เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
นที่ 20 เซียวเฉิงเฟย
“ข้าไม่รู้จักท่าน” หยุนเสวี่ยเฟิงสบัดแขนของชายหนุ่มแปลกหน้าออกไป ในวาบหนึ่งนั้นมันสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่ป้องกันไว้อย่างเบาบางของผู้ที่กอดคอมัน
“เฮ้..น้องชาย เจ้าก็เป็นผู้ใช้พลังวิญญาณ?” ชายหนุ่มเองก็เหมือนสัมผัสได้เช่นกัน มันมีสีหน้าแปลกใจมิใช่น้อย เพราะจากที่มันรับรู้ได้ ดูเหมือนหยุนเสวี่ยเฟิงจะมีระดับที่สูงกว่ามันเล็กน้อย
“หากว่าท่านไม่มีธุระอันใด ข้าขอตัวไปพักก่อน” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่อยากข้องเกี่ยวกับชายผู้นี้ มันหันกายเดินเข้าโรงเตี๊ยมในทันที
‘แล้วเราจะได้เจอกันอีกแน่น้องชาย’ ชายปริศนามองตามหยุนเสวี่ยเฟิงที่เดินเข้าโรงเตี๊ยม จากนั้นมันจึงออกไปจากตรงนั้น
ครั้นเมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงเห็นว่าชายปริศนาจากไปแล้ว มันก็ทดลองแผ่สัมผัสพลังวิญญาณออกเพื่อตรวจสอบรอบๆพื้นที่ในระยะสองช่วงตึกนี้ต่างก็ซุ่มซ่อนไปด้วยผู้ฝึกพลังวิญญาณมากมาย เพียงแค่ตรวจสอบผ่านๆมันก็รับรู้ได้แล้วว่าไม่มีผู้ใดที่มีระดับสูงกว่ามัน
‘คนเหล่านี้อาจจะอำพรางพลังไว้ได้’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิดดังนั้นมันก็เดินออกจากโรงเตี๊ยมไป หากจะว่าไปแล้ว เหว่ยซานมิได้มอบเงินทองสักแดงให้มันไว้ติดตัวใช้สอย คืนนี้มันจึงตั้งใจจะออกไปนอนกลางป่าด้านนอกตัวเมือง
ระหว่างทางนั้นมันก็ยังคอยสอดส่องรอบตัวพร้อมกับท่องเที่ยวชมสีสันโคมไฟไปด้วย หยุนเสวี่ยเฟิงใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามในการเดินทางออกมายังชายป่าด้านนอกเมือง เวลาในนนี้ก็ได้ล่วงเลยมาถึงกลางคืนเต็มตัวแล้ว
หนุ่มน้อยผู้หลงชอบแม่ลูกอ่อน มันกระโดดขึ้นปีนป่ายต้นไม้ใหญ่อย่างคล่องแคล่ว เผลอเดี๋ยวเดียว ตัวมันก็ขึ้นมาถึงกิ่งไม้ใหญ่ด้านบนแล้ว มันล้มตัวลงพิงกับตัวต้นไม้ ทอดสายตามองไปยังทิวทัศน์เบื้องล่าง
ดวงจันทราในคืนนี้ยังลอยเด่นชัด หมู่ดาวมากมายทอแสงระยิบระยับ เบื้องล่างเมื่อมองผ่านป่าทึบออกไป ยังคงมีเมืองเหว่ยตั้งอยู่ แสงสีจากโคมไฟหลากสีช่วยตกแต่งให้มันเด่นสะดุดตาไม่แพ้หมู่ดาวบนฟากฟ้า
“เฮ่อ..”
หยุนเสวี่ยเฟิงถอดถอนหายใจ คำว่า’ใจง่าย’คล้ายจะปรากฏขึ้นมาในหัวของมัน
“มิเคยหลงเมื่อหลงจึงได้หลง
ยามเมื่อหลงไม่รู้หลงคิดชอบพอ
ยามตัดใจมิหลงอยากเลิกหลง
แต่มันหลงเสียจนหลงในทางหลง”
ดวงแสงห้วงกวีจำนวนสี่ดวงปรากฏขึ้นวนเวียนรอบกายหนุ่มน้อย ครั้งนี้คล้ายว่าดวงแสงเหล่านี้จะเป็นสีชมพูอ่อนๆ มันถอดถอนหายใจอีกครั้ง แล้วเหม่อมองดวงแสงทั้งสี่เคลื่อนคล้อยไปรอบๆอย่างเชื่องช้า
‘พรุ่งนี้คงต้องหาทางหาเงินเสียก่อน จากที่พี่เสี่ยวซีเล่ามา การจะอยู่ในเมืองย่อมต้องมีเงินเป็นปัจจัยหลัก’ เมื่อคิดได้ดังนั้นมันก็เริ่มที่จะตั้งใจหลับ แต่อย่างใครๆต่างประสบพบเจอ การตั้งใจหลับนั้นจะหลับไม่ลง ท้ายสุดแล้วในห้วงภวังค์ความคิดก็ปรากฏภาพเหตุการ์ณหน้าโรงเตี๊ยมออกมา ครั้นเมื่อได้คิดพินิจให้ดีแล้ว มันก็เริ่มตระหนักถึงบางอย่างได้
“เป็นอย่างที่พี่เสี่ยวซีว่า ข้าเพียงมิรู้ว่าความรู้สึกในนนั้นคือมิตรภาพ หาใช่ความรักลุ่มหลงไม่” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อคิดได้ดังนั้นมันก็ยิ้มออกมา มันถอนหายใจโล่งอีกครั้งก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
ค่ำคืนนี้ยังคงหนาวเย็นเช่นคืนก่อน มันมิได้มีกองไฟคอยให้ความอบอุ่น แต่หยุนเสวี่ยเฟิงอาศัยพลังจากหัวงกวีขั้นที่สี่ที่เกื้อหนุนให้ร่างกายมันแข็งแรงขึ้น มันจึงขดตัวนอนหลับสนิทตลอดคืนได้ ดวงแสงห้วงกวีทั้งสี่ก็ค่อยเลือนรางจางหายไปตามสติของมันที่หลุดลอยออกไป
ภายในห้วงภวังค์แห่งการหลับไหล ครั้นจะว่าอยากหลับให้สนิท แต่เป็นธรรมดาของผู้อยู่ในนิทราที่มักจะมีสิ่งบางอย่างมารบกวนการพักผ่อนเสมอ
“หยุนเสวี่ยเฟิง..” เสียงปริศนาดังขึ้นภายในห้วงความฝันของหนุ่มน้อย
“ท่านอีกแล้ว?” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะจำได้ว่ามันเคยฝันถึงเด็กสาวนางหนึ่ง เพียงแต่ว่าบัดนี้เด็กสาวได้กลับกลายเป็นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับมัน แม้ว่าภาพของนางในความฝันจะพร่ามัวเสียจนไม่อาจพินิจให้ดีได้ แต่มันก็มั่นใจว่าเป็นอิสตรีคนเดียวกันที่มันเคยพบเจอในความฝัน
“และแล้วเจ้าก็ออกโบยบิน.. เช่นนั้นบทกวีนั้น.. ข้าจะรอเชยชม” หญิงสาวกล่าว
“ท่านเป็นใคร?” หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มฉุกคิดขึ้นมาว่าขณะนี้มันกำลังฝัน หากว่ารู้ว่าเป็นความฝัน ย่อมต้องตื่นจากฝันในทันที แต่เหตุการณ์นี้คล้ายว่ามันกำลังติดต่อกับผู้ใดผู้หนึ่งผ่านทางจิตเสียมากกว่า
“ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะพบเจอกันห้วงนี้ แล้วเราจะได้พบกันที่ไหนสักแห่ง” หญิงสาวมิได้สนใจคำถามของหนุ่มน้อย ภาพทิวทัศน์รอบตัวหยุนเสวี่ยเฟิงพลันเริ่มบิดเบี้ยว เป็นการบอกว่ามันกำลังจะตื่นขึ้นจากภวังค์
“เดี๋ยวก่อน!” หนุ่มน้อยพลันสะดุ้งตื่นจากความฝันทันที เหมือนกับครั้งก่อนที่มันรู้สึกตัวในขณะที่ร่างกายคล้ายจะละเมอเอื้อมมือออกไปยังด้านหน้า แต่แล้วมันก็ยังพบอีกว่ากิ่งไม้ที่เคยรองรับมันอยู่นั้นได้หายไป
“หวา..”
โครม โครม!
หนุ่มน้อยละเมอตกต้นไม้สูงกระแทกเข้ากับกิ่งไม้เบื้องล่างหลายชั้น ใบไม้กิ่งไม้น้อยใหญ่คล้ายจะฟาดเข้าหามันหลายครั้งหลายครา ในที่สุดมันก็ร่วงหล่นมาถึงพื้นหญ้าเบื้องล่าง
“อูย..” หยุนเสวี่ยเฟิงแสบระบมไปทั้งตัว แม้ว่าจะเป็นผู้ฝึกพลังวิญญาณ แต่ร่างกายนั้นหาได้แข็งแกร่งเกินมนุษย์ทั่วไปไม่ การร่วงหล่นครั้งนี้มันมิทันจะได้เกร็งพลังวิญญาณเสียด้วยซ้ำ สภาพร่างกายจึงได้ยับเยินเช่นนี้
หยุนเสวี่ยเฟิงใบหน้าบิดเบี้ยว มันยันกายลุกขึ้นก่อนจะโคจรพลังปราณธาตุไม้และน้ำเข้ารักษาบาดแผลและความเจ็บปวด หนุ่มน้อยยังพบอีกว่าการโคจรพลังปราณรักษานั้น ธาตุน้ำจะรักษาในด้านบาดแผลภายนอกและกล้ามเนื้อภายใน ส่วนธาตุไม้จะใช้รักษาส่วนของกระดูก
“เรียบร้อย”
หนุ่มน้อยเหวี่ยงแขนไปมา ก่อนจะลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย บรรยากาศในวันนี้คล้ายจะมีเมฆหนาบนผืนฟ้า คาดว่าอีกไม่นานนักจะมีฝนตกลงมา มันจึงรีบเร่งเดินทางเข้าเมืองทันทีเมื่อล้างหน้าล้างตาเสร็จ
ดูเหมือนว่าในช่วงเช้าของเหมืองเหว่ยนั้นจะมีความคึกคักเป็นพิเศษ ผู้คนต่างคล้ายเร่งรีบออกมาจับจ่ายใช้สอย เมฆฝนเริ่มมีท่าทีก่อตัวให้เห็นลางๆ หยุนเสวี่ยเฟิงเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า อาหารการกินตามรายทางส่งกลิ่นอันหอมหวนพาให้มันอดที่จะกลืนน้ำลายเสียมิได้
‘ข้าต้องหาเงิน จะทำอย่างไรหาเงินดี?’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งใช้ความคิดมากขึ้น มันก็ยิ่งหิวเร็วขึ้น ตลอดการเดินทางเข้าเมืองหลายวันมานี้ มันพบว่าป่าข้างทางเริ่มจะหาของกินได้ยากขึ้น เหล่าพืชผักที่นำมาปรุงอาหารคล้ายจะถูกเด็ดส่วนที่กินได้ออกไปเสียหมดแล้ว
‘จากข้อมูลที่มี การจะมีเงินได้ก็ต้องทำอาชีพ’ เมื่อคิดดังนั้นหนุ่มน้อยก็เริ่มมองหางานทันที ขั้นแรกสุดมันคงต้องรับจ้างเพื่อแลกอาหารเสียก่อน
หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งเดินก็ยิ่งเริ่มกระวนกระวาย การจะหางานรับจ้างแลกอาหารในวันที่ฝนจะตก มันช่างมีความหวังที่ริบหรี่เหลือเกิน ครั้นเมื่อเดินไปอีกสักระยะก็ได้มีชายหนุ่มผู้หนึ่งมาตบบ่าของมัน
“เจอกันอีกแล้วนะน้องชาย” ชายหนุ่มปริศนากล่าวทักทายพร้อมกับตบบ่าจากด้านหลัง หยุนเสวี่ยเฟิงพลันสะดุ้งรีบเกร็งพลังวิญญาณเข้าป้องกันตัว พร้อมกันนั้นก็บิดกายคว้าจับแขนของผู้ทักทายทันที
“โอย.. ใจเย็นๆก่อนน้อยขาย ข้ามาดี” ชายหนุ่มใบหน้าบิดเบี้ยวมองมือของหยุนเสวี่ยเฟิงที่บีบแรงขึ้นด้วยการเสริมพลังวิญญาณ
“ข้าขออภัย” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อพบว่าผู้มาทักทายมันนั้นเป็นชายหนุ่มเมื่อคืนก่อน มันจึงรีบปล่อยมือ
“ข้าไม่ถือสา การระวังตัวไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดี จะว่าไปแล้วเจ้าก็เป็นผู้ใช้พลังวิญญาณเหมือนกันนี่ ดูท่าแล้วระดับจะสูงกว่าข้าเสียด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มกล่าวพลางนวดแขนของมันที่ยังเจ็บปวดเพราะแรงบีบ
“แล้วท่านมีธุระอันใดกับข้า?” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะรู้สึกรำคาญชายหนุ่มผู้นี้ตั้งแต่พบเจอเมื่อคืนก่อน มีอย่างที่ไหนมาสอดรู้เรื่องของผู้อื่นกัน
“ข้าเพียงมาทักทายเจ้าเท่านั้น คนเราเมื่อมีวาสนาพบเจอกัน สมควรจะทักทายกัน” ชายหนุ่มว่าแล้วก็หัวเราะออกมาหยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นท่าทางของขายหนุ่มก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า ‘คนผู้นี้ช่างน่ารำคาญนัก’
“ผู้คนใช่ว่าวาสนาจะนำพา แต่เป็นผู้คนคิดเองเท่านั้น หากว่าคิดเยี่ยงนั้น ข้าเพียงเดินไปหาใครผู้หนึ่งแล้วกล่าวอย่างที่ท่านว่า คนผู้นั้นย่อมหัวเราะขำขันข้า” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวพลางถอนหายใจ ท้องก็หิวแล้วยังมาเจอคนประเภทนี้อีก มันเริ่มคิดที่จะสลัดชายหนุ่มผู้นี้ทันที
“หากท่านมาเพื่อทักทายเท่านั้นข้าขอตัว”
“โอ.. น้องชายใบหน้าคล้ายหญิงสาว เจ้าช่างใช้คำวาจาเสียดสีได้ดีกว่าผู้อื่นนัก” ชายหนุ่มผู้นี้มันมิได้โง่เง่า คำกล่าวของหยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อครู่ได้สอดแทรกการเย้ยหยันเป็นตัวขำขันในทางอ้อมให้แก่มัน มันจึงกล่าวสอดแทรกว่าหยุนเสวี่ยเฟิงเป็นผู้ใช้วาจากล่าวเสียดสีทางอ้อมคล้ายหญิงสาว
หยุนเสวี่ยเฟิงมิได้ใส่ใจกับคำกล่าวนัก มันรีบก้าวเดินจากไปทันที ดูท่าแล้วการรั้งรอสนทนากับชายหนุ่มผู้นี้จะเป็นการเสียเวลาไปเปล่าประโยชน์ แต่มนขณะนั้นเองท้องไส้ของหนุ่มน้อยก็เริ่มส่งเสียงลากยาวเสียจนผู้คนรอบข้างหันมาสนใจ ชายหนุ่มที่มองตามหลังมันไปเมื่อเห็นดังนั้นก็ตะโกนไล่ตามมาทันที
“หนึ่งมื้อ!” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้น หยุนเสวี่ยเฟิงได้ยินดังนั้นก็หันกลับมา
“ข้าจะเลี้ยงอาหารเจ้าหนึ่งมื้อ แลกกับการนั่งสนทนากับข้า”
หยุนเสวี่ยเฟิงขณะนี้ท้องไส้เริ่มบิด การที่มันถูกอาหารหลอกล่อเช่นนี้มีหรือที่หูมันจะไม่ผึ่ง แต่ชายผู้นี้ยังไม่รู้ว่าจะเป็นมิตรหรือผู้มีประสงค์ร้ายกับมันกันแน่ หนุ่มน้อยชุดน้ำเงินดำจึงคิดบางอย่างอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะกล่าวว่า
“ข้าเป็นชายและมิได้ชมชอบชายด้วยกัน”
“ข้าก็เช่นกัน น้อยชายอย่าได้เข้าใจผิดไป” ชายหนุ่มสีหน้าตกเล็กน้อย การถูกกล่าวถามเช่นนี้กับการกระทำก่อนหน้านี้ของมัน จะทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงเข้าใจผิดก็มิแปลก มันกระแอมวางมาดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า
“เชิญน้องชายตามข้ามา”
ชายหนุ่มว่าแล้วมันก็ออกเดินนำหยุนเสวี่ยเฟิงไป ทั้งสองเดินผ่านตรอกซอยน้อยในอยู่ไม่นานนักก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าร้านบะหมี่ราคาถูกข้างทาง
“เถ้าแก่ เหมือนเดิมสองที่!”
ชายหนุ่มพาหยุนเสวี่ยเฟิงมานั่งเก้าอี้ไม้ด้านข้าง บนโต๊ะเก่านั้นมีเพียงเครื่องปรุงที่คล้ายจะขึ้นราแล้วประดับอยู่ ไม่นานเกินรอ บะหมี่ร้อนๆยามเช้าก่อนฝนตกก็มาวางอยู่เบื้องหน้าทั้งสอง
“เชิญน้องชาย.. ร้านนี้ข้าเป็นขาประจำ ถึงจะดูไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่นัก แต่รสชาตินั้นบอกได้เลย เครื่องปรุงขึ้นรา!” ชายหนุ่มว่าแล้วก็ลงมือกินบะหมี่เบื้องหน้าทันที
“เครื่องปรุงขึ้นรา?” หยุนเสวี่ยเฟิงสงสัย เป็นอย่างที่ชายหนุ่มกล่าว เครื่องปรุงบนโต๊ะนั้นได้ขึ้นราหมดแล้ว แต่มันจะเกี่ยวข้องกับรสชาติได้อย่างไร
“ก็อร่อยแบบไม่ต้องปรุงยังไงล่ะ!” ชายหนุ่มกล่าวทั้งที่ยังมีอาหารอยู่ในปาก
หยุนเสวี่ยเฟิงในนนี้ก็ทนหิวไม่ได้อีกแล้ว มันจึงจัดการกับบะหมี่เบื้องหน้าของมันบ้าง และเป็นอย่างที่ชายหนุ่มกล่าว‘อร่อยไม่ต้องปรุง’ มิได้เกินเลยแม้แต่น้อย บวกกับความหิวจนไว้บิด แม้แต่น้ำซุปสักหยดก็ยังไม่เหลือ
“ใบหน้าคล้ายหญิงสาว ท่าทางการกินก็ยังคล้ายหญิงสาว นี่เจ้าเป็นชายจริงหรือ?” ชายหนุ่มมองหยุนเสวี่ยเฟิงที่บัดนี้ได้ยกซดน้ำซุป แต่ท่าทางของมันมิได้คล้ายบุรุษที่กินอย่างมูมมาม
“เรื่องของข้า.. ขอบคุณที่เลี้ยง” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวห้วนๆ
“เราจะไม่แนะนำชื่อกันสักหน่อยหรือ? บิดาเจ้าผู้นี้ชื่อเซียวเฉิงเฟย เจ้าจะเรียกข้าว่าเฉิงเฟยก็ได้ เห็นอย่างนี้ข้าอายุสิบห้านะ”
“พรวด!”
หยุนเสวี่ยเฟิงที่กำลังดื่มน้ำพลันสำลักทันที มันไอน้ำหูน้ำตาไหลหลายครา ก่อนจะเหลือบมองไปยังเซียวเฉิงเฟยที่ใบหน้าเปียกปอน
“ทำไมเจ้าดูคล้ายจะอายุยี่สิบกลางๆ? ข้าชื่อหยุนเสวี่ยเฟิง อายุสิบห้าเช่นกัน” หนุ่มน้อยถามและบคำถามไปในตัว
“ใครๆก็ว่าหน้าข้าแก่ ส่วนเจ้าก็มีใบหน้าคล้ายหญิงสาว ก็แปลกเช่นกัน” เซียวเฉิงเฟยกล่าว มันคล้ายจะจำใจยอมรับปมรูปลักษณ์ของมันมานานแล้ว
“เจ้ามีจุดประสงค์อันใดกับข้ากันแน่?” หยุนเสวี่ยเฟิงในที่สุดก็กล่าวเข้าเรื่องทันที คงไม่มีผู้ใดช่วยเหลือมันโดยไม่หวังสิ่งบแทนอันใด อย่างที่เจี้ยนเหล่ยเคยสอนมันไว้
เซียวเฉิงเฟยเมื่อได้ยินดังนั้นมันก็กอดอกหลับตาคิดบางอย่าง หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นก็คิดอย่างเดียวคือ ‘มันผู้นี้ท่าทางช่างขัดหูขัดตาไปเสียหมด..’
“อย่ามัวโอ้เอ้ ข้ายังมีธุระที่ต้องทำ” หยุนเสวี่ยเฟิงรู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างแปลกประหลาด มันไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
“ก็ได้ๆ ธุระที่เจ้ากล่าวเมื่อครู่ ใช่ว่าเจ้าต้องการหาเงินอยู่ใช่ไหม?”
“เหตุใดเจ้าจึงรู้?” หยุนเสวี่ยเฟิงแปลกในไม่ใช่น้อย ด้วยการแต่งตัวของมันใช่ว่าจะเหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไปหากใครมองมันเพียงผิวเผินก็จะคิดว่ามันเป็นผู้มีอันจะกินในระดับหนึ่ง เพียงสละทรัพย์ที่มีติดตัวขายออกบ้างเล็กน้อยมันก็จะใช้ซื้ออาหารประทังชีวิตได้อีกเป็นปี
“น้องชาย.. แม้นว่าการแต่งตัวของเจ้าจะดูมีภูมิฐาน แต่การกระทำของเจ้าเมื่อครู่นเข้าเมือง มันได้บ่งบอกหมดแล้วมิหนำซ้ำเมื่อคืนเจ้ายังออกจากโรงเตี๊ยมไปนอนบนยอดไม้นอกเมือง” เซียวเฉิงเฟยวางมาดวิเคราะห์คล้ายกับผู้รู้ไปหมดทุกเรื่อง ท่าทีโอ่อ่าของมันยังสร้างความรู้สึกขัดหูขัดตาให้แก่หยุนเสวี่ยเฟิงเช่นเดิม
“เจ้าสะกดรอยตามข้า?” หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วกระตุก เมื่อคืนที่ผ่านมานั้น มันค่อนข้างจะมั่นใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่รอบๆบริเวณที่มันใช้หลับนอน
“ก็ไม่เชิงสะกดรอยตามนัก ข้าเพียงมองผ่านๆเท่านั้น” เซียวเฉิงเฟยกล่าวพร้อมกับหยิบกล้องส่องทางไกลรูปทรงโบราณออกมา หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นก็ถลึงตา การที่มันแผ่รัศมีพลังวิญญาณตรวจสอบรอบๆแล้วไม่พบผู้ใดนั้นเป็นเรื่องจริง แต่หากว่าโลกแห่งนี้มีนวัตกรรมเช่นนี้อยู่ บวกกับสายตาของผู้ฝึกพลังวิญญาณแล้ว มันก็ง่ายดายที่จะสอดส่องผู้ที่อยู่ไกลออกไปโดยไม่ให้ผู้นั้นรู้ตัว
“เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ จงบอกมาตามตรง” หยุนเสวี่ยเฟิงแววตาจริงจัง มันกล่าวถามน้ำเสียงเรียบ คำเตือนที่เจี้ยนเหล่ยเคยบอกมันล้วนแต่คล้ายจะเป็นจริง ในมือของมันที่ซุกอยู่ใต้โต๊ะเริ่มเกร็งพลังวิญญาณพร้อมที่จะใช้อาวุธออกมาจากมิติทันที
“ข้านั้นฉลาดเหนือผู้อื่นอยู่บ้าง ดูก็รู้แล้วว่าว่าเจ้าถูกชุบเลี้ยงโดยอสูร พลังวิญญาณจึงมีระดับที่สูงกว่าอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน”
เซียวเฉิงเฟยกล่าวด้วยท่าทีผ่อนคลาย ผิดกับหยุนเสวี่ยเฟิงที่บัดนี้เริ่มโคจรพลังวิญญาณเพื่อที่จะโจมตีแล้ว ความรู้สึกอันตรายคล้ายจะก่อเกิดเข้าควบคุมจิตของมันให้ระวังตัว แต่เซียวเฉิงเฟยก็ได้กล่าวต่อว่า
“จากที่ข้าสังเกตุเจ้าเมื่อคืนก่อน เจ้าเป็นผู้อัญเชิญห้วงกวีแน่นอน.. ข้าจึงอยากชักชวนมาเป็นสหาย”
ได้ยินดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงพลันค่อยๆลดการระแวดระวังลง ภายในใจพลันรู้สึกว่ามันระแวงเกินไปหรือไม่
“เจ้าต้องมีจุดประสงค์บางอย่างในการหยิบยื่นไมตรี”
“มันต้องมีอยู่แล้ว การจะเป็นสหายในคราแรกย่อมต้องมีจุดประสงค์ หากเพียงแต่หลังจากบรรลุแล้ว นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพ” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วด้านข้างกายของมันก็ปรากฏดาบใหญ่ยักษ์ขึ้นมา มันควงดาบด้วยมือเดียวคราหนึ่งก่อนจะปักลงพื้น สร้างแรงสั่นสะเทือนไปรอบๆบริเวณจนผู้คนตกใจหันมามอง หยุนเสวี่ยเฟิงก็ตกใจไม่แพ้กัน ด้านหลังของมันพลันปรากฏลิ่มศิลาแหลมคล้ายคมกระบี่จำนวน9เล่มปราก็ขึ้นด้านหลังของมัน
“เจ้าคิดจะทำอะไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงแววตาแน่วแน่ หากว่าบุรุษตรงหน้าเคลื่อนไหวอีกแม้เพียงเล็กน้อย มันจะสั่งลิ่มศิลาทั้งเก้าที่ลอยอยู่ด้านหลังพุ่งจู่โจมในระยะประชิดทันที อีกทั้งในมือของมันยังมีพัดกระบี่หยุนเฟิงที่มีปราณกระบี่ยืดยาวออกมา
หยุนเสวี่ยเฟิงและเซียวเฉิงเฟยต่างก็จ้องดวงตากันไม่ขยับเขยื้อนอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วก็เป็นฝ่ายขายหนุ่มหน้าแก่กว่าอายุที่ถอนหายใจพร้อมกับเก็บดาบยักษ์ ก่อนจะกล่าวว่า
“ข้าจะชักชวนเจ้าเข้ากลุ่มประลอง ในฐานะผู้อัญเชิญบทกวี”
“ทำเป็นยืดเยื้อวางมาดให้เสียเวลาไปได้!” หยุนเสวี่ยเฟิงรู้สึกมีโทสะ มันเก็บอาวุธที่เตรียมพร้อมต่อสู้เข้ามิติก่อนจะกล่าววางมาดเลียนแบบเซียวเฉิงเฟยว่า “เห็นแก่ที่เจ้าเล่นใหญ่ บิดาผู้นี้รับพิจารณาสักครั้ง”
“ดี! แต่ข้าว่ามาดนี้ไม่เหมาะกับเจ้า ได้โปรดอย่าเลียนแบบข้า” เซียวเฉิงเฟยกลั้นหัวเราะ หยุนเสวี่ยเฟิงผู้มีใบหน้าหมดจดคล้ายหญิงสาวบีดนี้กำลังวางมาดเลียนแบบมัน แต่กลับดูคล้ายจะมีความอ่อนหวานมากกว่าน่าเกรงขาม
“เราไปสนทนาที่อื่นกันเถิด ข้าไม่อยากเป็นเป้าสายตาผู้คนนัก” เซียวเฉิงเฟยกล่าวเสร็จก็ลุกขึ้น มันวางเงินบนโต๊ะไว้จำนวน10เหรียญทองแดงก่อนจะเดินนำหยุนเสวี่ยเฟิงออกไป
ครั้นเมื่อทั้งสองเดินจากร้านบะหมี่ไปได้ไม่ไกลนัก ก็พลันได้ยินเสียงตะโกนจากคนขายบะหมี่แว่วมา
“เห้ยไอ้หนุ่ม! ค่าบะหมี่ยี่สิบทองแดงโว้ย!”
เซียวเฉิงเฟยยิ้มเจื่อน มันไม่รั้งรอให้คนขายบะหมี่มาถึงตัว พลังปราณธาตุลมถูกผนึกไว้ที่สองเท้าก่อนจะดีดทะยานนำหน้าหยุนเสวี่ยเฟิงออกไป มันหันมากล่าวอีกด้วยว่า
“ข้ามีเงินเท่านี้!”
คนขายบะหมี่เห็นท่าว่าจะจับตัวสองหนุ่มไม่ได้แล้วมันจึงตะโกนออกมาเสียงดังกว่าเดิม
“ช่วยด้วยมีคนกินแล้วชักดาบ!”
หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อได้ยินยินดังนั้นมันก็หน้าซีด มีหรือที่มันจะรั้งรอให้ชาวประชาเข้ามาล้อมจับได้ มันรีบเร่งผนึกพลังปราณธาตุลมออกตัววิ่งทันที
เมืองหลวงอาณาจักรเทียนฉิน ภายในโรงน้ำชาอันเก่าแก่และเงียบสงบ บัดนี้ได้มีหนึ่งสตรีและบุรุษอยู่ด้านใน บริเวณกึ่งกลางโรงน้ำชายังมีชายชราที่ทำหน้าที่ชงชาให้แก่แขกผู้มาเยือน มันชงชาอันเป็นเอกลักษณ์ของทางร้านอย่างละเมียดละไมก่อนจะยื่นออกไปวางไว้ด้านข้ากู่ฉินสีขาวด้านหญิงสาว ก่อนจะกล่าวว่า
“เชิญธิดาเทพลิ้มรส”
หญิงสาวหยิบจับแก้วชาขึ้นมาจิบคราหนึ่ง ไอหมอกจากชานี้ฟุ้งลอยสร้างความรู้สึกอันเงียบสงบไปรอบบริเวณ บุรุษในชุดอาภรณ์สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่ด้านข้างหญิงสาวพลันยกยิ้มแล้วกล่าวว่า
“บัดนี้คงถึงเวลาที่เจ้าจะได้เลือกทางเดินแล้ว หลานสาวข้า”
“ท่านลุงอยากให้หลานเลือกทางใด?” หญิงสาวจิบชาอีกครั้งก่อนจะเริ่มบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงทำนองอันเอื่อยเฉื่อยไร้ชีวิตชีวา
“ลุงยังหวังว่าเจ้าจะเริ่มเรียนรู้การบริหารบ้านเมือง ในนนี้ท่านพ่อก็ได้มอบหมายให้ลุงได้ทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองแทนแล้ว อย่างน้อยพ่อของเจ้าที่ล่วงลับจะได้เบาใจ”
“ที่ท่านตาได้มอบอำนาจบริหารให้แก่ท่าน หลายวันก่อนหลานเพิ่งจะรู้แจ้ง ว่าแท้จริงแล้วท่านตาต้องการสิ่งใด” หญิงสาวผู้ถูกเรียกว่าธิดาเทพกล่าว
“ลุงรู้ว่าเจ้าท่านพ่อคิดอย่างไร แต่ลุงเพียงหวังว่าหากลุงไร้ทายาทแล้ว จะเป็นเจ้าที่แบกรับภาระบ้านเมืองในวันหน้า” ว่าแล้วบุรุษในชุดขาวลายมังกรก็ถอดถอนหายใจ เรื่องราวของชีวิตของมันคล้ายจะพลิกผันตลบไปมา คำว่ารัชทายาทนั้นแต่เดิมนั้นเป็นของน้องชายของมันผู้เป็นบิดาของธิดาเทพผู้นี้
“เช่นนั้นท่านลุงก็รีบมีทายาท ส่วนหลานนั้นคิดว่าท่านพ่ออยากให้ข้าใช้ชีวิตเช่น... ท่านแม่” ธิดาเทพกล่าวถึงตรงนี้ชายวัยกลางคนกลับคล้ายมีสีหน้าผิดแปลกไป
“จงอย่าได้.. เอ่ยถึงนางอีก”
ชายวันกลางคนกล่าวพร้อมกับลุกขึ้น มันมิได้รั้งรอเพื่อลิ้มรสชาที่กำลังชงอยู่ ห้วงอารมณ์อันขุ่นมัวได้เข้าปกคลุมมันจนต้องเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้
ภายในโถงน้ำชาตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง หญิงสาวมิได้คิดที่จะบรรเลงกู่ฉินสีขาวเบื้องหน้าอีก ภายในใจของนางคล้ายจะกำลังกังวลในเรื่องบางอย่างอยู่ แต่แล้วชายชราผู้ชงชาก็กล่าวขึ้นว่า
“ท่านธิดาเทพ.. ชาสื่อฝันที่ข้าส่งไป เป็นอย่างไรบ้าง”
หญิงสาวได้ยินดังนั้นนางก็พลันปรับเปลี่ยนห้วงอารมณ์ ใบหน้าอันขุ่นมัวเมื่อครู่ได้จางหายไปกลับกลายเป็นรอยยิ้มอ่อนๆเข้ามาแทนที่
“ผู้นั้นกำลังออกโบยบิน..” หญิงสาวกล่าวอย่างเลื่อนลอย
“น่าเสียดายที่ชาสื่อฝันใช้ได้เพียงหนึ่งครั้งต่อสามปี” ชายชราว่าแล้วก็ถอดถอนหายใจ แต่หญิงสาวกลับหาได้สนใจนางยังคงนึกคิดบางอย่างต่อไปจวบจนเวลาได้ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเอ่ยกล่าวว่า
“ข้าก็จะโบยบินเช่นกัน” คำกล่าวสั้นๆของหญิงสาวพลันทำให้ชายชราเบิกตาค้าง มืออันเหี่ยวย่นเริ่มสั่นเทา
“หรือว่าท่าน..” ชายชราเอ่ยเลื่อนลอย หญิงสาวดวงตาทอแสงสีฟ้าวาบหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“ท่านคือสหายท่านตา.. ท่านย่อมเข้าข้างข้า สำนักบทเพลงคือที่ที่ข้าเลือก” หญิงสาวว่าแล้วก็เริ่มบรรเลงกู่ฉินอีกครั้งท่วงทำนองในครั้งนี้กลับกลายเป็นรวดเร็วไม่เชื่องช้า
จบน.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??