เรื่อง บทกวีผลาญฟ้า
ตอนที่ 44 โง่เขลา
“ย๊าก..!” หยุนเสวี่ยเฟิงกู่ร้องพร้อมกับพุ่งเข้าหาร่างยักษ์สีแดงอย่างมิกลัวเกรง พร้อมกับชักนำพลังวิญญาณกระตุ้นปราณธาตุไฟและมืด เพื่อใช้ท่าไม้ตายของมันทันที!
“เสี้ยวเพลิงดับตะวัน!”
ชายหนุ่มโบกวาดพัดหยุนเฟิงออกไปเบื้องหน้า ปรากฏเป็นคมเสี้ยวเพลิงสีดำพุ่งออกไปเป็นการเปิดฉาก “เอาสหายข้าคืนมา!”
“อ๊า!” อสูรสีแดงคำรามลั่น มันไม่สนใจเสี้ยวเพลิงที่แล่นเข้ามาแม้แต่น้อย สองขาย่อลงก่อนจะดีดตัวพุ่งตรงมายังหยุนเสวี่ยเฟิงเช่นกัน!
พรึบ!
เป็นอย่างที่คาดเสี้ยวเพลิงที่เข้าปะทะร่างยักษ์กลับมิได้ตัดผ่านร่างยักษ์ ทว่าบริเวณที่เสี้ยวเพลิงเข้าปะทะนั้นกลับปรากฏเปลวเพลิงสีดำมอดไหม้อยู่!
“อ๊า!”
อสูรสีแดงร้องคำรามคล้ายเจ็บปวด บัดนี้เสี้ยววิญญาณที่เป็นแก่นพลังชีวิตของมันได้หายไปแล้ว เปลวเพลิงระดับต่ำนี้จึงค่อยๆเผาผลาญบาดแผลของมันทีละน้อย แต่ถึงกระนั้นการโจมตีของชายหนุ่มกลับมิได้ทำให้ร่างยักษ์ที่พุ่งเข้ามาหยุดชะงักแม้แต่น้อย
“กลืนกิน!”
เมื่อทะยานเข้าถึงร่างบาง อสูรแห่งบาปก็วาดแขนออกไปหมายจะคว้าจับชายหนุ่มไว้ แต่การเคลื่อนไหวอันเรียบง่ายนี้หาได้มีประโยชน์ไม่
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!
มือสีแดงฝ่าเข้ามาในคลื่นสายฟ้าได้ไม่ครึ่ง หยุนเสวี่ยเฟิงก็หมุนตัวหลบรอดจากปลายนิ้วใหญ่อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่จะกระโดดหมุนตัวขึ้นไปบนอากาศ
‘เพลงกระบี่ดับตะวัน!’
คมกระบี่แสงยืดยาวออกมาจากปลายพัดสีดำ พร้อมกันนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็วาดคมลงไปยังท่อนแขนขนาดยักษ์ทันที!
ฉั๊วะ!
สายโลหิตกระฉูดออกมาจากบาดแผลยาว แต่หยุนเสวี่ยเฟิงไม่ได้สนใจ เมื่อเพลงกระบี่ได้บรรเลงแล้ว มีหรือที่มันจะหยุดแค่นี้
“เอาชีวิตสหายข้าคืนมา!”
ฉัวะ ฉัวะ!
คมกระบี่แสงถูกตวัดวาดถี่เร็ว ร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยคลื่นสายฟ้าเคลื่อนไหวไปมาวูบวาบ แสงสีแดงจากดวงตานั้นสะท้อนละอองน้ำตาระยิบระยับ
ไม่ทราบว่าเป็นความโศกเศร้าหรือความคับแค้นที่ผลักดันหยุนเสวี่ยเฟิงกระทำเช่นนี้ บัดนี้มันได้ใช้เคล็ดวิชาทั้งหมดที่ตนมี พลังวิญญาณของมันถูกเร่งเร้าให้ถึงขีดสุดจนเกินตัวไปแล้ว ทั่วร่างกายพลันเกิดความเจ็บปวดอันเกิดจากการฝืนโคจรกระแสพลังอย่างบ้าคลั่ง
“ยัง..ยังไม่พอ!”
เพลงกระบี่ดับตะวันยิ่งมายิ่งรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุ่มตวัดพัดกระบี่แสงอย่างบ้าคลั่ง อีกทั้งยังปลดปล่อยเคล็ดวิชาภูติสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ บนร่างของอสูรสีแดงกลับเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย สายโลหิตกระจายออกเป็นสายตามแรงที่ปลายกระบี่เชือดเฉือน ทั่วบริเวณเริ่มคละคลุ้งไปด้วยละอองเลือด
“อ๊า.. กลืนกิน!” อสูรแห่งบาปกู่ร้องลั่น เมื่อไม่สามารถจับแมลงที่บินไปรอบตัวได้ มันจึงเรียกใช้หนึ่งหัวที่ติดอยู่บนหัวไหล่ทันที
ใบหน้าที่ติดอยู่บนหัวไหล่ร้องโหยหวน ก่อนจะบิดเบี้ยวยุบลงไป ทว่าหยุนเสวี่ยเฟิงกลับมิได้สนใจแม้แต่น้อย บัดนี้ชายหนุ่มหน้ามืดตามัวเสียแล้ว!
“อ๊า!” อสูรบาปแผดเสียงร้องลั่นก่อนที่สายระยางจะผุดออกมาทั้วร่างกาย
“ม่านกระบี่!” เสี้ยวิาทีนั้น คมดาบไร้ด้ามที่ลอยอยู่ด้านหลังก็หมุนควงคล้ายใบพัดเข้าสกัดสายระยางนับสิบเส้นเบื้องหน้าได้ทันท่วงที
เคร้ง เคร้ง!
คมดาบปะทะปลายแหลมของสายระยางถี่ยิบ หยุนเสวี่ยเฟิงที่อยู่ด้านหลังม่านกระบี่ก็มิได้รั้งรอชม ในเมื่อตอนนี้มันไม่มีอะไรจะเสียแล้ว จะกระทำสิ่งใดล้วนแต่ต้องสุดกำลัง!
“ห้วงต้องสาปลดระดับ!”
ทันใดนั้นพลังวิญญาณและพลังกายของอสูรสีชาดพลันลดฮวบลงไปกว่าห้าระดับ อสูรร้ายพลันเกิดการชะงักชะงันไปวาบหนึ่ง ทว่ายังไม่เพียงพอสำหรับชายหนุ่ม มันจึงถ่ายทอดห้วงกวีที่เหลืออีกห้าออกไปผนึกพลังวิญญาณ!
“คืนชีวิตสหายข้ามา!” แน่นอนว่าเป็นคำกล่าวเรียกใช้ห้วงต้องสาป หยุนเสวี่ยเฟิงผู้นี้ไม่จำเป็นต้องกล่าวให้เป็นท่อนใดของบทกวีแม้แต่น้อย!
“อ๊า..!”
อสูรร้ายคำรามลั่นคล้ายเด็กไม่รู้ความ มันไม่สามารถโคจรพลังวิญญาณอีกครึ่งหนึ่งได้ สายระยางมากมายพลันหดเข้าไปในร่างกายของมันทันที
“เสี้ยวเพลิงดับตะวัน ต่อเนื่อง!”
เมื่อเพลงกระบี่ถูกขัดขวาง หยุนเสวี่ยเฟิงก็รีดเค้นพลังวิญญาณให้ถึงขีดสุดพร้อมกับโบกวาดพัดดำไปสามครั้ง เสี้ยวเพลิงทมิฬสามสายก็พุ่งเข้าหาช่วงลำตัวอสูรร้ายในระยะประชิด ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!
“กลืนกิน!”
วูบ! วูบ! วูบ!
เสี้ยวเพลิงที่หยุนเสวี่ยเฟิงซัดออกไปนั้นได้จมเข้าไปในร่างสีแดง ทว่ากลับไม่มีเปลวเพลิงที่ลุกไหม้แม่แต่น้อย
“อาห์..!” อสูรร้ายแสยะยิ้มทันที คล้ายกับว่าเป็นครั้งแรกที่มันได้กลืนกินสิ่งที่ไม่ใช่ร่างเนื้อ
หยุนเสวี่ยเหิงม่านตาหดวูบ การโจมตีเมื่อครู่นั้นมันคาดหวังไว้มาก ความผิดพลาดนี้คล้ายจะเรียกสติของมันให้กลับคืน แต่การต่อสู้ใช่ว่าต้องชะงักค้าง!
“ฆ่า” โดยทันทีที่อสูรร้ายแสยะยิ้ม มันก็ซัดหมัดเข้าหาหยุนเสวี่ยเฟิงทันที!
ตูม!
หมัดขนาดใหญ่พร้อมด้วยพลังวิญญาณระดับ75 ปะทะเข้ากับร่างบางถนัดถนี่ เสี้ยวิาทีนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงรู้สึกราวกับร่างกายจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยแรงอันมหาศาลนี้เปรียบได้กับมือยักษ์ที่ตบแมลงวันกลางอากาศ!
ฟิ้ว... โครม!
ร่างบางถูกซัดปลิวปานลูกเกาทัณฑ์เข้าหาต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง การกระทบครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนตั้งแต่โคนต้นไม้ไปจนถึงยอด
“อั๊ก..” หยุนเสวี่ยเฟิงกระอักเลือดเป็นสาย ก่อนที่ร่างของมันจะล้มกระแทกพื้น เมื่อสติยังมิได้หลุดลอย ชายหนุ่มก็รีบโคจรพลังปราณธาตุเข้ารักษาตนเองทันที
ตึง ตึง!
เวลานี้มิใช่ว่าศัตรูจะรั้งรออันใด อสูรร้ายกระแทกเท้าวิ่งเข้าหาชายหนุ่มในขณะที่มันพยายามจะลุกขึ้น หมัดซ้ายสีแดงพลันจ้วงออกไปซ้ำเหยื่อทันที
“ม่านกระบี่..”
ฉั๊วะ!
คมดาบไร้ด้ามพุ่งเข้าแทรกกลางระหว่างนิ้วของหมัดยักษ์ จนผ่าไปถึงต้นแขน!
“อ๊า!” อสูรร้ายร้องโหยหวนพร้อมกับรั้งแขนกลับไปทันใด แต่การโจมตีสวนกลับนี้จะเป็นต้นกำเนิดของการปลดปล่อยโทสะอย่างบ้าคลั่ง!
หยุนเสวี่ยเฟิงไม่ได้สนใจใบดาบที่ยังติดอยู่บนแขนยักษ์ มันรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นออกวิ่งหนีทันที
‘ไม่มีทางเอาชนะมัน!’ ความรู้สึกหวาดกลัวพลันปรากฏวาบขึ้นมา
หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มตระหนักได้ว่าเมื่อครู่นั้น ตัวมันได้ขาดสิ้นซึ่งสตินึกคิดไป แต่จะทำอย่างใดได้เล่า สหายของมันต้องมาตกตายโดยที่ตัวมันไม่สามารถออกมาช่วยแม้แต่น้อย การที่มันระบายโทสะเมื่อครู่นั้น เป็นผลมาจากความรู้สึกผิดทั้งสิ้น!
‘เป็นเพราะมิติบ้านั่น! หากว่าข้าไม่ติดอยู่ในนั้น พวกเขาคงไม่ต้องมาตายเช่นนี้!” ความรู้สึกคับแค้นใจในตอนนี้เริ่มทวีคูณขึ้นไปอีก
“เพลงกระบี่ดับตะวัน! ย๊าก!”
หยุนเสวี่ยเฟิงกู่ร้องบิดกายทะยานเข้าหาอสูรยักษ์ที่กำลังดึงคมดาบไร้ด้ามออกจากมือ ด้วยความรู้สึกผิด ความรู้สึกคับแค้น ในตอนนี้มันไม่อาจปล่อยวางและหนีได้!
ฉัวะ ฉัวะ!
กระบี่แสงตวัดวาดเป็นเส้นแสงวูบวาบ ครั้งนี้มันรวดเร็วเสียยิ่งกว่าครั้งก่อนอย่างเทียบไม่ติด ทุกการโจมตีอันถี่เร็วนี้แฝงไว้ด้วยเสี้ยวเพลิงทมิฬขนาดเล็กมากมาย!
“ฮ่าา!” อสูรร้ายแผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวด การโจมตีอันรวดเร็วของชายหนุ่มได้สร้างเพลิงสีดำเผาไหม้ตามบาดแผลทั่วร่าง
ทว่าในตอนนี้มัจจุราชสีแดงได้สั่งสมโทสะจนมากพอแล้ว ร่างขนาดใหญ่พลันบิดกายราวกับไม่มีกระดูก สายระยางผุดออกมามัดรวบมือที่ถูกผ่าออก พร้อมกับฟาดท่อนแขนออกไปรอบกาย!
ตูม!
ร่างหยุนเสวี่ยเฟิงถูกซักอัดเข้ากับโคนต้นไม้ข้างทันใด ตามมาด้วยหมัดที่ทรงพลังยิ่งกว่า!
ตูม!..ตูม ตูม!
อสูรแห่งบาปคล้ายจะบ้าคลั่ง มันซัดหมัดทั้งสองสลับกันไปมา หยุนเสวี่ยเฟิงร่างไม่ทันจะได้ถึงพื้นก็ถูกหมัดอีกข้างเสยขึ้นไปอีก
“อั๊ก!”
หยุนเสวี่ยเฟิงร่างกระตุกพร้อมกับกระอักเลือดเป็นจังหวะของหมัดที่ชกเข้ามา อวัยวะภายในเริ่มรับการโจมตีต่อเนื่องนี้ไม่ไหวแล้ว
‘ข้าจะตายหรือ?!’ แม้ว่าจะพยายามโคจรพลังวิญญาณเข้าต้านรับ แต่ด้วยความเจ็บปวดที่สะท้านเข้ากลับทำให้มันกระทำได้ไม่เต็มที่นัก
เวลานี้สายโลหิตได้ไหลออกมาทั่วร่าง ไม่ว่าจะเป็นจมูก ปาก ดวงตาหรือหู กระดูกทั่วร่างแตกหักตามแรงกระแทกจากหมัดสีแดง บางส่วนของร่างกายมีกระดูกแทรกผ่านเนื้อหนังออกมา
อสูรร้ายมิได้หยุดเพียงเท่านี้ มันยังคงปลดปล่อยโทสะซัดหมัดซ้ายขวาไปอีกเรื่อยๆ หยุนเสวี่ยเฟิงในตอนนี้ไร้ซึ่งเรียวแรงใดๆอีกแล้ว มือที่กุมพัดดำพลันปล่อยออก ความเจ็บปวดทั่วร่างเริ่มค่อยๆหายไปคล้ายว่าไม่สามารถรับรู้ได้อีกแล้ว
เด็กหนุ่มนามหยุนเสวี่ยเฟิงเป็นผู้ใด มันมาจากไหน เหตุใดจึงกล้าต่อกรกับอสูรที่มีระดับพลังวิญญาณมากกว่าตนถึงสองเท่า จุดของผู้ที่ไม่รู้จักเจียมตัวก็คงมีแต่ความตายเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้น ความจริงแล้วคงไม่มีผู้สติดีคนใดที่คิดจะนำพาตนเข้าหาความตายเช่นนี้ หากมิใช่เพราะความคับแค้นที่บดบังสติหรอกหรือ ที่จะชักนำจุดอันน่าอนาถเช่นนี้เข้ามา
ตัวหยุนเสวี่ยเฟิงเองนั้นรู้อยู่แก่ใจดี ตัวอย่างของเหล่าผู้กล้าที่ถูกเอาชีวิตไปก็มีให้เห็น แต่ด้วยลึกๆภายในใจมันแล้วหลายๆครั้งที่ผ่านมา ตัวมันได้รอดวิกฤตได้เสมอมา มาดว่ายิ่งได้ใจยิ่งเหิมเกริมคงไม่เกินเลยสำหรับเด็กหนุ่ม
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนรอบตัวมันนั้นจะคอยยกยอมันเสมอ ความคิดที่ว่าตนเองเป็นคนพิเศษเริ่มค่อยๆก่อเค้าลางขึ้น ผู้อัญเชิญกวีขั้นที่สิบหรือ ผู้ได้รับสืบทอดอุดมการณ์หรือ? แม้กระทั่งคำใบ้วาสนาที่ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่ภายภาคหน้า ด้วยสิ่งเหล่านี้ได้ชักนำให้เด็กหนุ่มนามหยุนเสวี่ยเฟิงให้เริ่มมีความคิดอันโง่งม
‘ข้าเก่งกาจ ข้าคืออัจฉริยะ ข้าเป็นคนสำคัญ ไม่มีใครเทียบข้าได้!’ เด็กหนุ่มไม่อาจจะปฏิเสธได้ ว่ามันมีความคิดเช่นนี้อยู่ลึกๆ ทว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ทำให้มันเริ่มตระหนักถึงความโง่เขลาของตนได้แล้ว!
‘ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา’ อาจจะใช้เรียกสถานการณ์ในตอนนี้ได้ ทว่าโลงศพนั้นกลับเป็นของตัวมันเอง!
ครั้นเมื่อได้ดำเนินชีวิตมาถึงจุดนี้ จุดที่มันกำลังจะหมดลมหายใจด้วยหมัดของมัจจุราชสีแดงนี้ ความคิดสุดท้ายก่อนที่สติของมันจะเลือนหายได้ก่อกำเนิดขึ้น
‘ข้าก็แค่...’
ปัง ปัง ปัง
เสียงหมัดดระแทกร่างบางค่อยๆเบาลงเรื่อยๆตามความรู้สึกที่เบาบางลง หัวสมองคล้ายจะขาวโพลนไปหมดเสียแล้วอสูรร้ายซัดหมัดถี่ยิบก่อนจะมาถึงช่วงสุดท้าย ช่วงสุดท้ายที่มันง้างหมัดรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด หมายจะซัดร่างบางให้แตกสลายไป!
ฟิ้ว!... ตู้ม!
เสี้ยวิาทีที่หมัดยักษ์จะเคลื่อนเข้ากระแทก พลันนั้นก็มีวัตถุประหลาดขนาดเล็กพุ่งพาดผ่านทั้งสองไป พร้อมกันนั้นที่หยุนเสวี่ยเฟิงได้หายไปจากจุดนั้นทันใด ก่อนที่หมัดสีแดงจะกระทบเข้ากับโคนต้นไม้ เกิดเป็นคลื่นกระแทกผงธุลีปลิวว่อน
“ฮ่า!” อสูรร้ายคำรามก้องมองตามร่างหยุนเสวี่ยเฟิงที่ถูกวัตถุบางอย่างฉุดลากออกไปด้านข้าง โดยทันทีทันใดนั้นก็ปรากฏร่างของหญิงสาวพุ่งออกมาจากป่าพร้อมกับรับตัวหยุนเสวี่ยเฟิงเอาไว้!
อสูรแห่งบาปเมื่อเห็นว่ามีคนมาช่วยเหยื่อเอาไว้ มันจึงไม่รีรออันใด รีบพุ่งกายเข้าหาทั้งสองทันที
“อย่าเพิ่งตายนะ!” หญิงสาวร้องเรียกพร้อมกับพุ่งทะยานหนีไปทันทีโดยมีร่างของหยุนเสวี่ยเฟิงแบกอยู่ข้างหลัง ถึงกระนั้นด้วยแรงอันน้อยนิดของหญิงสาวที่แบกชายหนุ่ม มีหรือที่จะทิ้งระยะห่างจากอสูรร้ายได้!
หญิงสาวรู้ดีแก่ใจว่าทั้งสองไม่อาจจะทะยานหนีรอดได้ แต่นางหาได้เข้ามาช่วยโดยไม่คิดหน้าคิดหลังไม่ มือข้างหนึ่งรั้งคันธนูขึ้นมาพร้อมกับอีกข้างที่จับสายธนูให้ง้างออก ลูกธนูดอกหนึ่งพลันปรากฏขึ้นมาจากมิติที่นางปลดปล่อยออกมา
ฟิ้ว!
เมื่อกำหนดทิศทางที่จะยิงได้แล้ว นางก็ปล่อยมือที่รั้งลูกธนูทันใด ลูกธนูอับแสงนั้นก็พุ่งผ่านความมืดมิดหายไปในขอบฟากฟ้าทางด้านขวา หลังจากนั้นนางก็กระทำอีกครั้งโดยเล็งไปยังทิศตรงข้าม เพียงแต่ครั้งนี้นางได้ผนึกพลังวิญญาณลงไป ลูกเกาทัณฑ์ที่หลุดจากแล่งนี้ก็กลับกลายเป็นแสงพุ่งพาดผ่านฟากฟ้าทันที
ฟิ้ว..!
หลังจากปลดปล่อยลูกธนูไปทั้งสองด้านแล้ว นางก็เร่งความเร็วขึ้นอีก เนื่องจากการกระก่อนหน้านั้นได้ลดระยะห่างให้อสูรร้ายได้ตามเข้ามาใกล้ขึ้นอีก
“ถ้ามันตามไปถูกทาง ก็คงถึงคราวเคราะห์ของเจ้าและข้าแล้ว!” หญิงสาวตะคอกเสียง เมื่อหนีมาได้อีกระยะแล้ว นางจึงหยุดยืนหันหน้าไปยังร่างยักษ์ที่กำลังพุ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หมัดยักษ์สีแดงถูกง้างขึ้นเตรียมซัดเข้าหาทั้งสอง
ตึง ตึง!
ฝีเท้ากระแทกพื้นใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว หญิงสาวไม่รอช้าอันใดอีกแล้ว รีบตั้งสติพร้อมกับโคจรพลังวิญญาณทั้งหมดเพื่อเรียกใช้เคล็ดวิชาบางอย่างทันที
“เคลื่อนย้ายพริบตา!”
พรึบ! ตู้ม!
เพียงแค่เสี้ยวหนึ่งก่อนที่หมัดยักษ์จะเข้าถึง ร่างของหนุ่มสาวทั้งสองพลันหายวับไปในธาตุอากาศ หมัดสีแดงได้จั่วลมกระแทกพื้นทันใด
“ฮ่า..!” อสูรแห่งบาปแหงนหน้ากู่ร้องลั่น เมื่อพบว่าเหยื่อของมันได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ด้วยสัมปชัญญะอันน้อยนิดนั้น มันกลับนึกถึงตอนที่หญิงสาวยิงธนูออกไปสองทิศ โดยมีลูกธนูหนึ่งที่มีพลังวิญญาณครอบคลุมอยู่ แน่นอนว่าวิชาเคลื่อนย้ายที่นางใช้ จะต้องเกี่ยวพันกับลูกธนูทิศนี้แน่นอน อสูรร้ายจึงไม่รอช้าอันใด รีบกระแทกเท้าวิ่งไปยังทิศทางที่มันหมายตาเอาไว้ทันที!
ห่างออกไปในทิศตรงกันข้ามที่อสูรแห่งบาปมุ่งหน้าไป ลูกศรอับแสงเมื่อได้พุ่งลงปักพื้นแล้วมันก็ทอแสงสว่างขึ้น ร่างของชายหญิงพลันปรากฏออกมาบนพื้นหญ้าอันหนาหนุ่ม แต่หญิงสาวนั้นกลับยังมิได้นิ่งนอนใจ
“อดทนไว้นะ!” นางยกมืออังจมูกชายหนุ่ม เมื่อพบว่ายังมีลมหายใจอยู่ก็รีบล้วงเข้าไปในย่ามที่ติดอยู่ข้างเอว ดอกไม้สีรุ้งทอแสงเรืองรองพลันถูกหยิบออกมา
“เจ้าต้องชดใช้ข้าหลังจากนี้!” หญิงสาวไม่รอช้า รีบวางดอกไม้สีรุ้งบนแผ่นอกของชายหนุ่ม ก่อนจะเร่งเร้าพลังวิญญาณที่เหลือน้อยนิดลงไป
ดอกไม้สีรุ้งนี้เมื่อถูกกระตุ้นจากพลังวิญญาณของหญิงสาว มันก็ค่อยๆแหลกสลายเป็นผุยผงลอยขึ้น ผงสีรุ้งนี้แผ่ขยายออกไปแล้วร่วงโรยกลบทั่วร่างหยุนเสวี่ยเฟิงก่อนที่มันจะแทรกหายเข้าไปทั่วอณูร่างกาย
“อา..” หยุนเสวี่ยเฟิงอ้าปากถอนหายใจยาว กระดูกที่แตกหักทะลุออกมาพลันจมหายเข้าไปในบาดแผล ก่อนที่บาดแผลนั้นจะสมานเข้าหากันราวกับเล่นกล
เมื่อพิธีกรรมของหญิงสาวได้ลง สภาพร่างกายของหยุนเสวี่ยเฟิงก็กลับมาเป็นดังเช่นปกติ มีเพียงเสื้อผ้าอาภรณ์ของมันเท่านั้นที่บ่งบอกว่ามันผ่านเหตุการณ์ใดมา
“เราจะรั้งรอที่นี่ไม่ได้!” หญิงสาวว่าแล้วก็พยุงชายหนุ่มขึ้นมาเกาะหลังอีกครั้ง แม้ว่าพลังวิญญาณของนางจะเหือดแห้งไปหมดแล้ว แต่ด้วยความที่ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ นางจึงฝืนแบกร่างหยุนเสวี่ยเฟิงก้าวเดินหายเข้าไปในความมือกลางป่ารกทึบ
ตอน.
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??