เรื่อง ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที
“ไอ้คีรี มึงไปแจ้งเรื่องท้าประลองกว่าง กูขอตั้งกติกาให้แต่ละฝ่ายเตรียมกว่างมาลงประชันสามตัว โดยเลือกที่ความสามารถเก่งสุด ปานกลาง แลอ่อนด้อย มาอย่างละตัว กูให้เวลาสามวันมาพบกันที่หน้าประตูเวียง”
“ได้ ข้าจะแจ้งตามนี้”
“ประเดี๋ยวก่อน มึงรอให้เจ้าโยนลงมือก่อน ให้ภายในแตกตื่นวุ่นวาย แล้วมึงค่อยเข้าไปแจ้งทางออกนี้แก่พวกมัน”
เจ้าคีรียิ้มชอบใจในอุบายของเจ้าหาญ “บ่คิดเลย ว่ามึงจักมีความคิดเช่นนี้ได้ กูผิดไปแล้วจริง ๆ ที่ก่อนนี้มองข้ามความสามารถมึง จนมืดบอดดูไม่ออก ว่าแท้จริงมึงเป็นใครปลอมตัวมา”
เจ้าคีรีรออยู่อึดใจ ควันไฟสีดำหม่นเริ่มหมุนวนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าทางท้ายเวียงทุ่งหลวงประหนึ่งมังกรทมิฬ เสียงร้องตะโกนระงมสลับกับเสียงกลองสัญญาณเตือนภัยดังกึกก้องไปทั่วกำแพงเมือง ยุ้งฉางอันเป็นหัวใจของเมืองอู่ข้าวอู่น้ำถูกเปลวเพลิงที่เจ้าโยนยางคำจุดขึ้นโหมกระหน่ำ บีบคั้นหัวใจของผู้ที่มองอยู่บนยอดป้อมปราการให้สั่นท้อ
“ได้เวลาของมึงแล้ว...ไอ้คีรี” เจ้าหาญเปรยขึ้น สายตาคมกล้ายามจ้องมองเปลวไฟนั้นดูเย็นเยียบจนน่าขนลุก
เจ้าคีรีฮ้อม้าฝ่าฝุ่นละอองมุ่งตรงไปยังประตูเวียง ท่ามกลางสายตาฉงนสงสัยของทหารทุ่งหลวง ที่ง้างธนูเตรียมยิง แต่เมื่อเห็นว่าเป็นราชบุตรแห่งภูซางที่คุ้นเคย ประตูเวียงที่ปิดสนิทจึงแง้มเปิดออกรับเขาเข้าไปสู่ศูนย์กลางแห่งความตื่นตระหนก
เจ้าแสนเมืองสิงห์เห็นเช่นนี้จึงชักชวนเจ้าสิงหาให้แยกตัวออกไป เพื่อเตรียมจัดตั้งค่ายพลับพลาล้อมเวียงเอาไว้ เจ้าแสนเมืองสิงห์จ้องมองแผ่นหลังของเจ้าหาญด้วยความรู้สึกหลากหลาย ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนที่เจ้าหาญจะหันมาประกาศโองการศึกด้วยน้ำเสียงดังกังวานดุจสายฟ้า
“ฟังคำกู! ในสามวันนี้ หากมีผู้ใดคิดหนีออกจากเวียง ให้จับกุมตัวแลยึดทรัพย์สินเสียให้สิ้น ทรัพย์นั้นจงตกเป็นของส่วนกลางเพื่อบำรุงทัพ แต่หากมีผู้ใด บังอาจปล้นชิงหรือเข่นฆ่าราษฎรผู้บริสุทธิ์โดยพลการ หากกูรู้…กูจักบั่นคอลงทัณฑ์มันผู้นั้นด้วยมือกูเอง!”
คำสั่งนั้นเด็ดขาดเสียจนเหล่าทหารกล้า ที่เคยฮึกเหิมหมายปล้นชิง ถึงกับต้องก้มหน้าหลบสายตาผู้นำทัพ
เจ้าสิงหาหันไปกระซิบกับเจ้าแสนเมืองสิงห์ด้วยแววตาฉงน “พี่ท่าน…พระองค์พร่ำสอนสิ่งใดให้มันไปฤา? เหตุใดจากเด็กหนุ่มที่เคยยิ้มหวานช่างเจรจา ยามนี้กลับมีรังสีอำนาจดั่งถอดแบบพระองค์มามิผิดเพี้ยน”
เจ้าแสนเมืองสิงห์แค่นยิ้มในที พลางมองดูเจ้าหาญที่ควบม้าตรวจตราความเรียบร้อยของกองทัพ “มันเหมือนกูฤา? กูกลับคิดว่ามันบ้าบิ่นแลคาดเดาใจได้ยาก ดุจองค์ขุนหลวงอินทร์ถวายเสียมากกว่า ทำสิ่งใดเหนือกฎเกณฑ์เยี่ยงนักเลง...แต่กลับเป็นนักเลงที่กุมชะตาบ้านเมือง เจ้าหนุ่มนี้เห็นที่จักดูแคลนเช่นแต่ก่อนมิได้ ก็เพียงสอนเชิงดาบเชิงรบไปเพียงน้อย ”
“สามวันนี้มิใช่น้อยเลยหนา ใจข้าอยากตีหักเอาเมืองเสียให้สิ้นในยามนี้ การรั้งรอท่ามกลางเสบียงที่ร่อยหรอและไพร่พลที่เริ่มเกียจคร้าน อาจเป็นภัยในภายหลังต่อกองทัพของเรา” เจ้าสิงหาแย้งขึ้นด้วยความกังวล
“เอาน่า...เวียงทุ่งหลวงที่อุดมสมบูรณ์เช่นนี้ หากต้องพินาศไปภายใต้ฝ่าตีนช้างม้า ก็น่าเสียดายนัก” เจ้าแสนเมืองสิงห์กล่าวพลางมองไปยังกำแพงเวียง “ลองดูอุบายของไอ้หนุ่มนี่เถิด...อย่างที่มันว่า หากเชิงกว่างมันพ่ายแพ้จริง มีหรือที่สุวรรณโคมคำจะยอมชักทัพกลับไปมือเปล่า? กติกาของเจ้าหาญเป็นเพียงการให้เกียรติ ก่อนจะใช้กำลังเท่านั้นดอก”
ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีที่เข้าปกคลุมเวียงดงหวาย เรือนพิมานที่เจ้ามาลาจัดถวายกลับสว่างไสวไปด้วยแสงไต้แลคบเพลิงที่ลุกโชน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมปนเปไปกับกลิ่นยาสมุนไพรรสร้อนที่ถูกเคี่ยวจนเดือดพล่าน เสียงฝีเท้าของเหล่านางข้าหลวง แลหมอหลวงหมอยาวิ่งวุ่นสลับกัน จนเสียงพูดคุยสั่งงานอื้ออึงลั่นเรือน น้ำร้อนแลผ้าสะอาดถูกผลัดเปลี่ยนเข้าออกวุ่นวาย บรรยากาศภายในเรือนเต็มไปด้วยความโกลาหลดั่งสมรภูมิขนาดย่อม
พญาพรหมเสกในสภาพเนื้อตัวเปื้อนรอยคราบเลือดด่างพร้อย ก้าวเท้าขึ้นเรือนด้วยความรีบร้อน ทันทีที่บานประตูเปิดออก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาหัวใจของนักรบผู้เกรียงไกรแทบหยุดเต้น
บนตั่งไม้พระที่บรรทม ร่างของเอื้องสายในสภาพซีดเซียว ราวกับกระดาษนอนคว่ำร่างอยู่ แผลรอยดาบที่ถูกฟันสะพายแล่งจากบ่าซ้ายลงมาถึงเอวขวา นั้นลึกจนเห็นกระดูก โลหิตสีแดงฉานซึมผ่านผ้าซับผืนแล้วผืนเล่า จนกลายเป็นสีคล้ำ หมอหลวงสามสี่คนกำลังรุมล้อม บ้างกรอกยา บ้างใช้เหล็กไฟนาบห้ามเลือด เสียงครางแผ่วเครือในลำคอของนางผู้เป็นดวงใจ สะท้อนก้องอยู่ในหูของพญาหนุ่มจนร่างทั้งร่างเริ่มสั่นเทา
“เลือด...เหตุใดเลือดมันถึงมิหยุดไหลเสียที ทำสิ่งใดกันอยู่ เร่งมือเข้าซี่!” พญาพรหมเสกคำรณ แต่อาการหอบเหนื่อยจากการตรากตรำศึกแลความสะเทือนใจ ที่ประดังประเดเข้ามา ทำให้สายตาของพระองค์เริ่มพร่าพราย
ภาพความทรงจำอันโหดร้ายจากศึกเวียงชัยเมื่อครั้งอดีต พลันซ้อนทับขึ้นมาในห้วงคำนึง ภาพร่างไร้วิญญาณของเจ้ามหาอุปราชคำหลวง ผู้เป็นพี่ชายที่นอนจมกองเลือด แลพญาศรีศักดิ์มิตรร่วมรบที่จากไปต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกสูญเสียครั้งใหญ่นั้น ไหลบ่ากลับมาโจมตีหัวใจที่บอบช้ำ ร่างกำยำที่เคยยืนหยัดมั่นคง ท่ามกลาง-่ากระสุนธนูคมหอกดาบ กลับโอนเอนดั่งต้นไม้ที่ถูกพายุพัดกระหน่ำ
“พระองค์! เจ้าหลวง!” ไอ้แจ้งที่ตามติดเบื้องหลังรีบถลาเข้ามารับวรกายที่กำลังจะทรุดฮวบ “ประคองสติไว้พระเจ้าข้า! แม่ญิงเอื้องสายยังอยู่ในมือหมอ พระองค์จักล้มลงยามนี้มิได้หนา!”
พญาพรหมเสกหลับตาลงแน่น หยาดน้ำตาแห่งความเหนื่อยล้าหยดลงบนบ่าของขุนศึกคู่ใจ พระองค์ประทับพิงเสาเรือน ลมหายใจขาดห้วง พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่บาดลึกยิ่งกว่าแผลดาบใด ๆ ในใจเอาแต่พร่ำภาวนาต่อผีเหย้าผีเรือน ผีปู่ย่าบรรพชนแลเทพไท้เทวาพญาแถน
'อย่าพรากนางไปจากกูเลยหนา อย่าให้กูต้องสูญเสียใครไปมากกว่านี้อีกเลย'
เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวชั่วกัปชั่วกัลป์ จนกระทั่งหมอหลวงผู้เฒ่าก้าวออกมาจากวงล้อม เช็ดมือที่ชุ่มไปด้วยโลหิตกับผ้าสะอาด พลางรีบทรุดตัวลงกราบแทบพระบาท ของผู้เป็นขุนศึกใหญ่จากสุวรรณโคมคำ
“พระบาทเจ้า…แม่ญิงเอื้องสายรอดพ้นจากความตายแล้วพระเจ้าข้า แม้แผลจะฉกรรจ์นัก แต่ยามนี้นางกลับมาหายใจได้มั่นคงดั่งเดิมแล้ว แลที่สำคัญ...” หมอยาเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาปีติยินดี “เทพไท้ผีฟ้าคุ้มครองโดยแท้พระเจ้าข้า หน่อเนื้อแห่งพระบาทเจ้า…ในครรภ์ของแม่ญิงยังแข็งแรงนัก หาได้หลุดลอยไปตามแรงดาบไม่”
คำว่าบุตรในครรภ์ ดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงมาใส่กลางใจพญาพรหมเสก พระองค์ตะลึงลาน ประหนึ่งวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ความสับสนปนเปกันระหว่างความดีใจสุดระงับ และความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ทำให้พระองค์หันไปสบตากับไอ้แจ้งด้วยแววตาที่ว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง
“ลูก! มึงได้ยินเหมือนกูไหม แม่เอื้องสายท้องฤา? ท่านหมอบอกว่าเมียกูมีลูกให้กูฤา?” แววตาสับสน แต่หยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นออกมากลับเต็มไปด้วยความปิติยินดี
“ได้ยินเต็มสองหู พระบาทเจ้า…” ไอ้แจ้งที่หมอบกราบ ยิ้มกว้างดีใจ
เมื่อความจริงแจ่มชัดในใจ พญาพรหมเสกก็มิรอช้า พระองค์สลัดความเหนื่อยล้าทิ้งไปจนสิ้น ทรงรีบรุดผลักม่านวิสุทธิ์ห้องชั้นใน มุ่งตรงเข้าไปหาเมียรักในทันที ร่างหนาทรุดนั่งลงข้างตั่งนอน มองดูใบหน้าซีดเซียวของเอื้องสาย ที่บัดนี้ดูสงบลง ทรงเอื้อมมือที่สั่นเทาไปลูบผมและดวงหน้าของนางอย่างแผ่วเบาที่สุด ราวกับกลัวว่าร่างตรงหน้าจะแตกสลายด้วยมืออันหยาบกร้านของตน
“เอื้องเอ๋ย...เจ้าใจเด็ดนัก ไอ้หนูในท้องเจ้าก็ใจเด็ดเช่นแม่มัน” พญาหนุ่มกระซิบเสียงเครือ พลางก้มลงจุมพิตที่หน้าผากของนาง “อยู่กับพี่หนา...พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ทั้งเจ้าแลลูกต้องอยู่เป็นมิ่งขวัญให้พี่ พี่จักมิยอมให้ผู้ใดหน้าไหนมาแตะต้องพวกเจ้าได้อีกเป็นอันขาด!”
ท่ามกลางแสงประทีปน้ำมันที่โชติช่วง พญาพรหมเสกนั่งกุมมือนางไว้แน่น ไม่ยอมห่างไปไหน ด้วยเกรงว่าปาฏิหาริย์ตรงหน้าจะเลือนหายไป กับความมืดของราตรีกาล หากพระองค์เพียงเผลอไผลเพียงเซี่ยววินาที จึงเอาแต่นั่งเฝ้ามองเมียรัก อยู่เช่นนั้นด้วยความห่วงใยในตัวนาง
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??