เรื่อง ย้อนเวลาไปกอบกู้ประเทศ

ติดตาม
ตอนที่ 9
ตอนที่ 9
  • ปรับสีและขนาดตัวอักษร

 ๮้๵๹๳ั๹ภายใน๶ฤ๩า๧๦์มาร์คัส ฟีโรโซฟอสถูกจับขังไว้ที่นี่หลังจากก่อเหตุน่าตกใจเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน 

ใบหน้าของเขาไร้วิญญาณ สภาพของเขาเหมือนกับศพที่ตายมาแล้ว 1 สัปดาห์ 

"พวกเจ้าคิดจะทำอะไรนั่นคือปราชญ์แห่งวาซิลาสและมือขวาเจ้าชายลำดับที่สามนะรีบปล่อยตัวเขาออกไปเดี๊ยวนี้!" เสียงของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น แล้วฟีโรโซฟอสก็เห็นว่าผู้ที่มาโวยวายต่อทหารหน้า๮้๵๹๳ั๹เขาก็คือโคเรเฟล สหายของเขาจากเมืองหลวง 

"พวกเจ้าลงมือกับที่ปรึกษาของเจ้าชายเช่นนี้ ระวังหัวจะกุดรีบปล่อยตัวสหายข้าไม่เช่นนั้นข้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกต่อเจ้าชาย!" โคเรเฟลตวาด 

ทหารที่ทำหน้าที่คุ้มกันอยู่นั้นก็มีใบหน้าที่ลำบากใจ 

แต่ตอนนั้นเอง "เรื่องนั้นไม่มีความหมายอันใดหรอก เพราะความผิดที่สหายเจ้าก่อมันได้เกินขอบเขตที่เชื้อพระวงศ์จะแก้ไขได้แล้ว ต่อให้กษัตริย์แห่งวาซิลาสมาเอง ชายบาปหนาผู้นั้นก็ไม่อาจหลีกพ้นบทลงโทษของตนไปได้

ผู้ที่เดินเข้ามายังชั้นใต้ดินนี้ก็คือชายวัยกลางคนที่มีรอยยิ้มเยาะบนใบหน้า ชุดที่เขาสวมมีเครื่องหมายโล่และดาบ เป็นสัญลักษณ์ของตระกูลมาร์คัส เมื่อมาถึงมาร์คัสมองโคเรเฟลและฟีโรโซฟอสก่อนจะแสยะยิ้มออกมา

โคเรเฟลกัดฟันกรอด "มาร์ควิส เจ้าหมายความว่าอย่างไร?" 

มาร์คัสบอก "เพราะเหตุอุกฉกรรจ์ที่สหายเจ้าก่อ แถมยังทำต่อหน้าประชาชีอย่างไม่อายฟ้าดิน สร้างความเสื่อมเสียต่อศาสนาในฐานะเผ่าพันธุ์มนุษย์ ตอนนี้ผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าวาซิลาสจึงเคลื่อนไหวแล้ว ศาสนจักรส่งจดหมายมาบอกว่าจะเข้ามาลงโทษฟีโรโซฟอสด้วยตนเอง ในข้อสงสัยที่ว่าที่ปรึกษาฟีโรโซฟอสอาจจะถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิง

ใบหน้าของโคเรเฟลซีด "นะ นั่นมัน...ก็แค่ข้ออ้างไม่ใช่รึยังไงศาสนจักรเป็นกลุ่มภายนอก แต่ฟีโรโซฟอสเป็นคนของวาซิลาส พวกศาสนจักรมีสิทธิเข้ามาแทรกแซงได้อย่างไร!?" 

มาร์คัสแสยะยิ้ม "เจ้าก็รู้นี่โคเรเฟล ว่าอำนาจที่แท้จริงของศาสนจักรคืออะไรมันไม่เกี่ยวหรอกว่าฟีโรโซฟอสจะเป็นคนจากชาติไหนยศถาบรรดาศักดิ์ใด หากศาสนจักรเห็นว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย ต่อให้มันผู้นั้นจะเป็นกษัตริย์ ศาสนจักรก็สามารถใช้อำนาจตนเองตัดสินความผิดเองได้ เพราะผู้ที่เรียกว่านักบวชก็ได้เปรียบตรงนี้เพราะเขาบงการทุกคนด้วยสิ่งที่เรียกว่าศรัทธาพระเจ้าได้

ใบหน้าของโคเรเฟลซีดขาว ฟันกัดเข้าหากัน 

มาร์คัสมองฟีโรโซฟอสที่นั่งหมดอาลัยตายอยากใน๮้๵๹๳ั๹และยิ้ม "ถ้าหากเป็นครั้งแรกศาสนจักรก็ไม่มีเหตุผลจะเข้ามา แต่เมื่อทำซ้ำถึงสองครั้งสองครา แถมยังก่อเหตุบ้าบิ่นต่อหน้าผู้คนนับร้อยคน มันก็เป็นเหตุผลมากที่ศาสนจักรจะเข้ามาลงมือ เจ้า๥๹ลงเช่นนี้เพราะเจ้าทำตัวเอง ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่ควรจะขุดคุ้ยมากเกินไป ทีนี้ต่อให้เป็นเจ้าชายก็ไม่อาจช่วยเหลือเจ้าได้ อีก 3 วันคนจากศาสนจักรจะมาและนำตัวเจ้าไปวิหารไถ่บาปและทำการลงโทษมาร์คัสว่าแบบนั้นจากนั้นก็เดินออกจากชั้นใต้ดินนี้ไป 

ใบหน้าของฟีโรโซฟอสว่างเปล่า หัวใจถูกย้อมด้วยความสิ้นหวังและความว่างเปล่า โลกทั้งใบ๨ั๹๿๣า๾ ชีวิต๥๹สิ้นทุกอย่างที่มีอยู่ก็ดับสูญไปหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่เขาทำได้แล้ว 

โคเรเฟลพยายามจะช่วยฟีโรโซฟอสทุกวิธีทาง แต่ฟังคำพูดของมาร์คัสแล้วก็ได้แต่คิดว่าถูกอย่างที่อีกฝ่ายบอก เมื่อศาสนจักรเข้ามาแทรกแซง ฟีโรโซฟอสก็ไร้ทางหนี 

เขาได้แต่มองฟีโรโซฟอสด้วยความไม่พอใจและความผิดหวัง "ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนี้ แต่ทำไมถึงต้องทำเช่นนั้นลงไปด้วย ข้าไม่เข้าใจเจ้าเลยจริงๆโคเรเฟลต่อว่าฟีโรโซฟอสด้วยความโกรธ จากนั้นก็เดินออกจากชั้นใต้ดินนี้ไป 

ฟีโรโซฟอสไม่ตอบอะไร มีแค่ดวงตาดำสนิทมืดมนลงเท่านั้นที่เป็นคำตอบ แม้แต่เพื่อนสนิทเองอย่างโคเรเฟลยังไม่เชื่อว่าเขาบริสุทธิ์

....ทุกสิ่งดูจะ๥๹สิ้นแล้ว.... 

ฟีโรโซฟอสหลับตา แล้วนั่งอยู่ใน๮้๵๹๳ั๹มืดเน่าเหม็นนั้น นานเท่าใดไม่ทราบได้ เขาได้แต่คิดว่าให้ศาสนจักรมาพาตัวเขาไปตัดหัวไวๆวันนี้เลยเสียก็ดี 

ฟีโรโซฟอสรอและรอ...

รอให้ทุกอย่าง๥๹ลง

แต่ตอนนั้นเอง 

ร่างสองร่างปรากฏที่หน้า๮้๵๹๳ั๹ เมื่อสองร่างนั้นปรากฏตัวทหารขุม๮้๵๹๳ั๹ก็รีบคุกเข่าลงทันที "ฝ่าบาท!" 

"ท่านที่ปรึกษา!" เด็กสาวคนหนึ่งเมื่อเห็นสภาพของฟีโรโซฟอส เธอก็ร้องออกมาด้วยสีหน้าเป็นห่วง 

ฟีโรโซฟอสเบือนสายตาที่ไร้วิญญาณของตนมองไปยังเด็กสาวและชายหนุ่มหน้า๮้๵๹๳ั๹นั้น "พวกเจ้าคือ.." 

สภาพของฟีโรโซฟอสในตอนนี้ย่ำแย่อย่างมาก สารรูปของเขาดูไม่เหมือนกับมือขวาแห่งเจ้าชายลำดับที่สาม แต่เหมือนขอทานข้างถนนที่ใกล้ตายเสียมากกว่า 

ชายหนุ่มที่มาพร้อมกับพาเน่มีใบหน้าที่สงบนิ่ง มองสภาพที่น่าสังเวชของฟีโรโซฟอสแล้วหยิบบางอย่างจากกระเป๋าก่อนจะยื่นให้เขา "หนมไหม?" 

ฟีโรโซฟอสมองอาโนอิทอสที่ยื่นขนมให้ตนเองในช่วงเวลาแบบนี้ ทำให้เขาเบือนหน้าหนีอย่างหมดอาลัยตายอยากเขาไม่ตอบอะไร เขาแค่พูด "ฝ่าบาททรงมาทำอะไรมาเยาะเย้ยกระหม่อมอย่างนั้นหรือ?" 

พาเน่แย้งออกมาด้วยความเป็นห่วง "ท่านที่ปรึกษาพวกเราแค่เป็นห่วงท่านเลยมาดูเท่านั้น!" 

ฟีโรโซฟอสมองพาเน่ จากนั้นแสยะยิ้ม "เป็นห่วงพวกเจ้าไม่ต้องโกหกข้าหรอก พวกเจ้าก็เหมือนกับคนอื่นๆคงจะมาที่นี่เพื่อหัวเราะเยาะข้าเพราะคิดว่าข้าชั่วร้ายใช่ไหมล่ะ?" 

"ท่านที่ปรึกษา.." พาเน่และอาโนอิทอสเงียบ ไม่ตอบอะไรฟีโรโซฟอส 

ฟีโรโซฟอสเห็นปฏิกิริยานั้นของทั้งคู่ก็ยิ้มประชดตนเอง ดวงตาเขาเต็มไปด้วยน้ำตาและมันก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด"แม้แต่พวกเจ้าก็ยังคิดว่าข้าชั่วร้าย ข้ารู้อยู่แล้วว่าข้าไม่มีหวังจะหนีไปไหน เพราะไม่มีใครเชื่อคำข้าอยู่แล้ว ข้าทำงานดูแลเมืองนี้มาหลายปี ทำด้วยความรักและห่วงใย ข้าปฏิบัติต่อประชากรทุกคนที่นี่เหมือนเป็นครอบครัวตนเอง ข้าไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ข้าทำมาตลอดมันจะไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อข้าแค่อยู่ในที่เกิดเหตุและถูกใส่ความ เพียงแค่นั้นทุกคนก็ไม่เชื่อข้าและปฏิบัติต่อข้าเหมือนฆาตกร ข้าบกพร่องในหน้าที่ของตนเองยิ่งนัก คงเป็นเพราะข้ายังดีกับพวกเจ้าไม่เพียงพอ ข้าจึงสร้างความเชื่อใจให้พวกเจ้าไม่ได้ฟีโรโซฟอสพูดแบบนั้น จากนั้นดวงตาก็มืดดำสนิท ราวกับไม่มีหวังอะไรหลงเหลือในดินแดนแห่งนี้อีกแล้ว 

แต่แล้ว อาโนอิทอสก็มองฟีโรโซฟอสและพูดขึ้น "ข้าพเจ้าเชื่อท่านที่ปรึกษานะ ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านถูกใส่ร้าย

ฟีโรโซฟอสหันมองชายหนุ่มตรงหน้าตนเอง จากนั้นก็แสยะยิ้มและโบกมือปัดเจ้าชาย เขาบอก "ฝ่าบาทไม่จำเป็นจะต้องโกหกเพื่อปลอบกระหม่อมหรอก กระหม่อมรู้ว่าฝ่าบาทไม่ได้ตั้งใจพูดแบบนั้นจริงๆ

ฟีโรโซฟอสคิดว่าอาโนอิทอสแค่อยากให้กำลังใจเขา ฟีโรโซฟอสบอกปัดแล้วหันหน้าหนี

แต่อาโนอิทอสก็บอก "ข้าพเจ้าไม่ได้โกหกหรอก ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านที่ปรึกษาถูกใส่ร้าย เพราะข้าพเจ้ารู้ว่าคนร้ายคือใครตั้งแต่แรกแล้ว

ตอนนั้นเอง ใบหน้าที่หันหนีของฟีโรโซฟอส เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มันก็ค่อยๆเบือนกลับมามองอาโนอิทอสอย่างช้าๆ สักพักดวงตาที่ดำมืดไร้หวังจนถึงเมื่อครู่นี้ของฟีโรโซฟอสก็ค่อยๆปรากฏความตะลึงขึ้นมา "ฝ่าบาท...ว่าอย่างไรนะ?" 

อาโนอิทอสบอก "คนร้ายก็คือหญิงสาวครอบครัวโอวิสนั่นแล เพราะแบบนั้นข้าพเจ้าจึงสั่งห้ามท่านที่ปรึกษาไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับคำร้องเหล่านั้นยังไงล่ะ

ฟีโรโซฟอสอึ้ง "ฝ่าบาท...ฝ่าบาททรงกำลังล้อเล่นอันใดครอบครัวโอวิสถูกสังหารจนหมด พวกนางเป็นผู้เคราะห์ร้ายมิใช่ฆาตกรนะพะย่ะค่ะ

อาโนอิทอสถามกลับแทบทันที "แล้วท่านที่ปรึกษาเห็นแน่ชัดแล้วอย่างนั้นหรือ ว่าหญิงเลี้ยงแกะโอวิสและลูกๆของนางตายแล้วจริงๆท่านที่ปรึกษาได้ไปตรวจเช็คด้วยตนเองแล้วหรือ?"

ฟีโรโซฟอสสั่นหน้า "กระหม่อมไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะถึงอย่างไรก็มีผู้ชันสูตรศพมาตรวจเองอยู่ดี หากนางแค่แกล้งตายงั้นเราทุกคนก็จะรู้อยู่ดีมิใช่หรือพะย่ะค่ะ?" ฟีโรโซฟอสหยุดพูดเพียงแค่นั้นเพราะคิดว่าสิ่งที่อาโนอิทอสพูดมันไร้เหตุผล 

แต่อาโนอิทอสก็บอก "ท่านที่ปรึกษา แล้วทำไมท่านถึงได้คิดว่าผู้ชันสูตรศพบริสุทธิ์ตั้งแต่แรกด้วยล่ะแรกเริ่มเดิมทีไม่มีกฏข้อไหนบอกว่าคดีนี้มีคนร้ายได้แค่คนเดียวสักหน่อยใช่หรือไม่?"

ฟีโรโซฟอสเผยใบหน้าที่สับสน "ฝ่าบาททรงอยากจะพูดอะไรกันแน่พะย่ะค่ะมันไม่สำคัญว่าหญิงเลี้ยงแกะโอวิสกับผู้ชันสูตรศพจะร่วมมือกันหรือไม่ สมมุติต่อให้สองคนนั้นร่วมมือกันเพื่อใส่ร้ายกระหม่อมจริง แต่ที่นั่นก็มีชาวเมืองมากมายมามุงดู หากหญิงเลี้ยงแกะโอวิสแกล้งตายยังไงก็ไม่มีทางตบตาคนขนาดนั้นได้อยู่ดี เว้นเสียแต่ว่า--" ตอนที่ฟีโรโซฟอสพูดมาถึงประโยคสุดท้าย จู่ๆเขาก็หยุดพูดลงกลางคัน เพราะจู่ๆในใจก็นึกถึงความเป็นไปได้อีกอย่างขึ้นมาเมื่อลองใช้หลักการคิดเพี้ยนๆแบบอาโนอิทอส แต่ว่าพอใช้วิธีคิดแบบอาโนอิทอสมันก็ทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางจริงๆ แต่เขาก็ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องนี้มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ ดวงตาฟีโรโซฟอสก็เบิกกว้างด้วยความตะลึง "ไม่จริงน่ะหรือว่า!?" 

ฟีโรโซฟอสไม่อยากเชื่อ พลันหันมองอาโนอิทอส "นี่คือสิ่งที่ฝ่าบาทกำลังหมายถึงหรือ!? แต่ว่าต่อให้ทฤษฏีนี้จะเป็นจริง แล้วเป้าหมายของพวกเขาคืออะไรกัน!? ทำไมพวกเขาจึงต้องทำขนาดนี้!" 

อาโนอิทอสตอบ "ในเช้าวันนั้น ท่านที่ปรึกษาตื่นขึ้นมาพร้อมกับศพของสามแม่ลูกโอวิส และก็มีชาวบ้านมากมายมามุงดู ทำไมจู่ๆถึงได้มีชาวบ้านมากมายมาดูตอนท่านที่ปรึกษานอนกับศพพอดิบพอดี แล้วบ้านถูกล๊อคไว้ 6 ชั้นทหารก็เข้ามาไม่ได้นอกจากพังประตู แต่ภายในบ้านไม่มีร่องรอยงัดแงะ นั่นก็หมายความว่าคนที่เปิดประตูก็ต้องเป็นใครสักคนที่อยู่ในบ้านให้ทหารและชาวบ้านพวกนั้นเข้ามา คนเปิดประตูก็เป็นใครไปไม่ได้นอกจากครอบครัวโอวิส

ฟีโรโซฟอสอึ้งเพราะพูดอะไรไม่ออก 

"ท่านที่ปรึกษาไม่สงสัยอย่างนั้นหรือ ทำไมชาวนากลอติสที่บ้านอยู่ห่างไป 3 ไมล์ ในเช้าวันนั้นถึงได้ไปอยู่ที่นั่นในห้องที่เกิดเหตุพอดิบพอดี เขามาขายข้าวแถวนั้นพอดีอย่างนั้นหรือไม่ ทั้งหมดมันคือการแสดง

ฟีโรโซฟอสอึ้ง เขาเข้าใจจุดผิดสังเกตุที่อาโนอิทอสพยายามจะสื่อแล้ว แต่มันก็ยังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจอยู่ดี นั่นก็คือ"กระหม่อมไม่เข้าใจ ถึงแม้สิ่งที่ฝ่าบาทสันนิษฐานมาจะเป็นความจริง แต่มันจะมีประโยชน์อะไรกับคนพวกนั้น คนพวกนั้นจะได้ประโยชน์อะไรกับการใส่ร้ายกระหม่อม?"

เมื่อฟีโรโซฟอสถามคำถามนี้ อาโนอิทอสก็มองอีกฝ่าย ราวกับอยากระลึกเรื่องสำคัญบางอย่างให้ฟีโรโซฟอส "ท่านที่ปรึกษา...ท่านลืมไปแล้วอย่างนั้นหรือ ว่าเมืองของเราในตอนนี้ถูกสปายจากกองกำลังฝ่ายไหนเล่นงานอยู่?" 

เพียงแค่คำพูดนั้นคำเดียว ดวงตาของฟีโรโซฟอสเบิกขึ้นมา 

อาโนอิทอสยิ้ม "ท่านที่ปรึกษาไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ที่ท่านที่ปรึกษาฝ่าฝืนคำสั่งข้าพเจ้าแล้วไปตกอยู่ในหลุมพลางพวกมัน แต่ที่จริงพวกมันก็กำลังตกอยู่ในหลุมพลางข้าพเจ้าเช่นกัน ท่านที่ปรึกษาไม่ต้องถูกส่งไปลงโทษที่ไหนทั้งนั่นแลเพราะข้าพเจ้าจะช่วยท่านที่ปรึกษาออกมาเอง

ฟีโรโซฟอสอึ้ง  


*****


ที่อ่าวเรือดำ เรือโจรสลัดลำหนึ่งที่มีธงสัญลักษณ์มงกุฏกากบาทแล่นอยู่กลางท้องทะเล 

กองปฏิวัติ กำลังทำการฉลองความสำเร็จกันหลังจากแผนการปลดที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของชามิวลอสสำเร็จ 

ชายวัยกลางคนที่มีร่างกำยำและเรือนผมดำเข้ม ยกจอกเหล้าขึ้นและดื่มเฉลิมฉลองกับลูกน้อง "แด่ชัยชนะและความพินาศของพวกขุนนางชั่ว!"

เหล่าลูกน้องแห่งกองปฏิวัติก็ยกจอกเหล้าและส่งเสียงร้องเฮ "แด่ชัยชนะและความพินาศของพวกขุนนางชั่ว!" 

"กองปฏิวัติจงเจริญ!" 

"กองปฏิวัติจงเจริญ!"

ตู้ม

ในตอนนั้นเอง เสียงพังประตูดังขึ้นมาพร้อมกับชายหนุ่มเรือนผมบลอนด์ทองผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยวเขาตรงไปหาผู้นำกองปฏิวัติแล้วต่อยหน้าอีกฝ่ายจนล้มลงกับพื้น เขาตะโกน "ลาดิสข้าบอกว่าห้ามใช้แผนนั้นกับฟีโรโซฟอสไม่ใช่รึ!!" 

ชายหนุ่มผมบลอนทอง ใบหน้าหล่อเหลาจ้องมองชายวัยกลางคนเรือนผมดำตรงหน้าอย่างโกรธเกรี้ยว 

ลูกน้องที่ส่งเสียงเชียร์ดีใจจนถึงเมื่อครู่ก็เงียบกริบ ไม่มีใครกล้าขยับตัวหรือพูดอะไรเมื่อชายผมบลอนด์ทองปรากฏตัวออกมา แม้อีกฝ่ายจะทำร้ายหัวหน้าพวกตน ก็ไม่มีพวกเขาคนไหนกล้าต่อว่าหรือทำอะไรชายผมบลอนด์ทองผู้นี้ เพราะอีกฝ่ายคือรองหัวหน้าและมันสมองของกลุ่มที่คิดแผนขึ้นมา

คามิวดุสตวาดด้วยเลือดขึ้นหน้า "หากเจ้านำแผนข้าไปใช้โดยไม่บอกกล่าวก่อนอีกครั้งเดียว ข้าจะทำลายกองปฏิวัตินี้ของเจ้าเสีย!" 

ชายผมดำหรือลาดิสเช็ดเลือดที่มุมปากแล้วมองคามิวดุสด้วยดวงตาคม จากนั้นแสยะยิ้ม "ข้าให้เวลาเจ้าคิดแผนการเพื่อใช้นำตัวที่ปรึกษานั่นออกจากทางถึง 1 เดือน แต่เจ้าก็มัวแต่สงสารคิดหาแต่ทางที่จะไม่ทำอันตรายเจ้าแก่นั่น เป็นเพราะสายสัมพันธ์ที่เจ้ามีต่อเจ้าแก่นั่นอย่างนั้นรึจึงทำให้เจ้าใจอ่อนในเส้นทางนี้ที่เราเลือกเดินน่ะทุกคนต่างต้องเสียสละคนสำคัญทั้งสิ้น เจ้าจะเลือกทั้งสองอย่างไม่ได้หรอก

คามิวดุสมองลาดิสอย่างเย็นชา "คนที่สำคัญของข้ามีเพียงสองคนบนโลก ที่ข้าเข้าร่วมกองปฏิวัติของเจ้าก็เพื่อปกป้องสองคนนั้น หากเจ้าไม่สามารถทำตามที่สัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับฟีโรโซฟอสและอาโนอิทอสได้ งั้นข้าก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเป็นเสนาช่วยพวกเจ้าวางแผนปฏิวัติกษัตริย์วาซิลาสอีกแล้ว อย่าลืมสิว่าที่กองปฏิวัติยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้เป็นเพราะใคร ลืมแล้วหรือว่าตอนยังไม่มีข้าพวกเจ้าก็เป็นเพียงแค่กลุ่มผู้มีเพียงอุดมการณ์?" 

เมื่อคามิวดุสพูดแบบนั้น ลาดิสก็เงียบ สมาชิกคนอื่นก็เงียบเช่นกัน ไม่มีใครกล้าเถียงหรือต่อต้านคามิวดุสเพราะอีกฝ่ายเป็นคนสำคัญในกองปฏิวัติที่ทำให้กองปฏิวัติยังเดินหน้าได้ถึงทุกวันนี้ ถึงแม้จะเป็นแค่รองหัวหน้า แต่เขาเปรียบเสมือนราชาของทุกคน คอยสั่งการว่าจะต้องทำยังไง ตลอดมาจนถึงตอนนี้คามิวดุสคอยวางแผนให้ทุกคนและทุกคนก็ปฏิบัติตาม แผนที่ลาดิสใช้กับฟีโรโซฟอสจนมันตกหลุมพลางก็เป็นแผนของคามิวดุสที่คิดขึ้นโดยมีเจตนาที่จะใช้กับที่ปรึกษารัชทายาทคนอื่น เพื่อทำให้อำนาจทางการเมืองของแต่ละฝ่ายอ่อนลง 

หลังจากด่าหัวหน้าตัวเองเสร็จ คามิวดุสก็กัดฟันแล้วพยายามสงบสติอารมณ์ "ในเมื่อกลับไปแก้ไม่ได้แล้ว งั้นเรื่องมันแล้วก็แล้วไป แล้วตอนนี้ศาสนจักรเคลื่อนไหวรึยัง?" คามิวดุสหันไปถามลูกน้องหญิงสาวคนหนึ่ง 

หญิงสาวคนนั้นตอบ "ศาสนจักรจะส่งคนไปจับตัวฟีโรโซฟอสในอีก 3 วันเจ้าค่ะ

คามิวดุสเผยใบหน้าดำมืด "งั้นรีบส่งม้าเร็วไป บอกว่าหยุดแผนการก่อน

"เรื่องนั้นไม่จำเป็นหรอก

ตอนนั้นเอง ขณะที่คามิวดุสออกคำสั่ง ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดนักบวชก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับคนจากศาสนจักรสี่คน 

ลาดิสและกองปฏิวัติอึ้งที่เห็นคนจากศาสนจักรมาอยู่ที่นี่ 

"ทำไมพวกเจ้ามาอยู่ที่นี่?" ลาดิสถามด้วยความสงสัย 

แต่ชายหนุ่มนักบวชนั้นเมินลาดิสและหันไปหาคามิวดุส เผยดวงตาที่สนอกสนใจและเผยรอยยิ้ม "คามิวดุส เจ้าให้ข้อมูลพวกเรามาผิดพลาด มีบางอย่างที่ไม่ตรงกับรายงานเกี่ยวกับชามิวลอสที่เจ้าให้มา

คามิวดุสขมวดคิ้ว "เจ้ากำลังพูดถึงสิ่งใด?" 

นักบวชสูงสุดกล่าว "เจ้าบอกว่าชามิวลอสจะแตกทันทีหากผู้บริหารทางการเมืองอย่างฟีโรโซฟอสหายไป เจ้าบอกว่าหากเจ้าชายลำดับที่สามไม่มีที่ปรึกษา ชามิวลอสก็จะยุ่งเหยิง

คามิวดุสมองนักบวชสูงสุดอย่างสับสน "มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น ทำไม?" 

นักบวชสูงสุดยิ้มเย็นชา "ข้าไม่เห็นมันจะเป็นเช่นนั้นเลย

คามวดุสอึ้ง "เจ้าหมายความว่ายังไงนี่เจ้าไปที่นั่นมาแล้วแล้วสปายของข้าล่ะพวกมันอยู่ไหน?" 

นักบวชสูงสุดยิ้ม "ถูกจับไปหมดแล้ว สปายทั้งหมด 245 คนรวมที่แปรพักตร์ ทั้งที่เจ้าส่งไปปลอมตัวเป็นชาวเมืองและขุนนาง ทั้งหมดถูกจับตัวได้หมดแล้ว

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งคามิวดุส ลาดิส และกองปฏิวัติทุกคนตกตะลึง คามิวดุสแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ลุกขึ้นแล้วตบโต๊ะเสียงดัง "มันเป็นไปได้อย่างไร!? ใครเป็นคนค้นพบตัวสปายเหล่านั้นได้มากขนาดนี้!?" 

นักบวชสูงสุดมีรอยยิ้มที่หล่อเหลา ดวงตาก็เผยความสนใจเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงตอนเผชิญหน้าชายคนนั้น "นั่นเป็นสิ่งที่ข้ากำลังอยากพูดกับเจ้า เจ้าบอกว่าชามิวลอสจะแตกพ่ายง่ายๆให้เราหากเรานำที่ปรึกษาออกไปจากเจ้าชายอาโนอิทอสได้ เพราะลำพังเจ้าชายไม่สามารถบริหารเมืองได้ แต่ข้าไม่เห็นเป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย กลับกันข้าคิดว่าเขานั้นหลักแหลมยิ่งกว่าฟีโรโซฟอสเสียอีก ผู้ที่จับตัวสปายทุกคนของเจ้าได้ไม่ใช่ใคร แต่เป็นเขาคนนั้น

คามิวดุสตะลึง ไม่อยากเชื่อหูตนเอง "นี่เจ้า...ว่าอย่างไรนะ?" 

นักบวชสูงสุดบอก "ข้าไม่รู้ว่าครั้งสุดท้ายเจ้าเห็นเจ้าชายตอนไหน แต่ตอนนี้เขาไม่เหมือนที่เจ้าบรรยายแม้แต่น้อยกลับกันเขาฉลาดเป็นกรด หลักแหลมจนน่ากลัว เรื่องสปายที่เจ้าส่งไปปลอมตัวเป็นชาวบ้านและยื่นคำร้องวางกับดักพวกนั้นเขารู้แต่แรกแล้ว เขาจึงได้เมินมันตลอดมา แต่ที่เขาไม่ยอมทำอะไรเพราะเขาไม่รู้เท่านั้นว่าในชนชั้นสูงยังมีกบฏอีกกี่คน ดังนั้นเขาจึงได้ปล่อยให้ฟีโรโซฟอสเต้นบนมือเรา กลับกันเจ้าชายก็คอยตามเก็บคนน่าสงสัยทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นในเรื่องของฟีโรโซฟอส เขาใช้ที่ปรึกษาตนเองเป็นเหยื่อล่อสปายทั้งหมดออกมา ตอนนี้ขุนนางทุกคนที่เป็นไส้ศึกให้เจ้า ทั้งอัศวิน ทั้งเมอร์ควิส มาร์คัส และเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ หรือแม้แต่สัปเหร่อ ทั้งหมดโดนจับตัวได้หมดแล้ว

คามิวดุสไม่อยากเชื่อหูตนเอง 

ย้อนกลับไปไม่กี่ชั่วโมงก่อน 

ฟีโรโซฟอสและชาวเมืองที่มารอรุมประฌามต่างยืนอึ้งเมื่ออาโนอิทอสนำตัวคนร้ายทั้งหมดในคดีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ออกมานั่งเรียงตัวกันต่อหน้านักบวชสูงสุดและคนจากศาสนจักร

"พวกเจ้า...พวกเจ้า....เป็นไปได้ยังไงฟีโรโซฟอสไม่อยากเชื่อสายตา

เบื้องหน้าฟีโรโซฟอส ชาวเมือง 132 คนที่ส่งเรื่องร้องทุกข์หัวขโมยและภัยแร้งนั้นนั่งเรียงแถวกันเป็นตับ ด้านข้างพวกมันคือหญิงสาวสามคนที่ฟีโรโซฟอสคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีเพราะพวกเธอก็คือสามแม่ลูกโอวิส ด้านข้างสามแม่ลูกก็คือทหารทั้งกองที่ไปรอดักซุ่มจับหัวขโมยแกะกับฟีโรโซฟอสในคืนนั้น และด้านข้างกองทหารพวกนั้นอีกก็คือกลอติสชาวนาที่มาบ่นเรื่องภัยแล้งให้ฟีโรโซฟอสฟังวันนั้น 

ฟีโรโซฟอสไม่อยากเชื่อ 

แต่สิ่งที่ไม่อยากเชื่อที่สุดก็คือ ด้านข้างของกลอติส ก็คือเพื่อนแท้ๆของเขามาร์คัส แม้แต่เมียมันก็ด้วยขุนนางที่เป็นโล่และดาบให้ชามิวลอสมาร์ควิส มาร์คัส


ตอนต่อไป
ตอนที่ 10

นิยายแนะนำ

นิยายแนะนำ

ความคิดเห็น

COMMENT

ปักหมุด

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited( Kawebook.com )

Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )
ที่อยู่ : 20 หมู่ที่ 6 ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 74000
เวลาทำการ : 08 : 00 - 18 : 00 จันทร์ - เสาร์
e-mail : contact@kawebook.com

DMCA.com Protection Status

เริ่มต้นเผยแพร่ผลงาน

เริ่มต้นเป็นนักเขียนออนไลน์ เขียนเรื่องราวที่ประทับใจ สร้างเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ และแบ่งปันประสบการ์ดีๆ กับผู้คนทั่วโลก kawebook.com เป็นโอกาส เป็นสื่อกลาง และยังเป็นอีกหนึ่งช่องทาง ในการสร้างรายได้ให้กับนักเขียนมืออาชีพ และนักเขียนมือสมัครเล่นจากทุกมุมโลก เพียงสมัครเป็นสมาชิกเว็บไซต์เพื่อเขียนหนังสือ การ์ตูน หรืออัพโหลดอนิเมชั่น ที่เป็นผลงานของท่าน และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

© สงวนลิขสิทธิ์ 2017 Glory Forever Public Company Limited ( Kawebook.com )

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา