เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 26 ทำเนียบลำดับ
“กลุ่มจรจัด.. เอ๊ะ ห้วงีขั้นที่หก!” เซียวเฉิงเฟยอุทานลั่น ก่อนหน้านี้มันมิได้นับจำนวนดวงแสงสีแดงที่ลอยวนเวียนรอบตัวหยุนเสวี่ยเฟิง
“คิก คิกๆ ข้ายรับเข้ากลุ่มนี้” หวังซิ่วอิงที่ได้นับจำนวนดวงแสงแล้วก่อนหน้าเอ่ยขึ้น
ก่อนหน้านี้นางยังมีข้อกังขาเล็กน้อยเกี่ยวัการอัญเชิญห้วงีของหยุนเสวี่ยเฟิง ชายหนุ่มผู้นี้มิได้กล่าวเป็นบทีที่แท้จริงแม้แต่น้อย แต่มันกลับสามารถอัญเชิญห้วงีออกมาอย่างง่ายดาย มิทราบว่ามันสามารถอัญเชิญออกมาได้สูงสุดที่เท่าใด
แต่ในขณะที่ชายหนุ่มทั้งสองกำลังสนทนาัอยู่ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนที่หวังซิ่วอิงเกือบจะลืมเลือนไปพลันปรากฏขึ้นมา ชายหนุ่มชุดน้ำเงินผู้นี้ ในตอนท้ายสุดที่มันเรียกห้วงีสองชุดกลับคืนเข้าหาตัวนั้น..
“ในตอนนั้นเจ้า..”
“ห้วงีขั้นที่หกนี้ข้าขอได้หรือไม่ ตอนนี้ข้ามาถึงคอขวดทะลวงระดับแล้ว” เซียวเฉิงเฟยกล่าวขึ้นในขณะที่หวังซิ่วอิงเอ่ยปาก ทำให้สิ่งที่นางสงสัยพลันถูกปัดหายไปัสายลม
“ได้.. มอบห้วงี!” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเสร็จ ดวงแสงห้วงีสีแดงทั้งหกก็ลอยเข้าไปหาเซียวเฉิงเฟย
“ขอบคุณสหาย! ข้าขอตัวไปทะลวงระดับก่อน” ว่าแล้วเซียวเฉิงเฟยก็ลิงโลดลุกขึ้น
“ข้าไม่ใช่สหายเจ้า!” หยุนเสวี่ยเฟิงทักท้วง แต่เจ้าหน้าแก่กว่าวัยก็มิได้สนใจ มันยังก้มกระซิบกล่าวัหวังซิ่วอิงว่า
“ทีข้านั้นเรียกชื่อห้วนๆไม่ได้ะ หวัง..ซิ่วอิง”
ได้ยินเช่นนั้นหวังซิ่วอิงพลันหน้าแดงวูบ เป็นจริงอย่างที่เจ้าหน้าแก่กว่าวัยกล่าว เมื่อครู่หยุนเสวี่ยเฟิงเรียกชื่อของนางห้วนๆ ครั้นนางจะลงไม้ลงมือัเจ้าตัวแสบ มันก็ได้รีบวิ่งกลับไปยังถ้ำน้อยของเฝิ่นเฟิงทั้งที่ยังไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของแล้ว
“เฮ่อ... ข้ากำลังทำอะไรอยู่ั?” หยุนเสวี่ยเฟิงกุมขมับ ช่วงเวลาที่ผ่านมาคล้ายว่ามันจะคล้อยตามเหตุการณ์ไปเสียหมด
“คิกคิก ใช่ว่าเป็นเจ้าผู้เดียว เดิมทีข้านั้นมิได้เป็นสหายของมัน ข้ารู้จักมันเพียงผิวเผินเท่านั้น” หวังซิ่วอิงกล่าว แต่นางก็ยังมิได้ลืมเลือนความสงสัยก่อนหน้า จึงเอ่ยถามออกไปทันที
“ในตอนนั้น..ที่เจ้าเรียกคืนห้วงีขั้นที่ห้าทั้งสองชุดมารวมั..”
เมื่อหญิงสาวกล่าวถาม ใบหน้าหยุนเสวี่ยเฟิงพลันถอดสี ก่อนหน้านี้ในตอนที่มันอยู่ัเหว่ยซาน นางได้กำชับแล้วกำชับอีก ห้ามมิให้มันเปิดเผยห้วงีขั้นที่สิบเด็ดขาด ไม่ว่ามันจะมีสหายที่สนิทสนมเพียงใดก็ตาม แค่เพียงมันได้เปิดเผยถึงขั้นที่หกนี้ ก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนวงการผู้ฝึกวิญญาณแล้ว
‘ห้ามเด็ดขาด’ ภาพเหว่ยซานกล่าวย้ำผุดขึ้นมา แต่ในขณะนี้หญิงสาวเรือนผมขาวเบื้องหน้าได้พบเจอาัของมันเข้าแล้ว
ส่วนเจ้าเฝิ่นเฟิงนั้น มันคล้ายจะมีความรู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจอยู่มากกว่า อาจจะเป็นเพราะน้อยคนที่จะสื่อสารัมันรู้ความแต่ัหญิงสาวผู้นี้นั้น มันเพิ่งจะได้รู้จักชื่อแซ่ของนางเมื่อครู่เท่านั้น ไม่รู้ว่าความเป็นมาของนางนั้น ตื้นลึกหนาบางหรือปากสว่างเพียงใด
“คือตอนนั้น..” หยุนเสวี่ยเฟิงกระสับกระส่าย มันเริ่มคิดเหตุผลปั้นน้ำให้เป็นตัวให้ได้ แต่จนแล้วจนรอดมันก็ยังคิดไม่ออก เนื่องจากในตอนนั้นหญิงสาวเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ตัวมันที่สุด จึงยากที่จะกุเรื่องอันใดขึ้นมา ดวงตาสีชมพูยังจ้องมองคาดคั้นไม่ลดละ ยิ่งทำให้มันเริ่มมีเหงื่อผุดออกเต็มตัว
“ข้าจะคบหาเจ้าได้หรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อไม่สามารถคิดหาคำอ้างได้ มันจึงจำใจเสี่ยงให้แม่นางน้อยผู้นี้เป็นผู้เก็บงำาัมันอีกคน แต่คำกล่าวในขณะที่จวนตัวนั้น คล้ายว่ามันจะกล่าวโดยไม่คิด หญิงสาวเมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าขาวผ่องก็เริ่มแดงขึ้น
“จะ.. เจ้าหมายความว่าอย่างไร” หญิงสาวคล้ายจะเอียงอายหลบสายตาของชายหนุ่มทันที หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้วงงงัน มันไม่รู้ว่าคำที่มันกล่าวนั้นมีความหมายในด้านใด
“ข้าหมายความว่าอย่างนั้น ข้าสามารถคบหาเจ้าเป็นสหายได้หรือไม่ ไม่ว่าอย่างไรสหายย่เก็บงำาัของัและั”
“สหาย!” หญิงสาวกล่าวย้ำ ใบหน้าของนางกลับกลายคล้ายเริ่มมีโทสะทันที หวังซิ่วอิงไม่พูดจาสิ่งใดอีก นางแค่นเสียงคราหนึ่งแล้วลุกเดินจากไป
หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วขมวด แม่นางผู้นี้อารมณ์ขึ้นลงยากจะคาดเดา มันหันไปสบตาเฝิ่นเฟิงที่กำลังแกะห่อบะหมี่อีกห่ากิน
“หรือข้ากล่าวสิ่งใดผิดั?”
“แมห์..” เฝิ่นเฟิงส่งเสียงแล้วเริ่มกินบะหมี่ต่อ
“ข้าก็ว่าอย่างนั้น มีเหตุผลอันใดที่จะโกรธเคืองัคำขอเป็นสหาย” หยุนเสวี่ยเฟิงเอียงคอฉงน แต่มันก็นึกย้อนกลับไปในขณะที่เซียวเฉิงเฟยขันเป็นสหาย และแล้วมันก็อุทานออกมา
“ไม่.. หรือนางมองข้าเป็นเหมือนเจ้าหน้าแก่!” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อนึกได้เช่นนั้นมันก็รีบวิ่งตามหญิงสาวเข้าหปในป่า..อีกครั้ง
หวังซิ่วอิงหน้านิ่วคิ้วขมวด ใช่ว่าเมื่อครู่หยุนเสวี่ยเฟิงจะทำให้นางมีโทสะ แต่กลับเป็นตัวนางเองที่คิดเตลิดไปไกลคนเดียว แก้มขาวผ่องพองขึ้นบนสีหน้าที่รู้สึกหงุดหงิด นางโกรธตนเองเสียมากกว่า
“เฮ่อ.. ซิ่วอิงะซิ่วอิง ทำไมเจ้าจึงคิดเช่นนั้น!” หญิงสาวกล่าวัตนเอง นางหยิบหินก้อนน้อยปาออกไปกระทบผิวน้ำขณะนั้นเองหยุนเสวี่ยเฟิงที่ตามมาถึงก็กล่าวว่า
“ซิ่วอิง.. ข้าทำผิดอันใดอีก หรือเจ้าเห็นข้าเป็นเหมือนเจ้าหน้าแก่นั่น?”
“หึ! เจ้าเรียกชื่อข้าห้วนๆเช่นนั้น หากไม่ใช่สหายแล้วจะเรียกว่าอะไรอีก?” หญิงสาวแก้มป่องยืนกอดอก ดวงตาชมพูสุกใสยังคงจ้องมองผืนน้ำเบื้องหน้า
“เช่นนั้นข้าก็เบาใจ..” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อรู้ว่าหญิงสาวมิได้เข้าใจอย่างที่มันคาดไว้ มันก็ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า
“ที่เจ้าเห็นเมื่อคืนนั้น.. เห็นแก่คำว่าสหาย แม้ว่าข้าและเจ้าเพิ่งได้พบพานั แต่ได้โปรดอย่าได้บอกผู้ใด” หยุนเสวี่ยเฟิงตัดสินใจกล่าวตามตรง าับทีขั้นที่สิบของมันในตอนนี้ขึ้นอยู่ัหญิงสาวแล้ว
หวังซิ่วอิงที่ได้ยินดังนั้นก็หันมาสบตาัชายหนุ่ม นางค่อยๆก้าวเดินเชื่องช้ามาหยุดตรงหน้าหยุนเสวี่ยเฟิงในระยะหนึ่งก้าว
“เช่นนั้นข้าจะเก็บงำมันไว้ และเห็นแก่คำว่าสหาย..ข้าจะบอกเจ้าหนึ่งอย่างแลกเปลี่ยนเช่นั” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็ขยับเข้ามาใกล้หยุนเสวี่ยเฟิงอีกครึ่งก้าว สายลมเบาบางพัดพากลิ่นหอ่อนๆเข้าปะทะปลายจมูก หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รู้เพราะว่าคอแห้งหรือไร มันจึงกลืนน้ำลายคราหนึ่ง
“ข้าไม่ให้ชายใดโอบกอดหรือเข้าใกล้ข้า” หวังซิ่วอิงยิ้มกล่าว จากนั้นนางจึงหันกายเดินกลับไปหน้าถ้ำน้อย ทิ้งไว้เพียงขายหนุ่มที่งงงัน
‘นางไม่เช่นนั้น แล้วเหตุใดเมื่อครู่จึงเข้าใกล้ข้า?’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิ้วขมวด จิตใจของหญิงสาวยากที่จะหยั่งถึงเสียจริ แต่ครั้นเมื่อได้ลองทบทวนดูอีกครั้ง ในคำกล่าวขอเป็นสหายของมันนั้น..
‘เอ๊ะ! ข้ากล่าวว่าจะคบหาันาง แต่ไม่ได้บอกว่าคบหาแบบใด’ หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อคิดได้ดังนั้น ใบหน้าของมันกลับแดงระเรื่อไม่ต่างจากหญิงสาวก่อนหน้า
‘คงมิแปลกที่นางจะโกรธเคือง’ หยุนเสวี่ยเฟิงถอดถอนหายใจ มันมิใช่ชายหนุ่มไม่รู้ความ ทว่ามันอาจจะมิทันได้นึกคิดสิ่งที่มันกล่าวในขณะตื่นเต้น
“หลังจากนี้จะกล่าวสิ่งใด ข้าควรจะนึกคิดให้ดีเสียก่อน..” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็เดินกลับไปยังบริเวณที่รวมตัวัอีกครั้ง
ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง เหตุการณ์คล้ายจะยืดเยื้อไม่จบสิ้น แต่สิ่งเหล่านี้ก็ได้นำพาให้หนุ่มน้อยจากป่าเขาได้เริ่มรู้จักการเข้าสังคมมากขึ้น หนุ่มสาวและสัตว์อสูรได้รับประทานอาหารเที่ยงร่วมั ในระหว่างนี้หยุนเสวี่ยเฟิงยังได้รู้อีกว่า หวังซิ่วอิงนั้นมีฉายาว่า’องค์หญิงหมอกเพลิง’
เหตุเนื่องด้วยงานประลองกลุ่มที่จะจัดขึ้นทุกๆสามปี นางได้สร้างความเฉิดฉายด้วยระดับพลังวิญญาณที่เหนือล้ำกว่าผู้คนอายุไล่เลี่ยั และเคล็ดวิชา’ร้อยคมทวน’ ที่จะสร้างฝนทวนแสงจำนวนร้อยเล่ม เมื่อระเบิดออกคล้ายว่าจะปรากฏเป็นหมอกเพลิงสีขาว
ต่าเมื่ออายุได้15ปี หวังซิ่วอิงก็ได้เข้ารับการทดสอบเข้าทำเนียบ แล้วเริ่มไต่อันดับจากลำดับ50ขึ้นมาอยู่ลำดับที่9 ในเวลาไม่ถึงครึ่งปี
จะกล่าวถึงเพียงหวังซิวอิงเพียงผู้เดียวก็คงมิได้ ตัวเซียวเฉิงเฟยนั้น มันเกิดในครอบครัวชาวบ้านไม่ต่างจากหญิงสาวและยังเป็นเมืองเดียวั ทั้งสองจึงได้รู้จักัครั้งเมื่อยังร่ำเรียนในโรงเรียนสอนผู้ฝึกวิญญาณ ทว่าวาสนาของชายหน้าแก่กว่าวัยนี้มิได้มีมากเท่าหญิงสาว แม้ว่ามันจะขวนขวายจนได้พบเจอยุทธภัณฑ์ชั้นสูงเหมือนั แต่ทางด้านวิชายุทธนั้น มันกลับมีเพียงวิชาดาบพื้นฐานเท่านั้น
ใช่แล้ว.. ‘ท่าดาบทะลายหิมะ’ที่มันใช้ เป็นเพียงสิ่งที่มันคิดค้นขึ้น ไม่ต่างจากม่านกระบี่ของหยุนเสวี่ยเฟิง
“ชื่อดีมีชัยไปกว่าครึ่ง!” เซียวเฉิงเฟยได้กล่าวไว้ ชายหนุ่มหน้าแก่กว่าวัยผู้นี้ จะว่ามีความมั่นใจเกินจำเป็นก็ไม่ผิดนักแต่ถึงกระนั้นมันก็มิใช่คนเย่อหยิ่งจองหอง และหวังซิ่วอิงแม้ว่านางจะดูคล้ายจะเย่อหยิ่ง แต่เป็นเพราะนางมิได้ชมเข้าใกล้ชายใดเท่านั้น
“ในตอนเด็ก ก่อนที่นางจะย้ายมายังเมืองที่ข้าอยู่ นางมักจะพบเจอบิดาตบตีมารดาของนาง มารดาของนางจึงพานางหนีออกมา อีกทั้งยังเปลี่ยนชื่อแซ่” เซียวเฉิงเฟยอาศัยจังหวะที่หวังซิ่วอิงเดินนำหน้าไปัเฝิ่นเฟิงกระซิบบอกหยุนเสวี่ยเฟิง ในขณะที่ทั้งสี่กำลังเดินเข้าเมือง
ยามบ่ายของวันได้ล่วงเลยเข้ามาแล้ว หนุ่มสาวและสัตว์อสูรจึงออกเดินทางเข้าเมืองเหว่ยอีกครั้ง เป้าหมายของทั้งสี่ในวันนี้ คือการหาเงินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์ของ’กลุ่มจรจัด’
“ข้ายังไม่รู้ เจ้าทั้งสองหาเงินอย่างไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวถามในขณะที่ทั้งสี่กำลังเดินเข้าเขตใจกลางเมืองเหว่ย
“เจ้าคงยังไม่รู้ว่าแต่ละเมืองนั้นมีสถานที่รับภารกิจ ที่แห่งนี้จะใช้เป็นสถานที่หาเงินของเราผู้ฝึกวิญญาณ ผู้ว่าจ้างจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น” เซียวเฉิงเฟยเป็นคนตอบคำถาม ส่วนหวังซิ่วอิงที่เดินนำหน้าไม่กี่ก้าวก็ได้ชูม้วนคัมภีร์สีส้มเหลืองขึ้นมาพลางกล่าวว่า
“และด้วยสิ่งนี้”
“เฮ้! เจ้าไปเอามาจากไหน?” เซียวเฉิงเฟยตาลุกวาว มันรีบเดินเข้าไปหาหญิงสาวก่อนจะคว้าม้วนคัมภีร์จากนาง
“มันคือสิ่งใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงที่ตามมาจนทันก็คว้าจับม้วนคัมภีร์จากมือชายหนุ่มอีกทอดหนึ่งพร้ัเอ่ยถาม
ม้วนคัมภีร์สีส้มเหลืองนี้ภายนอกมิได้มีลวดลายพิเศษอันใด ทว่าเมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงแผ่พลังวิญญาณเข้าสำรวจดวงตาของมันพลันลุกวาวไม่ต่างจากเซียวเฉิงเฟย
“คัมภีร์ปราณ!”
“ใช่.. มันตกจากอสูรยักษ์หินตัวเมื่อคืน ดังนั้นมันจึงเป็นของส่วนรวม ต้องขอบคุณเฝิ่นเฟิงที่เก็บมาให้พวกเรา” หวังซิ่วอิงยิ้ม มือเรียวขาวยกขึ้นลูบหัวเจ้าอัลปาก้าสีชมพู
“แมห์..” เฝิ่นเฟิงร้องคราหนึ่งสื่อความว่า ‘ใช่แล้ว’
“แล้วเราจะนำมันไปที่ใด ใช่ว่าเราต้องเลือกผู้ใดเพื่อเรียนรู้มัน?” หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงสงสัย จะนำสิ่งนี้ไปทำงานรับจ้างหรือรับภารกิจหรือ?
“ข้าคิดว่าพวกเรามิได้มีใครใช้ธาตุดิน ดังนั้นเราจะนำไปประมูลขายเพื่อนำเงินมาใช้”
หญิงสาวจบ ทั้งสี่ก็ได้เดินมาหยุดเบื้องหน้าตึกไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมบริเวณใจกลางเมือง แผ่นป้ายทำจากไม้แผ่นใหญ่ด้านบนประตูมีตัวหนังสือสลักไว้ว่า ‘โรงประมูลเมืองเหว่ย’
“เราจะนำของไปวางประมูลเสียก่อน แล้วค่อยไปที่อาคารภารกิจที่อยู่อีกฟาก เมื่อรับภารกิจแล้ว ค่อยกลับมารับเงินประมูลอีกครั้ง” หวังซิ่วอิงว่าแล้วก็เดินนำเข้าไปก่อน
ครั้นเมื่อเปิดประตูโรงประมูลเข้าไป ห้องโถงขนาดใหญ่ก็ปรากฏแก่สายตาทั้งสี่ ผู้คนมากหน้าหลายตาคล้ายจะมาชุมนุมัหนาแน่น ตรงกลางห้องโถงนั้นมีลูกแก้วขนาดใหญ่เท่าห้าคนโอบวางตั้งอยู่ พื้นที่สามเมตรรอบบริเวณถูกรายล้ไปด้วยผู้คนที่จับกลุ่มพูดคุยัสลับัมองภาพที่อยู่ด้านในลูกแก้ว
หวังซิ่วอิงมิได้สนอกสนใจภาพของสิ่งที่อยู่ในลูกแก้วแม้แต่น้อย นางบอกให้ชายหนุ่มทั้งสองและหยางถัวขนชมพูรออยู่บริเวณผนังด้านหนึ่งของห้องโถง ก่อนที่นางจะเดินเข้าประตูบานใหญ่ด้านข้าง
หยุนเสวี่ยเฟิงที่มาครั้งแรกเกิดความอยากรู้อยากเห็น มันเริ่มแผ่กระแสพลังวิญญาณตรวจสอบออกไปครอบคลุมห้องโถง ทันใดนั้นดวงตากว่าร้อยคู่ก็พร้ใจหันมาจ้องมองมัน
“หยุด! ที่นี่ห้ามใช้พลังวิญญาณ มันเสียมารยาท!” เซียวเฉิงเฟยเหงื่อตก มันรีบเตือนหยุนเสวี่ยเฟิงให้รีบกักเก็บพลังวิญญาณ
“ข้าขออภัยทุกท่าน” เมื่อชายหนุ่มทำตามแล้วมันก็ก้มหัวลง บรรดาเจ้าของสายตามากกว่าร้อยคู่ก็ต่างหันกลับไปกระทำเรื่องของตนต่อ
“เกือบไปแล้ว” เซียวเฉิงเฟยปาดเหงื่อบนหน้าผาก มันเหลือบมองผู้รักษาการณ์ที่กำลังเก็บอาวุธเข้ามิติคราหนึ่ง
“เฝิ่นเฟิงเป็นสัตว์อสูร เหตุใดจึงไม่มีใครสนใจ?” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจมันแล้วก็กล่าวถามต่อ
“สัตว์อสูรเข้าออกเมืองัผู้ฝึกวิญญาณเป็นเรื่องปกติ หรือว่าเรื่องแค่นี้เจ้ายังไม่รู้?”
“ข้าพอจะเดาได้ แต่เหตุใดจึงไม่พบเจอ?” หยุนเสวี่ยเฟิงงงงัน จากที่มันได้แผ่พลังวิญญาณตรวจสอบเมื่อครู่ พบว่ากว่าสี่ส่วนในโรงประมูลนี้เป็นผู้ฝึกวิญญาณ หากว่าเป็นเรื่องปกติแล้ว ทำไมมันจึงไม่เห็นใครผู้ใดมาัสัตว์อสูร
“เฮ่อ.. เจ้าไม่รู้จริงๆด้วย” เซียวเฉิงเฟยถอนหายใจแล้วอธิบายว่า
“เหล่าสัตว์อสูรนั้นมีรูปร่างแตกต่างั เหล่าผู้ฝึกวิญญาณเมื่อเข้ามาบริเวณคนหนาแน่นเช่นนี้ มันจะกักเก็บสัตว์อสูรไว้ในแหวน.. อย่างเช่นคนนั้น!” ไม่รู้ว่าเซียวเฉิงเฟยเพียงนึกคิดก็ได้ดังใจหรือไร มันชี้ไปยังผู้ฝึกวิญญาณคนหนึ่งที่กำลังใช้นิ้วแตะแหวนในมืออีกข้าง พลันนั้นนกกระจิบที่มีห้าสีก็ปรากฏตัวขึ้นบนไหล่ของมัน
“เป็นเช่นนี้... เฝิ่งเฟิง เจ้าอยากเข้าไปอยู่ในแหวนหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงหันไปกล่าวัเฝิ่นเฟิง เจ้าอัลปาก้าสีชมพูกลับส่ายหัว
“ข้าก็คิดว่ามันต้องอึดอัดแน่” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็ยกแขนกอดอก
ทั้งสามยืนอยู่ที่เดิมอีกไม่นานนัก หญิงสาวก็เดินกลับเข้ามาหา สีหน้าของนางคล้ายจะยิ้มเหมือนมีเรื่องน่ายินดี
“เป็นอย่างไร?” เซียวเฉิงเฟยถาม
“ราคาเปิดที่สิบห้าเหรียญเงิน”
หญิงสาวยิ้มแย้มกล่าว แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับเริ่มคิดคำนวนบางอย่างในหัว หากว่าทั้งสี่ใช้กินวันละสามมื้อแล้ว..
‘ดูจากราคาค่าอาหารตามในเมืองเหว่ย ถ้าประหยัดเสียหน่อยก็เฉลี่ยวันละ100ทองแดง’
“หนึ่งเหรียญเงินมีกี่ทองแดง?”
“โถ่.. เรื่องแค่นี้เจ้าก็ยังไม่รู้ ร้อยทองแดงเท่าัหนึ่งเงิน ร้อยเงินเท่าัหนึ่งทอง” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วมันก็คว้าคอหยุนเสวี่ยเฟิงก่อนจะเดินตามหญิงสาวและหยางถัวที่เดินนำทางออกจากโรงประมูล
“เช่นนั้นกลุ่มจรจัดของเราก็เพียงใช้เป็นค่าอาหารได้เพียงสิบห้าวัน?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว
“เจ้าใช่ว่าฉลาด? สิบห้าเรียญเงินเป็นราคาเปิดเท่านั้น อย่างน้อยๆราคาจบประมูลต้องพุ่งไปไม่ต่ำว่าหนึ่งทอง ข้ามั่นใจ!”
“ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ เราจะได้มีกินหนึ่งร้อยวัน” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวคล้ายจะกลุ้มใจ ไม่อดอยากหนึ่งร้อยวันใช่ว่าจะไม่ดี แต่อาจจะเป็นเพราะมันได้คิดคำนวนจึงเกิดอาการกังวล ดังเช่นที่ใครๆต่างกล่าวว่า ‘ไม่มองเบื้องหน้า ย่สุขในวันนี้ คนเรากังวลัสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดไปเพื่ออันใด?’
“ใช่ว่าหนึ่งร้อยวันเราจะไม่สามารหาเงินได้อีก” หวังซิ่วอิงหันมากล่าว
“นั่นสิ!” หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา มันจะกังวลไปเพื่ออันใด
สมาชิกกลุ่มจรจัดเมื่อออกจากโรงประมูลแล้วก็มุ่งหน้าไปยังอาคารรับภารกิจทันที ตัวอาคารภารกิจนั้นมีขนาดเล็กกว่าอาคารโรงประมูลเล็กน้อย
ครั้นเมื่อเข้ามาด้านใน ก็ยังคงพบว่าเป็นห้องโถงใหญ่เช่นั จะแตกต่างัเพียงใจกลางโถงนั้นถูกตั้งไว้ด้วยศิลารูปทรงสี่เหลี่ยมตั้งสูงตระหง่าน เบื้องบนศิลานี้มีป้ายตั้งอยู่อีกชั้นสลักไว้ว่า ‘ทำเนียบลำดับ’
หยุนเสวี่ยเฟิงหยุดพินิจคราหนึ่ง มันเดินรอบศิลาทั้งสี่ด้านก่อนจะมาหยุดที่ด้านหนึ่ง ข้อความด้านบนสุดสลักไว้ว่า‘ทำเนียบรุ่นเยาว์’ หยุนเสวี่ยเฟิงมองไล่ตั้งแต่ชื่อเซียวเฉิงเฟยที่อยู่รั้งท้ายในลำดับ50 ขึ้นมาจนพบัชื่อหวังซิ่วอิงที่อยู่ลำดับที่9
“นางคืออัจฉริยะรุ่นเยาว์จริงๆ.. เอ๊ะ!” พลันนั้นเมื่อเลื่อนสายตามองลำดับที่แปดและเจ็ด มันกลับพบชื่อบุคคลที่มันคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
“พี่ลู่หลินลำดับแปด พี่จินหยางลำดับเจ็ด!” หยุนเสวี่ยเหิงขยี้ตา มันไม่คาดฝันว่ามันจะบังเอิญพบัชื่อของผู้มอบนามให้แก่มัน
“ข้าจะตามพวกท่านไปอย่างแน่นอน” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวเบาๆ มันอดที่จะรู้สึกชื่นชมผู้มอบนามให้แก่มันเสียมิได้ และบัดนี้ชีวิตของมันคล้ายจะเริ่มมีเป้าหมายขึ้นมาบ้างแล้ว
ทว่าในขณะที่มันกำลังเริ่มเพ้อฝันนั่นเอง เซียวเฉิงเฟยก็ได้ลากคันกลับไปหาหญิงสาวที่รออยู่หน้าป้ายภารกิจ
“ภารกิจระดับต่ำ?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวตามที่มันอ่าน ป้ายใหญ่เบื้องหน้ามันในขณะนี้ มีแผ่นกระดาษมากมายแปะเอาไว้ กระดาษแต่ละแผ่นนั้นมีขู้ลของแต่ละภารกิจอยู่
“เราจะต้องไปลงทะเบียนประลองที่เมืองหลวงภายใน6เดือน ควรเลือกภารกิจที่อยู่ในเส้นทางการเดินทาง” หวังซิ่วอิงกล่าว สายตาของนางสอดส่องไปบนกระดาษแต่ละแผ่น
“เจ้าไม่คิดจะลองดูภารกิจระดับกลางหรือ?” เซียวเฉิงเฟยถาม แต่หญิงสาวกลับตอบมาว่า
“ฆ่าอสูรยักษ์หิน คือภารกิจระดับกลางที่ง่ายที่สุด เจ้าจะลองอีกไหม?”
ได้ยินดังนั้นเซียวเฉิงเฟยก็ขนลุกซู่ ครั้งก่อนตัวมันแทบจะกระอักเลือดหมดตัว แม้ว่ามันจะทะลวงคอขวดมาอยู่ที่ระดับ30ได้แล้ว แต่ตัวมันก็ยังมิใช่จะต่อกรัเจ้ายักษ์หินได้โดยง่าย
“ข้าไม่รู้แผนที่ มีเมืองใดที่พวกเราจะต้องผ่านบ้าง” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อรอนาน มันจึงคิดอยากจะช่วยเลือกภารกิจ
“เมืองต่อไปที่เราจะผ่านคือเมืองกวงหมิง เจ้าหาดูภารกิจที่ต้องไปเมืองนี้ก็พอ” หวังซิ่วอิงกล่าว
หลังจากนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มพินิจดูแต่ละแผ่น ภารกิจแต่ละชิ้นนั้น ได้บอกขู้ลคุณสมบัติของผู้ที่จะสามารถรับภารกิจไว้อย่างคร่าวๆได้ตามนี้
“แต้มกลุ่มคือสิ่งใด?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวถาม
“เมื่อเราตั้งกลุ่มแล้ว แต่ละกลุ่มจะมีแต้มในการทำภารกิจ ต้องบอกก่อนว่าภารกิจจะแบ่งย่อยออกเป็น ต่ำ กลาง สูงและชั้นพิเศษ ซึ่งการจะเลือกทำภารกิจชั้นพิเศษได้นั้น เราจะต้องใช้แต้มกลุ่มมาเป็นตัวชี้วัด.. เรื่องนี้ยังไม่ต้องรู้ก็ได้เพราะข้าเองก็ยังไม่เคยรับมาสักครั้ง อย่างมากข้าเพียงไปักลุ่มอื่นเพื่อทำภารกิจระดับกลางเท่านั้น” หวังซิ่วอิงอธิบาย จากนั้นจึงหันไปเลือกภารกิจต่อ
‘อืม.. มีทั้งภารกิจเดี่ยวและกลุ่ม ในตอนนี้ระดับพลังวิญญาณของข้าอยู่ที่ 32 เช่นนั้นควรเลือกแบบกลุ่มที่มีพลังวิญญาณเฉลี่ยอยู่ที่ 30ถึง35”
“เจอแล้ว!” กลับเป็นเซียวเฉิงเฟยที่ดึงแผ่นกระดาษบนกระดานภารกิจออกมา มันมีท่าทีมั่นอกมั่นใจเป็นอย่างมาก มันยื่นกระดาษภารกิจให้หยุนเสวี่ยเฟิงอ่าน
“ภารกิจส่งหับเงินไปยังกวงหมิง ระดับพลังวิญญาณมากกว่า30 ค่าจ้าง10เหรียญเงิน”
“พอใช้ได้ ดูเป็นงานง่ายๆ” หวังซิ่วอิงกล่าว หลังจากนั้นทั้งสามจึงนำแผ่นกระดาษไปขอรับภารกิจัพนักงาน
เมื่อได้ลงทะเบียนชื่อกลุ่มใหม่และรับรายละเอียดผู้ว่าจ้างแล้ว ทั้งสามก็เตรียมตัวมุ่งหน้ากลับไปที่โรงประมูลอีกครั้งทว่าในขณะที่ทั้งสี่กำลังจะออกจากอาคารนั้น เสียงตะโกนของผู้คนที่ยืนรอบแท่งศิลาลำดับก็กระทบโสทประสาทของหยุนเสวี่ยเฟิง
“ลำดำผู้เยาว์กำลังเปลี่ยนแปลง!”
ได้ยินดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็รีบวิ่งกลับมาดู มีรายชื่อหนึ่งคู่ในลำดับ10และ11ที่กำลังเรืองแสงออกมา พลันนั้นสองรายชื่อนี้ก็เคลื่อนย้ายสลับั
“ธิดาเทพเทียนลี่อิน.. นางขึ้นมาติดหนึ่งในสิบแล้ว!” คำกล่าวของชายที่อยู่ด้านหน้าศิลาสร้างเสียงฮือฮา
จากผู้คนในห้องโถง
“ดูนั่น! ธิดาเทพเยว่ฉินฮวาก็ตามมาติดๆเช่นั ดูท่าแล้วแม่นางน้อยสองคนนี้จะต้องปะทะัในเร็ววันนี้แน่!” บ้างก็เริ่มจับกลุ่มพูดคุยั บ้างก็ส่งเสียวโห่ร้องยินดี บ้างก็มีสีหน้าเศร้าหมอง
น่าแปลกที่หลายผู้หลายคนที่ฮือฮานั้นบัดนี้กำลังยื่นส่งเงินให้แก่อีกคน บ้างก็เป็นเงินไม่กี่ทองแดง แต่บางคนก็ยื่นเหรียญทองออกมา ใช่แล้ว.. ผู้คนเหล่านี้กำลังเล่นพนัน!
“เจ้าพวกนี้หากินัการพนัน ช่างน่ารังเกียจ”
เป็นหวังซิ่วอิงที่เข้ามาตามหยุนเสวี่ยเฟิงออกไป หยุนเสวี่ยเฟิงมันมีขู้ลการพนันอยู่ในหัวอยู่แล้ว มันจึงเข้าใจหญิงสาวได้ทันที ด้วยอันดับของนางแล้ว ไม่แปลกเลยที่จะมีคนลงพนันในอันดับของนาง คงไม่มีผู้ใดจะรู้สึีัการที่ตนเองเป็นสิ่งพนันเช่นนี้
‘พวกมันช่างน่ารังเกียจ!’ เมื่อคิดดังนั้น ห้วงอารมณ์โทสะพลันก่อเกิดขึ้นในจิตใจหยุนเสวี่ยเฟิง ไม่รู้ว่ามันตั้งใจหรือไม่ชั่วขณะนั้นมันได้แผ่คลื่นพลังวิญญาณเข้าดันไปรอบๆวาบหนึ่ง
“ไปัเถอะ!” หวังซิ่วอิงรีบฉุดลากแขนหยุนเสวี่ยเฟิงให้ออกมาทันที ส่วนเซียวเฉิงเฟยนั้นได้แต่ก้มหัวพลางถอยไปพลาง ปาก็พร่ำกล่าวว่า
“ขออภัย.. ขออภัย”
ชายหญิงทั้งสองไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมายั้น ได้มีดวงตาคู่หนึ่งมองผ่านฝูงชนมายังพวกมัน หลังจากที่คู่ชายหญิงได้ออกไปแล้ว มันจึงเดินไปยังพนักงานที่ได้รับลงทะเบียนภารกิจของกลุ่มหนุ่มสาวแล้วกล่าวว่า
“ผู้เยาว์.. กลุ่มเมื่อครู่มีชื่อกลุ่มว่ากระไร?” บุรุษผู้นี้ซุ่มเสียงแหบเล็กน้อย อาภรณ์ของมันดูคล้ายจะเก่าโทรมตามกาลเวลา หนวดเคราที่ขึ้นตามใบหน้าก็ดูเหมือนจะโกนออกไม่เท่าั เส้นผมขาวสลับดำยุ่งเหยิงแสดงให้เห็นว่ามันมิได้ดูแลตนเองมากเท่าใดนัก
“กลุ่มนี้มีชื่อว่ากลุ่มจรจัด.. ท่านลุงสนใจกลุ่มนี้หรือ?” พนักงานสาวยิ้มกล่าวเสียงใส
“กลุ่มจรจัดหรือ..ฮ่าๆ น่าสนใจ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มนั่น” บุรุษวัยกลางคนกล่าว
“เช่นนั้นข้าจะส่งรายละเอียดภารกิจของกลุ่มนี้ให้ท่าน โปรดรอสักครู่” พนักงานสาวยิ้ม อันที่จริงแล้วกฏของหน่วยบริการมอบภารกิจนั้นห้ามมิให้เปิดเผยรายละเอียดภารกิจแต่ละกลุ่ม แต่พนักงานสาวคล้ายจะไม่สนใจกฏนี้แม้แต่น้อย
จบตอน.
ผมอัพนิยายไว้2ที่ะครับ ที่ีบุ๊คัเว็ปเด็ก ัไถ้าก็ติดตามัด้วยะครับ
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??