหลอมมานับหมื่นปี... ขาดสะบั้นออกเป็นสองท่อนราวกับทำจากกระดาษเปียกน้ำ!

"อะไร...!?"

ดวงตาขององครักษ์ร่างยักษ์เบิกกว้างสุดขีด ความตกตะลึงยังไม่ทันจางหาย เส้นแสงสีเทาก็ทะลวงผ่านดาบที่หัก พุ่งทะลุผ่านเกราะเซียนที่หน้าอกของมัน และผ่าร่างของมันตั้งแต่เป้ากางเกงขึ้นไปจนถึงกลางกระหม่อมอย่างเรียบเนียนที่สุด!

ซวบบบบบ!

ร่างขนาดยักษ์ชะงักค้างอยู่กลางอากาศเหนือหัวหลินเฟย เลือดสีทองคำที่ร้อนระอุและเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงตะวัน พุ่งกระฉูดออกมาเป็นสายฝน ร่างที่ถูกผ่าครึ่งตกลงกระแทกพื้นดังตึง! วิญญาณเซียนที่ซ่อนอยู่ในร่าง ไม่ทันได้หลบหนี ก็ถูกปราณปฐมกาลในเส้นแสงสีเทา 'ลบล้าง' จนสลายกลายเป็นความว่างเปล่าไปพร้อมกัน!

เซียนปฐมกาลขั้นกลาง... ถูกหนอนแมลงจากมิติเบื้องล่าง สังหารด้วยการปัดดาบเพียงครั้งเดียว!

ความตกตะลึงและหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจของกลุ่มตระกูลอวิ๋นในทันที นายน้อยอวิ๋นที่เคยหยิ่งผยอง บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด พัดขนนกในมือสั่นระริก มันมองดูซากศพขององครักษ์มือขวา สลับกับมองเด็กหนุ่มผมสีเงินที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างไร้รอยขีดข่วน

"แก... แกทำอะไรลงไป! แกใช้มนต์ดำอะไร! พลังนั่นไม่ใช่พลังของเซียน!" นายน้อยอวิ๋นตะโกนลั่น เสียงสั่นเครือ "ฆ่ามัน! รุมฆ่ามันเดี๋ยวนี้! มันเป็นมารร้ายที่ลักลอบเข้ามา!"

องครักษ์ที่เหลืออีกสิบกว่าคน แม้จะหวาดกลัว แต่ด้วยคำสั่งและกฎเกณฑ์ของตระกูล พวกมันไม่มีทางเลือก ต่างชักอาวุธเซียนและระเบิดพลังมรรคาในระดับเซียนปฐมกาลออกมาจนสุดกำลัง พลังธาตุต่างๆ ทั้งไฟ น้ำ ลม และสายฟ้า พุ่งเข้าโจมตีหลินเฟยจากทุกทิศทาง ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีสันแห่งการทำลายล้าง

"พวกแกคิดว่าจำนวนจะช่วยอุดช่องโหว่ของความอ่อนแอได้งั้นรึ?"

หลินเฟยแสยะยิ้มอำมหิต นัยน์ตาสีเทาทอประกายความบ้าคลั่ง นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้ลิ้มรสการสังหารหมู่แบบนี้! เขาไม่รอรับการโจมตี ทว่าเขากลับพุ่งทะยานสวนเข้าไปในดงมฤตยูด้วย 'วิชาก้าวพริบตาปฐมกาล' ร่างของเขากลายเป็นเงาสีเทาที่เคลื่อนที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของเวลาและพื้นที่!

"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์... ระบำปฐมกาลล้างมรรคา!"

ร่างของหลินเฟยวูบไหวปรากฏตัวขึ้นกลางวงล้อมของเหล่าองครักษ์ ดาบแสงสีเทาในมือถูกตวัดร่ายรำด้วยท่วงท่าที่งดงามทว่าแฝงไปด้วยความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกครั้งที่ดาบแสงสีเทาฟาดฟันออกไป กฎเกณฑ์มรรคาของการโจมตีที่พุ่งเข้ามาจะถูก 'ลบล้าง' ให้หายไปในพริบตา และวินาทีต่อมา คมดาบนั้นก็จะทะลวงผ่านเกราะเซียนและเรือนร่างของศัตรูอย่างหมดจด

ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ!

เสียงเนื้อถูกตัดขาดและเสียงกระดูกเซียนที่แตกสลายดังระงมไปทั่วบริเวณ เลือดสีทองคำสาดกระเซ็นย้อมผืนดินสีม่วงให้กลายเป็นทะเลเลือด แขน ขา และศีรษะของเหล่ายอดฝีมือระดับเซียนปฐมกาล ร่วงหล่นราวกับใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วง

"อ๊ากกกกก! ช่วยข้าด้วย! พลังของข้า... มันสลายไปหมดแล้ว!"

"มารร้าย! มันคือมารร้าย! ถอยเร็ว... อ๊อก!"

เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงม การต่อสู้... ไม่สิ มันไม่ใช่การต่อสู้ แต่มันคือ 'การสังหารหมู่' ฝ่ายเดียว! ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ องครักษ์ระดับเซียนปฐมกาลกว่าสิบคน ถูกหลินเฟยสับเป็นชิ้นๆ อย่างไร้ความปรานี ร่างกายและวิญญาณของพวกมันถูกปราณปฐมกาลกัดกินจนสลายหายไป ไม่เหลือแม้แต่โอกาสให้ไปเกิดใหม่

ท่ามกลาง-่าฝนเลือดสีทอง หลินเฟยสะบัดดาบแสงสีเทาเบาๆ เขาไม่ได้หอบเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย พลังงานจากวิญญาณเซียนที่ถูกสังหาร ถูกสูบดึงเข้าสู่จุดตันเถียนของเขา ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายในโลกใหม่นี้อย่างรวดเร็ว เขาก้าวเดินช้าๆ ย่ำลงบนซากศพ มุ่งหน้าไปหานายน้อยอวิ๋นที่เป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

นายน้อยอวิ๋นบัดนี้ตกใจกลัวจนเสียสติ มันล้มลุกคลุกคลานถอยหลัง กิเลนเงินพาหนะของมันก็หวาดกลัวจนหนีเตลิดไปแล้ว มันไม่เคยคิดฝันว่าหนอนแมลงจากมิติเบื้องล่าง จะกลายเป็นเครื่องจักรสังหารที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้

"ยะ... อย่าเข้ามานะ! ข้าคือนายน้อยแห่งตระกูลอวิ๋น! ตระกูลของข้ามีบรรพชนระดับ 'เซียนนิรันดร์' (Eternal Immortal) ปกครองเมืองอยู่! หากแกฆ่าข้า บรรพชนของข้าจะตามล่าแกไปจนสุดขอบจักรวาล!" นายน้อยอวิ๋นขู่ตะคอกด้วยเสียงสั่นสะท้าน น้ำหูน้ำตาไหลอาบหน้า

"เซียนนิรันดร์งั้นรึ? ฟังดูน่าสนใจดีนี่ ข้าจะได้มีเป้าหมายใหม่ให้ตามไปสับคอ" หลินเฟยหัวเราะในลำคอ เสียงเยียบเย็นดุจมัจจุราช

เมื่อเห็นว่าคำขู่ไม่ได้ผล นายน้อยอวิ๋นก็กัดฟัน ตัดสินใจดึง 'ไพ่ตาย' ออกมา มันล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบยันต์หยกสีทองที่สลักอักขระบรรพกาลออกมา มันบีบยันต์นั้นจนแตกละเอียด!

"บรรพชนช่วยข้าด้วย!"

ตูมมมมม!

พลังงานสายหนึ่งที่ทรงอานุภาพและเก่าแก่อย่างหาที่สุดไม่ได้ ระเบิดออกจากเศษยันต์หยก พลังนั้นก่อตัวขึ้นเป็น 'ร่างเงาจำแลง' ของชายชราผมขาวผู้หนึ่งที่มีกลิ่นอายของระดับเซียนนิรันดร์! แม้จะเป็นเพียงแค่ร่างจำแลงที่มีพลังแค่หนึ่งในร้อยของร่างจริง แต่แรงกดดันของมันก็ทำให้มิติรอบด้านปริแตกและพังทลาย!

"ผู้ใดกล้าบังอาจแตะต้องสายเลือดของข้า!" ร่างจำแลงบรรพชนอวิ๋นแผดเสียงคำราม นัยน์ตาจ้องมองมาที่หลินเฟยด้วยจิตสังหารอันรุนแรง มันยื่นมือออกไปเบื้องหน้า ก่อเกิดเป็นฝ่ามือมรรคาขนาดยักษ์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังลบล้าง พุ่งเข้าตบหลินเฟยหมายจะบดขยี้ให้แหลกเป็นจุล

"ท่านบรรพชน! ฆ่ามันเลย! มันฆ่าคนของเราหมดแล้ว!" นายน้อยอวิ๋นร้องดีใจอย่างบ้าคลั่ง คิดว่าตนเองรอดตายแล้ว

ทว่า หลินเฟยกลับไม่ได้ถอยหนี เขามองดูร่างจำแลงของเซียนนิรันดร์ด้วยความเฉยเมย

"ก็แค่เงาของพวกคนแก่ใกล้ตาย... อย่ามาเกะกะสายตาข้า!"

หลินเฟยยกศัสตราแสงสีเทาขึ้นเหนือศีรษะ ปราณปฐมกาลในร่างเดือดพล่านจนถึงขีดสุด เขาตวัดดาบฟาดฟันลงมาสุดแรงเกิด!

"สมดุลตัดสวรรค์... สะบั้นเซียน!"

ฉัวะะะะะะ!

คลื่นกระบี่แสงสีเทาขนาดยักษ์พุ่งแหวกมิติเซียนออกเป็นรอยแยกที่มืดมิด มันพุ่งเข้าปะทะกับฝ่ามือมรรคาของร่างจำแลงบรรพชนอวิ๋น ไม่มีเสียงระเบิด ทว่าฝ่ามือยักษ์นั้นกลับถูก 'ผ่าครึ่ง' อย่างราบรื่นประดุจตัดเนย คลื่นกระบี่ยังคงทะยานต่อไป ผ่าร่างจำแลงของเซียนนิรันดร์ตั้งแต่กลางกระหม่อมลงมาจนสุดปลายเท้า!

"อะ... อาวุธนั่น...! เป็นไปไม่ได้...! เจ้าคือ...!" ร่างจำแลงบรรพชนอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงอำนาจที่แท้จริงของศัสตราไร้ลักษณ์ ทว่าคำพูดของมันยังไม่ทันจบ ร่างเงาก็แหลกสลายกลายเป็นละอองแสงและระเหยหายไปอย่างสมบูรณ์แบบ!

การโจมตีเพียงดาบเดียว... ทำลายไพ่ตายคุ้มครองชีวิตของเซียนนิรันดร์ลงอย่างง่ายดาย!

"มะ... ไม่จริง... บรรพชน..." นายน้อยอวิ๋นช็อกจนวิญญาณหลุดลอย ร่างกายแข็งทื่อราวกับรูปปั้น ความหวังสุดท้ายถูกบดขยี้อย่างโหดร้ายต่อหน้าต่อตา

หลินเฟยใช้วิชาก้าวพริบตา ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้านายน้อยอวิ๋น มือซ้ายที่แผ่รังสีสีเทายื่นออกไปคว้าคอเสื้อของมัน ก่อนจะยกขึ้นเหนือพื้นดิน

"เวลาเล่นสนุกหมดแล้ว บอกทุกอย่างเกี่ยวกับโลกนี้มาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"

หลินเฟยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบรับ เขาใช้วิชา 'ค้นวิญญาณปฐมกาล' สอดแทรกพลังจิตวิญญาณอันรุนแรงของเขาทะลวงเข้าไปในสมองและวิญญาณของนายน้อยอวิ๋นโดยตรง! ความเจ็บปวดจากการถูกค้นวิญญาณนั้นเหนือล้ำกว่าการถูกเฉือนเนื้อนับพันเท่า นายน้อยอวิ๋นกรีดร้องโหยหวนจนตาเหลือก เลือดทวารทั้งเจ็ดไหลทะลัก ทว่าไม่อาจขัดขืนได้

ความทรงจำมากมายของอีกฝ่าย ไหลทะลักเข้าสู่สมองของหลินเฟย เขามองเห็นโครงสร้างที่แท้จริงของแดนเซียนอมตะ... 'เก้าเขตแดนเทพศักดิ์สิทธิ์' ที่ถูกปกครองโดย 'เก้ามหาจักรพรรดิโบราณ' เขตแดนที่เขาอยู่คือเขตแดนฟ้าบรรพกาล และห่างออกไปทางทิศตะวันออกราวสิบล้านลี้ มี 'นครจตุรทิศ' (Four Directions City) มหานครลอยฟ้าขนาดมโหฬารที่เป็นศูนย์กลางการค้าและขุมอำนาจของตระกูลอวิ๋นตั้งอยู่ ที่นั่นอัดแน่นไปด้วยทรัพยากร 'ศิลาเซียนแท้จริง' (True Immortal Stones) และวิชาเซียนระดับสูงมากมายที่เขาต้องการ เพื่อนำมาต่อยอดและวิวัฒนาการ 'วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์' ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นสำหรับการเอาชีวิตรอดและสังหารพระเจ้าองค์ต่อไป

เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการจนครบถ้วน หลินเฟยก็ดึงมือออก

"ขอบใจสำหรับข้อมูล นายน้อยอวิ๋น" หลินเฟยแสยะยิ้ม

"ขะ... ขอร้อง... ปล่อยข้าไปเถอะ..." นายน้อยอวิ๋นอ้อนวอนด้วยเสียงแผ่วเบา สภาพปางตาย

"ข้าปล่อยแกแน่... ปล่อยลงนรกไง!"

เป๊าะ!

หลินเฟยออกแรงบีบมือเพียงเล็กน้อย กะโหลกศีรษะและวิญญาณเซียนของนายน้อยอวิ๋นก็แหลกละเอียดคามือ ร่างไร้วิญญาณร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น หลินเฟยสะบัดมือไล่คราบเลือด เขาก้มลงปลด 'แหวนมิติ' จากนิ้วของศพ รวบรวมทรัพย์สินและศิลาเซียนทั้งหมดมาเป็นของตนเอง

เขายืนอยู่ท่ามกลางซากศพของเหล่าเซียนชั้นสูง กลิ่นคาวเลือดผสมผสานกับกลิ่นอายของปราณเซียนที่หอมหวน สิงโตสามหัวที่นอนบาดเจ็บอยู่ไม่ไกล มองดูเขาด้วยความหวาดกลัวและยำเกรง หลินเฟยปรายตามองมันเล็กน้อย แต่ไม่ได้ลงมือสังหาร เขาไม่สนใจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ เขาเก็บศัสตราแสงสีเทากลับเข้าสู่ร่างกาย

เด็กหนุ่มผมสีเงิน ทอดสายตามองไปทางทิศตะวันออก เส้นขอบฟ้าที่ไกลลับตาซ่อนเร้นมหานครที่เปี่ยมไปด้วยความมั่งคั่งและอันตราย

"นครจตุรทิศ... ตระกูลอวิ๋น... เตรียมตัวรับการมาเยือนของข้าได้เลย"

หลินเฟยสะบัดเสื้อคลุมสีดำ ร่างของเขากลายเป็นเส้นแสงสีเทา พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีรุ้ง มุ่งหน้าสู่การผจญภัยครั้งใหม่ การล่าสังหารและการแย่งชิงในแดนเซียนอมตะที่แท้จริง... ได้เปิดฉากขึ้นแล้วด้วยพายุเลือดที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง!

ตอนต่อไป
ตอนที่ 42: นครจตุรทิศเบิกฟ้า แ...

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา