เรื่อง ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที
เสียงใไ้แห้งกรอบภายใต้ฝ่าเท้า ที่พยายามลงน้ำหนักให้เบาที่สุด แต่ยังคงดังแทรกผ่านความเงียบสงัดของป่าดงลึก ที่ดูราวกับว่ามันได้หลุดออกมาอีกห้วงเวลา สภาพป่านั้นแปลกประหลาดต่างออกไป ยอดไม้สูงอันมีลำต้นใหญ่หลายคนโอบ ตั้งลำสูงตระหง่านเสียดฟ้า บังบดแสงตะวันจนพื้นเบื้องล่างสลัวลาง ต้นไม้บางต้นมีเถาวัลย์ขนาดมหึมาพันเกี่ยว ดูคล้ายดั่งพญางูยักษ์ที่กำลังบีบรัดร่างเหยื่อ กลิ่นไอชื้นของดินและซากพืชดับสูญทับถม หรือดอกไม้ประหลาดที่ไม่เคยพานพบ โชยมาแตะจมูกชวนให้เวียนหัวเป็นระรอก
“ทรงอดทนอีกนิดเถิด...ทางข้างหน้าดูรกร้างนัก พวกมันคงยากจะตามเราเจอ” เจ้านางซอมพอประคองร่างของคนสูงใหญ่ที่เริ่มสั่นเทิ้มด้วยพิษไข้ ร่างกำยำผ่าวร้อนจนแลดูน่าวิตก
“พี่ยังไหว…”
องค์อินทร์ถวายขบกรามแน่น ทรงใช้ดาบอาคมสรีกัญไชยเล่มงามฝักคำ แทงลงพื้นแทนไม้เท้าเพื่อช่วยพยุงกาย แผลที่อกซีกซ้ายและรอยดาบที่แขนแม้จะถูกพอกยาไว้ก็เพียงแค่ห้ามเลือด ยามนี้มันเริ่มส่งความร้อนผ่าวราวกับมีถ่านไฟแดง ๆ ฝังอยู่ข้างใน พระองค์ทรงหยุดชะงักครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเศษผ้าที่เปื้อนเลือดของตน มามัดติดไว้กับกิ่งไม้ที่จงใจหักทิ้งเป็นระยะในทิศทางที่มุ่งสู่หุบเหวสูงชัน
เจ้าซอมพอเข้าใจในเจตนา นางช่วยขยับก้อนหินและปัดรอยเท้าให้ดูเหมือนคนทั้งคู่มุ่งหน้าไปในทางทิศประจิม(ตะวันตก) สู่สายน้ำเชี่ยว ขณะที่ความจริงพระองค์กลับพาเดินเลี่ยงขึ้นสู่ชะง่อนผาสูง ที่เป็นดั่งเขาวงกตหินปูนลึกลับ
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าของพวกมือสังหารจากเวียงหนองแส และทหารทุ่งหลวงก็ดังไล่หลังมา แต่ด้วยภูมิประเทศที่แปลกประหลาด ต้นไม้ที่มีรูปทรงบิดเบี้ยวราวกับแข้งขาฝูงปีศาจยืนค้ำหัว และรอยลวงที่ทิ้งไว้ ทำให้พวกมันต่างเริ่มแยกทางกันไปคนละทิศละทาง หลายคนหลงเข้าไปในดงป่าหวายอันมีหนามคมดุจเข็มพิษ บ้างก็ร่วงหล่นลงสู่หลุมพรางธรรมชาติที่ปกคลุมด้วยตะใคร่น้ำสีเขียวจัดและซากพืช
เมื่อตะวันลับเหลี่ยมเขา ป่าที่เคยดูสวยงามด้วยมวลไม้ป่าสีสดแปลกตา กลับกลายเป็นนรกบนดิน หมอกธุมเกตุเริ่มโรยตัวหนาทึบจนมองไม่เห็นแม้แต่เส้นลายมือของตนเอง องค์อินทร์ถวายทรงทรุดกายลงพิงชะง่อนหินภายในโพรงถ้ำเล็ก ๆ พระพักตร์แดงก่ำด้วยพิษไข้ที่เริ่มทวีความรุนแรง เพราะการตามล่าประชิดตัว อาหารเพียงน้อยก็ไม่มีให้ถึงท้อง ร่างกายอ่อนล้าและบาดแผลที่ได้รับ จึงทำให้ร่างกายคนอยากจะต้านไหว
“เจ้าซอมพอ...ถอยไปอยู่ข้างหลังพี่” พระองค์กระซิบเสียงบอกนาง พร้อมกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่ลอยมากับลมหนาวกลางป่าเถื่อน
ห่างออกไปในกระท่อมทรุดโทรมกลางกาดฮ้อในสุวรรณโคมคำ ทหารของพญาพรหมเสกปลอมตัวเป็นชาวบ้านร้านตลาด ออกตรวจตราจับคนตามที่ได้รับคำสั่งมา แต่กลับไม่พบคนที่ตามหา ตามท้องถนนเต็มไปด้วยฝุ่นดิน ล่อม้าต่างของและผู้คนต่างภาษา ที่กำลังเจรจาต่อรองสินค้าจนเสียงดัง ด้านนอกวุ่นวายด้วยผู้คน แต่ภายในกระท่อมกลับเงียบสงบ ราวกับตัดขาดจากโลกคนมาสู่โลกผี
พะตี่เซเกอพรานกะเหรี่ยงเฒ่าผู้เรืองอาคมแห่งป่าลึก นั่งบริกรรมคาถาอยู่หน้ากองไฟสีเขียวหม่น ครานี้มันมิได้ส่งคนมา แต่มันส่งสิ่งที่มิใช่คนมาตามล่าเอาชีวิตขุนหลวงอินทร์ถวายแทน! ผ้าพาดไหล่ประจำองค์ ถูกจับโยนเข้าใส่ไฟ เพื่อใช้เป็นสิ่งนำทางแก่บริวารผีร้ายให้ติดตามเหยื่อเนื้อหวาน
มันยังคงทำหน้าที่ตน แม้นว่านายเหนือหัวจากเวียงหนองแสอันเป็นผู้ว่าจ้าง จักถูกคุมตัวไว้แต่เพียงพิมานตำหนัก แต่สัจจะวาจารับปากเขาไว้ แลรับสินอาณัติน้ำใจจ้างวาน งานนี้มันจำต้องทำให้สำเร็จ
เสียงหวีดหวิวคล้ายคนร้องไห้ดังระงมขึ้นรอบโถงถ้ำ เงาดำมืดเริ่มก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างมนุษย์ที่บิดเบี้ยว ดวงตาแดงฉานดั่งถ่านไฟพุ่งเข้าหาคนทั้งสองประหนึ่ง-่ากระสุน ภูติผีอาคมเหล่านี้ คือผีตายโหงลงอาคมที่ถูกส่งมาด้วยมนตราลึกลับ
องค์อินทร์ถวายรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ทรงใช้มีดน้อยปลอกเงินทรงปลา กรีดลงบนพื้นดินเป็นรูปวงกลมล้อมรอบพระองค์และซอมพอไว้ ปากก็บริกรรมคาถาหัวใจพุทธคุณผสมผสานกับมนตราโบราณที่สืบทอดในราชวงศ์สุวรรณโคมคำ องค์อินทร์ถวายทรงพนมมือขึ้นระหว่างคิ้ว หลับเนตรลงสะกดความเจ็บปวด แล้วร่ายพระเวทย์ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวานปนไปด้วยอำนาจตบะที่ฝึกปรือมา
“สิริกัญไชยามหาอาวุธัง สัพพะศัตรู วินาศสันติ...” (สิริกัญไชยามหาอาวุธัง สัพพะสัตตู วินาสสันติ) “ไชยยะ ไชยยะ บารมีพระพุทธเจ้า เจ้าห้าพระองค์ มาเป็นกำแพงแก้วเจ็ดชั้น มาเป็นหอกดาบสรีกันไชยล้อมรอบกายกู สัพพะผีปีศาจอย่าได้มาใกล้ สัพพะอาคมอันชั่วร้ายจงวินาศสุมะไปเสียเถิด...”
ทันทีที่สิ้นคำว่าวินาศสุมะ(จงพินาศหายไป) องค์อินทร์ถวายทรงปักปลายดาบสรีกัญไชยลงบนพื้นดินกึ่งกลางข่ายอาคมที่ขีดไว้ แสงสีทองเรืองรองประดุจประกายสายฟ้าพุ่งออกจากตัวดาบ วิ่งวนไปตามรอยมีดน้อยที่วงไว้รอบกายเจ้านางซอมพอแลพระองค์
หมอกธุมเกตุที่เคยดำมืดและอบอวลด้วยกลิ่นสาบสาง ถูกรัศมีแห่งแสงอาคมผลักดันให้ออกไปพ้นเขตราศีกาย เสียงกรีดร้องของภูติผี ที่พยายามจะฝ่าข่ายอาคมเข้ามา ยังคงดังก้องราวกับเสียงแก้วแตกร้าวเมื่อปะทะกับกำแพงแก้วล่องหน
“พวกมันล่าถอยไปแล้ว...” เจ้านางซอมพอกระซิบผ่านแผ่นหลังของวรองค์สูงใหญ่ ด้วยความอัศจรรย์ใจ นางมองเห็นประกายอักษรยันต์ ลอยล่องอยู่ในอากาศชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไป พร้อมกับความเงียบสงัดที่กลับคืนมาปกคลุมป่าใหญ่อีกครั้ง
“เจ้าอย่าได้วางใจ พวกมันเพียงแค่พ่ายแพ้ต่อข่ายมนต์ หาใช่พ่ายแพ้ต่อพี่ไม่ ตอนนี้พอมีเวลาไม่มาก เจ้ากล้าออกไปหาฟืนกลับมาหรือไม่ ไปแค่หน้าปากถ้ำก็พอ อย่าไปไกลเกินกว่านี้ เอามีดน้อยพี่ติดตัวไป มันพอจักช่วยเจ้าได้หากคับขัน”
นางพยักหน้าพร้อมกับรับมีดมาไว้กับตัว องค์อินทร์ถวายนั่งพิงเพิงหินในโถงถ้ำ ดวงตาของพระองค์แดงกล่ำด้วยพิษไข้ ทั่วทั้งเรือนกายแค่เพียงเข้าใกล้ก็สัมผัสได้ถึงความร้อน ภายในใจเจ้าซอมพอรู้ดี ว่าปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้มิดีแน่ กลางป่าเขาดงไพรเช่นนี้ จักไปหาหยูกยาใดก็ยากนัก แม้แต่กล้วยป่าสุกสักหวีสักเครือยังไม่มีให้พบเห็น หากได้ของกินเข้าปาก อาจพอให้คนซมไข้มีแรงสู้ต่อ
“พระองค์ยังไหวหรือไม่ พวกผีร้ายนั้นดูไปแล้วเป้าหมายของพวกมันเป็นพระองค์หาใช่ข้าเจ้าไม่ ข้าเจ้าอยากออกไปไกลมากกว่านี้ รางทีอาจได้ของกินกลับมาบ้าง”
“อย่าไปไกล! แม้นเป้าหมายพวกผีร้ายคือพี่ แต่พวกคนเวียงทุ่งหลวงต้องการเจ้า พวกมันเพียงแค่พลัดหลง ไม่คิดบ้างฤา ว่าอาจมีคนหลงมาทางเรา อย่าไปไกลเกินปากถ้ำ เชื่อพี่…ไข้เพียงนี้นอนพักสักหน่อยก็ดีขึ้น พี่แค่อ่อนเพลียเป็นวันเป็นคืนมิได้พักหลับนอน เจ้าเองก็มิต่างจากพี่ ฟังคำพี่หนาเจ้าซอมพอ แค่ออกไปเก็บฟืนกลับมา อย่าออกไปไกลเกินนี้”
เจ้าซอมพอจำใจทำตามรับสั่ง นางจากไปไม่นานก็ได้ฟืนกลับเข้ามาให้พอใช้ประทังลมหนาวในคืนนี้
ขุนหลวงอินทร์ถวายแยกฟืนออกเป็นสี่กอง ตั้งแยกออกทั้งสี่ทิศล้อมรอบตัวคน ทรงฝืนใจลุกขึ้นมาจุดไฟทุกกองด้วยองค์เอง แล้วปริกรรมคาถาอีกครั้ง
‘อม กะกิโกโน มหากะกิโกโน สัพเพสัตต๋า ปะรายันตุ สวาหะ’
“มนต์คาถาธนูไฟนี้ จักเป็นเกราะคุ้มภัยเราในคืนนี้ หากค่ำคืนมืดมิด เจ้าได้ยินเสียงสัตว์ใหญ่หายใจ หรือเดินวนไปมาก็มิต้องตกใจหวาดกลัวจนเสียขวัญ ด้วยมันนั้นคือวัวธนูไฟคุ้มกายเรา พักผ่อนเถิดเจ้า มิมีอันใดให้ต้องหวาดกลัว”
ขุนหลวงอินทร์ถวาย กลับไปนั่งพิงเพิงหินในที่เดิม เจ้าซอมพอมองดูโถงถ้ำอันมีหินงอกหินย้อยสวยงามวิจิตร เมื่อต้องไฟจากกองฟืน ภายนอกปากถ้ำฟ้าเริ่มมืดแล้ว ความเงียบสงัดราวเหยียบหัวใจ เสียงกรนของคนอดนอนเริ่มดังขึ้น พระองค์คงเหนื่อยอ่อน จึงหลับไปอย่างง่ายดาย ในความเงียบลึกลงไปในอุโมงค์อันมืดมิด เจ้าซอมพอราวได้ยินเสียงน้ำไหลแลน้ำหยด กระทบหินดังออกมาแผ่วเบา หรือลึกเข้าไปด้านใน จักมีธารน้ำใส ใจนางฉุกคิด
อ่านฟรีจนจบ 143 ตอน ปิดจบติดเหรียญถาวร
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??