เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 11
ภายในโถงถ้ำรูปทรงแปดเหลี่ยม แสงสลัวจากวัตถุบนแท่นหินสาดส่อง สะท้อนเรืองร่างอันอ่อนช้อย หญิงสาวค่อยๆเดินขึ้นบันใดแต่ละขั้นอย่างเชื่องช้าก่อนจะมาหยุดอยู่เบื้องหน้าวัตถุนั้น
“ผ้าแพรเหว่ยซาน” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับยื่นมือเรียวบางหยิบมันขึ้นมา กระแสพลังสีส้มแผ่ออกมาจากผ้าแพรคราหนึ่งคล้ายจะตอบรับผู้เป็นนายของมัน หญิงสาวยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเดินลงจากบันใดแล้วเลี้ยวไปยังประตูด้านหนึ่งของห้องโถง
ข้างในห้องที่แยกออกมาจากห้องโถงนั้นมิได้มีสิ่งอื่นใดประดับประดาแม้แต่น้อย ตรงกลางห้องมีแท่นหินขนาดกว้าง7ฟุต ยาว8ฟุต ผืนผ้านุ่มและหนาถูกปูพรมซ้อนกันหลายชั้น มีหมอนสองใบวางอยู่ ตรงกลางเตียงนอนมีเด็กชายร่างบางหลับตาสนิท มันนอนขดตัวคล้ายจะป้องกันความหนาวเหน็บภายในถ้ำ
หญิงสาวเดินมาหยุดที่ด้านข้างเตียงนอน ผ้าแพรในมือถูกโบกขึ้นไปกลางอากาศ พลันนั้นมันก็ขยายออกเป็นผ้าผืนใหญ่แล้วจึงร่วงโรยลงกลบกายเด็กชายอย่างแผ่วเบา หญิงสาวยิ้มขึ้นแล้วจึงซุกตัวมุดเข้าไปด้วยเรือนร่างอันเปลือยเปล่า
ค่ำคืนในถ้ำมืดมิดเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า หยุนเสวี่ยเฟิงจมลงสู่นิทราไปเนิ่นนาน ความอบอุ่นจากหญิงสาวที่โอบกอดมันดั่งผู้เป็นมารดาพาให้มันที่นอนขดตัวกลายมาเป็นนอนกอดเกี่ยว ใบหน้าของมันซุกเข้าในอ้อมอกของหญิงสาว
“หยุนเสวี่ยเฟิง..” ในขณะที่ห้วงนิทรากำลังดำเนินไป ซุ่มเสียงใสอันแผ่วเบากระทบกับห้วงจิตในส่วนลึก
“ใครกัน..” หยุนเสวี่ยเฟิงตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความฝัน ภาพที่มันได้เห็นนั้นพร่ามัว เบื้องหน้าของมันเป็นภาพใบหน้าของหญิงสาวที่ไม่ชัดเจน
“หยุนเสวี่ยเฟิง... “ หญิงสาวเบื้องหน้ากล่าว มือเรียวทั้งสองข้างของนางยื่นเข้ามาโอบสองแก้มของมันไว้
ทันทีทันใดนั้นเอง ภาพเหตุการณ์มากมายก็ปรากฏขึ้นภายในห้วงแห่งความฝันนี้ เหตุการณ์ต่างๆล้วนแล้วแต่ตัดสลับไปมา หยุนเสวี่ยเฟิงไม่สามารถจับต้นชนปลายอะไรได้ทั้งสิ้น ยิ่งมายิ่งรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆจนสุดท้ายภาพต่างๆมากมายพลันหยุดลง ปรากฏเป็นห้วงเหตุการณ์หนึ่ง
“ผลาญฟ้า.. บรรจบวาสนา..” เสียงสดใสของหญิงสาวสะท้อนขึ้นในห้วงความคิด
ภาพเบื้องหน้าหยุนเสวี่ยเฟิงแปรเปลี่ยนกลับกลายเป็นภาพผืนฟ้าสีแดงฉาน ดวงตะวันกลับกลายเป็นแสงทมิฬ เส้นแสงสีดำเล็ดลอดผ่านหมู่เมฆสะท้อนกับผืนธรณี ปรากฏเป็นสมรภูมิสงคราม ท่ามกลางกองซากศพมากมายนั้นมีร่างของชายหนุ่มยืนอยู่ เนื้อตัวของมันล้วนอาบย้อมไปด้วยโลหิต รอบกายของมันทอแสงสีแดงฉาน วงแหวนแสงที่อยู่ด้านหลังของมันปลดปล่อยกระแสพลังเป็นเส้นสาย สยายออกมาคล้ายเป็นปีกกว้าง
“ผลาญฟ้าบรรจบวาสนา!” หยุนเสวี่ยเฟิงสะดุ้งตื่นขึ้น มันตะโกนร้องลั่นห้องหิน ผืนผ้าสีส้มทอแสงที่ห่มกายของมันพลันถูกพลิกขึ้น
“มันเป็นเพียงฝัน..” ครั้นเมื่อตั้งสติได้แล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็สูดหายใจลึก มันมองไปรอบๆกายก็พบ่า บัดนี้มันได้มาอยู่ในห้องหินภายในโพรงถ้ำ
“ตื่นแล้วหรือ” ซุ่มเสียงใสกล่าวขึ้นภายในผืนผ้าห่ม ก่อนที่นางจะลุกขึ้นมานั่ง ผืนผ้าห่มนั้นถูกจับขึ้นมาปิดบังร่างกายอันเปลือยเปล่าของนางไว้
“พะ.. พี่ซานซาน!” หยุนเสวี่ยเฟิงตกใจ มันรีบลุกออกจากผืนผ้าห่มนั้น “ทำไมท่านถึงไม่ใส่อาภรณ์ แล้วข้า..”
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อลุกขึ้น มันก็สำรวจร่างกายตนเอง เมื่อพบ่าตัวมันยังคงมีอาภรณ์สวมทับอยู่ มันก็คล้ายจะโล่งใจ
“พี่สาวแค่ชอบนอนหลับเยี่ยงนี้ มันให้ความรู้สึกโล่งสบาย” เหว่ยซานยิ้ม
“ถึงอย่างนั้น ข้าก็เป็นชาย ท่านควรจะ.. เอ่อ.. ข้าขออกไปอาบน้ำก่อนนะ” หยุนเสวี่ยเฟิงน้ำเสียงตะกุกตะกัก เมื่อเห็น่าหญิงสาวบนเตียงคล้ายจะปล่อยชายผ้าห่มที่ปิดรั้งท่อนบนลงมา มันก็รีบเบือนหน้าหนีและรีบเดินออกจากห้องหินไป
“คิคิ” หญิงสาวหัวเราะเบาๆก่อนจะยกผืนผ้าห่มขึ้นคลุมกายแล้วลุกขึ้นเดินตามเด็กน้อยออกไป
ภายในห้องอาบน้ำใต้ผืนพิภพ แสงไฟสลัวจากหินเรืองแสงยังคงสาดสองกระทบไอหมอกที่เกิดจากความร้อนที่ร้อนกำลังดี หยุนเสวี่ยเฟิงนอนแช่น้ำอุ่นอยู่ในสระ ภายในห้วงภวังค์ความคิด ภาพความฝันก่อนหน้ายังคงวนเวียนเข้ามาแม้่าจะเป็นภาพจำอันเรือนราง แต่ความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้นกลับยังคงอยู่ไม่ขาดหาย
“เป็นอะไรหรือเสวี่ยน้อย” ซุ่มเสียงหญิงสาวปลุกหยุนเสวี่ยเฟิงขึ้นมาจากภวังค์ มันรีบลุกขึ้นนั่งทั้งยังหันหน้าไปอีกฟากเข้าหากำแพง
เหว่ยซานที่เดินตามเข้ามาภายในห้องอาบน้ำ นางเลิกผ้าคลุมออกลงกองบนพื้นก่อนจะก้าวลงไปยังอ่างน้ำอันอบอุ่นกลิ่นหอมของดอกไม้นาๆชนิดลอยเข้ามาแตะจมูกของหยุนเสวี่ยเฟิง ยังมิทันที่มันจะเอ่ยกล่าวอันใด แผ่นหลังของมันก็รู้สึกคล้ายกับมีแผ่นหลังของอีกคนมาแนบชิด
ภายในห้องอาบน้ำกลางถ้ำ เด็กชายและหญิงสาวนั่งแช่น้ำหันหลังชนกัน เหว่ยซานค่อยๆกวักน้ำอุ่นขึ้นมาลูบไล้ต้นคอของนางพลางรอคำตอบจากเด็กชาย
“ข้าฝันถึงบางอย่าง” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว
“ฝันหรือ.. ในโลกแห่งนี้ทุกชีวิตล้วนแต่ไม่มีความฝัน เพียงแต่่าจะมีครั้งหนึ่งที่จะได้รับรู้ถึง’วาสนา’ เจ้ามิต้องกังวลอันใด หา่าเวลานั้นมาถึง เจ้าจะสามารถเลือกได้่าจะยอมรับมันหรือไม่” เหว่ยซานกล่าว มือเรียวของนางยังคงกวักน้ำอุ่นรอบกายเข้าหาตัว
“วาสนาหรือ...” หยุนเสวี่ยเฟิงรำพัน บัดนี้อารมณ์ความรู้สึกที่ได้รับรู้ในห้วงความฝันได้หายไปแล้ว กลับกลายเป็นคำบางคำที่ผุดขึ้นในหัว
“ผลาญฟ้า บรรจบวาสนา” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวอย่างเลื่อนลอย หญิงสาวด้านหลังพลันหยุดชะงักค้าง มือเรียวงามในผืนน้ำคล้ายจะสั่นไหว ดวงตาของนางฉายแววสับสนอย่างใหญ่หลวง
‘เป็นไปไม่ได้.. เสวี่ยน้อยเป็นใครกัน’ เหว่ยซานคล้ายจะพึงระลึกได้ บัดนี้นางยังมิรู้่าเด็กชายมีรากเหง้ามาจากที่ใด
“จนถึงตอนนี้ พี่สาวยังมิรู้ เสวี่ยน้อยมาจากที่ใด พ่อแม่เจ้าเล่า?” เหว่ยซานเอ่ยถามคล้ายจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา
“ถ้าหา่าข้าไม่มีบิดามารดา พี่ซานซานจะเชื่อข้าหรือไม่? ข้าเพิ่งจะได้รับมอบนามเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว ท่านจะคิด่าข้าโป้ปดหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงแหงนหน้ามองเพดานถ้ำ ภาพของสองบุคคลคล้ายจะปรากฏขึ้นมาในม่านหมอก
“ไม่่าอย่างไร พี่สาวคนนี้จะลองเชื่อเจ้าสักครั้ง” เหว่ยซานกล่าวพร้อมกับยกมือเอื้อมไปด้านหลัง มือเรียวงามสัมผัสลูบหัวของเด็กชาย
หยุนเสวี่ยเฟิงได้ยินดังนั้น มันก็เริ่มเล่าเรื่องราวตั้งแต่ที่มันข้ามมิติมายังโลกแห่งนี้ เหตุการณ์ที่มันไปปรากฏตัวที่ชั้นในสำนักอาทิตย์เหมันต์ ตลอดจนถูกจับเข้ากรงขนส่งมายังถ้ำแห่งนี้
“มันช่าง.. เหลือเชื่อเกินไป” เหว่ยซานกล่าวพร้อมกับหลับตาลงคราหนึ่งก่อนจะพูดต่อ่า “แต่พี่สาวเชื่อเจ้า”
ได้ยินดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็ยิ้มออกมา บัดนี้มันคงจะสามารถเชื่อใจพญางูสาวนางนี้ได้อย่างจริงจัง ทางด้านเหว่ยซานเมื่อกล่าวจบนางก็ลุกขึ้นแล้วจึงเดินไปสวมผ้าคลุมตัวเดิม ก่อนจะออกจากห้องอาบน้ำไป ทิ้งไว้เพียงเด็กชายที่เอนกายนอนแช่น้ำแร่อีกครั้ง
เมื่อเหว่ยซานเดินออกจากห้องอาบน้ำ นางก็พบ่าเจี้ยนเหล่ยได้นั่งรออยู่ตรงบันใดเช่นวันก่อนหน้า นางยิ้มคล้ายจะทักทายก่อนจะเดินผ่านไป แต่ก่อนที่นางจะเข้าไปยังห้องแต่งตัวก็หันมากล่าวกับเจี้ยนเหล่ย่า
“เรามีเรื่องต้องคุยกันในบัดดล” เหว่ยซาน่าแล้วก็เดินเข้าห้องแต่งตัว
นางพญางูสาวใช้เวลาไม่นานนักก็ออกมาพร้อมกับชุดผ้าไหมสีส้มคล้ายวันก่อน ต่างกันตรงที่รอบเอวผูกไว้ด้วยผ้าแพรสีส้มที่กำลังทอแสงเรืองรอง นางพยักหน้าให้กับเจี้ยนเหล่ยคราหนึ่งก่อนที่ทั้งสองจะทะยานออกจากถ้ำไป
เทพกินเลนกับนางพญางูยักษ์กลับไปปรากฏกายอีกครั้ง บนยอดเขาจุดเดิมที่เคยสนทนาตอนค่ำ หญิงสาวเหม่อมองดวงอาทิตย์ที่กำลังเริ่มปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
“มีอันใด” เจี้ยนเหล่ยกล่าว สีหน้าของเหว่ยซานก่อนหน้านี้ดูมิสู้ดีนัก คล้ายกับ่านางมีเรื่องบางอย่างไม่สบายใจ
“เสวี่ยน้อยรับรู้ถึงวาสนาแล้ว” เหว่ยซานกล่าว ดวงตาสุกใสยังคงจ้องมองดวงอาทิตย์เบื้องหน้า
“วาสนาอันใด?”
“ผลาญฟ้า บรรจบวาสนา” เหว่ยซานกล่าวเน้นย้ำแต่ละคำ เจี้ยนเหล่ยที่ได้ฟังดังนั้นร่างกายก็เกิดการสั่นเทาขึ้นมาดวงตาของมันเบิกกว้าง มุมปากยกขึ้นคล้ายมีเรื่องน่ายินดีผุดขึ้นในหัวของมัน
“เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?”
“เป็นเช่นนั้น” เหว่ยซานยืนยัน หา่าเจี้ยนเหล่ยที่อยู่ด้านหลังของนางได้สบตา จะพบ่าแววตาของนางฉายแววความเศร้าโศก
“ข้าจะรีบไปเตรียมการ” เจี้ยนเหล่ยสีหน้ายินดีต่างจากหญิงสาว มันระเบิดพลังวิญญาณระดับ70ออกมาพร้อมที่จะเร่งเร้าให้ถึงขีดสุด สองเท้ากำลังตั้งท่าจะทะยานออกไป แต่ในขณะนั้นเอง เหว่ยซานก็หันกลับมาหามันด้วยแววตาที่ปรากฏหยาดน้ำตา
“เจี้ยนเหล่ย.. ถือ่าข้าขอร้อง ช่วยข้าสักครั้งได้หรือไม่?” เสียงใสกล่าวกังวาล เจี้ยนเหล่ยคล้ายจะรู้่าเป็นเรื่องอันใดมันถอดถอนหายใจแล้วจึงกล่าว่า
“ข้าให้เวลาเจ้า3ปี”
“ขอบคุณ” เหว่ยซานยิ้มทั้งน้ำตา เจี้ยนเหล่ยมิใช่ผู้ที่จะวางตัวต่อหน้าหญิงสาวที่ร่ำไห้ได้ถูก มันจึงกล่าวอำลาหญิงสาวแล้วทะยานร่างขึ้นไปบนฟากฟ้า
“จะใช้เวลาให้คุ้มค่า หรือจะใช้เวลาเพื่อทำใจ ล้วนแล้วแต่เจ้า” เจี้ยนเหล่ยกล่าวขึ้นขณะเหาะเหินภายในหมู่เมฆ ใจหนึ่งมันก็รู้สึกยินดีกับเรื่องที่ได้รับรู้ แต่อีกใจหนึ่งก็ยังคงเวทนาสหายของมัน เพียงแค่ชั่วข้ามคืน ผู้เศร้าโศกกลับกลายคล้ายจะสลับกัน
โลกแห่งเทียนฉิน กล่าวกัน่าผู้ใดที่ไขว่คว้าวาสนามาได้ ผู้นั้นจะต้องแลกด้วยสิ่งที่สมน้ำสมเนื้อ วาสนานั้นมิได้แบ่งแยกความชอบธรรมใดๆ มั่งมีอาจอับจนชั่วข้ามคืน ชีวีพลิกฟื้นอาจต้องตกตายอีกครา มีรัก..อาจย่อมมีจากสักวัน หากแต่เพียงคำ่า’วาสนา’ ล้วนแล้วแต่มีความหมายในทางที่ดี มีเพียงความนึกเห็นแก่ได้อย่างเดียวเท่านั้น ที่จะพาให้กลับกลายเป็นสิ่งที่เลวร้าย
“ความตายและบทวี คือวาสนาของเจ้าในตอนนี้” เหว่ยซานกล่าวพลางมองร่างของเจี้ยนเหล่ยที่หายลับขอบฟ้าไป“เป็นธรรมดาที่จะไม่มีผู้ใดยินดีกับความตายนัก”
“ส่วนวาสนาของข้า..ความรักและบทกวี ช่วยไม่ได้ที่เสวี่ยน้อยมีวาสนาเช่นนี้ อย่างนั้นข้าจะดื่มด่ำกับมันจวบจนเวลาสุดท้ายเท่าที่จะทำได้”
....
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อแช่น้ำร้อนจนหนำใจแล้ว มันก็ลุกขึ้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดเดิม ผมเผ้าของมันเปียกปอนแห้งยากอีกเช่นเคย การอยู่ในถ้ำนี้ย่อมเป็นธรรมดาที่สิ่งอับชื้นจะแห้งยาก มันเดินออกมายังห้องโถงแปดเหลี่ยมแต่กลับไม่มีผู้ใดอยู่ที่นี่
“พี่ซานซาน พี่เจี้ยนเหล่ย” หยุนเสวี่ยเฟิงร้องเรียก แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เด็กชายเดินมานั่งตรงบันใดกลางห้องโถง ดวงตาของมันสอดส่องผนังถ้ำไปมา
‘ข้าอยู่คนเดียวอีกแล้ว.. ในห้องมืดมิด’ ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวของเด็กชาย ลมหายใจของมันคล้ายจะเริ่มติดขัดแม้่าจะพยายามสูดหายใจเข้าแต่กลับไม่เป็นผล บรรยากาศรอบๆในตอนนี้ชวนให้มันเริ่มเป็นกังวล ความเงียบงันอันน่าหวาดกลัวเข้ามาเกาะกุมจิตใจให้เริ่มมืดลงเรื่อยๆ
“เสวี่ยน้อย!” แต่แล้วเสียงใสก็ดังขึ้นปลุกหยุนเสวี่ยเฟิง เบื้องหน้าของมันปรากฏดวงแสงสีส้มอันเรือนรางค่อยๆใกล้เข้ามา
“เสวี่ยน้อย ดูหน้าตาเจ้าซีดไป เป็นอันใด?” เหว่ยซานเมื่อเห็นอาการของเด็กชายก็รีบเข้ามาดูอาการ นางใช้สองมือเรียวกุมแก้มขาวนวลให้เงยหน้าขึ้น
“พี่ซานซาน” หยุนเสวี่ยขานชื่อดวงแสงที่ปรากฏสาดไล่ความมืดในใจของมัน เมื่อได้สติแล้วมันก็กล่าว่า “ข้าเพียงแต่.. กลัวการอยู่คนเดียว”
“เด็กน้อย.. ต่อไปนี้พี่สาวคนนี้จะไม่ให้เจ้าอยู่คนเดียวอีกแล้ว” เหว่ยซานแววตาเวทนา นางโอบกอดหยุนเสวี่ยเฟิงเข้าอ้อมอก
“พี่ซานซาน ข้าหายใจไม่ออก” หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้าซุกอยู่ในอ้อมอกเสียนานพลันเอ่ยกล่าว เป็นจริงอย่างที่มัน่าตอนนี้มันเริ่มจะหายใจติดขัดเพราะสิ่งที่กดทับใบหน้ามันไว้ เหว่ยซานเมื่อได้ยินดังนั้นก็ปล่อยเด็กชายให้เป็นอิสระ
“เมื่อครู่พี่สาวออกไปหาอาหารมา ดูสิ มีผลไม้เยอะแยะเลย” เหว่ยซาน่าแล้วนางก็โบกมือคราหนึ่ง ผลไม้นานาชนิดก็ปรากฏออกมาเป็นภูเขา
“พี่เจี้ยนเหล่ยเล่า เขาไปไหน?” แม้่าผลไม้ที่อยู่ตรงหน้าจะทำให้มันเริ่มหิว แต่เมื่อมองไปรอบๆกลับไม่พบอาจารย์อีกคนของมัน
“เจี้ยนเหล่ยจากไปทำภารกิจแล้ว คงอีกสักพักใหญ่ๆที่เขาจะกลับมา เห็นอย่างนี้เขาเป็นถึงอาจารย์ในราชวังเชียวนะ” เหว่ยซานกล่าว เป็นจริงดังที่นางกล่าว สหายของนางคนนี้ ครั้นเมื่อบรรลุระดับ70ได้ร่างกายมนุษย์แล้ว มันก็ออกตระเวนตามหาวาสนาของตนไปทั่วหล้าจนได้เป็นอาจารย์สอนวิชาในราชวัง
“ข้ายังมิได้กล่าวอำลา แต่ข้าก็สัมผัสได้ ่าอีกไม่นานเกินรอ เขาต้องกลับมาพบพวกเราอีก..” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวถึงี้มันก็นึกขึ้นได้ ก่อนหน้านี้ผู้มอบนามให้แก่มันได้บอ่าจะรอมันที่สำนักอาทิตย์เหมันต์
“เป็นอันใดหรือ” เหว่ยซานทำหน้าฉงน
“พี่ซานซาน ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องท่าน” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่มีความลังเลแม้แต่น้อยที่จะขอสิ่งใดจากหญิงสาว “ช่วยพาข้าไปส่งที่สำนักอาทิตย์เหมันต์ได้หรือไม่?”
คำขอของหยุนเสวี่ยเฟิงทำให้หญิงสาวใบหน้าแปรเปลี่ยน เวลาสามปีที่นางได้รับมา จะไม่มีความหมายในวันแรกนี้เลยแม้แต่น้อยเลยหรือ
“ส..เสวี่ยน้อยอยากไปจากที่นี่หรือ?” เหว่ยซานน้ำเสียงสั่นเทา สองมือเรียวจับไหล่ของเด็กชายเพื่อคาดคั้นคำตอบ
“พี่ซานซานไม่อยากให้ข้าไป?” หยุนเสวี่ยเฟิงเอ่ยถาม ใบหน้าของหญิงสาวพลันเริ่มเศร้าหมอง หยาดน้ำตาเริ่มไหลรินออกมา
“เสวี่ยน้อย.. เจ้าอยากให้พี่สาวทำอันใด เจ้าอยากได้สิ่งใด พี่สาวจะให้เจ้าได้สมหวัง.. ขอเพียงอยู่ี้นาน่านี้จะได้ไหม” หญิงสาว่าแล้วก็โอบร่างบางอีกครั้ง
“แต่พี่ซานซาน ข้าได้ให้สัญญากับสองท่านนั้นไว้แล้ว ข้ามิควรจะผิดสัญญา”
“เอาอย่างนี้สิ พี่สาวจะส่งสารให้เจ้า จากที่เจ้าเล่ามาก่อนหน้านี้ เจ้าเพียงแค่ส่งสารให้พวกเขาก็พอ ่าเจ้าอยู่สุขสบายดี” เหว่ยซาน่าแล้วก็ดึงเด็กชายมุ่งหน้าไปยังห้องอีกห้องหนึ่ง
ห้องที่แยกออกมาจากโถงแปดเหลี่ยมนี้เป็นห้องที่จัดวางชั้นหนังสือและกล่องสมบัติมากมายเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
“พี่ซานซาน ข้าหวัง่าท่านจะเข้าใจข้า..” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว มันเดินตามหญิงสาวที่เดินวนไปทั่วทั้งห้องคล้ายจะเสาะหาบางอย่าง
“อยู่นี่เอง” หญิงสาวมิได้สนใจคำกล่าวของหยุนเสวี่ยเฟิง เมื่อพบเจอสิ่งที่เสาะหาแล้ว นางก็ตรงมายังโต๊ะกลางห้องแล้วจึงคลี่ม้วนกระดาษที่นำออกมา
“นี่คือกระดาษส่งสาร เมื่อใช้พลังวิญญาณเสริมเข้าไปพร้อมทั้งนึกถึงจุดหมายปลายทาง มันจะส่งบันทึกสิ่งเราเขียนไปยังที่หมายภายในไม่กี่ชั่วยาม” เหว่ยซานคล้ายฝืนยิ้ม แต่หยุนเสวี่ยเฟิงก็ยังยืนยันคำเดิม
“เฮ่อ..” เหว่ยซานถอนหายใจ แล้วจึงกล่าว่า “เสวี่ยน้อย..เจ้าคงได้รู้แล้ว ผู้ที่สามารถอัญเชิญห้วงกวีได้ถึงขั้นที่สิบย่อมจะกลายเป็นที่แย่งชิงของยุทธภพ หา่าเจ้ายังคงคิดจะออกไป.. มิทราบ่าภายหลังจะนำสงครามมาสู่สำนักนี้”
สิ้นคำกล่าวของเหว่ยซาน หยุนเสวี่ยเฟิงก็ชะงักนิ่ง มันมิอาจจะปฏิเสธข้อโต้แย้งนี้ได้เลย แม้่ามันจะยังมิได้ออกท่องโลกกว้าง แต่ผู้คนที่มันได้พบปะ ล้วนแต่บอกกล่าวไปในทางเดียวกัน
‘แย่งชิงตัวข้า.. สงคราม’ หยุนเสวี่ยเฟิงนิ่งคิด จากนั้นมิต้องบอกกล่าวสิ่งใดอีก มือน้อยพลันจับพู่กันก่อนจะบรรจงขีดเขียนข้อความลงลนแผ่นกระดาษส่งสาร
เหว่ยซานที่ได้เห็นดังนั้น นางก็คลี่ยิ้มออกมา ภายในใจลอบถอดถอนหายใจ ข้อความในสาส์นนั้นเป็นข้อความสั้นๆเพียงไม่กี่บรรทัด หญิงสาวอ่านไปก็ยิ้มไป
“พี่ลู่หลิน พี่จินหยาง ข้าหยุนเสวี่ยเฟิงขอขอบคุณที่ได้มอบนามนี้ให้แก่ข้า แม้่าจะเป็นระยะเวลาอันสั้นที่เราได้พบพานหากแต่่ามันช่างเป็นช่วงเวลาอันมีค่าสำหรับข้า ท่านทั้งสองโปรดวางใจ ข้านั้นอยู่สุขสบายดีที่ไหนสักแห่ง.. หวัง่าพวกท่านจะเข้าใจ เหตุใดข้าจึงเร้นกาย วันข้างหน้าข้าจะไปเยี่ยมเยือนท่านทั้งสอง”
เมื่อเขียนจบแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็กางฝ่ามือทาบลงบนแผ่นกระดาษแล้วจึงแผ่คลื่นพลังวิญญาณลงไป หมึกที่ได้เขียนลงไปก็ค่อยๆจางหายไปจนหมดสิ้น
“เก่งมาก” เหว่ยซานกล่าวพร้อมกับลูบหัวเด็กชาย
“ตอนนี้ก็ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงแล้ว เสวี่ยน้อย..ต่อไปอาจารย์ซานซานคนนี้จะเป็นผู้ฝึกสอนเจ้าให้เก่งกาจเอง” ่าแล้วเหว่ยซานก็ฉุดแขนหยุนเสวี่ยเฟิงเดินออกจากห้องไป
‘สักวันพวกเราจะได้พบกันอีก’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้ม
จบตอน.
~แต่อยู่ี้นาน่านี้ ะไ้ไ~ พอดี่ายินเนี้พอดีเฉยๆ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??