เรื่อง เหล่าหวานใจ กับนายพูดไม่เก่ง
ถัดไปเพียงไม่กี่ก้าว ชายฉกรรจ์อีกสามคนที่เหลือรอดจากการถูกกวาดล้างในระลอกแรก กำลังยืนขาสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกมันไม่ได้ไร้รอยขีดข่วนเสียทีเดียว ในจังหวะชุลมุนเมื่อครู่ ชายคนหนึ่งที่พยายามง้างไม้เบสบอลเข้ามาช่วยเพื่อน ถูกสันมือของธีร์กระแทกสวนเข้าที่กลางใบหน้าอย่างจังจนดั้งจมูกหักสะบั้น เลือดสีสดไหลทะลักอาบปากและคางจนมันต้องยกมือขึ้นมากุมจมูกร้องครวญคราง ส่วนอีกคนหนึ่งที่กะจะพุ่งเข้ารวบเอว ก็โดนฝ่าเท้าตวัดถีบเข้าที่ท้องน้อยอย่างจังจนจุกเสียด ร่างกายงอเป็นกุ้งและต้องเอามือคลุมท้องก้าวถอยกรูด มีเพียงชายคนที่สวมสนับมือเหล็กเท่านั้น ที่มัวแต่ยืนอึ้งจนไม่ได้ขยับเข้าไปร่วมวง จึงยังคงรอดพ้นจากการบาดเจ็บมาได้
ทั้งสามคนจ้องมองใบหน้าเรียบสนิทของเหยื่อที่พวกมันคิดจะมารุมกินโต๊ะด้วยสายตาที่เบิกกว้าง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เพื่อนห้าคนนอนจมกองเลือดและหมดสภาพไปในเวลาไม่ถึงนาที ชายตรงหน้าไม่ใช่เหยื่อ แต่เป็นมัจจุราชที่พวกมันไม่มีทางต่อกรได้ ทั้งสามสบตากันเพียงเสี้ยววินาที สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดสั่งการอย่างพร้อมเพรียง... หนี!
พวกมันหันหลังกลับและตัววิ่งสุดฝีเท้า ทว่าความเร็วของพวกมันกลับเชื่องช้าเกินไปในสายตาของผู้ล่า ธีร์สืบเท้าเพียงสองสามก้าวก็ประชิดถึงตัว แขนแกร่งทั้งสองข้างยื่นไปเบื้องหน้า คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อด้านหลังของไอ้คนดั้งหักและไอ้คนจุกท้อง ก่อนจะแรงกระชากอย่างรุนแรงและเหวี่ยงร่างของพวกมันทั้งคู่กระเด็นกลับมาลอยละลิ่ว กระแทกฟาดลงกับพื้นคอนกรีตดัง 'อั้ก!' นอนจุกจนลุกไม่ขึ้นไปอีกสองคน
มีเพียงชายสวมสนับมือเหล็กที่วิ่งนำหน้าสุดเท่านั้น ที่สามารถตะเกียกตะกายวิ่งหนีพ้นระยะการจับกุมไปได้ มันไม่คิดจะหันกลับมามองเพื่อนที่ร่วงลงไปเลยแม้แต่น้อย สองขาสับวิ่งหนีตายสุดชีวิตมุ่งหน้าสู่ปากซอยที่สว่างไสว
บรรยากาศริมถนนใหญ่หน้าร้านสะดวกซื้อยังคงดำเนินไปอย่างปกติ ชายในชุดสูทที่เพิ่งเดินเข้าไปซื้อของ ก้าวพ้นประตูอัตโนมัติมาพร้อมกับขวดน้ำอัดลมในมือ เขาเปิดฝาขวด ยกขึ้นดื่มดับกระหายอย่างใจเย็นและไม่รีบร้อน มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ มั่นใจว่าป่านนี้เป้าหมายคงกำลังถูกรุมสกรัมจนเละคาตรอกไปแล้ว
ทว่า จู่ๆ เสียงแหกปากร้องโวยวายด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดก็ดังลั่นมาจากในซอย ชายชุดสูทลดขวดน้ำอัดลมลง ขมวดคิ้วมองไปยังต้นเสียง ก่อนจะเห็นหนึ่งในกลุ่มอันธพาลที่เขาเพิ่งจ้างมาวิ่งหน้าตั้งตาเหลือกมาจากมุมมืด มันมีสภาพเหมือนคนสติแตก วิ่งตรงดิ่งไปที่รถมอเตอร์ไซค์ของตัวเอง สตาร์ทเครื่องด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะบิดคันเร่งพุ่งทะยานไปสู่ถนนใหญ่อย่างรวดเร็วราวกับหนีผี
"อะไรของมันวะ...?" ชายชุดสูทพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่าไอ้อันธพาลคนนั้นมันเป็นบ้าอะไรถึงได้วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนมาคนเดียว ทั้งๆ ที่พวกมันมีกันตั้งแปดคน
ภาพเหตุการณ์นั้นตกอยู่ในสายตาของชายอีกสองคนที่นั่งซุ่มอยู่ในรถเก๋งสีบรอนซ์ฝั่งตรงข้ามเช่นเดียวกัน ชายคนที่นั่งหลังพวงมาลัยและชายที่นั่งเบาะหลังหันมามองหน้ากันด้วยความฉงน "มันเป็นเหี้ยอะไรของมันวะนั่น?" คนขับเอ่ยถามขึ้นลอยๆ ความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในบรรยากาศ
ชายชุดสูทที่ยืนอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อเริ่มมีท่าทีลังเล ใจหนึ่งเขาก็อยากจะเดินเข้าไปดูให้เห็นกับตาว่ามันเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นในตรอกนั้น แต่อีกใจหนึ่ง สัญชาตญาณก็คอยเตือนว่าไม่ควรเอาตัวเข้าไปเสี่ยง เพราะถ้าหากเกิดเรื่องใหญ่โตจนมีตำรวจมา แล้วมีคนจับได้ว่าคนของ 'วศิน' ไปโผล่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุ เขาคงไม่มีปัญญาไปรับผิดชอบความซวยที่จะตามมาได้
หลังจากยืนชั่งใจอยู่อึดใจหนึ่ง ความอยากรู้และหน้าที่ที่ต้องรายงานผลให้เจ้านายทราบก็เอาชนะความกลัว เขาตัดสินใจก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าเข้าไปในซอยเปลี่ยวช้าๆ พร้อมกับล้วงมือขวาเข้าไปในเสื้อสูท ฝ่ามือจับกระชับเข้าที่ด้ามปืนพกสีดำขลับที่เหน็บอยู่ข้างเอว เตรียมพร้อมที่จะชักมันมาใช้งานได้ตลอดเวลาหากเกิดเหตุจวนตัว
ยิ่งเดินลึกเข้าไป แสงสว่างก็ยิ่งลดน้อยลง กลิ่นคาวเลือดบางเบาลอยมาเตะจมูก เมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืดมิด ชายชุดสูทก็ต้องเบิกตากว้าง อ้าปากค้างจนแทบจะทำขวดน้ำอัดลมในมือซ้ายร่วงหล่นลงพื้น
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือร่างของชายฉกรรจ์เจ็ดคน นอนกองระเนระนาดเกลื่อนพื้นตรอกแคบๆ สภาพของแต่ละคนดูไม่จืดจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ บางคนนอนสลบเหมือดจมกองเลือด บางคนแขนขาหักบิดผิดรูป บางคนก็ทำได้แค่นอนเอามือคลุมท้องแล้วครางอืออาอยู่ในคอเพราะจุกจนเปล่งเสียงไม่
และสิ่งที่ทำให้ชายชุดสูทต้องรู้สึกเย็นสันหลังวาบที่สุด คือภาพของผู้ชายร่างสูงใหญ่ในเสื้อแจ็กเก็ตหนัง เป้าหมายที่พวกเขาหมายหัวเอาไว้ กำลังใช้มือเพียงข้างเดียว บีบรัดลำคอของหนึ่งในอันธพาลยกจนปลายเท้าของมันลอยเหนือพื้นและอัดกระแทกติดกับกำแพงอิฐ
"ใครจ้างพวกมึงมา?" น้ำเสียงที่เปล่งมานั้นเยียบเย็นและไร้ซึ่งความปรานี
"ม... ไม่รู้! อั้ก! ไม่รู้จริงๆ... ปล่อย..." อันธพาลคนนั้นพยายามดิ้นรนและตอบด้วยความหวาดกลัว
มืออีกข้างของธีร์เอื้อมไปจับที่ฝ่ามือของศัตรูที่พยายามจะแกะมือเขา นิ้วแกร่งเกี่ยวเข้าที่นิ้วชี้ของมัน ก่อนจะแรงหักพับไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว!
กร๊อบ!
"อ๊ากกกกกก!!" เสียงกระดูกนิ้วหักผิดรูปดังลั่น พร้อมกับเสียงแหกปากร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนนั้นเอง ธีร์รับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวจากทางด้านหลัง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก หันกลับมามองผ่านหัวไหล่ นัยน์ตาคมกริบสบเข้ากับดวงตาของชายชุดสูทที่กำลังยืนตัวแข็งทื่ออยู่ห่างไปไม่กี่เมตร
ธีร์ปล่อยมือจากลำคอของอันธพาล ปล่อยให้ร่างนั้นร่วงลงไปนอนกองกับพื้นอย่างไม่ไยดี ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผู้มาใหม่ สีหน้าของเขายังคงไม่ยินดียินร้าย ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกจากการถูกจับจ้องโดยผู้ที่มีท่าทีคุกคาม
"ไม่ได้หวังเลยนะ..." ธีร์เอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนน่าขนลุก "...ว่ามึงจะเดินเข้ามาหากูเองถึงในนี้"
ชายหนุ่มก้าวเดินข้ามร่างของพวกอันธพาลที่นอนเกลื่อนพื้น เข้ามาหาชายชุดสูทอย่างช้าๆ "งั้นกูจะถามมึงแทนก็แล้วกัน... ว่ามึงตามกูมาทำไม?"
ชายชุดสูทรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่ลำคอ เขามองภาพชายเพียงคนเดียวที่สามารถเล่นงานคนที่มีอาวุธครบมือถึงเจ็ดคนให้มีสภาพเหมือนเศษขยะได้ภายในเวลาไม่กี่นาที สมองของเขาประมวลผลอย่างรวดเร็ว ไอ้คนที่แปดที่วิ่งหนีรอดไปได้นั้น ถ้ามันวิ่งไม่ทัน มันก็คงมีสภาพไม่ต่างจากซากศพพวกนี้แน่ๆ!
"นี่มันเหี้ยอะไรกันวะเนี่ย... ไอ้หมอนี่มันเป็นใครกันแน่!?" ชายชุดสูทสบถถามตัวเองในใจด้วยความตื่นตระหนก "มันใช่หลานชายที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศของเจ้าสัวจริงๆ เหรอวะ!?"
ในขณะที่สมองเต็มไปด้วยคำถาม มือขวาที่ล้วงอยู่ในเสื้อสูทก็กำด้ามปืนแน่นขึ้นจนชื้นเหงื่อ ขยับตั้งท่าเตรียมพร้อมที่จะชักอาวุธสังหารมาจากชุดสูททุกเมื่อ หากผู้ชายอันตรายตรงหน้าก้าวเข้ามาใกล้มากกว่านี้!
บรรยากาศภายในซอยเปลี่ยวตึงเครียดขึ้นจนถึงขีดสุด กลิ่นคาวเลือดของพวกอันธพาลที่นอนสลบไศลอยู่บนพื้นยิ่งขับเน้นให้สถานการณ์ดูอันตราย ชายชุดสูทพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติและข่มความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ เขาตัดสินใจแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ
"เฮ้ย... ใจเย็นๆ ก่อนนะน้องชาย"
ชายชุดสูทยกมือซ้ายขึ้นมาระดับอก พยายามทำท่าทางห้ามปรามและประนีประนอม "มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดน่ะ..."
ทว่าในขณะที่ปากเอ่ยคำหวานเจรจา มือขวาของเขาที่ซุกซ่อนอยู่ใต้เสื้อสูทกลับกำด้ามปืนพกขนาด 9 มม. เอาไว้แน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน นิ้วชี้ทาบรออยู่ที่ไกปืน เตรียมพร้อมที่จะชักมันมาลั่นไกใส่ผู้ชายตรงหน้าได้ทุกเมื่อหากสถานการณ์บานปลาย
ธีร์หยุดฝีเท้าลง นัยน์ตาสีเข้มทอดมองท่าทีลุกลี้ลุกลนที่พยายามซ่อนรูปของอีกฝ่าย ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกกับมือที่ซ่อนอยู่ในเสื้อสูทนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"มึงเคยยิงคนมาก่อนไหม?"
ชายชุดสูทชะงักไปนิดหนึ่งกับคำถามที่เหนือความคาดหมาย แต่เขาก็รีบปรับสีหน้าและตอบกลับไปอย่างใจเย็น พยายามสร้างความน่าเกรงขามให้ตนเอง
"ต้องเคยสิ..." เขาแสยะยิ้มมุมปาก ข่มขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ทำไม? หรือมึงคิดว่ากูไม่กล้าเหนี่ยวไก?"
ธีร์ไม่ได้ตอบคำถามนั้น ชายหนุ่มทำเพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ มา... มันเป็นรอยยิ้มที่ดูเยียบเย็นและไม่ถึงดวงตา ก่อนที่เขาจะเริ่มก้าวเท้าเดินเข้าหาชายชุดสูทอีกครั้งด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ
ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านมากดทับจนชายชุดสูทต้องเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
เมื่อเห็นอีกฝ่ายถอย ธีร์ก็หยุดเดิน ชายหนุ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาระดับไหล่ แบฝ่ามือเพื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามือของเขาว่างเปล่าและไม่ได้ถืออาวุธใดๆ
"เอางี้..." ธีร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย "มึงตอบคำถามกูมา... ว่ามึงตามกูมาทำไม?"
ชายชุดสูทสมองแล่นจี๋ พยายามหาทางที่เนียนที่สุด เขาเหลือบมองมือที่ว่างเปล่าของธีร์ ก่อนจะเริ่มแต่งเรื่องสดๆ ร้อนๆ ขึ้นมา
"พอดีกูเห็นว่ามึงเดินมาจากบ้านหรูๆ หลังใหญ่โตนั่น..." เขาอ้างถึงคฤหาสน์สิรินทรา "กูก็เลยคิดว่ามึงน่าจะเป็นพวกลูกเศรษฐีมีเงิน กะว่าจะจับตัวมึงไปเรียกค่าไถ่ซะหน่อย... แต่พอมาเห็นฝีมือมึงตอนนี้ กูเปลี่ยนใจแล้ว กูไม่จับตัวมึงแล้ว... งั้นมึงจะไปไหนก็ไป โอเครึเปล่า? ต่างคนต่างแยกย้าย"
เมื่อได้ฟังคำแก้ตัวนั้น ธีร์ก็หลุดหัวเราะในลำคอมาเบาๆ รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เขากวาดสายตามองการแต่งกายที่เนี๊ยบตั้งแต่หัวจรดเท้าของอีกฝ่าย
"เดี๋ยวนี้ประเทศไทยมันอัปเกรดไปถึงขนาดนี้แล้วเหรอวะ?" ธีร์ส่ายหน้าเบาๆ "ขนาดโจรเรียกค่าไถ่... ยังต้องใส่สูทผูกไทมาทำงานเลย"
ชายชุดสูทหน้าตึงไปทันทีเมื่อโดนจับผิด แต่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากเถียง ธีร์ก็สวนคำพูดตอกหน้ากลับไปอย่างเฉียบขาด
"กูเพิ่งจะเดินทางมาถึงประเทศไทยได้แค่วันนี้เป็นวันที่สาม..." ธีร์หรี่ตาลง นัยน์ตาคมกริบจ้องทะลุเข้าไปในความตื่นตระหนกของอีกฝ่าย "และอีกอย่าง... อาวุธของไอ้พวก-่าที่นอนกองอยู่บนพื้นเนี่ย ทั้งไม้หน้าสาม ทั้งไม้เบสบอล ทั้งมีด... มันไม่ได้มีไว้เพื่อจับคนเป็นๆ ไปเรียกค่าไถ่ แต่มันมีไว้เพื่อส่งเป้าหมายไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลชัดๆ"
ชายหนุ่มลดมือทั้งสองข้างลง แววตาเปลี่ยนเป็นดุดัน "มึงไม่ต้องมาแถ... บอกกูมาตรงๆ ว่าใครใช้ให้มึงมา ใครจ้างไอ้พวกสวะพวกนี้มาเล่นงานกู... บอกความจริงมา แล้วกูจะปล่อยมึงเดินไปจากซอยนี้ดีๆ"
ชายชุดสูทลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารู้ได้ทันทีว่าไอ้หนุ่มร่างใหญ่ตรงหน้านี้ไม่ใช่คนโง่ที่จะยอมเชื่อคำโกหกตื้นๆ ของเขาง่ายๆ เหงื่อกาฬเริ่มแตกพลั่กซึมตามไรผม เขาพยายามก้าวถอยหลังช้าๆ เพื่อรักษาระยะห่าง ในขณะที่ธีร์ก็ชูมือทั้งสองข้างขึ้นอีกครั้ง และก้าวเดินต้อนเข้าหาอย่างใจเย็นและคุกคาม
บรรยากาศตึงเครียดราวกับสายธนูที่ถูกง้างจนสุดและพร้อมจะขาดผึงได้ทุกวินาที
ทว่า ในขณะที่การคุมเชิงกำลังดำเนินไปอย่างลุ้นระทึกนั้นเอง...
เอี๊ยด...
เสียงบานพับหน้าต่างฝืดๆ ดังแว่วลงมาจากชั้นสามของตึกแถวเก่าๆ ที่ขนาบข้างตรอกซอย เสียงนั้นดังทำลายความเงียบงันขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ด้วยสัญชาตญาณของคนที่กำลังตื่นกลัวและระแวงภัยรอบด้าน ชายชุดสูทเผลอละสายตาจากเป้าหมายตรงหน้า และเงยหน้าขึ้นไปมองตามเสียงหน้าต่างบานนั้นเพียงแค่ 'เสี้ยววินาที'
และนั่น... คือความผิดพลาดที่ราคาแพงที่สุดในชีวิตของเขา!
พรึ่บ!
เพียงแค่พริบตาเดียวที่สายตาของศัตรูเบี่ยงเบน ร่างสูงใหญ่ของธีร์ก็พุ่งทะยานเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ ราวกับเสือดำที่พุ่งตะครุบเหยื่อ!
"เฮ้ย!!"
ชายชุดสูทสะดุ้งสุดตัวเมื่อหันกลับมาพบว่ามัจจุราชได้มายืนซ้อนอยู่ตรงหน้าแล้ว ความตื่นตระหนกสั่งให้เขารีบกระชากปืนพกจากใต้เสื้อสูทหมายจะลั่นไกป้องกันตัว
แต่ช้าเกินไป!
มือกว้างของธีร์พุ่งเข้าตะปบคว้าเข้าที่ข้อมือขวาของชายชุดสูทที่เพิ่งจะดึงปืนพ้นมาจากซองปืนได้อย่างแม่นยำ ชายหนุ่มแรงบิดข้อมือนั้นอย่างรุนแรงจนปืนพกเกือบจะหลุดจากมือ พร้อมกันนั้น เขาสอดท่อนแขนซ้ายเข้าใต้ข้อศอกของศัตรู ใช้หลักการเคลื่อนไหวตามยุทธวิธี (CQC) บิดล็อกและพับแขนขวาของชายชุดสูทไพล่ไปด้านหลัง หักมุมเข้าสู่จุดบอดของสรีระร่างกายอย่างสมบูรณ์แบบ!
"อ๊ากกก!"
ชายชุดสูทร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด กระดูกหัวไหล่และข้อศอกถูกล็อกตึงจนแทบจะฉีกขาด ร่างของเขาถูกกดให้โน้มไปข้างหน้า ขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว ปืนในมือหมดสิทธิ์ที่จะยกขึ้นมาเล็งหรือเหนี่ยวไกใส่ใครได้อีกต่อไป เขาถูกสะกดและควบคุมไว้อย่างเบ็ดเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสองวินาที!
ธีร์ขยับเข้ามายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง แขนแกร่งที่ล็อกศัตรูเอาไว้แรงกดเพิ่มขึ้นอีกนิดจนชายชุดสูทต้องสูดปากด้วยความเจ็บ ริมฝีปากของชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ใบหูของเชลยในกำมือ ก่อนจะกระซิบถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
"งั้นกูจะถามมึงอีกรอบนะ... ว่าใครใช้มึงมา?"
ธีร์เว้นจังหวะ ปล่อยให้ความกลัวซึมลึกเข้าไปในจิตใจของอีกฝ่าย "แต่รอบนี้... กูจะมีข้อเสนอพิเศษเสริมให้มึงด้วย"
"มึงเก็บความลับกูไม่อยู่หรอก... เพราะกูมีวิธีมากมายที่จะทำให้มึงยอมคายมันมา" ชายหนุ่มแสยะยิ้มเหี้ยม "มึง... จะลองดูก็ได้นะ?"
...
ในขณะเดียวกัน ที่ริมถนนใหญ่ฝั่งตรงข้าม
ภายในห้องโดยสารของรถเก๋งสีบรอนซ์ ชายสองคนที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์กำลังตกอยู่ในสภาวะกระวนกระวายใจอย่างหนัก
ชายที่นั่งหลังพวงมาลัยเคาะนิ้วกับพวงมาลัยรัวๆ ในขณะที่ชายเบาะหลังก็ชะเง้อคอมองลอดกระจกไปที่ปากซอยเปลี่ยวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใจหนึ่งพวกเขาก็อยากจะบีบแตรเรียก หรือลงไปตามเพื่อนที่หายเข้าไปนานผิดปกติ แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่าจะทำให้เรื่องบานปลาย หรือเผยตัวตนของพวกตนให้คนอื่นเห็น
"ทำไมมันนานนักวะ... แค่เข้าไปดูแป๊บเดียวเองไม่ใช่เหรอไง?" ชายคนขับสบถอย่างหัวเสีย
ทว่า ในจังหวะที่พวกเขากำลังตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อนั้นเอง สายตาของชายคนขับก็เหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวที่ปากซอย
"เฮ้ย! มาแล้ว! ไอ้นั่นไง!"
เขาชี้มือไปที่ร่างของเพื่อนในชุดสูทที่กำลังก้าวเดินพ้นมุมตึกมาสู่แสงสว่างของริมถนนใหญ่ ชายทั้งสองคนในรถถอนหายใจมาอย่างโล่งอก ทว่า... ความโล่งใจนั้นก็อยู่ได้เพียงแค่เสี้ยววินาที ก่อนที่คิ้วของพวกเขาทั้งคู่จะขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความสับสนและตกตะลึง
เพราะท่าทางการเดินของเพื่อนพวกเขานั้นดูแปลกประหลาด แขนข้างหนึ่งแนบชิดติดกับลำตัวเหมือนถูกบังคับให้เดิน และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น...
ทางด้านหลังของเพื่อนพวกเขา มีร่างสูงใหญ่ในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำ... 'เป้าหมาย' ที่พวกเขาหมายหัวเอาไว้... กำลังเดินก้าวตามประกบติดแผ่นหลังของเพื่อนพวกเขามาด้วยท่าทีคุกคามอย่างชัดเจน!
นิยายแนะนำ
นิยายแนะนำ
ความคิดเห็น
COMMENT
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เพื่อสร้างประสบการณ์นำเสนอคอนเทนต์ที่ดีให้กับท่าน รวมถึงเพื่อจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเว็บไซต์เรา หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้ต่อไปโดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ นั่นเป็นการแสดงว่าท่านอนุญาตยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา
0.00
0.00









userA???
???? ??? ? ???? ?? ??